Your Song

:: Songfic / AU by Tongkun ::
Artist : Elton John
Dominic Monaghan X Elijah Wood

-------------------------------------------------------------------------------

“เฮ้ย! เปลี่ยนเพลงๆ”
ในขณะที่เสียงดนตรีซึ่งบรรเลงไปอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติกกำลังเริ่มจะเข้าสู่ท่อนไคลแม็กซ์ แต่จู่ๆ มือกีต้าร์คนเก่งของวงก็กลับร้องขึ้นมาขัดจังหวะเสียจนล่มไม่เป็นท่า เพื่อนๆโห่ใส่เขาอย่างสนุกสนาน
“อะไรของแกวะดอม! เล่นเพลงละนิดละหน่อย ยังไม่จบซักเพลง” นักเปียโนประจำวงว่า ดอมินิกเองก็หัวเราะก่อนจะกล่าวต่อ “Your song!”

ไม้กลองเคาะกันเป็นจังหวะสองครั้ง แล้วเสียงโซโล่เปียโนที่แสนนุ่มหูก็ลอยพริ้วดุจเต้นระบำได้ในอากาศ เด็กชายร่างเล็กและผอมบาง ดวงตาวาววับเหมือนแก้วเป็นประกายเมื่อมาถึงห้องซ้อมดนตรี ริมฝีปากสีแดงสดยิ้มระเรื่อย เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่มุมหนึ่งของห้องซ้อมอย่างเช่นทุกวัน

“It's a little bit funny this feeling inside
I'm not one of those who can easily hide
I don't have much money but boy if I did
I'd buy a big house where we both could live”

น้ำเสียงแหบทุ้มมีเสน่ห์ลอดริมฝีปากบางไปพร้อมกับถ่วงทำนองเพลง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มือเรียวยาวของเขาจับคอร์ดกีต้าร์ ทุกถ้อยคำที่ร้องไปตามเนื้อเพลงนั้นฟังดูจริงใจไพเราะเป็นที่สุด สายตาของดอมินิกยังคงจับจ้องไปที่จุดๆเดียวไม่ได้ละไปที่อื่น ณ มุมห้องนั้น เอไลจาห์นั่งฟังอยู่ด้วยรอยยิ้ม

“If I was a sculptor, but then again, no
Or a man who makes potions in a traveling show
I know it's not much but it's the best I can do
My gift is my song and this one's for you”

.
.
.

บนทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนสีเท่าลาดยาวลอดซุ้มประตูทะลุตัวอาคารเรียนทรงยุโรป ร่างเล็กหอบกองหนังสือไว้กับอก หนุ่มน้อยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มฮัมเพลงเบาๆ แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่เมื่อครู่ยังดังอยู่ไกลๆ เร่งกระชั้นใกล้เข้ามา เขาจึงหยุดเดินและหันไปมอง

“อ้าวน้องไลจ์! บังเอิญจังเลยนะครับ” ดอมินิกชะงักเล็กน้อยเมื่อเอไลจาห์หันมากระทันหัน แต่ก็ไม่วายถูๆไถๆทักไป
เอไลจาห์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้า “ฮะ บังเอิญจัง” เด็กน้อยช่างไร้เดียงสา เขาไม่เคยรู้ว่ากี่ครั้งกี่คราวแล้วที่ดอมเดินมาในเส้นทางนี้ ตามหลังเขามาแบบนี้ แต่กลับมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกัน
“ไม่ได้กลับพร้อมไอ้แซ็คมันเหรอครับ?”
“พี่แซ็คเค้ากลับมืดน่ะฮะ รอปิดห้องซ้อมตลอดเลย”
“อ่า นั่นสินะครับ เห็นมันนั่งตีกลองเคาะถ้วยถังกะละมังไหของมันไปเรื่อย”
ร่างเล็กที่เดินเคียงข้างหัวเราะสดใส ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เมื่อดอมมองใบหน้าขาวใสเหมือนตุ๊กตานี้แล้วจะต้องล่องลอยทุกครั้ง เขารักที่จะมองรอยยิ้มนี้ รักที่จะมองดวงตากลมใส รักริมฝีปากสีแดงสด รักผิวเนียนเหมือนผิวเด็ก รักทุกอย่างที่เป็นเอไลจาห์

ดอมินิกเรียนอยู่ชั้นปี 3 ที่โรงเรียนไฮสคูลแห่งนี้ เขาเป็นมือกีต้าร์และนักร้องนำของวงดนตรีที่ฟอร์มขึ้นเองกับเพื่อนๆ ดอมไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองทั้งหล่อ เท่ และเก่งขนาดไหน ถึงจะเรียนไม่เก่งนักก็เถอะ สาวๆในโรงเรียนกรี๊ดเขาแทบคลั่ง แต่เขากลับเฝ้ามองหนุ่มน้อยหน้าใสที่เอาแต่ยิ้ม ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร

เอไลจาห์เป็นน้องชายของเพื่อนที่เป็นมือกลองในวง เพิ่งจะเข้ามาเรียนที่นี่ปีนี้เป็นปีแรก ตอนเย็นๆก็จะตามพี่ชายมานั่งฟังเพลงที่ห้องซ้อมทุกวัน ดอมชอบเอไลจาห์มาก ข้อนี้แซ็คเองก็รู้ดี แต่จนถึงทุกวันนี้แซ็คก็ยังไม่เคยช่วยเหลืออะไรนัก แถมยังชอบพูดให้ดอมเคืองเสมอๆ ว่า “อย่าไปหลงไลจ์มันมากนักเลยน่า อย่างแกน่ะไปหาสาวเปรี้ยวๆ เซ็กซี่ๆเหอะ!”

“เอ่อ...น้องไลจ์ครับ” หลังจากที่เงียบกันมาพักใหญ่ ดอมจึงพูดขึ้นในที่สุด “วันนี้ให้พี่ไปส่งที่บ้านนะครับ”
ร่างเล็กมองหน้าอีกฝ่ายอย่างฉงนใจ ก่อนจะยิ้มให้ “ตามใจสิฮะ” ในขณะที่พูดก็ยังไม่หยุดเดิน ผิดกับดอมินิกที่ยืนทื่อในทันทีเมื่ออีกฝ่ายตอบรับ
“เยส!” ร่างสูงพึมพำถึงจะแม้จะอยากร้องตะโกนให้ดังสนั่น พลางกระชับกีต้าร์ขึ้นไหล่ แล้ววิ่งตามร่างเล็กที่เดินนำไป ถ้านี่คือจุดเริ่มต้น มันก็คงเป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามทีเดียว

ทุกเย็นเอไลจาห์จะไปฟังเพลง แล้วก็จะกลับบ้านพร้อมกับดอมเสมอ ช่วงระหว่างนั้นทั้งสองได้พูดคุยกันมากขึ้น ตลอดเวลาดอมเอาแต่เฝ้ามองหนุ่มน้อยคนนี้อยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุย เพราะเอไลจาห์ไม่ค่อยพูดกับใครนัก ถึงแม้เขาจะเอาแต่ยิ้มแต่ก็ดูเหมือนมีเรื่องเศร้าในใจเสมอ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เอไลจาห์ก็เป็นที่รักของบรรดาเพื่อนๆพี่ชาย
ยิ่งดอมได้พูดคุย ได้เข้าใกล้เด็กคนนี้มากขึ้น สิ่งที่เขาพบไม่ใช่เพียงเด็กน้อยที่น่ารัก แต่กลับเป็นคนที่งดงาม งามมากทั้งข้างนอกและข้างใน ทุกถ้อยคำที่ไลจ์พูดช่างผ่องใส ดอมหลงรักเขามากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นทุกวัน ไม่สิ...ทุกลมหายใจเข้าออกต่างหาก

.
.
.

เหมือนเช่นทุกครั้ง เมื่อเอไลจาห์มาถึงห้องซ้อม ดอมินิกก็จะสั่งให้เพื่อนๆในวงเล่นเพลง Your Song ร่างเล็กหลับตาพริ้มจนเห็นเป็นแพขนตางอนยาว ฟังเพลงนี้ด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์

“And you can tell everybody this is your song
It may be quite simple but now that it's done
I hope you don't mind
I hope you don't mind that I put down in words
How wonderful life is while you're in the world”

“พี่แซ็ค ทำไมพี่ดอมถึงเล่นแต่เพลงนี้ล่ะฮะ?” เสียงใสเอ่ยถามพี่ชาย เมื่อเขาเดินเข้ามาพักดื่มน้ำ แซ็คนั่งลงข้างๆน้องชายของเขาก่อนจะยิ้มออกมา
“ไม่รู้สิ มันคงชอบล่ะมั้ง แต่ก็เพราะมากไม่ใช่เหรอ?”
“ฮะ เพราะมาก ผมชอบ” เด็กหนุ่มกล่าว ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับเพลงนี้ดั่งเก่า แซ็คมองน้องชายของเขาแล้วยิ้มเศร้าๆ
“ไลจ์” เขาเรียก “หมู่นี้ดอมชอบไปส่งนายที่บ้านเหรอ?”
“ฮะ!” เอไลจาห์ตอบทั้งที่ดวงตายังจ้องอยู่ที่นักดนตรี เขาโยกตัวซ้ายขวาพลางยิ้มเหมือนเด็กๆ แซ็คถอนหายใจยาว
“วันนี้กลับพร้อมพี่นะ ดอมจะได้ไม่ต้องไปส่ง ลำบากมันเปล่าๆ” ร่างสูงพูดก่อนเดินกลับไป เอไลจาห์ชะงักน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ฮ..ฮะ”
เขามองตามหลังพี่ชายเดินหายออกไปอย่าไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ขัด เสียงโซโล่เปียโนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แซ็คเดินไปบนเวที ก้มลงกระซิบที่ข้างหูของดอมก่อนจะตบไหล่เพื่อนเบาๆ เอไลจาห์ไม่รู้ว่าแซ็คบอกอะไรกับดอม แต่เขาเห็นคิ้วของดอมนิ้วขมวด ดอมหันมองมาที่เขาและได้รับรอยยิ้มกลับไป

ท้องฟ้าภายนอกเปลี่ยนเป็นสีส้ม ดวงอาทิตย์ฉายแสงซีดๆส่องผ่านบานกระจกหน้าต่างเข้ามา ตกลงประทบบนพื้นมันเรียบของแกรนด์เปียโนในห้องซ้อม ดอมินิกเก็บกีต้าร์ใส่กล่องที่มักสะพายติดตัวไปด้วยเสมอๆ เพื่อนๆก็ต่างเก็บสัมภาระของตัวเอง
“พี่ดอมฮะ” เสียงเล็กๆดังขึ้นที่ด้านหลัง ดอมหันขวับไปอย่างกระตือรือร้น เผยยิ้มกว้างอย่างเป็นสุข เอไลจาห์ยิ้มให้เขาเช่นกัน “ช่วยมากับผมหน่อยได้ไหมฮะ? ผมขอเวลาแป๊บ ไม่นานหรอกฮะ”
“ได้สิ! ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ นานๆก็ได้”

เอไลจาห์นั่งลงบนเก้าอี้เหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อยสีดำที่ตั้งอยู่ใกล้กับน้ำพุใจกลางโรงเรียน รูปปั้นสีดำรูปหญิงสาวถือคนโทรินน้ำลงสู่เบื้องล่าง ภายนอกนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้พริ้วไหว ดอมินิกนั่งลงข้างๆเด็กชาย มองใบหน้านั้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“พี่ดอมร้อง Your song ให้ผมฟังได้ไหมฮะ?” เสียงใสเอ่ยขึ้นแผ่วเบา
“เอ่อ...ได้น่ะได้ แต่ถ้าเป็นในห้องซ้อมจะได้เล่นเปียโนด้วย กลับเข้าไปไหม? ข้างนอกมันหนาว” ดอมเอียงคอมองอย่างฉงนใจ เขาถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าผิวขาวๆนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงที่จมูก
เอไลจาห์สั่นหัวปฏิเสธ “เล่นกีต้าร์แทนก็ได้ฮะ ผมอยากนั่งตรงนี้”
“อ..อื้ม ก็ได้ครับ”

“I sat on the roof and kicked off the moss
Well a few of the verses well they've got me quite cross
But the sun's been quite kind while I wrote this song
It's for people like you that keep it turned on

So excuse me forgetting but these things I do
You see I've forgotten if they're green or they're blue
Anyway the thing is what I really mean
Yours are the sweetest eyes I've ever seen”

เพลง Your Song บรรเลงไปด้วยกีต้าร์อะคูสติก คลอด้วยเสียงแหบเท่ๆของดอมินิก เพลงนี้เพราะเหลือเกินในความรู้สึกของเอไลจาห์ หากแต่วันนี้มันช่างเพราะมากอย่างลึกล้ำ เพราะกว่าและเศร้ากว่าทุกวัน
ดอมมองเห็นดวงตากลมใสคู่นั้น มันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มและวาวใส ทุกครั้งที่เอไลจาห์กระพริบตา แพขนตางอนยาวทาบลงรับกับโหนกแก้มขาว บางอย่างฉายระยิบอยู่ในดวงตาอันโศกเศร้าคู่นั้น มันไว้ระรื้น หากแต่ริมฝีปากยังคงยิ้มเจือนจางตลอดเวลา ความรู้สึกประหลาดรุมเร้าในใจนักดนตรีหนุ่ม เขาอยากจะกอดร่างเล็กนี้ไว้ รั้งไว้ให้อยู่กับเขาตรงนี้ตลอดไป

จากวันนั้น...ดอมก็ไม่เจอเอไลจาห์ที่ห้อมซ้อมดนตรีอีกเลย เสียงเพลง Your Song สิ้นสุดลงในวันนั้น ไม่มีใครได้ยินเสียงดอมร้องเพลงนั้นอีก จนกระทั่ง...

.
.
.


“เฮ้ยแซ็ค! น้องไลจ์หายไปไหนวะ ไม่เห็นมาฟังเพลงเลย” เพื่อนคนหนึ่งในวงถามขึ้น ในขณะที่ทั้งหมดกำลังเช็คเสียงเครื่องดนตรี
แซ็คเงียบไปพักใหญ่ บนใบหน้าของเขาฉายแววความเศร้าอย่างที่สุด เมื่อเพื่อนๆรบเร้าขอคำตอบ น้ำใสๆกลับไหลรินลงมาอย่างฝืนไม่ได้ เพื่อนๆรุมกอดแซ็คเอาไว้ เขาร้องไห้ดั่งคนเสียสติ
“ฉันรู้ว่ายังไงมันก็ต้องมีวันนี้ แต่ทำไม! มันไม่เร็วเกินไปเหรอวะ! น้องฉันเป็นคนดี! ทำไมต้องเอาเขาไปด้วย!”

ร่างของดอมหยุดลงที่หน้าประตูห้องพักหนึ่งในโรงพยาบาล เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป ภาพร่างบอบบางของเด็กหนุ่มผิวสีซีดขาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์นอนอยู่บนเตียง ร่างนั้นหลับตาพริ้มงดงามราวยุวภูติน้อยๆ ดอมยืนนิ่งงัน ไม่ช้าน้ำใสๆก็เอ่อในคลองตาของเขา

แซ็คเล่าว่าเอไลจาห์เกิดมาไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็ก เขาเป็นโรคเลือดชนิดหนึ่ง หมอบอกว่ามันคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ทุกคนรู้ดีว่าถึงอย่างไรวันนี้ก็มาถึงและยอมรับกับมัน เอไลจาห์ถูกเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอม แต่ยิ่งนานวันทุกคนก็ยิ่งรักเขา เมื่อถึงเวลาก็ล้วนทำใจยอมรับไม่ได้ ดอมินิกก็คนหนึ่งที่เฝ้าโทษโชคชะตา โทษว่าพระผู้เป็นเจ้าช่างโหดร้าย... ความรักของเขากำลังผลิบานดีแท้ๆ

“ใครเหรอฮะ?” เสียงแผ่วเบาเอ่ยลอดริมฝีปากน้อยๆนั้น ดอมสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เอไลจาห์ยันตัวเองขึ้นนั่งพลางยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างงัวเงีย เมื่อพบว่านั่นคือดอมก็เผยยิ้มออกมาในที่สุด
“พี่เอง” ดอมินิกกลั้นน้ำตา พลางยิ้มตอบ เขาเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงนั้น ก่อนจะวางกล่องกีต้าร์คู่กายของเขาพิงไว้กับเตียง
สายลมหนาวเย็นของฤดูใบไม้ร่วงยังคงพัดไหว นอกหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นถึงเพดานของห้องเห็นแสงแดดต้องลงบนเกลียวคลื่น ทะเลทอดไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ร่างเล็กมองภาพนั้นก่อนจะหันมาสบสายตากับอีกฝ่าย
“ดีใจจังฮะที่พี่ดอมมา ความจริงพี่แซ็คไม่น่าบอกพี่ดอมเลย ลำบากมาเยี่ยมเปล่าๆ” เขาเอ่ยขึ้น
“พูดอะไรอย่างนั้น ไอ้แซ็คน่าจะบอกให้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ เวลาของเรามันน้อยเกินไป...ไลจ์” น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือดังขึ้นในห้องที่แสนเงียบงัน ดอมกำมือแน่นตัวสั่นระริก เอไลจาห์มองเขาเศร้าๆ ก่อนจะจับมือนั้นวางลงบนตัก รอยยิ้มงดงามยังไม่เจือนจางลง หากแต่ดูแล้วชวนให้สลดใจ
“ไม่หรอกฮะ ไม่มีเร็วหรือช้า ไม่มีมากหรือน้อย ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมมีพี่ดอมก็ดีใจแล้วล่ะฮะ” รอยยิ้มของเอไลจาห์อ่อนหวานนุ่มนวล หากแต่ช่างเสียดแทงหัวใจ วันต่อไปจะอยู่อย่างไรหากไม่ได้เห็นมันอีก...

“น้องไลจ์ครับ พี่ขอกอดได้ไหม?”
“ได้สิฮะ” ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกสรรพางค์กาย ดอมกอดเอไลจาห์ไว้อย่างทะนุถนอม อยากจะกอดให้แน่นที่สุดเท่าที่เฝ้ารอคอยเวลามานานแสนนาน หากแต่ก็กลัวร่างบอบบางและผิวนุ่มนี้จะแตกสลายหรือบอบช้ำ
มันมากมายเหลือเกิน ความรักนี้ พระเจ้าจะเอาอะไรมาแลกกับเทวดาน้อยๆองค์นี้ จะหาอะไรมาเทียบเทียมได้อีก? ต่อให้ตัดเศียรเทพซุสมาแลกก็ไม่สาสมหรอก

ห้องซ้อมดนตรีที่เคยเปิดและมีเสียงดนตรีดังลอดออกมาทุกเย็นกลับปิดสนิทเหมือนห้องร้าง ไม่มีใครอยู่ที่นั่นหรือมีกะใจจะไปฟังเพลง ทุกคนวนเวียนไปเยี่ยมเอไลจาห์ที่โรงพยาบาลตลอด ห้องซ้อมจำเป็นถูกเปิดขึ้นที่นั่น ร้องแต่เพลง Your song ถึงแม้จะต้องทนโดนคุณพยาบาลดุเอาหน่อยก็เถอะ

.
.
.

นับจากวันนั้น ในที่สุดวันที่เจ็ดก็มาถึง ดอมเดินมาตามทางเงียบสงัดของโรงพยาบาล ผ่านประตูห้องนับสิบจนมาหยุดที่หน้าห้องเดิมนี้ เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป ทุกคนยืนอยู่รอบๆเตียงสีขาวบริสุทธิ์นั้น คุณวู๊ด คุณนายวู๊ด แซ็ค และเพื่อนๆในวงดนตรี ความรู้สึกเย็นเยียบเสียดแทงเข้ามาในหัวใจของดอมินิกในทันที

แซ็คหันมามองที่เขาด้วยน้ำตานองหน้า ดอมแหวกวงล้อมเข้าไป เบื้องหน้านั้นร่างของเอไลจาห์นอนนิ่งอยู่ มีสายมากมายพาดระโยงระยาง บนจมูกของเด็กหนุ่มมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ เสียงแหลมเล็กของอุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจดังเป็นจังหวะเนิบนาบ ดวงตาสีแก้วสุกสกาวเมื่อเห็นหน้าคนที่รอ ถึงมันจะรี่ลงแทบปิดอย่างเหนื่อยล้า หากแต่เหมือนกับดวงดาวประกายพฤกษ์ที่วาววับในคืนเดือนแรม

เอไลจาห์ยิ้มออกมาช้าๆ เขาขยับริมฝีปากอย่างยากลำบากขอให้หมอถอดเครื่องช่วยหายใจออก สภาพนั้นทำให้คุณนายวู๊ดร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใครอีก
“ไลจ์รอนายอยู่น่ะดอม” แซ็คกระซิบด้วยเสียงสะอื้น ดอมรีบพุ่งตัวเข้าไปหาพลางกุมมือเล็กๆเย็นเฉียบนั้นไว้ระหว่างอก ก่อนจะจุมพิตลงไปเนิ่นนาน

ร่างเล็กยิ้ม เขาดูสว่างไสวในชุดสีขาวน่ารักและงดงาม ริมฝีปากขยับเขยื้อนเอ่ยยากเย็น เสียงที่ลอดออกมาได้นั้นก็แสนแผ่วเบา ดอมกัดริมฝีปากมองร่างนั้นอย่างอดทนต่อน้ำตา เอไลจาห์บอก “ร้องเพลงให้ผมฟังที”

“It's a little bit funny this feeling inside
I'm not one of those who can easily hide
I don't have much money but boy if I did
I'd buy a big house where we both could live

If I was a sculptor, but then again, no
Or a man who makes potions in a traveling show
I know it's not much but it's the best I can do
My gift is my song and this one's for you

And you can tell everybody this is your song
It may be quite simple but now that it's done
I hope you don't mind
I hope you don't mind that I put down in words
How wonderful life is while you're in the world

I sat on the roof and kicked off the moss
Well a few of the verses well they've got me quite cross
But the sun's been quite kind while I wrote this song
It's for people like you that keep it turned on

So excuse me forgetting but these things I do
You see I've forgotten if they're green or they're blue
Anyway the thing is what I really mean
Yours are the sweetest eyes I've ever seen

And you can tell everybody this is your song
It may be quite simple but now that it's done
I hope you don't mind
I hope you don't mind that I put down in words
How wonderful life is…” บทเพลงเงียบลงไปพร้อมกับเสียงสั่นเครือในลำคอ น้ำตาหยดหนึ่งหยุดลงบนมือของเอไลจาห์ ร่างนั้นหายใจแผ่วลงทุกทีๆ

ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงเสียงของดอมดังเคล้ากับความโศกเศร้าไร้ที่สิ้นสุด เสียงกระซิกร่ำไห้ดังขึ้นแทรกเป็นระยะ พี่ๆทุกคนทำใจไม่ได้กับภาพนั้น ต่างทรุดตัวลงปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร บทเพลงเหมือนจะไม่สามารถจบลงได้ มันเศร้าเกินไปที่จะให้ร้องเพลงในยามนี้ แต่แล้ว...

“...while you're in the world” น้ำเสียงเล็กใสหวานหูแผ่วเบา แต่กลับได้ยินชัดเจนในห้องที่เงียบเหงานี้ เอไลจาห์ร้องประโยคสุดท้ายออกมาด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย จับจ้องใบหน้าของคนที่...เป็นรักครั้งแรกของเขา สิ้นเสียง...ดวงตานั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาและหลับลง ด้วยรอยยิ้ม

ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

“เหตุผลที่พี่ร้องแต่เพลงนี้ เพราะมันคือเพลงของไลจ์ไง พี่รักไลจ์มากนะ” ดอมเอ่ยขึ้นในเสียงร้องไห้ระงมของทุกคนรอบข้าง เขาก้มลงจูบที่เปลือกตาปิดสนิททั้งสองข้างของเอไลจาห์ ภาวนาให้วิญญาณของเขาได้ยินเสียงนี้ “ตลอดเวลาที่มีไลจ์อยู่บนโลก ฤดูใบไม้ร่วงสวยเสมอ แต่มันจะ...ไม่สวยอีกแล้วตั้งแต่วันนี้”

.
.
.

“ครั้งสุดท้าย น้องไลจ์พยายามจะบอกกับผมและเราทุกคนว่า...การมีชีวิตอยู่คือความสวยงามของชีวิตหรือเปล่านั้น ผมไม่อาจทราบได้ ผมได้แต่เพียงหวังอยู่เสมอว่าเขาจะมองเห็นพวกเราด้วยความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่ง...บนสวรรค์ ใช่ครับ บนสวรรค์ ผมมั่นใจ”

เสียงกล่าวสุทรพจน์ในพิธีศพดังกังวานไปทั่วบริเวณ ทุกคนโศกเศร้าท่วมท้น นกน้อยร้องเพลงอาลัยอยู่บนกิ่งไม้ ถ้าฟังไม่ผิด มันคือ Your song

“มันจะเป็นเพลงของเขาตลอดไป และเขาจะสถิตอยู่ในหัวใจของผมตลอดกาล หัวใจอันแตกสลายไม่เหลือชิ้นดีของผม ผมจะพยายามรักษามันเอาไว้เพื่อให้เขาอยู่ตรงนั้น โลกของผมสวยงามมีสีสันเพราะเขา เอไลจาห์ จอร์แดน วู๊ด”

…The End…
Thank you for reading

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1