TEAR of LOVE

 

Vol 4

***************************

จินขับรถมาได้ครึ่งทาง เขาก็ต้องเลี้ยวรถกลับโดยกระทันหัน อะไรบางอย่างทำให้เขาคิดถึงแต่ใบหน้าของจุนโนะสุเกะ แน่นอนที่สุด ที่หนึ่งในความรู้สึกนั้นคือความสุขสมจากการได้ร่วมหลับนอนด้วย อดบอกตัวเองไม่ได้ว่า รสสัมผัสนั้นทำให้เขาเกิดความแคร์ในตัวของเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นเพียงใด .... เห็นหน้าแค่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยถนัดนัก แต่หน้าหวานซึ้งยามหลับพริ้มนั้น ก็ทำให้เลือดในกายของเขาเดือดพล่าน....
แต่อีกความรู้สึกหนึ่งนั้น ....คือความผิดชอบชั่วดี....กระทำผิดต่อร่างบางแบบนี้แล้ว ยังจะขี้ขลาดหนีกลับบ้านอีกหรือ
จินไม่เคยเป็นคนแบบนี้ เขาไม่เคยเลยสักครั้งที่จะหักหาญใคร แต่ว่าเมื่อคืนนี้ อะไรกันล่ะที่ทำให้เขาลงมือทำการที่น่าอดสูเช่นนั้น

ชายหนุ่มขับเข้าไปในซอยบ้านนากามารุอีกครั้ง มีรถไฟวิ่งขนานกับเส้นทางของเขา ทำให้ต้องรีบบึ่งไปยังที่เกิดเหตุ เพราะกลัวว่าจุนโนะสุเกะจะลุกไม่ไหว และหากมีใครมาเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นในสภาพล่อแหลมนั้นเขา จะเกิดอะไรขึ้น......

เนินหญ้าแห่งนั้น ปกคลุมไปด้วยยอดหญ้าสีเขียวอ่อนและดอกหญ้าสีเหลืองเข้ม แต่งแต้มด้วยกลีบซากุระที่ตกลงสู่พื้น ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงบเมื่อสิ้นเสียงรถไฟ ...ใต้ต้นไม้นั้น ไม่ปรากฏร่างของจุนโนะ ...เป็นอันว่าเด็กคนนั้นได้กลับไปแล้ว หรือว่าจะเตลิดเปิดเปิงไปที่ไหนกันแน่
จินใจหายวาบ เขารีบไปดักคอยที่หน้าบ้านของยูอิจิ หวังเอาไว้ว่า จุนโนะอาจจะเดินออกมาจากรั้วเพื่อไปโรงเรียนก็ได้...

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ไม่มีวี่แววของร่างโปร่งเลย จะมีก็แต่ยูอิจิเท่านั้นที่ขับรถออกมาจากบ้าน เมื่อเห็นจินยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงทางเข้าบ้าน เขาก็จอดรถพรืด
“จิน... มาทำไมแต่เช้าวะ?” เจ้าของบ้านตะโกนถามออกไป จินมองเข้าไปในรั้วบ้าน แล้วก็ส่ายหน้า
“ยังไม่ได้กลับบ้านเลยง่ะ เมื่อคืนเมาไปหน่อย กลับบ้านไม่ไหว ก็เลยจอดรถนอนที่นี่...” จินแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ติดใจอะไร เจ้าของบ้านส่งยิ้มมาให้ แล้วก็บอกว่า
“ไม่บอกนี่นา จะได้ให้เข้าไปนอนในบ้าน แล้ววันนี้จะไปเรียนหรือเปล่าล่ะ?”
“ไปซิ ...เอ้อ...จะไปเดี๋ยวนี้แหล่ะ ขอกลับบ้านก่อน...ยูอิจิ...เอ้อ...นาย...นายจะไปเรียนคนเดียวหรือไง...?”
“ฮื่อ...ก็คนเดียวซิวะ จะให้ไปกับใครล่ะ ไอ้จิน?” ยูอิจิหัวเราะ มองหน้าตื่นๆ ของจินแล้วก็ส่ายหัว เขาโบกมือให้ แล้วก็ขับจากไป ทิ้งให้จินยืนมองเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ทุกอย่างเงียบกริบ เขาอยากจะถามถึงใครบางคนที่อยู่ในบ้านนั้น แต่ก็ไม่กล้า ก็เขาไม่รู้จักจุนโนะสุเกะนี่นะ จะถามให้ยูอิจิสงสัยทำไมกัน.....

จินขับรถกลับบ้านอย่างหัวเสีย.....ใจคิดถึงแต่ใบหน้ายามหลับพริ้มของเด็กคนนั้นด้วยความเป็นห่วง
ป่านนี้หัวใจชอกช้ำของเด็กคนนั้น จะเป็นอย่างไรบ้างนะ.......

******************************

วันนั้นทั้งวัน จุนโนะไม่ยอมไปโรงเรียน เขาเอาแต่นอนซมอยู่ที่บ้าน หลังจากเดินโผเผเข้าบ้านได้แล้ว ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำทันที ขัดถูร่างกายที่มีมลทินตั้งแต่หัวจรดเท้า ขัดให้รอยแดง และรอยช้ำที่เกิดขึ้นนั้นให้จางหายไป แต่ยิ่งขัด ยิ่งถู ก็ดูเหมือนมันจะชัดขึ้น
เด็กหนุ่มไม่อยากมองตัวเองในกระจกเงาตรงหน้าเลย เพราะมันสะท้อนให้เห็นราคีที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน ทั้งรอยเก่าที่ยูอิจิเป็นคนทำ และรอยใหม่ที่.........ที่..... ใครก็ไม่รู้ในบรรดาสามคนนั่น เป็นคนยัดเยียดความอับอายให้ แม้ว่าในสติที่หลงเหลืออยู่ในเวลานั้นจะบอกตัวเองว่า คนที่ทำกับเขาหนนี้ ไม่ได้บุ่มบ่ามเอาแต่ใจ ดูเหมือนมันจะเจือความอ่อนโยนไม่น้อยทีเดียว แต่ก็นั่นแหล่ะ ยังไงมันก็คือความอัปยศอยู่ดี

..........คุณยูอิจิ.......

จุนโนะน้ำตาคลอ ...ร้องไห้เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนะเมื่อตระหนักดีว่า ร่างกายของเขานี้ ไม่ได้เป็นของยูอิจิคนเดียวอีกต่อไปแล้ว... แต่คุณหนูยูอิจิน่ะหรือจะสนใจ .....ไม่มีวันซะหรอก....

จุนโนะบอกผู้เป็นแม่ว่า เขาไม่สบาย ... แม่เลยให้นอนทั้งวัน และยังโทร. ไปลาที่โรงเรียนให้ด้วย

คาเมะโทร. มาหาในสายของวันนั้น และบอกว่า จะเป็นคนจดเลคเชอร์ให้เขาเอง
จุนโนะนอนลืมตาโพลงมองเพดานห้อง นึกเปรียบเทียบตัวของเขากับคาเมะ

เพื่อนรักที่แสนซื่อ และบริสุทธิ์ จะรู้บ้างมั้ยนะว่า ... กำลังคบกับคนที่ไม่มีอะไรดีเลยเยี่ยงเขา.....
ทั้งแปดเปื้อนและสกปรกสิ้นดี...
ถ้าคาเมะรู้ว่าเขาดำเนินชีวิตอย่างไร เพื่อนที่แสนดีคนนี้จะคบกับเขาอีกต่อไปหรือไม่??....

********************************

เป้ใส่หนังสือถูกโยนลงกลางม้าหินตรงหน้าของยูอิจิ ...ความหัวเสียของเพื่อนๆ ทำให้ยูอิจิต้องหัวเราะออกมา โคยาม่าทำหน้าเมื่อย แล้วก็เอามือตบปังไปที่กระเป๋าหนังสือ
“บ้าฉิบเลย!!”
“เป็นไรวะ?” ยูอิจิเงยหน้าจากหนังสือ มองเพื่อนร่วมก๊วนที่แต่ละคนทำหน้าบอกบุญไม่รับ ยกเว้นโคกิคนเดียวที่ทำหน้าเฉยเพราะมีอุเอดะคุมอยู่ไม่ห่างกาย
“เมื่อคืนน่ะเด่ะ...เกือบได้แอ้มเด็กแกแล้วมั้ยล่ะ? แต่ว่า.....มีตำรวจมาพอดี” โคยาม่าสาธยายอย่างละเอียด ตั้งแต่ขับรถมาเจอจุนโนะ ลากเข้าข้างทางบนเนินริมทางรถไฟ จนเจอจินและชวด อดกันหมดทั้งก๊วน
“ไอ้จินมันตาดีเห็นตำรวจเข้าเสียก่อน... แล้วนี่มันไปไหนวะ?” ชิเงะเอ่ยถึงจิน
“นั่นไงมาโน่นแล้ว...เฮ้ย!! ไอ้จิน...ทางนี้!!” ยูอิจิเป็นคนตะโกนเรียก อย่างน้อยเรียกจินมานั่งร่วมวงก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกสามสี่คนนี่นั่งพล่าม... หมู่นี้ชักจะเบื่อพวกโคยาม่าเข้าทุกทีแล้ว

จินทำท่าจะเดินเลี่ยงไปทางอื่นอยู่แล้วเชียว เมื่อยูอิจิกวักมือเรียก เขาสองจิตสองใจว่าจะเข้าไปร่วมวงดีมั้ย แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า...อย่าทำตัวให้มีพิรุธจะดีกว่า......
“ไอ้จิ้น..น..น... แล้วตกลงตำรวจมันกลับมาอีกหรือเปล่าวะ?” โคยาม่าถามด้วยความข้องใจ
“อือ...... มาซิ...แค่ผ่านมา เห็นฉันพอดี พวกเขาถามว่าฉันจอดรถทำไม ...ฉันก็เลยบอกว่าจอดรถยิงกระต่าย เขาก็เลยขับผ่านไป” จินปดหน้าตาเฉย เขามองหน้ายูอิจิ แล้วยิ้มให้ อยากจะถามใจแทบขาดว่า... ได้เห็นจุนโนะบ้างหรือเปล่า...
ป่านนี้เด็กคนนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไร

จินอยากรู้จริงๆ แต่จะให้ถามได้อย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อนต่างก็รู้ว่า เขาไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นเด็กที่ชื่อ จุนโนะสุเกะเลย.....

“ตกลงไม่ได้แอ้มน้องหนูหน้าหวานนั่น ว่างั้นเถอะ” เสียงของอุเอดะดังขึ้นอย่างเยาะๆ ดวงตากลมโตจับนิ่งอยู่เฉพาะหน้าของโคกิคนเดียวเท่านั้น เล่นเอาโคกิสะดุ้งแปดตลบ เขาเหล่มองมือที่เริ่มกางเตรียมตะปบหน้าของเขาแล้วชักจะหนาว
“ฉันไม่เกี่ยวนะ ไอ้โคะกับไอ้ชิเงะหรอก”
“อย่ามาแก้ตัวเลย... มิน่าล่ะ เมื่อวานแอบไปก๊งบ้านไอ้ยู ไม่ยอมชวนฉันสักคำ ที่แท้มีแผนกันนี่เอง”
“เปล่าน้า... ฉันไม่เอาด้วยหรอก มีเมียสวยอยู่ทั้งคนนะจ๊ะ” โคกิลูบต้นแขนคู่รักไปมา ทำหน้าออดอ้อน แต่แม่เสือรูปสวยกลับเอาปากกาจิ้มแก้มของเขาแล้วก็เคาะหัวเกรี๋ยน พลางคำรามลอดไรฟันออกมาว่า
“อย่าให้รู้นะว่านอกใจ ฉันตามไปฉีกอกจริงๆ ด้วย ...โคกิ อย่าให้ฉันจับได้นะว่าคิดจะงาบเด็กนั่นเหมือนกัน ถ้ารู้นะ ฮึ่ม....”
“เอาล่ะ...อุเอดะ... ไอ้คิน่ะมันไม่เอี่ยวด้วยหรอกน่า...” ยูอิจิยกมือโบกไปมา เพราะตาของอุเอ้ชักจะเรืองแสงมากขึ้นทุกที

“ไอ้จิน... พรุ่งนี้ไปก๊งกันอีกมั้ย?” โคยาม่าถามชายหนุ่ม แต่จินปฏิเสธ
“ไม่ได้หรอก... พรุ่งนี้แม่ขอไว้ ต้องไปธุระกับแม่...”
“ติดแม่เชียวนะเมิง... แม่ตัวหรือแม่คุณวะ?”
“แม่จริงๆ โว้ย... ฉันไม่ได้ฟรีเหมือนพวกแกนี่หว่า...”
“แย่จริงๆ เสียดายว่ะ ไอ้จินไม่ไป ก็ไม่เป็นไรนิ... ขอให้น้องจุนโนะมาช่วยเสิร์ฟเหล้าอีกได้มั้ยเนี่ย... อาจจะมีวิธีแอ้มอีกก็ได้นา...” ชิเงะตบบ่าโคยาม่าให้เออออด้วย ซึ่งชื่อจุนโนะที่เพื่อนๆ เอ่ยออกมานั้น ทำให้คนฟังอีกคนถึงกับหูผึ่ง
จินรีบยกมือขึ้นทันที โดยไม่รู้ตัว
“เอ้อ....ฉันไม่ว่างก็จริง....แต่อ่ะนะ ถ้าเสร็จธุระแล้วอาจจะไป...เอ้อ.....ต้องไปซิ...ต้องไป...ยังไงก็ต้องไป...” ประโยคหลังนี่เสียงชักแผ่วลง เพราะมัวแต่คิดถึงหน้าหวานของใครคนหนึ่ง คนที่จะอยู่ในใจของเขาตลอดไปละมังนับต่อจากนี้

“พวกแกเตรียมแผนการงาบเด็กไอ้ยูหรือยังวะ....โอ๊ย!!” โคกิพูดไม่ทันเสร็จ ก็โดนหยิกหมับเข้าที่ท้องแขน พอหันมามองก็พบกับดวงตาเขียวปั้ดของอุเอดะมองเขม็ง
“ซู้ด....อุเอะดะ..ะ”

“ยังคิดไม่ออกเว้ย...บางทีจุนโนะอาจจะโกรธไม่ยอมมาปรนนิบัติพวกเราแล้วก็ได้” โคยาม่าตอบ
“ไม่ได้ซิ ถ้าฉันสั่ง จุนโนะต้องทำตาม”
คำพูดของยูอิจิทำให้จินมองหน้ายียวนนั้นทันควัน ความไม่พอใจแล่นขึ้นมาทันที
“ทำไมจุนโนะต้องทำตามนายด้วย ยูอิจิ?”
“เอ๋...จิน...?? ลืมไปแล้วเหรอ เด็กนั่นมันเมียเก็บของไอ้ยูมัน” โคกิตอบแทน
“ฮึ!! เมียเก็บ...” จินอุทานออกมาเบาๆ

.......เมียเก็บงั้นเหรอ?....

.......ถ้าจุนโนะเป็นเมียของยูอิจิ แล้วเขาล่ะ...เมื่อคืนนั้นน่ะ...ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจุนโนะล่ะ จะให้เรียกว่าอะไร?
“ฉันจะไปบ้านแก ไอ้ยู...ต้องไปให้ได้....” จินพึมพำออกมา

**************************

จุนโนะเก็บของใช้ส่วนตัวด้วยหัวใจที่เหม่อลอย หยิบของใส่กระเป๋าผิดๆ ถูกๆ จนเพื่อนตัวเล็กที่ยืนคอยกลับบ้านด้วยต้องมองแบบไม่เข้าใจ .. ทำไมวันนี้จุนโนะถึงได้มีอาการเหมือนคนละเมอแบบนี้นะ
ตั้งแต่เช้ามาแล้วที่คาเมะเห็นเพื่อนรักไม่พูดไม่จา บางเวลาที่นั่งอยู่คนเดียวก็จะมีน้ำใสๆ คลอในดวงตาเรียวรีคู่นั้น แต่เมื่อเขาถาม จุนโนะก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วบอกเพียงว่า
“ไม่มีอะไรหรอก คาเมะ... ไม่ต้องห่วงนะ”

และยังตอนนี้อีก ยิ่งใกล้เวลากลับบ้าน จุนโนะทำท่าเหมือนไม่อยากกลับ จนเขาต้องออกปากว่า
“จะให้ไปส่งที่บ้านมั้ย จุนโนะ?”
ร่างโปร่งสะดุ้ง หันมามองคาเมะแล้วก็ส่ายหน้า รอยยิ้มเจื่อนๆ ที่มีให้นั้นมันเฝื่อนและฝืนน่าดู
“ไม่เป็นไร...” ตอบเพียงเท่านั้น จุนโนะจึงพยักหน้ากับเพื่อน
“ไปกันเถอะ...คาเมะ”
“ฮื่อ.....แน่ใจนะว่าไม่ต้องไปส่ง ....เป็นห่วงนะน้า........ กลัวเดินใจลอยไปไหนต่อไหนหรอก” คาเมะถามด้วยความเป็นห่วง แต่จุนโนะได้แต่สั่นหน้า เขาฉุดเพื่อนตัวเล็กให้เดินไปเคียงข้าง ออกนอกตึกเรียนก็เดินเลียบสนามบอลจนมาออกทางด้านหน้าโรงเรียน มีนักเรียนหลายคนต่างทยอยกันกลับบ้าน สองข้างทางจึงมีรถวิ่งกันขวักไขว่

สองหนุ่มเดินคุยกันมาเรื่อยๆ สองข้างทางอบอวลด้วยสีชมพูของดอกซากุระบานสะพรั่ง มีบางส่วนที่ร่วงลงสู่พื้นถนน
คาเมะแบมือออกมาข้างหน้า รับเอากลีบดอกอ่อนบางมาไว้ในฝ่ามือ ดวงตาที่ทอดจับอยู่ที่กลีบดอกไม้นั้นช่างอ่อนโยน
“สวย... ฉันชอบจังเวลาที่มันร่วงจากต้นน่ะ”
“ร่วงแล้วก็เหี่ยวเฉา ในที่สุดก็เน่าไปตามวาระ” จุนโนะต่อประโยคให้ เมื่อคาเมะหันมามองก็พบกับรอยยิ้มหวานที่จับนิ่งบนฝ่ามือของเขา
“เออนี่ จุนโนะ... พรุ่งนี้ไปฮะนะมิกันเหอะนะ... ปีนี้ยังไม่ได้ไปเลย...เราไปกันสองคนดีมั้ย ฉันจะเอาผ้าปูไปเอง แล้วก็จะตื่นมาทำอาหารแต่เช้า นายมาแต่ตัว... เออ...เอาหมอนเล็กๆ ที่แม่นายทำมาด้วยเด่ะ”
“ไปนั่งดูซากุระ...ต้องเอาหมอนไปด้วยเหรอ?” จุนโนะถาม คาเมะหัวเราะคิก แล้วก็เดินไปด้วยเต้นไปด้วยรอบตัวของจุนโนะ
“เผื่อนอนดูไง”
“เอางี้ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนเอาอาหารไปเอง นายเอาเครื่องดื่มไปล่ะกัน” จุนโนะสรุป รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปเปิดหูเปิดตากับเพื่อนคนโปรดบ้าง หลังจากผ่านเรื่องร้ายมาหนักหนาแล้ว
“เราจะไปชมซากุระกันที่ไหนดีเอ่ย?” จุนโนะถาม พลางฉุดคาเมะให้ออกเดินต่อ....
“ฉันไม่ชวนไปในที่คนเยอะๆ หรอกน่า น่าเบื่อจะตาย จะชมซากุระบานทั้งที มันต้องมีที่ส่วนตัวนิดหน่อย...”
“เอ๋?? ที่ไหนเหรอ?”
“แถวบ้านนายไง ซอยนั้นไง มีซากุระเป็นแถวเลยไม่ใช่เหรอ ซอยส่วนบุคคล ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเท่าไร” คาเมะว่า พูดไปเรื่อยเปื่อย แต่จุนโนะหยุดเดิน ในขณะที่คนบอกยังเดินแกว่งกระเป๋าไปมา แต่เมื่อเห็นเพื่อนหยุด คาเมะก็หยุดด้วย แถมเอียงคอมองจุนโนะซะอีก
“นะจุนโนะนะ... ตรงริมทางรถไฟง่ะ โรแมนติกดีออก”
“ริมทางรถไฟ!!” จุนโนะสะดุ้งเฮือก เผลอตัวอุทานออกมาเสียงสั่น


.......ก็ที่นั่นน่ะมัน.......


“ทำไมเหรอ?” คาเมะยังคงถาม แต่คนฟังนี่ซิ หัวใจเต้นโครมครามออกมานอกอก จุนโนะแหงนมองดอกไม้เหนือหัว พยายามฝืนไม่ให้น้ำตาหยดลงมา แต่ว่าคาเมะตาไวเขาแอบเห็นน้ำตาที่เอ่อออกมาของจุนโนะ แต่ว่าเมื่อมองอีกครั้ง มันก็เหือดหายไปเสียแล้ว
“มีอะไรเหรอ จุนโนะ?”
“มะ...ไม่มีอะไร....คาเมะ.....เรา... เราอย่าไปที่นั่นเลยนะ”
“ทำไมง่ะ?”
“ไปในเมืองดีกว่า คนเยอะดี”
“ก็คนเยอะ ฉันไม่ชอบง่ะ...” คาเมะทำหน้ามุ่ย หันมาจับแขนจุนโนะไว้ เมื่อเดินมาถึงทางแยกที่ต้องจากกันแล้ว คาเมะยืดตัวขึ้นเพื่อที่จะได้มองหน้าหวานของเพื่อนให้ชัดๆ
“นะ...นะ...” คาเมะอ้อน
“ตรงนั้นน่ะ.....เอ้อ..... รถไฟมันวิ่งผ่าน หนวกหูด้วย คุยอะไรก็ไม่รู้เรื่อง เราไปที่อื่นกันเถอะนะ” จุนโนะพยายามขอร้อง ซึ่งทีแรกคาเมะก็ไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออีกฝ่ายยืนกรานไม่ยอมไปท่าเดียว คาเมะก็เลยจำยอมพยักหน้า แต่ก็ไม่วายบ่นอุบอิบว่า
“แหม...อุตส่าห์เล็งตรงนั้นไว้แล้วเชียว”

จุนโนะหัวเราะเจื่อนๆ จะให้เขาไปปิคนิคตรงที่เขาโดนข่มขืนเมื่อคืนวานน่ะเหรอ เขาทำใจไม่ได้หรอก... แค่เดินผ่านตอนเช้าเวลามาโรงเรียน เขาก็แทบจะทนไม่ได้แล้ว.....

********************************

วันรุ่งขึ้น จุนโนะอ้อนแม่ให้ทำข้าวกล่องให้ แม้ว่าจะโดนขู่แกมบังคับจากยูอิจิว่า เขาต้องรับหน้าที่เสิร์ฟเหล้าให้กับผองเพื่อนเขาอีกครั้งในวันนี้ แต่จุนโนะไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาคิดว่าต้องไปกับคาเมะก็ต้องไปให้ได้ .... ความเกลียดในตัวเพื่อนๆ ของยูอิจิมีมากขึ้นกว่าเดิม ... ก็จะให้เขาไปนั่งเสนอหน้ากับใครคนที่ได้ตัวเขาไปในคืนนั้นได้อย่างไร....

คิดได้อย่างนั้นแล้ว จุนโนะจึงไม่รีรอเลยที่จะหอบสัมภาระในการปิคนิคไปตามนัดกับคาเมะ เรื่องอยู่รับใช้พวกของยูอิจินั้น....เป็นอันเก็บพับไปได้.....

...........................

“ทางนี้ จุนโนะ.....ะ..ะ...ะ...” เสียงคาเมะตะโกนโหวกเหวก ร่างเล็กโบกมือให้หวอยๆ ชูกระติกน้ำแกว่งไปแกว่งมา
จุนโนะเดินจ้ำๆ เพื่อไปให้ถึงเพื่อนเร็วๆ คาเมะหอบเอาผ้าปูพื้นมาด้วย สภาพตอนนี้เห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ตัวน้อย แต่หอบของพะรุงพะรังไม่อายใครเลย
“ไปไหนกันดี?” จุนโนะถาม
“ไปชานเมือง...” คาเมะตอบสั้นๆ แล้วก็ชวนกันหอบของขึ้นรถไฟ สองหนุ่มหัวเราะกันคิกคักเมื่อเห็นใครต่อใครพากันมองด้วยความเอ็นดู

บรรยากาศชานเมืองของโตเกียว ก็ไม่ต่างจากในเมืองเท่าไรนัก ในช่วงเทศกาลชมซากุระต่างก็มีบรรดาครอบครัวที่หอบลูกจูงหลานมานั่งจิบน้ำชากันใต้ต้นซากุระอย่างคับคั่ง
คาเมะมองไปรอบๆ ตัว เขาพยักหน้าให้จุนโนะเดินตามเข้าไปบนถนนสายต่างๆ ที่แตกแยกเป็นซอยเล็กซอยน้อย จุนโนะนึกแปลกใจที่คาเมะดูจะรู้เรื่องถนนหนทางแถวนี้ดี
“ไปเซอร์เวย์มาแล้ว ก่อนซากุระจะบานอีก ฉันคิดเอาไว้แล้วว่า ต้องชวนนายมาที่นี่สักวันให้ได้...” ว่าแล้วเขาก็ชี้ไปที่ท้ายสวนที่พอมีที่ว่างเหลืออยู่ใต้ต้นไม้ริมน้ำ
“ไปกันเหอะเร็ว” จุนโนะกับคาเมะร้องออกมาพร้อมกัน เพราะถ้าขืนช้ามีหวังอด

คาเมะจัดแจงปูผ้าพรึ่บตรงริมน้ำ ซึ่งบริเวณนั้นมีครอบครัวของคนอื่นนั่งกันอยู่ที่ฟากตรงกันข้ามกับลำต้นเดียวกัน ไม่ได้ตั้งใจมอง แต่จุนโนะก็เห็นว่าเป็นสองแม่ลูกนั่งจิบน้ำชากันอยู่ก่อนแล้ว
เขาชะโงกหน้ามองด้วยความสนใจ ผู้หญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าใจดี กำลังคุยเรื่องทั่วๆ ไป กับผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นลูกชาย แต่จุนโนะไม่เห็นหน้าหรอกเพราะอยู่ในส่วนที่ต้นไม้บังพอดี
“อ้าว...กินกันเหอะ จุนโนะ...” คาเมะยื่นหน้ามาบอก จัดแจงรินโค้กใส่แก้วใสๆ ให้เขา ซึ่งก็ทำเอาจุนโนะหัวเราะหึๆ
“ไม่ใช่น้ำชาเหรอ?”
“หาไม่ทันหรอก ฉันแวะซื้อที่สถานีรถไฟต่างหากล่ะ แหม...จิบอะไรก็เหมือนกันแหละน่า ว่าแต่ วันนี้แม่นายทำอะไรมาบ้างล่ะ?”
“ข้าวปั้น หมูทอด แล้วก็เชอรี่กวน ตบท้ายด้วยลูกพีช ของโปรดฉัน” จุนโนะเปิดฝากล่องออก พอคาเมะเห็นเข้าก็ร้องอุทานลั่น
“โห้ย....น่ากินจังเลย...”
“ชู่วส์....ชูวส์...เบาๆ ซิ คาเมะ เกรงใจคุณป้าตรงกันข้ามมั่ง” ร่างโปร่งแอบชี้มือไปที่ครอบครัวของผู้หญิงคนนั้น

ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านเข้ามา ทำให้จุนโนะสบายใจขึ้น เพราะบรรยากาศและคาเมะทำให้เขาลืมความชอกช้ำไปได้บ้าง
เมื่อกินของคาวหมดแล้ว เชอรี่กวนก็ถูกนำมาวางข้างๆ คาเมะนั้นพอหนังท้องตึง ก็เริ่มเอนตัวลงนอน เอาแก้วโค้กมาวางบนหน้าท้อง จากนั้นก็เริ่มร่ายยาวถึงบทเรียนที่จุนโนะไม่ได้มาเรียนเมื่อวันก่อน แถมท้ายด้วยการถามว่า
“คุณหนูของนายเขามาส่งอีกหรือเปล่า?”
“นายหมายถึงใคร คาเมะ?”
“นายก็รู้ว่าฉันพูดถึงใคร คุณยูอิจิน่ะซิ” ชื่อที่คาเมะพูดออกมา ทำให้จุนโนะต้องกัดริมฝีปาก เขาเสหยิบขนมเข้าปาก แต่กลืนลงคอด้วยความยากลำบาก ....คาเมะจะเอ่ยชื่อนี้ออกมาทำไมกันนะ....
“ไม่ได้มาส่งหรอก ถามทำไมน่ะ”
“อ๋อ...เปล่า...เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก... เพียงแต่คิดว่า เขาน่าจะใจดีนะ ที่มาส่งนายบ่อยๆ” คาเมะพูดพลางมองท้องฟ้าเบื้องบน เห็นเป็นสีชมพูไปหมด เพราะดอกไม้ที่บานอยู่ตรงศีรษะ
“บางทีอะไรที่เราคิดไว้ มันก็ไม่ได้เป็นดังที่คิดเสมอไปหรอกนะ...” จุนโนะกล่าวเตือน
“เขาไม่ดีต่อนายเหรอ?”
“ก็....เอ้อ...ดี...ดีละมัง?”
“เอ๊?? ทำไมน้า...จุนโนะ...เวลาที่ฉันพูดถึงคุณยูอิจิ ทำไมถึงต้องตอบอะไรที่มันชวนให้คิดด้วยล่ะ” คาเมะกระดกตัวลุกขึ้นนั่ง ทำเอาแก้วโค้กหล่นกลิ้งไปอีกฟากหนึ่งของต้นไม้ มันกลิ้งแล้วไปหยุดที่ต้นขาของชายคนที่นั่งกับหญิงวัยกลางคนคนนั้นพอดี
จุนโนะผวาตามไปหยิบให้ แต่กำลังจะคว้าแก้วได้อยู่แล้วเชียว เมื่อมือๆ หนึ่งหยิบขึ้นเอาไว้ซะก่อน
“นี่ครับ...” ชายหนุ่มคนนั้นส่งแก้วให้
จุนโนะมองหน้าเขาแล้วก็ยิ้มให้ เห็นชายคนนั้นมองหน้าเขาอย่างตกตะลึง ส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ ว่า
“อ๊ะ??...นาย???”
...คำอุทานของหนุ่มคนนั้นทำให้จุนโนะขมวดคิ้ว.... แต่ก็รับแก้วของคาเมะมาถือไว้ พลางพึมพำ
“ขอบคุณครับ...”

ชายคนนั้นยังมองหน้าเขาไม่วางตา ดูเหมือนจุนโนะจะเห็นรอยซับแดงระเรื่อบนผิวแก้มของหน้าขาวแต่ทว่าหล่อเหลานั้น

“เอ้อ.......มะ...มาเที่ยวหรือครับ” จุนโนะถามพลางยิ้มให้ ซึ่งคาเมะเองก็ชะโงกหน้ามามองเหมือนกัน เขามองจุนโนะทีและชายแปลกหน้าทีแบบงงๆ เมื่อจุนโนะยิ้ม คาเมะก็เลยยิ้มให้บ้างและส่งเสียงใสๆ ทักทายอีกด้วย
“สวัสดีฮะ...”

ชายคนนั้นที่เอาแต่นั่งมองหน้าจุนโนะอยู่นั้น หายจากอาการตกตะลึงแล้ว เขาหน้าซีดเผือดลงนิดหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะแนะนำตัว
“ครับ..ผม...อะกานิชิ จิน ยินดีที่ได้รู้จัก” เขาแนะนำตัวเองอย่างตะกุกตะกัก
คาเมะหดหน้ากลับมาหลังต้นไม้ แล้วแอบทำตาโตใส่จุนโนะ เผยอปากแบบไม่มีเสียงว่า
“หล่อโคตรเลย....จุนโนะ...ะ..ะ...”

จุนโนะกรอกตาขึ้นข้างบน แล้วก็ผลักหน้าคาเมะออกไป เขาหันมายิ้มแป้นให้จินแล้วก็ก้มหัวให้
“ผมจุนโนะสุเกะครับ ทางุจิ จุนโนะสุเกะ แล้วก็นี่....” จุนโนะดึงคาเมะมาข้างๆ ชี้ไปที่หน้าขาวๆ ของเพื่อน
“นี่คาเมนาชิ คาซึยะ เพื่อนผมฮะ...”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ... เอ้อ แล้วนี่ แม่ผม...” จินชี้ไปที่หญิงกลางคน ทั้งสองหนุ่มน้อยจึงยิ้มให้อย่างยินดี
“สวัสดีครับ...” ทั้งจุนโนะและคาเมะพากันนั่งพับเพียบเรียบร้อย ก้มหัวให้หญิงกลางคนอย่างนอบน้อม โดยเฉพาะจุนโนะแล้ว เขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้รุ่นเดียวกับแม่ของเขา ....แต่เมื่อเหลือบมองลูกชายของเธอ เขาก็ต้องสะดุ้ง
ก็นายคนนั้นยังนั่งมองเขาไม่วางตา....

สายตาคมกริบนั่น บอกแววอะไรได้หลายอย่าง ... เรียกว่า มองแบบจิกทีเดียว นี่ถ้าหมอนี่เป็นเหยี่ยว จุนโนะเองก็ไม่ผิดอะไรกับเหยื่อทางสายตาของเขาละมัง
“เอ้อ...ขอตัวฮะ เชิญคุณตามสบาย” จุนโนะเป็นฝ่ายพูดออกมา เขาผลักคาเมะให้กลับมานั่งที่เดิม แต่กระนั้นเจ้าเพื่อนตัวจ้อยก็ยังอุตส่าห์ยื่นหน้ามามองสองแม่ลูกนั่นเป็นระยะๆ
“จุนโนะ... เขายังแอบมองนายอยู่เลย...จิ๊...จิ๊...สงสัยจะติดใจนายแหงๆ”
“บ้าน่า คาเมะ...พูดอะไรง่ะ...” จุนโนะทุบไหล่เพื่อนรักเบาๆ เขาหยิบเชอรี่กวนเข้าปาก จากนั้นก็ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าหันไปมองอีกฟากหนึ่งของต้นไม้อีกเลย

....................

หัวใจของจินเต้นกระหน่ำ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอจุนโนะที่นี่...ไม่คิดเลยจริงๆ ว่า โลกใบนี้มันช่างกลมดิกจนหมุนรอบ 360 องศาได้เร็วเช่นนี้ คราแรกที่ได้ยินคาเมะเรียกชื่อจุนโนะ เขาเองก็ยังคิดว่า หูฝาดไปหรือเปล่า แต่เมื่อได้เห็นหน้ากันจริงๆ เขาเองก็แทบช็อก.... ราวกับโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ อาการใจกระตุกเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ก็ใบหน้างดงาม แจ่มใสในเช้านี้นั้น ทำให้เขาขนลุกซู่

ใช่จุนโนะจริงๆ ด้วยซิ...ไม่อยากจะเชื่อเลย....

จำไม่ผิดตัวหรอกนะ...หน้าหวานแบบนั้น แม้ว่าจะเห็นเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ก็จำได้ไม่เลือน ตาใสแจ๋วที่มองเขาแบบซื่อๆ อย่างนั้น ทั้งหวานทั้งอ่อนโยน
...คนที่เขามีอะไรด้วยเมื่อวันก่อน บัดนี้ได้มานั่งอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม ใต้ต้นไม้ต้นเดียวกัน จะห่างกันก็แค่ลำต้นบังกันเท่านั้นเอง

จินหลับตาลงอย่างช้าๆ เผื่อว่าเวลาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของจุนโนะที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของต้นซากุระจะเลือนหายไป .....

นี่ถ้าไม่ติดว่ามีแม่นั่งอยู่หรือเพื่อนตัวเล็กของจุนโนะนั่งอยู่ด้วยล่ะก็ เขาคงจะผวาตามไปที่อีกด้านหนึ่งของต้นไม้นั้นแน่ๆ อยากจะถามอาการของเด็กหนุ่มเหลือเกิน .... อยากจะถามถึงจิตใจที่คงจะบอบช้ำนั้น แต่สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ กล้ำกลืนคำถามและคำห่วงใยนั้นไว้ในลำคอ

......วันนั้น เขาเองก็รู้สึกผิดในใจ ผิดตลอดมา อยากจะเอ่ยคำขอโทษ และแก้ตัวว่า ความมึนประกอบกับความยับยั้งชั่งใจที่ไม่มีเหลือของเขา ได้ทำให้จุนโนะต้องเสียใจซ้ำสอง
..... ยิ่งได้มาเห็นใบหน้าหวานที่ยิ้มให้อย่างบริสุทธิ์แบบเมื่อกี้นี้แล้ว เขาก็ยิ่งไหวหวั่นและตอกย้ำความรู้สึกผิดอยู่เสมอ....
อยากจะบอกเหลือเกินว่า เขาผิดไปแล้ว....ผิดจริงๆ....

“จิน....จิน....” ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เขาลืมตาขึ้นมา เห็นแม่เกาะแขนเขาแล้วเขย่าเบาๆ เมื่อจินตื่นจากภวังค์ เธอจึงขมวดคิ้ว พลางยื่นถาดขนมมาตรงหน้าจิน
“เอาไปให้น้องๆ ซิลูก ของเราเอามาเยอะแยะ” แม่บุ้ยไปทางที่เด็กหนุ่มสองคนนั่งกันอยู่เป็นเชิงให้จินเอาขนมไปให้ ซึ่งจินก็เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

“จุนโนะ.........” คาเมะแอบสะกิดจุนโนะยิกๆ เมื่อจู่ๆ ผู้ชายรูปหล่อคนนั้นก็เดินมานั่งตรงหน้า แล้วยื่นจานขนมให้
“ทานด้วยกันนะครับ แม่ทำมาเยอะ” ปากพูดแต่ตามองที่จุนโนะแน่วแน่....มองเอา...มองเอาจนคนถูกมองประหม่า มือที่เอื้อมมารับจานสั่น จนคาเมะเห็นแล้วหัวเราะคิกคัก
“ขอบคุณครับ” จุนโนะตอบอ้อมแอ้ม
“นั่งด้วยคนได้มั้ย?” จินถาม และก็นั่งขัดสมาธินอกผ้าปูของสองหนุ่ม ใบหน้ายิ้มกริ่มนั้น ทำให้คาเมะถอนหายใจเฮือก
“คุณอะกานิชินั่งคุยกับจุนโนะนะฮะ ผมว่าคุณแม่คุณจะเหงานะครับ เดี๋ยวผมไปคุยกับท่านดีกว่า...”
“เอ้อ.....คาเมะ..ะ..ะ..” จุนโนะจะคว้าร่างเล็ก แต่คาเมะไวกว่า เขารีบลุกขึ้นวิ่งอ้อมไปอีกด้านหนึ่งโดยที่ไม่รอฟังคำทัดทานจากเพื่อนเลย
เหมือนกับจะจงใจให้จินและจุนโนะนั่งคุยกันแค่สองคนเท่านั้นเอง

จุนโนะไม่กล้ามองหน้าหล่อคมของจินหรอกนะ เขาเอาแต่นั่งก้มหน้า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ตัวเองมีอะไรน่าสนใจถึงขนาดทำให้จินละจากแม่ของเขามานั่งแหมะอยู่ด้านนี้ได้
ได้ยินเสียงคาเมะชวนคนแก่คุยจ๋อยๆ ไม่ขาดปาก แต่จินนี่ซิ ไม่พูดอะไรเลยสักคำ เอาแต่จ้องหน้าหวานของจุนโนะอยู่อย่างเดียว จนในที่สุด เด็กหนุ่มต้องเลื่อนจานเชอรี่กวนที่แม่ทำมาตรงหน้าจิน
“ทานนี่ซิฮะ แม่ผมทำ” รอยยิ้มที่ทอประกายให้จินนั้น หวานหยดจนจินใจสั่น

ไม่คิดว่าคนๆ นี้น่ะหรือที่ยูอิจิกำลังออกปากว่า....เบื่อ....
...ไม่น่าเป็นไปได้เลย....
“คุณอากานิชิ....” จุนโนะเลิกคิ้ว มองชายหนุ่มที่จ้องเขาตาไม่กะพริบ

เสียงเรียกซ้ำนั้นทำให้จินถอนสายตาจากใบหน้างดงามนั้นอย่างเสียดาย เขามองเชอรี่กวนที่หอมหวนใกล้ปลายจมูก ตักชิมไปคำหนึ่งตามคำชวนเชิญ ความหวานของมันอาจจะเทียบไม่ได้กับความหวานบนใบหน้าของคนตรงหน้า
จินกลืนขนมลงคอ พลางนึกไปถึงความหวานตรงส่วนอื่นๆ ที่เขาได้ลิ้มลองจากเรือนร่างนี้

จุนโนะจะรู้บ้างมั้ยนะ... ว่าเขาได้ลิ้มความหอมหวานของเจ้าตัวมาแล้วน่ะ....

จะรู้หรือไม่ว่า.... คนที่กำลังพูดคุยด้วยนี้ได้สร้างความเจ็บช้ำให้กับตัวเอง ถ้าจุนโนะรู้ ยังจะยิ้มให้เขาแบบนี้อยู่หรือเปล่า......

ขออย่าให้รู้เลยนะ......เพราะเขากำลังจะสานสัมพันธ์ทีดีในวันนี้ให้มันดำเนินต่อไป

ลืมวันอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับจุนโนะให้หมดสิ้น และมาเริ่มต้นใหม่

ด้วยตัวตนของคนใหม่ ทั้งของเขาและจุนโนะสุเกะ...

*********************

to be con

comment ที่นี่จ้า...

Hosted by www.Geocities.ws

1