CARAVAN LOVER.......

 

Vol 4 ...

***************************

ท่ามกลางทุ่งฝ้ายที่ปลูกไว้เป็นแถวเป็นแนวจนจรดเนินเขา ข้างๆ รถพ่วงคาราวานของพวกนักศึกษามีงานเลี้ยงย่อยๆ ถูกจัดขึ้นอย่างสนุกสนาน แสงจากไฟในกองฟืนส่องสว่างจ้าไปทั่วบริเวณที่ตั้งแคมป์ เสียงพูดคุยเฮฮาดังผสานกับเสียงไฟประทุเหนือกองฟืน
เบียร์ขวดแล้วขวดเล่าถูกแจกจ่ายกันทั่วถ้วน รวมถึงกลิ่นบาร์บีคิวย่างใหม่ๆ สดๆ ส่งกลิ่นหอมหวนเรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว
“เอ้า...ชนแก้วหน่อย ช้นนน....” เสียงใสแจ๋วของยามะพีดังขึ้น เขาชูแก้วเบียร์ยื่นออกมา กระทบกับเบียร์ของเพื่อนคนอื่นดังกริ๋ง...
“เอ้าช้นนนน...วันนี้วันดี...ทุกคนได้งานทำกันหมด เพราะไอ้โนะคนเดียวนะเนี่ย ขอยกความดีความชอบให้เล้ยยย...เอ้า...ช้นนนนน....”
“แด่จุนโนะสุเกะเพื่อนผู้เสียสละของพวกเรา” โคกิแหกปากตามไปด้วยอีกคน
แก้วและขวดในมือที่ยกขึ้นชนกันโดยพร้อมเพรียง แต่ตัวต้นเรื่องได้แต่ยิ้มแห้งๆ เพราะในใจยังนึกกังวลถึงงานที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น

จุนโนะมองสีหน้ายิ้มแย้มของเพื่อนทุกคน รอยยิ้มและหัวเราะอย่างดีใจนั้นทำให้เขาแช่มชื่น แต่ในใจลึกๆ ก็อดอิจฉาไม่ได้ เพื่อนได้ทำงานตรงกับสายงานที่เรียนมา ยกเว้นเขาคนเดียว ...ออกแบบผลิตภัณฑ์ น่าจะหางานง่ายนะ โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมแบบนี้ แต่จินกลับให้เขาทำงานเป็นเลขาอันดับสอง หรือเลขาสำรอง....แล้วมันต้องทำอะไรบ้างนะไอ้หน้าที่นี้น่ะ
“คิดอะไรง่ะ จุนโนะ มาร่วมสนุกกันดีกว่า” อุจี้ฉุดจุนโนะขึ้น ตอนนี้เพื่อนๆ พากันยืนล้อมเตาบาร์บีคิวกันหมด เหลือแต่เขานั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว
“อือ...ไปเด่ะอุจี้”
“เดี๋ยวจะหยิบเนื้อย่างให้น้าาา...” อุจี้เอื้อเฟื้อ เขาคัดเนื้อย่างไม้ที่น่ากินที่สุดให้เพื่อนรัก แล้วก็ป้อนเบียร์จนชิดปากด้วย
“ขอบใจอุจี้” จุนโนะกล่าวอย่างใจจริง มองใบหน้าสวยหวานของเพื่อน

...อุจี้ผู้งดงาม ทั้งกิริยาท่าทาง รวมไปถึงความมีน้ำใจ และเอื้อเฟื้อใครต่อใครเสมอ และนั่นทำให้เขาและยามะพีได้แต่ยืนมองอุจี้มีความสุขกับคนที่รักอย่างจำนน

...อุจี้รักไอบะ มาซากิ...

จุนโนะก็ชอบไอบะ ...

ยามะพีก็เล็งไอบะไว้เหมือนกัน

และในเมื่อไอบะ หนุ่มร่วมมหา’ลัยรุ่นพี่ตกลงปลงใจยกหัวใจให้อุจี้ดูแล จุนโนะกับยามะพีก็ได้แต่หลบเลียแผลใจให้กันและกันอยู่เงียบๆ ยอมแพ้ต่อความน่ารักของฮิโรกิ อุจิ หรืออุจี้คนนี้ได้เสมอ
เขาสองคนเคยเปรยกันอย่างเล่นๆ ในวันหนึ่งว่า
“นี่ถ้าไม่ใช่อุจี้นะ ไม่ยอมหรอก”
“นั่นเด่ะ...”

ดังนั้น ทั้งจุนโนะสุเกะและยามะพีจึงจับคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและปรึกษาปัญหาหัวใจกันเสมอ จนเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของกันและกัน
“หวังว่าเจอรักใหม่นี่คงจะไม่ชอบคนเดียวกันอีกนะ” จุนโนะเงยขึ้นบอกพระจันทร์เบื้องบน ยามะพีก็เลยหยิกหนึบเข้าให้ แล้วบอกว่า
“อะไรมันจะฟลุ๊คขนาดน้านนนน....”

.......................

“จุนโนะ...ไปเดินเล่นกันมั้ย?” เสียงของยามะพีดังขึ้นข้างๆ มือถือขวดเบียร์สองขวด เขาพยักหน้าไปทางต้นไม้ใหญ่ที่จุนโนะชอบไปนั่งเล่น
“ไปเด่ะ” ร่างสูงโปร่งพยักหน้ารับคำ

ทั้งสองเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ห่างจากที่ตั้งแคมป์พอสมควร จุนโนะทรุดตัวนั่งใต้ต้นไม้ แต่ยามะพีเดินหนีบขวดเบียร์หันหลังให้ เขาแหงนมองดวงจันทร์งดงามกระจ่างฟ้าเบื้องบน
จุนโนะกระดกเบียร์ขึ้นดื่มแล้วก็มองแผ่นหลังบอบบางของเพื่อน
“ดูท่าทางเพื่อนเราจะมีปัญหาคาใจอะไรอยู่ใช่มั้ยเนี่ย?” จุนโนะถาม
“รู้ทันอีกแล้วนะ”
“ก็เราซี้กันนี่นา ยามะ”
“จุนโนะ...” ยามะหันขวับเดินมาหยุดเบื้องหน้า ทำให้จุนโนะต้องแหงนหน้ามอง
“รู้มั้ย พี่ไอบะจะขอมาอยู่แคมป์เดียวกับพวกเราด้วย เขาบอกว่าทนห่างจากแฟนไม่ได้”
“อืมมม.....เหรอ........” เสียงจุนโนะทอดอ่อน เขาขบริมฝีปากแล้วก็เหลือบตามองยามะพี แต่ไม่อาจเห็นแววตาใดๆ ในดวงตากลมโตได้ ยามะพีพูดขึ้นอีกว่า
“แย่เลยว่ะ...ไม่อยากเลยง่ะ ทำใจยังไม่ได้ ไม่อยากเห็นพี่ไอบะตอนนี้ง่ะ บอกตรงๆ ว่า อิจฉา”

จุนโนะหัวเราะกับคำสารภาพของยามะพี เมื่อยามะพีทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขาก็ยีหัวเพื่อนร่างเล็ก แล้วก็สารภาพออกมาบ้าง
“ฉันก็เหมือนกัน....ยังชอบพี่ไอบะอยู่นะ คิดดูซิ พวกเราปิ๊งพี่เค้าพร้อมๆ กัน คอยตามดู ตามลุ้น แต่ก็แห้ว...แล้วจะไปไหนก็ไม่ไป ดันจะมาอยู่คาราวานเดียวกันอีก...เราแย่แน่ ยามะเอ๊ย...ต้องเห็นภาพสวีทหวานแหววตำตาทุกวัน”
“นั่นเด่ะ...แล้วอย่างงี้เมื่อไรจะปลงได้ล่ะ”
“อือ......” จุนโนะหัวเราะแห้งๆ
“แต่อุจี้คงดีใจซินะ”
“ก็แหงล่ะ จุนโนะ ก็แฟนเขาทั้งคน” ยามะพีทำหน้ามุ่ย วางขวดเบียร์ลง ล้มตัวลงนอนหงายหนุนท่อนแขนของตัวเอง ดวงตากลมโตจับนิ่งที่ดวงจันทร์ซึ่งแขวนตัวอยู่บนฟากฟ้า
“พรุ่งนี้พวกเราก็จะได้ทำงานแล้วเนอะ ค่อยยังชั่วหน่อย จะได้ไม่คิดมากไง...” เขาปลอบใจตัวเอง
“คิดได้อย่างนี้ก็ดีแล้ว”
“จุนโนะคืนนี้นอนเล่นที่นี่กันมั้ย?” ยามะชวน
“บ้าน่า ยามะ เดี๋ยวยุงก็หามตายหรอก ตกดึกน้ำค้างก็ลง ไม่เอาง่ะ” ปากก็พูดแต่ตัวเองก็ล้มตัวลงนอนเขลงเคียงข้างเพื่อนรัก ยามะพีพลิกตัวนอนตะแคง หันหน้ามาทางจุนโนะ ชวนคุยเรื่องอื่น
“แล้วเจ้านายคนใหม่ของนายล่ะ จุนโนะ ดูท่าทางกวนดีนะ สงสัยจะชอบนายเสียละมั้ง?”
“บ้าน่า...ใครเขาจะมาชอบฉัน หมอนั่นน่ะ เชอะ...ประสาทไม่ค่อยดีนะ ฉันว่า แต่ก็มีแฟนแล้วหรอก เป็นผู้หญิงด้วย สวยด้วยน้า.....” จุนโนะบอก เขาเล่าให้ฟังเรื่องที่จินจ้างเขาให้เป็นแฟนและพาเข้าไปในบ้านของทักกี้ ไปพาตัวน้องชายออกมา แต่เรื่องที่ถูกจับแก้ผ้ากับจิน เขาไม่ได้เล่า ก็นายจ้างสั่งเอาไว้นี่นาว่าห้ามบอกใครเด็ดขาด.....พอเล่าจบยามะพีก็อุทานเสียงหลง
“โห้ย.....จ้างนายเป็นคนรัก...โค..ตะ..ระ...โรแมนติกเลยง่าาา”
“ประสาทล่ะไม่ว่า...คนพิลึก...” จุนโนะค้อนลมค้อนแล้ง นึกไปถึงหน้ากวนๆ ของนายจ้าง
“แล้วยังจ้างนายเป็นเลขาอีก โอ้โหจุนโนะระวังตัวไว้นะ....อาจจะมีแผนสูงก็ได้นา...ฉันว่า”
“ไม่หรอกยามะก็...หมอนั่นน่ะ คงไม่รู้จะหาอะไรให้ฉันทำละมัง...เอาไว้พรุ่งนี้ก็รู้ว่าเขาจะให้ฉันทำอะไรบ้าง”
“นั่นน่ะซิ....จุนโนะสัญญานะว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นายต้องเล่าเรื่องงานของนายให้เราฟัง แล้วเราจะเล่าของเราให้นายฟังบ้าง” ยามะพีลุกขึ้นนั่งส่งมือให้จุนโนะจับ อีกฝ่ายแหงะหน้ามอง แล้วก็ยื่นมือให้จับทั้งๆ ที่ยังนอนหงายอยู่
“ตกลงยามะพี เราจะไม่มีความลับกับนาย ถ้าไม่จำเป็น........” ท้ายประโยคจุนโนะทอดเสียงเบาราวกับจะพูดกับตัวเองคนเดียว

สองหนุ่มนอนคุยกันได้เรื่อยๆ ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวจนเริ่มดึกเขาก็คุยเรื่องไกลตัว จนถึงเรื่องการเมืองและกีฬาและบันเทิง จนเสียงแจ๋วๆ ของจุนโนะเริ่มเบาลง ส่วนยามะพีก็หาวแล้วหาวอีก
ความตั้งใจของยามะพีที่จะนอนเล่นกลางแจ้งดูจะเป็นจริงเอามาก เพราะร่างบางเป็นฝ่ายเงียบเสียงก่อน ดวงตาหลับพริ้ม จุนโนะคร้านจะปลุก เขาก็เลยต้องนอนเป็นเพื่อนอยู่ตรงนั้น ...ภายใต้แสงดาวแสงเดือน ไม่แคร์ว่าจะมีน้ำค้างลงมาหรือไม่...สายลมเย็นของยามดึกทำให้จุนโนะหนังตาชักจะหนัก จนหลับไปในที่สุด...

*********************************

รุ่งเช้า...
จุนโนะปั่นจักรยานคันเก่ามาจอดพิงเอาไว้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จัดแจงล็อคโซ่เรียบร้อยก็เตรียมโบกรถที่นานๆ จะวิ่งผ่านมาสักคัน... แต่ก็ยังไม่ทันจะได้โบก ก็ปรากฏรถสีดำทะมึนวิ่งตรงมาจากในเมือง ....ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อมาถึงที่ที่เขายืนอยู่ รถคันนั้นก็เลี้ยวขวับหันหน้ารถเข้าเทียบ.....
คนขับรถชะโงกหน้ามายิ้มให้ เป็นชายวัยกลางคนหน้าตาท่าทางใจดี พูดอย่างนอบน้อมว่า
“คุณจุนโนะสุเกะใช่มั้ยครับ? คุณจินให้มารับครับ...”
“เ อ๋...??” จุนโนะเลิกคิ้ว
เออ....ดีวุ้ย...นี่เขาคงจะเป็นเลขากิตติมศักดิ์แหงๆ เลยเนี่ย มีรถมารับถึงที่ด้วย
โดยไม่รอช้า จุนโนะรีบขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับทันที
“คุณจินอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานครับ” จุนโนะถาม
“ไม่อยู่หรอกครับคุณ...ไปบ้านคุณทากิซาว่า...ท่าทางจะอีกนานล่ะครับว่าจะกลับ” คนขับรถบอกแค่นั้น แต่ความจริงน่ะ ไม่ได้บอกหรอกว่า จินผลุนผลันไปด้วยอาการโกรธ ...โกรธเรื่องอะไรเขาเองก็ไม่รู้ แต่เห็นทีคงอีกนานกว่าจะกลับ
“คุณอะกานิชิให้ผมมารับคุณและก็ให้ไปส่งที่ที่คุณต้องทำงาน”
“เอ...แล้วผมต้องทำงานที่ไหนล่ะครับ?” เด็กหนุ่มขยับตัวยุกยิก เขามองออกไปสองข้างทาง เห็นบ้านเรือนปลูกทรงเตี้ยๆ สลับกับโรงเรือนที่เป็นปูนฉาบ เสียงคนขับรถดังให้ได้ยินว่า
“ไปที่บ้านครับ คุณจินให้คุณเลขาสำรองไปทำงานที่บ้าน ทำกับคุณจินเลยล่ะ”
“เหรอฮะ...อือ...อ...อ.....”

**************************

เมื่อมาถึงบ้าน คนขับรถส่งตัวจุนโนะต่อให้เลขาส่วนตัวของจิน ซึ่งจุนโนะแอบเรียกในใจว่า “เลขาคนที่หนึ่ง” เป็นคนนำเขาเข้ามาที่ห้องทำงานของจิน ซึ่งเป็นห้องที่จุนโนะเคยเข้ามาแล้วในวันแรกที่มาตกลงทำงานกับจิน
คุณเลขาอันดับหนึ่งพาเขามานั่งรอที่เก้าอี้บุนวมตัวยาว ซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง รอคอยการมาถึงของ อะกานิชิ จิน...ซึ่งคุณเลขาฯ บอกสั้นๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า
“ออกไปราวกับพายุ คงอีกนานกว่าจะกลับ”
เมื่อลับร่างคุณเลขาฯ ไปแล้ว จุนโนะยังคงนั่งหน้าเหวอ นึกเดาเหตุการณ์ออก ก็จินมีเรื่องค้างคากับทากิซาว่า ฮิเดอากิอยู่เมื่อวานซืนนี่นา สงสัยคงไปชำระสะสางบัญชีแค้นกันละมัง
แต่...เอ...ก็จินเอาตัวน้องชายออกมาได้แล้วนี่นา แล้วยังจะมีเรื่องอะไรอีก ...ทางที่ดีเขาควรจะอยู่รอดีกว่า....
นั่งเล่นได้สักพัก คุณเลขาฯ ก็โผล่หน้ามายิ้มเผล่อีกที ส่งใบสมัครให้เด็กหนุ่มกรอก
“ประวัตินะน้อง เขียนให้ละเอียดเลยนะ”
“ครับ...”

************************************

ที่บ้านหลังงามของทากิซาว่า

อะกานิชิ จินเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องรับแขกอันโอ่โถง เฝ้ารอเจ้าของบ้านออกมาพบด้วยความอดทน อย่างน้อยจินก็คิดว่าเขายังพอมีความอดทนอยู่บ้างตรงที่ไม่ได้เข้าไปกระชากทักกี้ออกมาจากห้องเสพสุขชั้นบนนั่น เขาเดินอย่างพลุ่งพล่าน ยังไงๆ ก็จะพูดกันให้รู้เรื่อง แม้ว่าจะต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือก็ตาม
จินเหลียวมองรอบกาย วันนี้สภาพบ้านของเจ้าวายร้ายคนนี้เป็นปกติ งานปาร์ตี้คงจะเลิกรา บ้านถึงได้ดูสะอาดเอี่ยมอ่องเช่นนี้
ชั่วโมงหนึ่งผ่านไป แต่ในใจอันร้อนรุ่มของคนมาเยือน มันนานราวแรมปี เขาจวนจะบุกเข้าไปชั้นบนอยู่แล้วเชียว เมื่อทักกี้และซึบาสะปรากฏกายขึ้นที่เชิงบันได ดวงหน้าทั้งสองยิ้มละไมราวกับไม่เคยก่อเรื่องอะไรไว้
“นายทำอย่างนี้ทำไม?” เป็นประโยคแรกที่จินกระชากเสียงถาม
“ทำอะไร? ...อ๋อ..นอนกับซึบาสะง่ะเหรอ?” ทักกี้ถามกลับ ยิ้มแล้วก็ผายมือไปทางหนุ่มน้อยซึบาสะที่ยืนระทดระทวยพิงราวบันไดอยู่
“บ้า!! เรื่องนั้น ฉันจะถามทำไม...ก็เรื่องที่นายส่งรูปฉันนอนกับจุนโนะไปให้คู่หมั้นฉันดูน่ะซิ ยังจะมาถาม?”
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าส่งไปได้ไง? แต่เอ....ฉันว่าไม่ได้มีแค่แฟนนายเท่านั้นละมังที่ได้ดู ลองไปถามทั่วเซนไดดูเด๊ะว่ามีใครไม่เห็นมั่ง?”
“หา??? ว่าไงนะ????” จินอุทานเสียงหลง เนื้อตัวสั่นไปหมด ถ้าหมายความตามที่ทักกี้พูด งั้นก็แสดงว่า....

....โอย..จินจะเป็นลม....

เขามองหน้าหล่อเหลาของทักกี้อย่างเขม่น มือที่กำหมัดอยู่นั้นกระแทกเข้ากับปากบางของเจ้าของบ้านอย่างไม่ต้องตัดสินใจอะไรอีกแล้ว

.......พลั่ก......

ร่างของทักกี้หงายหลังลงไปนอนกองบนขั้นบันไดแรก แต่เมื่อจินถลันเข้าไปจะชกซ้ำ เท้าเรียวยาวของใครคนหนึ่งก็ยันเข้าที่ชายโครงจนเข้าผงะไป
ซึบาสะนั่นเอง ดวงหน้าที่เคยหวานสนิทมีแววโกรธขึ้ง ...ที่จินบังอาจมาชกหน้าหล่อๆ ของคนรัก
ซึบาสะเดินลงบันไดตามมา แต่จินก็ง้างขาซัดป๊าบเข้าที่ท้องจนหนุ่มหน้าสวยร้องอุ้ก...แล้วก็นั่งตัวงออยู่ตรงนั้น
จินหันขวับไปกระชากคอเสื้อทักกี้อีกครั้ง แต่คราวนี้นอกจากทักกี้จะลุกมาตามแรงฉุดแล้ว เขายังเสยกำปั้นเข้าที่ปลายคางของจินอีกเต็มๆ....
“ไอ้ทักกี้!!” จินกุมปาก เลือดไหล่ปรี่จนเปรอะปลายคาง คนอย่างอะกานิชิ จินมีหรือจะยอมให้ทำร้ายกันมากไปกว่านี้ จินสะบัดหน้าไล่ความงงออกไป ....จากนั้น สองหนุ่มเจ้าของบ้านกับผู้มาเยือนต่างก็ซัดกันนัวจนไม่รู้ว่าอันไหนหมัดใคร อันไหนบาทาใคร....

****************************

“โอ๊ยยย....!!!” จินสะดุ้งเฮือก เผลอร้องออกมาลั่นห้อง เมื่อยูอิจิป้ายยาแดงเข้าที่มุมปากและโหนกแก้มของเขา ตอนนี้ใบหน้าของจินฟกช้ำ และเริ่มบวมปูด แถมยังขัดยอกที่ลำตัวอีกด้วย
“ทีหลังจะบุกถ้ำเสือก็เรียกเพื่อนไปเยอะๆ นะโว้ย ไอ้จิน ไม่ใช่บุกเดี่ยวตอนกำลังโกรธแบบนี้ ...ไม่ตายกลับมาก็ดีเท่าไรแล้ว” ยูอิจิแปะพลาสเตอร์ที่โหนกแก้มแตกของเพื่อนรักอีกแห่งเป็นอันว่าสิ้นสุดการทำแผล
จินถอนหายใจเฮือก เขาตวัดมองหน้าของคุซาโนะ ที่นั่งมองพี่ชายบาดเจ็บ ใบหน้าหวานน่ารักนั้นอมยิ้มอย่างขบขัน จินได้ยินเสียงหัวเราะน้อยๆ ออกมาจากปากหยักงามนั้นอีกต่างหาก
“เดี๋ยวเหอะ...ไอ้ตัวดี เพราะแกทีเดียวทำให้ฉันเจ็บตัว” จินตวาด ทำให้น้องชายย่นจมูกใส่
“ก็อยากเข้าไปเองนี่นา แล้วพี่ไม่รู้เหรอ ว่าพี่ทักกี้เขาสงสัยพี่มานานแล้วว่า เป็นคนไปแจ้งตำรวจว่าพวกเขามั่วยา และก็มั่วเซ็กซ์กันอีกน่ะ...”
“ฉันไม่รู้ว้อย...ไม่เคยยุ่งกับพวกตำรวจ ฉันไม่สนใจหรอกว่าไอ้หมอนั่นมันจะทำระยำอะไรที่ไหน ที่ฉันเสนอหน้าไปก็เพราะแกนั่นแหล่ะ ไอ้คุ...ไอ้ตัวแสบ ถ้าแกไม่ไปมั่วกับน้องมัน ฉันก็ไม่เข้าไปเหยียบบ้านนั้นให้เสียราศีหรอกเว้ย...”
“คุไม่ได้มั่วนะ...คุแค่รักกับพี่เรียวก็เท่านั้นเอง...” น้องชายเถียงข้างๆ คูๆ ทำให้พี่ชายหมั่นไส้เพิ่มเข้าไปอีก

ยูอิจิลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าจินแล้วก็ถามว่า
“เป็นอันว่า สองคนนั่นใช่มั้ยที่เป็นคนถ่ายรูปนายกับจุนโนะสุเกะนอนคู่กันบนเตียงไปไล่แจกตามเน็ทน่ะ?”
“เออเด่ะ...มันมาบอกทีหลัง หลังจากโยนฉันออกมาจากบ้านด้วยง่ะว่า...ที่มันเอารูปฉันไปลงก็เพราะมันจะแก้แค้นฉันที่ไปแจ้งตำรวจว่ามันจัดปาร์ตี้มั่วเซ็กซ์ที่นั่น ...สาบานได้ไอ้ยู ฉันไม่ได้แจ้งตำรวจเด็ดขาด ไม่เคยคิดเลยด้วย...แต่เอ...แล้วมันมาสงสัยฉันทำไมกันวะ?” จินขมวดคิ้ว ในขณะที่ยูอิจิก้มหน้างุด
“ฉันแจ้งความเองแหล่ะ...”
“ไอ้ยู!! แกเองเรอะ?”
“เออ...ก็ตอนนั้น ไม่คิดว่านายจะบุกเข้าไปนี่หว่า ฉันก็อยากให้น้องคุกลับออกมาเร็วๆ ก็เลยไปแจ้งความไว้ก่อน ...” ยูอิจิสารภาพ จินก็เลยระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด จะต่อว่าเพื่อนก็ทำไม่ลงเพราะยูอิจิหวังดี แต่อีกคนนี่ซิ ท่าทางจะสะใจ เพราะน้องคุตบมือร่า ทำหน้าแป้นใส่
“โห...พี่ยูนี่เอง...คิก...คิก...” คุซาโนะปิดปากหัวเราะคิกคัก ทำให้พี่ชายทั้งสองถลึงตาใส่
“ก็เป็นห่วงหรอกนะ ทำเป็นหัวเราะ” ยูอิจิทุบกำปั้นที่ศีรษะน้องคุเบาๆ เป็นเชิงหยอก ดูเหมือนคู่รักหยอกกัน แต่ในสายตาของยูอิจิที่มองน้องชายของจินนั้น มันไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่จะให้คิดไปในทำนองนั้น...ซึ่งก็ทำให้จินโล่งใจ...เขามองนาฬิกาแล้วก็ลุกขึ้น
“เห็นทีต้องกลับแล้ว พอดีนัดกับจุนโนะไว้ให้มาทำงาน ป่านนี้รอแย่แล้ว”
“จุนโนะที่พี่จินจ้างมาเป็นแฟนง่ะเหรอ...” น้องคุเงยหน้าถาม
“อือ...ทำไมเหรอ?”
“เปล่าฮะ...แค่สงสัย นึกว่าเป็นคู่ขาพี่จินซะอีก....”
“เฮ้ย...ไม่ใช่น่า...” จินร้องปฏิเสธเสียงลั่น
“เออ...ว่าแต่จุนโนะเขารู้เรื่องที่มีรูปตัวเองนอนกับนายปรากฏบนเน็ทหรือเปล่า” ยูอิจิถาม
จินส่ายหน้า สีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นมาทันใด
“คงยังไม่รู้เรื่องอะไรหรอก รายนั้นน่ะ...”
จินนึกเสียว ถ้าจุนโนะรู้จะทำหน้ายังไง จะโกรธแค่ไหน เขาเองนึกไปถึงดวงหน้าหวานของเด็กหนุ่มคนนั้น มันคงจะบูดบึ้งยามไม่สบอารมณ์ ดวงตาเรียวคงจะหรี่ คิ้วคงจะขมวดมุ่นและแก้มป่องเข้าป่องออก แถมยังวาจาเผ็ดร้อนที่จุนโนะจะว่าอีกล่ะ ...เฮ้อ...จินไม่อยากจะคิดเลยให้ตายซิ...เด็กปากจัดคนนั้น...

น้องคุของจินสะกิดแขนพี่ชายยิกๆ เมื่อเห็นจินเงียบไป
“พี่จินฮะ...ทีหลังพี่จินไม่ต้องจ้างใครมาเป็นแฟนหรอก ผมไปแล้วก็กลับมาเองง่ะแหล่ะ ไม่ต้องลงทุนให้พี่จินไปตาม”
“ฉันไม่ให้แกไปที่นั่นอีกแล้ว...เข้าใจมั้ย น้องคุสุดดื้อ” จินจิ้มหน้าผากน้อง
“แต่พี่เรียวกับผมน่ะ เป็นแฟนกันนะฮะ” น้องชายโอดครวญ เกาะแขนจินแล้วก็ซบหน้าคลอเคลีย แต่จินผลักคุซาโนะไปทางยูอิจิ ให้รายนั้นรับหน้าที่พี่ชายแทน
“ฉันห้ามก็คือห้าม...ถ้ารู้อีกครั้งนะว่า นายกลับไปที่บ้านทักกี้อีก ได้เห็นดีกันแน่...เอาล่ะ ฉันกลับล่ะ ไอ้ยูฝากดูแลน้องชายข้าด้วยนะเว้ย ..ดื้อนักก็จับเฆี่ยนซะ ไม่ต้องเกรงใจ” จินสั่งเอาไว้แค่นั้น แล้วก็เดินหน้ามุ่ยออกไปจากบ้าน โดยมียูอิจิเดินตามไปส่ง ...น้องชายตัวแสบมองตามแผ่นหลังของยูอิจิแล้วก็อมยิ้ม
“จะจับเฆี่ยนเหรอ พี่ยู......เดี๋ยวเหอะ....”

ดวงตาใสแจ๋วมีรอยยิ้มระยิบระยับประดับอยู่บนใบหน้า คุซาโนะส่งตาหวานมาให้ยูอิจิขณะที่ชายหนุ่มกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง มองแบบนี้ ยูอิจิชะงักไปนิด แล้วก็เลิกคิ้ว
“มีอะไรน้องคุ..?” ชายหนุ่มถาม แต่หนุ่มน้อยตาคมส่ายหน้า
“ไม่มีฮะ...ว่าแต่วันนี้ คุอยากกินไอติมจัง...พี่ยูพาคุไปกินนะฮะ...” อ้อนแล้วก็เกาะแขนยูอิจิ เงยหน้าขึ้นฉอเลาะจนชายหนุ่มต้องเออออด้วย ก็อ้อนเก่งแบบนี้นี่เล่า...ก็ต้องยอมตาม
.....ยอมมันหน่อยเพราะเป็นน้องเพื่อนหรอกนะเนี่ย....เฮ้อ........

*************************

ยามะพีเดินหอบแฟ้มเอกสารการทำเยื่อกระดาษไปตามทางเดินระหว่างห้องแล็บที่มีอุจี้ฝึกงานอยู่ วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาได้ทำงาน ทั้งโคกิและอุเอะดะที่เป็นคู่รักกันนั้นได้ทำงานในส่วนที่ผลิตเยื่อกระดาษ ซึ่งเป็นการนำเอาวัตถุดิบจากต้นยูคาลิปตัสมาปั่นและเข้ากรรมวิธีทางเคมี เป็นส่วนที่ทั้งสองคนดูจะพอใจมากๆ ยามะพีเองก็อยู่ส่วนที่ทำต่อจากขั้นนั้น เขาจะเป็นคนเอาตัวอย่างเยื่อที่ได้มาเข้าห้องแล็บอีกที และส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกอุจี้ที่จะมาทดสอบหรือซีคิวดูอีกที
ขณะเดินหอบแฟ้มพะรุงพะรังเข้ามาจวนจะถึงหน้าห้องแล็บนั้น เขาก็ต้องตกใจ เพราะมีร่างๆ หนึ่งโผล่พรวดออกมาทางมุมๆ หนึ่ง ชนจนยามะพีล้มไปกองกับพื้น แฟ้มร่วงจากมือ
“อ๊ะ!!” หนุ่มน้อยตาโตไม่ได้มองหน้าคนชนเพราะใจมัวแต่ห่วงแฟ้มที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัว
“ขอโทษครับ...” เสียงทุ้มนุ่มหูของคนชนดังขึ้นใกล้ตัว ยามะพีหัวเราะเจื่อนๆ แล้วก็ส่ายหน้า คนที่ชนเขาก็กำลังช่วยเก็บแฟ้มอยู่ด้วย พอครบแล้วก็ยื่นส่งให้
“ขอโทษอีกครั้งที่เดินไม่ระวัง นี่ครับแฟ้มคุณ ...ครบมั้ย?” หนุ่มคนนั้นกล่าว ทำให้ยามะพีเหลือบตามอง

นายคนนี้...หน้าคมเรียว น่าดูเชียวล่ะ นายคนนี้ ผมสีน้ำตาลเข้มค่อนข้างยาวสะบัดปลายพริ้วรับกับโครงหน้าสมส่วนทีเดียว ดวงตาดำคมที่มองเขานั่นอีกล่ะ แวววับยามมองหน้าเขานิ่งนาน จมูกโด่งรับกับปากหยักบางที่ดูเหมือนจะชอบกระตุกยิ้มอยู่เป็นนิจ...
“เอ้อ...ขะ....ขอบคุณฮะ..” ยามะพีรับแฟ้มที่เหลือมาจากนายคนนั้น มือไม้สั่น
คนบ้าอะไรฟะ...ตาคมดุชิบเป๋งเลย จ้องทีงี้เล่นเอาใจสั่น ถึงจะไม่ได้ดุใส่เขา แต่ยามะพีก็ไม่กล้าสบดวงตาคู่นั้นตรงๆ หรอก...
“มาทำงานใหม่หรือครับ ไม่เคยเห็นเลย?” เสียงถามดังขึ้น
“อะ...อะไรนะฮะ” ยามะพีแทบตะโกนถามเพราะคนงานเปิดเครื่องจักรแล้วในตอนนี้ เป็นเวลาเกือบบ่ายโมงแล้วล่ะซิ
“พนักงานใหม่เหรอ?” ชายหนุ่มพูดเสียงดังไม่แพ้กัน ต่างคนต่างมองริมฝีปากของกันและกันเป็นการช่วยในการฟังที่ไม่ค่อยจะได้ยิน
“ฮะ...ผมเป็นนักศึกษาฝึกงาน” ยามะพีตอบ ซึ่งก็ถูกจับจ้องริมฝีปากจากดวงตาคมคู่นั้นอยู่
หน้าหล่อคมของชายหนุ่มยิ้มให้ แล้วก็พยักหน้า ยามะพีก็เลยชี้ไปที่ห้องแล็บ เป็นทำนองว่า ขอตัวเข้าไปข้างในก่อนล่ะ ชายหนุ่มจึงหลีกทางให้ มองตามหลังยามะพีจนหายเข้าห้องแล็บไป

........................

ยามะพีส่งแฟ้มเสร็จแล้ว ก็เดินเข้ามาหาอุจี้ สะกิดเบาๆ ว่า
“นี่..หิวยังง่ะ?”
“ฉันทานแล้วนี่ไง..” อุจี้ชี้ไปที่ข้าวกล่องที่เหลือแต่กล่องเปล่าวางอยู่บนโต๊ะ แล้วก็บอกว่า
“พี่ๆ ที่นี่เขาเลี้ยง เพราะว่าต้องตรวจสอบเจ้าพวกนี้ก่อน งานเยอะมากเลยล่ะมะพี...เขาก็เลยให้ทานข้าวในนี้ นายยังไม่ได้พักเหรอ?”
“อือ..แต่เดี๋ยวก็จะไปหาอะไรกินแล้ว....งั้นเราไปก่อนนะ” ยามะพีโบกมือบ๋ายบายให้เพื่อนแล้ว ก็ส่งยิ้มกราดให้คนในห้องด้วย
เขาเดินออกมาจากห้องแล็บ ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ติดกับเครื่องจักรผลิตกระดาษ กระดาษม้วนตัวเป็นตันๆ ถูกจับยกด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เสียงคนงานตะโกนแข่งกับเจ้าเครื่องบ้านั่นกันขรม.... เสียงดังรบกวนนั้นทำให้ยามะพีนิ่วหน้า เขาไม่ได้ใส่เอียร์มับแบบคนงานที่นี่ เพราะคิดว่าแค่เอาแฟ้มมาให้ประเดี๋ยวเดียว แต่ถ้าให้ฟังนานๆ เข้าก็ไม่ไหวเหมือนกัน ยามะพีรีบเดินจ้ำออกมาจากบริเวณนั้นเพราะรำคาญเสียงดัง

พอออกมาได้หน่อย ก็จะเป็นบริเวณกลางแจ้งซึ่งอยู่นอกเขตเครื่องจักร เขาจึงเดินหอบแฟ้มเปล่าไปเรื่อยๆ ตามทางเดิน พลางมองหาเครื่องหมายบอกทางไปห้องอาหารด้วย แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดขาเมื่อเห็นร่างโปร่งของนายคนที่ชนกับเขาเมื่อสักครู่ ยืนกอดอกพิงรั้วกั้นอยู่ตรงหน้า หนุ่มคนนั้นยิ้มให้แล้วก็เดินมาหาราวกับว่ากำลังยืนรอเขาอยู่อย่างนั้นแหล่ะ
“หวัดดีครับ เจอกันอีกแล้ว...” เขาคนนั้นทัก ทำให้ยามะพียิ้มให้
“ฮะ..หวัดดี...คุณเอ้อ....”
“คาเมนาชิ คาซึยะ...แล้วคุณนักศึกษาล่ะ ชื่ออะไรเอ่ย?”
“ยามาชิตะ โทโมฮิสะ เรียกว่ายามะพีก็ได้” ยามะพีโค้งตัวให้ ใบหน้าหวานละมุนที่ยิ้มมานั้นทำให้คาเมนาชิมองด้วยความชื่นชม ..
“เรียกผมว่า คาเมะก็ได้ครับ” คาเมนาชิบอก มองหน้ากันและกันด้วยรอยยิ้ม
...อะไรบางอย่างทำให้เขายืนรีรออยู่ตรงนี้ เพราะคิดว่าหนุ่มที่เขาชน คงจะกลับออกมาในเวลาประมาณนี้ ...และก็เป็นจริงซะด้วยซิ หนุ่มน้อยรูปร่างบอบบางที่บอกว่าเป็นนักศึกษาฝึกงานเดินออกมาให้เห็นจริงๆ ด้วย

...คาเมะชวนยามะพีไปทานข้าวกลางวัน และขอออกตัวด้วยว่า จะเลี้ยงข้าวเอง เพราะเป็นคนเดินชนยามะพี ซึ่งยามะก็ไม่ปฏิเสธ

...................

คาเมะมองหนุ่มน้อยที่นั่งตรงกันข้าม ดวงหน้าหวานแจ่ม น่ารักนักหนา ...ถูกใจ...ใช่เลย...ยามะพียิ้มได้ตลอดเวลา มองแล้วไม่น่าเบื่อ ดวงตากลมโตที่มองสบเขานั้นก็แวววาวดูแล้วอารมณ์ดี จมูกโด่งเล็กๆ น่าบีบเล่น เข้ากันได้ดีกับริมฝีปากอวบอิ่มที่คาเมะเห็นว่างดงามและน่าจุมพิตจริงๆ ...แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่าพวงแก้มสีแทนแต่อมเลือดฝาดนี่ซิ ทำให้คนมองอยากจะฝังจมูกลงไปดมดอมหอมเล่นซะเหลือเกิน....
“ไม่ทานเหรอฮะ” เสียงที่ดังขึ้นนั้นทำให้คาเมะสะดุ้ง เขาหัวเราะเขินๆ แล้วก็ตักอาหารเข้าปาก
เห็นหนุ่มน้อยนักศึกษาก้มหน้าอมยิ้มขัน ....แล้วต่างคนต่างก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องของกันและกัน

ยามะพีดูจะถูกชะตาชายหนุ่มเอามากๆ ...ดูจากลักษณะของเครื่องแต่งตัวแล้ว คาเมะน่าจะเป็นคนงานคนหนึ่ง ชุดติดกันสีเทานั้นบอกให้รู้ว่า เขาน่าจะทำงานอยู่กับเครื่องจักรเสียละมาก ...แต่ก็ดูอายุน้อย สอบถามไปสอบถามมาก็ได้รับคำตอบว่า
คาเมนาชิ คาซึยะ เพิ่งเรียนจบแล้วก็ทำงานเป็นนายช่างทั่วไป....

.......เรียกอีกอย่างว่า ช่างซ่อมทั่วไป.......

เมื่อทั้งสองอิ่มหนำกันแล้ว ยามะพีก็ต้องขอตัวไปเข้างานต่อ ซึ่งคาเมะก็ได้แต่ทอดถอนใจ
“ถ้าไม่รังเกียจ..ก็..เอ้อ...เราจะทานอาหารกลางวันกันอีกได้มั้ยครับ??” คาเมะถาม แล้วก็ต้องยิ้มหน้าบานเมื่อยามะพีตอบตกลง...
“งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่นี่นะฮะ” ยามะพีนัดแนะเสร็จสรรพก็เดินยิ้มไม่หุบกลับห้องทำงาน ....

...ขาเดินกลับนี่ เห็นแต่หน้าของคาเมะลอยไปลอยมา

หน้าหล่อ ตาดุแบบนั้น แต่เวลามองเขาจริงๆ จังๆ ก็หวานหยดได้เหมือนกัน
ยามะพีเดินไปยิ้มไปจนเข้าเวลางาน...ใจก็นึกอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ
จะได้เจอกันอีกซินะ....คาเมนาชิ คาซึยะ......

*******************************

to be continue

comment ที่นี่จ้า...

Hosted by www.Geocities.ws

1