มอเตอร์ไฟฟ้า

ลักษณะการทำงานที่ดี

        1. ประสิทธิภาพของมอเตอร์จะมีค่าสูงสุดเมื่อทำงานที่ประมาณ 80–100 % ของ Full – load ค่าของ kW ที่บอกไว้ใน Name Plate ของ Motor นั้น เป็นค่าของ out put ค่าพลังงานที่นำมาใช้จริงคือ ค่า input ดังนั้นในลักษณะที่มีโหลด ( Load ) ไม่เต็มที่ ประสิทธิภาพจึงต่ำ กำลังไฟฟ้าที่ใช้ไปจึงสูงกว่า out put ที่จำเป็นจริงๆ

Power input = power output / ประสิทธิภาพ

แต่อย่างไรก็ตามข้อควรระมัดระวังคือ อย่าให้มอเตอร์รับโหลด ( Load) เกินกำลัง (Over load ) เพราะจะมีผลทำให้ประสิทธิภาพต่ำลงและความร้อนจะเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไปมอเตอร์ที่มีขนาดเท่ากันเมื่อทำงานที่ไม่เกิน fuoo load จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าเมื่อทำงานที่โหลด (Load) มากเกินไป ( over load ) ดังนั้นจึงควรใช้มอเตอร์ที่ Full – load จึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

        2. การ Start มอเตอร์สามเฟสที่มีขนาดใหญ่ควร Start แบบ Star และ Run แบบ Delta เพราะว่าจะทำให้กระแสไฟฟ้าตอน Start ต่ำ ทำให้ค่า Peak Demand ตอน Start ต่ำด้วย นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ย่อมจะมีขนาดเล็กกว่าการ Start แบบ Delta และ Run แบบ Delta เช่นกัน โดยทั่วไปการต่อแบบนี้จะใช้กับมอเตอร์สามเฟสขนาด 2 kW ขึ้นไป

พิจารณาการ Run motor โดยต่อแบบ Star และ Delta

  • การ Run motor โดยต่อแบบ Star การ Run motor โดยต่อแบบ Delta เพาเวอร์แฟคเตอร์จะสูงกว่าการต่อแบบ Delta ต่อ motor จะรับ load ได้เพียง 1/3 เท่านั้น จึงไม่เหมาะสมที่จะต่อ motor เช่นนี้ในช่วง motor run ตามปกติ
  • การ Run motor โดยต่อแบบ Delta การ Run motor โดยต่อแบบ Delta เพาเวอร์แฟคเตอร์จะต่ำในขณะที่เร่งความเร็วสูงขึ้น ซึ่งในการ Start motor ขนาดใหญ่ต้องการ Power factor ในตอน Start สูง ซึ่งไม่นิยมที่จะต่อ Motor ในตอน Start โดยวิธี Delta แต่ในขณะที่ run ตามปกติแล้วจะสามารถรับ Load และมีแรงบิด ( Torque ) มากกว่าการต่อแบบ Start มาก

        3. มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้แพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูญเสียไปโดยไม่จำเป็น มีวิธีการประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากการใช้มอเตอร์ดังนี้

  • ควรเลือกขนาดและชนิดของมอเตอร์มาใช้ให้ถูกต้องกับงานและสถานที่ติดตั้ง เช่น จะใช้งานกลางแจ้งควรใช้มอเตอร์ที่กันน้ำและกันฝุ่นละอองได้ดี เป็นต้น
  • แก้เพาเวอร์แฟคเตอร์มอเตอร์ให้สูงขึ้นโดยการนำเอา
  • Capacitor มาต่อขนานเข้ากับ load หรือใช้พวก Synchronous capacitor เพราะสามรถปรับ Power factor ได้ตลอดเวลา
  • เลือกมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับ full-load ให้มากที่สุด
  • หาทางลดความสูญเสียจากกระแสไฟฟ้าสร้างสนามแม่เหล็กในมอเตอร์กระแสตรงในขณะที่มอเตอร์หยุดทำงาน เช่น โรงงานอัดรีด ในขบวนการทำงานที่มีการเว้นการอัดเป็นบางกรณี คือการทำงานไม่ต่อเนื่องกัน ดังนั้นจึงมีการพิจารณาว่าเมื่อหยุดการทำการอัด ความสูญเสียทางแหล่งกำเนิดกระแสที่จะเข้าไปทำให้เกิดเส้นแรง (Exciting current) ในมอเตอร์กระแสตรง จึงเกิดการสูญเสียในรูปของความร้อน รวมทั้งที่ใช้พัดลมเป่าเพื่อระบายความร้อนในตัวมอเตอร์ด้วย จึงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขึ้น
  • สายพานที่คล้องอยู่ระหว่างเพลาของมอเตอร์และ Pulley ควรมีความตึงที่เหมาะสม เพราะถ้าสายพานหย่อนมากเกินไปจะทำให้เกิดความสูญเสียในการส่งกำลัง ( Power transmission loss) หรือถ้ามีความตึงมากเกินไปจะทำให้เกิดความฝืดและอายุการใช้งานของสายพานจะสั้น
  • อย่าเดินมอเตอร์ในขณะที่ไม่มี Load
  • ควรตรวจดูว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไม่ เพราะนอกจากจะเกิดการสูญเสียพลังงานแล้ว ยังเกิดอันตรายกับผู้ใช้ด้วย ควรติดตั้งระบบสายดิน( Ground) กับมอเตอร์ไฟฟ้า จะทำให้เกิดความปลอดภัยจากไฟฟ้ารั่วมากยิ่งขึ้น
  • ควรอัดน้ำมันหล่อลื่นตามกำหนดที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ เช่น 3-6 เดือนต่อครั้ง เพราะถ้ามอเตอร์ฝืดเกินไปจะทำให้มอเตอร์กินไฟมากกว่าปกติ และอาจทำให้ลูกปืนแตกด้วย
  • ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปที่ขดลวดของมอเตอร์ได้เพราะความชื้นมากๆ จะทำให้มอเตอร์เสียได้

ที่มา : ข้อแนะนำการประหยัดไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม, กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน

Hosted by www.Geocities.ws

1