Untouchable Affair-- Chapter XXXIV --
Angst Fiction by Tonga Hardcore ------------------------------------------------------------------------------ - LAST KEY : Leave - John Cena : ประตูรั้วสีขาวไม่เตี้ยไม่สูงตรงหน้า ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงกรุ๊งกริ๊งของโมบายที่ล่องตามกระแสลมมากระทบที่ใบหู กระตุ้นให้โสตประสาทที่เหมือนจะตายด้านไปแล้วของผมกลับมารับรู้อีกครั้ง... บ้านหลังเล็กๆที่ผมคุ้นเคย ที่เดียวและที่สุดท้ายที่ผมคิดถึงในเวลานี้ บ้าน...ที่มีพ่อ แม่ คุณยาย น้องชาย พี่ชายที่น่ารัก และสุนัขตัวที่ผมรักที่สุด ผมจำไม่ได้ว่ากลับมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ทุกสิ่งมันไม่ได้สำคัญที่ว่าผมลืมบ้าน แต่มันสำคัญที่...ผมไม่มีหน้าจะกลับมาสู้หน้าคนที่บ้านอีกแล้ว หลายสิ่งที่ยังคงกัดกร่อนจิตใจผมจนตอนนี้เล็กกว่าหัวแม่มือ มันหนักอึ้งยิ่งกว่ากระเป๋าเดินทางที่ผมลากมาเสียอีก บากหน้ามาที่นี่ เพราะผมคิดไม่ออกแล้วว่าควรจะไปไหน ที่ไหนอีกที่จะมีความรักให้ผม...ความรักต่อผมที่จะไม่มีวันทำร้ายใคร นึกไม่ออกแล้วว่าจะมีที่ไหนอีกนอกจากบ้าน ทั้งที่ผมรู้ตัวดีว่าไม่มีค่าพอที่จะได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่แบบนี้อีก...แต่ขอเถอะ......ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต ผมพักกระเป๋า ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้าน ใบของมันอึมครึมสร้างความร่มเย็นได้เป็นวงกว้าง ที่กิ่งใหญ่ยักษ์ของมันยังคงมีเชือกผูกชิงช้าเด็กเล่นเอาไว้ ณ ที่ตรงนี้ ผมเคยเล่นกับพ่อและพี่น้อง ช่วงเวลาที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดคงเป็นตอนเด็กล่ะมั้ง เด็กที่ไม่ต้องคิดต้องไขว่ขว้าอะไร เด็กที่ได้เล่นสนุกตามใจไปวันๆ เด็กอย่างผมที่ได้รับแต่ความรักจากคนรอบข้างตลอดมา รับมา รับมา...รับมามากมายก่ายกองจนเคยชิน ผมขาดความรักไม่ได้ ใครๆก็รู้........ "John.........?" เสียงเรียกที่ไม่ค่อยจะคุ้นหูนัก ดังขึ้นเบื้องหลัง เสียงนั้นไม่เบาหรือไม่ดังจนเกินไปนัก แต่สัมผัสได้ว่ามันระคนอยู่ด้วยความไม่แน่ใจ ถึงแม้จะไม่คุ้นเสียง อาจเป็นเพราะผมห่างบ้านไปนาน แต่ที่ผมคาดว่าจะต้องใช่นั้น...มีอยู่เพียงคนเดียว "Matt" เมื่อผมขานชื่อเขากลับ Matt คลี่ริมฝีปากยิ้มช้าๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้กระโดดโลดเต้นดีใจที่เห็นผม หรือร้องตะโกนบอกคนทั้งบ้านเหมือนตอนเด็กๆ แต่ผมก็มั่นใจว่ารอยยิ้มของน้องชายสุดรักสุดหวงของผมนี้ ต้องเป็นรอยยิ้มแห่งความยินดี เขาเดินลงบันไดระเบียงบ้านหน้าสวน ตรงมาหาผม แสงแดดที่กำลังสาดจ้าอยู่ตอนนี้ ทำให้ผมเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของน้อง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนกันว่าภายในเวลาที่ผมไม่ได้กลับมาเยี่ยมเขา Matt จะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากมายขนาดนี้ "คนอื่นไปไหนกันหมดล่ะ?" ผมพยายามเค้นเสียงที่แหบพร่าอยู่ในลำคอ เอ่ยปากถามความเป็นไป ในขณะที่เขาเดินเข้ามาถึงตัว พลางเอื้อมมือมาบีบข้อมือผมไว้แน่น "แม่กับยายไปซื้อของ พ่อไปทำงาน น้องๆไปเรียน ส่วน Rob ไปซื้อของใช้เด็กกับแฟนเค้า" คำตอบสั้นห้วนรวบรัดตัดความ มาพร้อมกับสายตาจริงจังที่เขามีให้ผม มันจริงจังพอที่จะทำให้ผมหลบตา กลัวคำถามต่อไปของเขา "อย่าเฉไฉได้มั้ย John ชั้นอยากรู้มากกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย...ชั้นโทรเข้าเบอร์บ้าน Eddie แต่ไม่มีคนรับเลย นายขาดการติดต่อไปนานมากรู้มั้ย ชั้นเป็นห่วงนายนะ John" "ทีหลังนายไม่ต้องโทรหา Eddie แล้วนะ.......ชั้นเลิกกับเค้าแล้ว" "ห..ห๊ะ?" "อื้ม......เราเลิกกันไปนานแล้วล่ะ เจ็ดเดือนได้แล้วมั้ง" "แล้วทำไมนายไม่บอกชั้น บ..บอกพ่อก็ได้" "พ่อคงไม่สบายใจแน่ ถ้ารู้ว่าชั้นเลิกกับ Eddie นายไม่ต้องห่วงนะ Matt. Eddie รักชั้นมาก เราไม่ได้บาดหมางอะไรกัน" ผมอมยิ้มพูด แต่ยิ้มที่แสดงออกไม่ได้หมายความว่าผมมีความสุขเลยที่เรื่องระหว่างผมกับ Eddie ผู้ชายคนเดียวที่ผมพามาพบครอบครัว จะต้องกลายเป็นเพียงแค่อดีตที่ไม่ได้สวยงามตามฝันที่วาดไว้ น้ำตาที่เริ่มเอ่อ บ่งบอกได้ดีถึงความรู้สึกของผมในขณะนี้...ผมเสียใจกับทุกย่างก้าวที่เดินผ่าน ผมทำผิดกับทุกคนที่รักผม แต่คำโกหกของผมก็ไม่ได้เคยทำให้พวกเขาเกลียดผมได้เท่ากับที่ผมเกลียดตัวเองเลยแม้แต่น้อย ...ก็จะมีใครกันที่ล่วงรู้ จะมีใครอีกที่เข้าใจว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวร้ายของเรื่องนี้ได้ดีเท่าผม... "ช่างมันเหอะนะ John ไม่ว่านายจะหายไปไหนมาก็ช่าง แต่...ชั้นคิดถึงนายนะ" Matt ยิ้มทั้งน้ำตา เขามักทนไม่ไหวเสมอเมื่อเห็นผมร้องไห้ น้องชายของผมเติบโตขึ้นทุกวัน เขาเพิ่งจะเรียนจบไฮสคูลเมื่อไม่นานมานี้ หลายสิ่งในตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป แต่จิตใจของเขายังเหมือนเดิม...เขารักผม และจะรักเหมือนเดิมอย่างนี้ตลอดไป ผมรู้...... น้องชายจูบผมที่แก้มขวา พลางกอดผมร้องไห้ เมื่อ Matt ยังเด็ก ผมจูบเขาที่แก้มขวาทุกครั้งที่เขาร้องไห้ ไม่ว่าจักรยานล้ม ตกบันได หัวแตกเลือดไหล ไม่ว่าอะไรก็ตาม เมื่อน้องๆทะเลาะกัน ผมมักจะเข้าข้าง Matt อยู่เสมอ ผมทำให้เขาเพราะผมเองก็รักเขาไม่น้อยไปกว่าที่เขารักผมในตอนนี้ "ชั้นก็คิดถึงนาย...Matt........." ------------------------------------------------------------------------------------------------------ ทุกคนดีใจกับการกลับมาของผม ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูด ไม่ทักเลยว่าผมหายไปไหนมา ไม่มีใครสนใจซักไซ้ผมเรื่องของ Ed คิดว่าพวกเขาต้องรู้เรื่องนี้แล้วจากปากของ Matt ไม่เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ที่ยายจะไม่หลุดถามออกมาอย่างสนใจ เหมือนทุกครั้งที่ผมกลับบ้านว่า 'แล้ว Eddie ไม่มาด้วยเหรอ John?' ผมรู้...ว่าท่าทีของผมคงจะทำให้ทุกคนอึดอัด ผมอาจจะไม่ควรกลับมาทานอาหารร่วมโต๊ะ ให้ครอบครัวที่มีความสุขที่สุดในโลกเท่าที่ผมเคยเจอ ต้องกลืนอาหารกันไม่ลง ห้องอาหารที่เคยครื้นเครงไปด้วยเสียงหัวเราะกลับเงียบสนิท มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานเสียดหู กับแววตาใคร่รู้จากทุกคนซึ่งจ้องคาดคั้นมาที่ผมคนเดียว ผมไม่กล้ามองหน้าใคร เพียงแต่ก้มมองจานของตัวเอง เขี่ยอาหาร ข้าวผัดทีละเม็ด ใช้ความพยายามที่จะกลืนมันลงไปให้ได้... ไม่ใช่ว่าแม่ทำกับข้าวไม่อร่อย แต่ผมทานไม่ลงจริงๆ กระเพาะอาหารของผมมันคงเต็มล้นไปด้วยน้ำตาแล้วล่ะมั้ง "John......ไม่สบายหรือเปล่าลูก?" พ่อเป็นคนแรกที่เปล่งเสียงออกมาในระยะเวลากว่า 15 นาทีที่นานดั่ง 15 ชั่วโมง ผมส่ายหน้า น้ำเสียงอบอุ่นของพ่อทำให้ผมต่อต้านความรู้สึกบางอย่างไม่ได้ น้ำตารื้นขึ้นจนผมแสบจมูก ผมไม่กล้ามองหน้าพ่อ......หรือที่ถูก ผมไม่ควรเอาหน้ามาให้พ่อเห็นเลยจริงๆ "มองหน้าพ่อด้วยสิ John" แม่ว่าด้วยท่าทีถ้อยตำหนิ "ช่างเถอะคุณ ลูกเพิ่งกลับบ้าน อย่าเพิ่งว่ากันได้มั้ย" "ผมอิ่มแล้ว ขอตัวนะครับ" ------------------------------------------------------------------------------------------------------ หยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มถูกชะล้างไปด้วยสายน้ำยะเยือกจากฝักบัว แม้น้ำจะเย็นจนพอจะทำให้มือผมเขียวได้ไม่ยากเย็น แต่ผมก็ไม่ได้มีความคิดจะปรับเปลี่ยนมัน ได้แต่เปิดน้ำแรงๆ ให้แรงที่สุดจนพอที่จะกลบเสียงร้องไห้ของตัวเองได้ ...ร้องออกมาให้พอกับที่ต้องเก็บกลั้นไว้ตลอดวันนี้... ทิ้งตัวลงโครมใหญ่บนเตียงนอน เหลือบมองที่หัวเตียงยังมีรูปผมกับ Eddie อยู่ที่นั่น หลายคนคงกำลังสมน้ำหน้าผมอยู่ คงกำลังคิดว่าสมควรแล้วที่คนไม่รู้จักใช้สมองคิดอย่างผมจะต้องน้อมรับชะตากรรมแบบนี้... ใช่......ผมยอมรับว่าที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยอยากคิดอะไร คุณรู้มั้ยว่าทุกครั้งที่ผมคิด ผมเองมักจะเจ็บปวดเสมอ ผมปัดป้องความทุกข์ ผมเกลียดความทรมานในรูปแบบนี้ ผมจึงเลือกจะวิ่งหนี หนีไปให้ไกลจากมัน... แต่ยิ่งหนีเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนอะไรๆ จะยิ่งเลวร้ายจนไม่มีทางออกที่ดีให้ผมเลย ด้วยเหตุนี้ที่ผมเลือกกลับมาบ้าน เพราะเห็นควรว่าคงจะได้เวลาแล้ว ที่ผมจะได้กลั่นกรองอะไรให้ลึกซึ้งจริงจัง อยู่ภายในโลกที่เป็นของผม ...เปิดเผยความรู้สึกแท้จริงในจิตใต้สำนึก แล้วยอมรับ อดีต กับ ตัวตนที่แท้จริง ของตัวเองเสียที .................................................................... นานแล้ว......มันนานจนผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าผมเคยเป็นคนที่มีความสุข ผมเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุ 25 ที่ก้าวเข้ามายืนอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าคงเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆคน............... ผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีผู้หญิงแค่ 3 คน คือ แม่, คุณยาย และคุณย่า ที่เหลือเป็นผู้ชายทั้งหมด. ผมมีคุณพ่อ พี่ชายคนหนึ่ง น้องชาย 3 คน และคุณปู่ ดูจะเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่แน่นขนัดเชียวถ้าให้เทียบกับขนาดบ้านเช่าหลังเล็กๆ แต่นั่นทำให้ผมใขว่ขว้าหาความสำเร็จมั้ย ผมขอตอบช้าๆ และชัดเจนได้เลยว่า 'ไม่...แม้แต่น้อย' ผมไม่อยากจะร่ำรวย ไม่อยากมีคนมานับหน้าถือตา ผมแค่ขอเป็นเด็กธรรมดาๆ ที่มีแต่คนรักใคร่อย่างนี้ตลอดไปก็พอใจ เด็กคนหนึ่ง...จะเรียนรู้คำว่า 'รัก' ได้ลึกซึ้งเท่าไหร่ นอกเสียจากครอบครัว สิ่งนี้ให้ชีวิตผม ผมรักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักคุณยาย คุณย่า และผู้ชายที่ผมรักมากที่สุดอีกคนนึงเลยคือคุณปู่ พวกเขาเป็นทุกอย่างในชีวิตของผมตอนนั้น จนวันที่คุณปู่จากไป เป็นครั้งแรกที่เด็กซนๆอย่างผมได้เรียนรู้ถึงคำว่า 'ความเศร้า' ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด ไม่นานเมื่อถึงเวลาของคุณย่า ผมมองดูหญิงชราที่นอนซมอยู่บนเตียงนอนแล้วกอดรูปคนที่เธอรักไว้แนบอก ย่าร้องไห้...ดีใจ ผมไม่เข้าใจความรู้สึกของคุณย่า จะมีอะไรดีไปกว่าการที่ได้ยืนอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป... แต่ย่าบอกทางตายไม่ได้เป็นสิ่งดีสำหรับย่า แต่ความหวังที่จะได้พบปู่อีกครั้งคือสิ่งที่ทำให้ย่ายิ้มทั้งน้ำตา ผู้หญิงที่มีเส้นผมสีเงินสว่างดูไม่ต่างอะไรกับคนที่ผลอยหลับไป จะแตกต่างตรงที่ลมหายใจไม่มีแล้ว กาลเวลาผ่านไปและผมได้เติบโตขึ้น สมัยเรียนไฮสคูลผมสังกัดทีมอเมริกันฟุตบอลโรงเรียน ช่วงวัยรุ่นนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงที่สุด บางทีช่วงเวลานั้นมันก็เร็วจนรู้สึกว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่มันก็ช่วยบรรเทาให้การจากไปของคุณปู่และคุณย่าเป็นเรื่องที่ผมทำใจได้ แม้บางครั้งที่ผมท้อใจแล้วได้นั่งบนเก้าอี้โยกของคุณปู่ ก็พอจะทำให้ผมร้องได้ออกมาได้ทุกครั้ง รุ่นพี่ปี 3 กัปตันทีมอเมริกันโรงเรียน เป็นคนแรกที่ทำให้ผมเข้าใจความรักในอีกแง่มุมออกไป ไม่ใช่แค่ความรักจากครอบครัวแล้วสำหรับผม เขาเคยคอยดูแล ห่วงใย โทรมาหา บอกรักหวานๆ ทำหึงผมบ้าง มันก็ดี...ทำให้ผมรู้สึกดี เสียแต่บางทีผมเองก็รำคาญ เพราะผมไม่เคยรักเขากลับเลย ซักเพียงเสี้ยวนาทีก็ไม่ คิดอยู่แต่ว่าถ้าวันนึงผมได้ลองรักใครบ้าง แล้วเขาก็รักผมเหมือนกัน มันคงจะมีความสุขไม่น้อย มันคงโหดร้ายเกินไปถ้าให้นึกถึงเขาอีกในตอนนี้...ในเวลาที่ผมได้ขยำความรักของเขาทิ้งไปอย่างไม่ใยดีแล้ว ในวันจบการศึกษาของเขาคนนั้น เขาร้องไห้ฟูมฟายแล้วถามผมว่า ผมไม่เคยคิดจะรักใครจริงจังมาตั้งแต่แรก แล้วให้ความหวังเขาทำไม ผมไม่รู้หรอกว่าไปให้ความหวังเค้าตอนไหน แต่ถ้าการให้ความหวังมันคือการที่ผมยอมรับความรักของเขาไว้ แต่ไม่ได้ให้ตอบล่ะก็...โอเค งั้นผมให้ความหวัง ความรักมันซับซ้อนเกินไปสำหรับเด็กอายุ 16 งี่เง่าๆอย่างผม วันๆเอาแต่เล่นสนุก จะไปเข้าใจอะไรกับความรู้สึกของกัปตันทีมคนนั้น ผมคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายไปเสียหมด แค่ผมกอดพี่เค้าไว้ก่อนที่จะไม่ได้เจอกันจนถึงวันนี้ ทุกอย่างก็จะจบ ผมลืมนึกไปว่าจะต้องปล่อยให้คนดีๆคนหนึ่งต้องทนเจ็บ จมกองน้ำตาไปอีกนานแค่ไหน...ผมไม่เคยคิด .................................................................... ปี 2000 ผมเข้าเรียนในโรงเรียนมวยปล้ำ Ohio Valley Wrestling และในปี 2002 ผมก้าวขึ้นสู่ World Wrestling Entertainment ด้วยวัย 25 ปี นั่นอาจเป็นก้าวที่หนึ่งที่ผมจะได้ทำความฝันตั้งแต่สมัยยังเด็กให้เป็นจริง ผมอยากเป็นนักมวยปล้ำมาก เพราะผมรักวงการมวยปล้ำ แล้วผมก็ทำได้ในวันนั้น ณ ที่ที่นี้ ที่ผมเรียกว่าครอบครัว WWE ไม่ได้แตกต่างอะไรมากมายจากครอบครัวที่ผมจากมา ถึงแม้ผมจะต้องอยู่ไกลบ้านออกไปก็จริง แต่หลายคนที่นี่ก็ใจดี รักเอ็นดูผมจนพอจะทำให้ความรู้สึกคิดถึงบ้านเบาบางลงได้ คุณจะเชื่อมั้ยว่าผู้ชายคนแรกที่หยิบยื่นความเป็นมิตรให้ผมตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาที่นี่คือ Mark ......Mark Collaway หรือ Undertaker ที่ทุกคนรู้จัก.......... ผมเองในทีแรกก็เกรงเขาอยู่ไม่น้อย ทำไมเด็กบ้ามวยปล้ำอย่างผมถึงจะไม่รู้จัก The Undertaker ทำไมจะไม่รู้ว่าใครๆก็เกรงกลัวนักมวยปล้ำเก่งๆอย่างเขา แต่สิ่งที่ทำให้ผมผิดคาดก็คือ Mark ใจดีกับผมจริงๆ ใจดีมากจนผมเองยังสงสัย คิดกับตัวเองอยู่นานจนในที่สุดก็รวบรวมความกล้าถามออกไป เพราะคิดว่าถ้าไม่ถามอกคงแตกตายในเร็ววันแน่ "ถ้าบอกแล้วอย่าขำ" Mark ย้ำก่อนที่จะตอบ "ก็แค่...ถูกชะตา" ตอนนี้มานึกถึงแล้ว ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมอยากจะกอด Mark ไว้แน่นๆนานๆ เขาสอนอะไรหลายๆอย่างแก่ผมเกี่ยวกับวงการที่ซับซ้อนเหนือความคาดหมายวงการนี้ แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว... ก็ในครั้งนั้น เด็กนรกอย่างผมจะคิดได้ดีซักแค่ไหน นอกจากเหยียบความจริงใจที่ Mark มอบให้ แล้วข้ามหัวเขาไปเพื่อยกระดับตัวเอง ผมหักหลัง Mark ทั้งด่า ทั้งหยาม ท้าทายสารพัด จนในที่สุดผมก็ได้เป็นคู่เอกใน Vengeance เพียงแค่...อยากจะดัง แค่นี้ก็คงจะพอทำให้หลายคนหายข้องใจว่าทำไมระหว่างแม็ชต์ที่เดิมพันไว้ด้วยศักดิ์ศรีของตำนานอย่างเขา Mark ถึงเหยาะแหยะ เชื่องช้า ไม่รุก ได้แต่รับเท่านั้น ผมเอง......ผมเองก็เคยถามเขา หลังจากผมโกงชนะได้ในแม็ตช์นั้น ผมถากถางเขาว่า 'ตำนานได้แค่นี้น่ะเหรอ?' เขาแค่มองกลับมาด้วยแววตาเจ็บแค้น แต่ไม่ได้อาฆาตมาดร้ายใดๆเลย "นายจะไปรู้อะไร ไอ้คนอย่างนายน่ะ รักใครเป็นหรือเปล่า" .................................................................... คำถามของ Mark เป็นปริศนากับผมมาตลอด จนวันที่ผมได้เจอกับ Chris Jericho... Chris เป็น Official Trainer คนแรกของผมใน WWE เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่ผมมีในตอนนั้น Chris เป็นผู้ชายหน้าตาดี หล่อขั้นเป็นดาราฮอลลิวู้ดได้สบายๆ นิสัยขี้เล่น เฮฮา แต่ก็ไม่ได้ทำให้มาดเท่ๆของเขาหลุดไป ตัวผมชอบเขาตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าวงการด้วยซ้ำ แล้วก็ภูมิใจเสมอที่มีเทรนเนอร์เป็นถึง King of the Ring เขาทำให้ผมรู้สึกรักที่จะจมอยู่กับใครซักคนทั้งคืนทั้งวัน ถึงจะไม่ต้องเห็นฟ้าเห็นดาวอีกผมก็ยังมีความสุข เขาเป็นคนแรกที่ผมคิดจริงจังด้วย เป็นคนแรกที่ผมเรียกว่า แฟน เป็นคู่นอนคนแรก......เขาเป็นรักครั้งแรกของผม เราต่างรักกัน เราอยากที่จะอยู่ด้วยกันเสมอ กิน นอน เที่ยวด้วยกัน เห็น Chris ที่ไหนต้องเห็นผมที่นั่นแน่ Chris บอกเลิกกับ Jessica คู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันนั่นเพื่อผม เพราะเขาเข้าใจว่าผมห่างเขาไม่ได้ และก็อยากให้เขามีแต่ผมเพียงคนเดียว ความสุขระหว่างผมกับ Chris มันไม่ได้ยาวนานซักเท่าไหร่ ผมเองตกใจเมื่อได้ยินข่าวการ Draft Chris ไปที่ RAW แต่คนที่ช็อคที่สุดคงเป็น Chris นั่นเอง เขาไม่ได้อยากไป เขาเครียดมากผมดูออก แต่ก็ไม่สามารถฝืนคำสั่งของพวก McMahan ได้ ผมรู้ดีว่าระหว่างผมกับเขาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ได้แต่ปลอบใจเขาให้ตัดใจซะเถอะ "ไม่...เรื่องอะไรจะต้องตัดใจ ถึงอยู่คนละค่าย ถึงจะไม่ได้เทรนให้นายแล้ว แต่เราก็ยังรักกันได้นี่นา!" ที่ห้องล็อคเกอร์ คืนวันสุดท้ายของ Chris ใน Smackdown! เราเถียงกันครั้งใหญ่ เป็นการโต้แย้งที่แรงที่สุดตั้งแต่เราเริ่มคบหา Chris พูดไปร้องไห้ไป ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยืนยันจะรักผม แต่ก็รู้ดีว่าคงเถียงเขาไม่ชนะแน่ ได้แต่ให้ของขวัญวันเกิดเขาไปในคืนนั้น กอดเขา แล้วกำชับว่า...กล่องนี้ให้เปิดในวันเกิดปีหน้าเท่านั้น ------------------------------------------------------------------------------------------------------ Your Baby Boy , "JC" ...แต่สำหรับผมน่ะไม่... เขาไม่เข้าใจว่าผมไม่มีเขาไม่ได้ ผมจะรักเขาต่อไปไหวหรือถ้าต้องห่างไปไม่ได้เจอหน้ากัน ผมจะทนคิดถึงเขาอยู่ที่ตรงนี้ได้อย่างไรในขณะที่เขาอยู่อีกเมืองที่ไกลแสนไกล หรืออาจจะครึ่งซีกโลก ผมทำไม่ได้หรอก ผมรู้ตัวดี...รู้ตัวว่าคงรับไม่ได้ที่จะต้องอดทนอยู่กับความเหงาต่อไปได้เมื่อไม่มีเขาอยู่ ดังนั้นถ้าตัดใจได้ตอนนี้ก็จงทำซะ เวลาหนึ่งปีคงจะพอทำให้ Chris ลืมผมได้ ผมหวังไว้เช่นนั้น................. .................................................................... หลังจาก Chris ย้ายไป ผมก็ได้เจอกับเทรนเนอร์คนใหม่ที่ถูกจัดสรรมาให้โดย Vince McMahan... เทรนเนอร์ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้เทรนเนอร์คนแรกที่ผมรักกลับมา นักมวยปล้ำที่มีเทคนิคดีที่สุดในโลก Chris Benoit ใครๆก็เรียกเขาว่า Benoit ผมก็เคยเรียกเขาอย่างนั้น แต่ผมขอเรียกเขาว่า Chris ในวันแรกที่เขามาเทรนให้ผม แม้ว่าชื่อเขาจะทั้งอ่าน ทั้งเขียนเหมือนกับ Chris คนรักเก่า แต่นิสัยของพวกเขากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Chris ใจดี อบอุ่น แล้วก็เข้าใจผมดีที่สุด เรียกได้ว่าไม่เคยเจอใครที่เข้าใจผมได้ดีเท่าเขามาก่อนเลย เขาทำให้ผมรู้ว่านี่คงเป็นอีกครั้งแล้วที่ผมจะรักใครจริงๆจังๆอีกซักคน หลังจากที่รักครั้งแรกมันไม่สามารถเป็นไปได้ ผมรู้ดีว่า Chris มีครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาของผม ดูอย่าง Chris แฟนเก่ายังถอนหมั้นได้เพื่อผม ดังนั้นเมื่อถึง ณ จุดจุดนึงแล้ว Chris คนนี้ก็คงทำเพื่อผมได้เช่นกัน ผมไม่กลัว Nancy และถ้าใครคิดว่า Nancy พยายามกดดันให้ผมออกไปจากชีวิต Chris ได้ก็คิดผิดมหันต์ ผมตัดทุกสายที่ Nancy ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของ Chris โทรมา ผมไม่ยอมจะเสีย Chris เหมือนที่ต้องเคยเสียรักครั้งแรกของผมไป และครั้งสุดท้ายที่เธอโทรมา ผมบอกไปแค่ว่า 'อยากเคลียร์ก็มาคุยกัน ไม่ต้องโทรมาอีก' นับถือ Nancy สุดใจเมื่อเธอมาหาผมที่โชว์ด้วยการยอมเสียศักดิ์ศรี ยอมทำเรื่องน่าขายหน้า แต่ยังไงก็คงไม่ยอมเสียสามีให้คนอื่นแน่ เธอเข้ามาคุยกับผมในห้องล็อคเกอร์ขณะที่ผมรอ Chris ซึ่งกำลังมีแม็ตช์ปล้ำอยู่บนเวที ก่อนที่จะทำให้ผมต้องยืนฟังคำด่าซ้ำซากนานกว่า 20 นาทีเต็ม ทุเรศบ้างล่ะ?......ไม่มียางอายบ้างล่ะ?.......ไร้ค่า?......หน้าด้าน?......ใจยักษ์ใจมาร?.......หรือแม้กระทั่ง...................... "คนมีครอบครัวแล้วจะเร้าอารมณ์เธอได้มากกว่าหรือยังไง?" Chris เข้ามาในล็อคเกอร์พอดีกับตอนที่ Nancy ระเบิดใส่ผมว่า "ไปตายซะ!!" ก่อนจะผลักผมจนเซไปชนกับตู้ล็อคเกอร์เสียงดังโครม ใบหน้าของ Nancy ที่ผมจำได้ติดตาคือใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตานองหน้า เมื่อสามีไล่ให้เธอไปตายแทนผม แล้วก็บอกว่าไม่อยากจะเห็นหน้าเธออีก Chris ขอโทษผมแทน Nancy แล้วก็บอกว่าเขาผิดเองที่บอกความจริงกับ Nancy เขาไว้ใจเธอเกินไป ไม่คิดว่าเธอจะใจร้ายขนาดนี้... ผู้ชายแสนดีอย่าง Chris คงยังไม่เข้าใจมาจนถึงทุกวันนี้หรอกว่าผมต่างหากที่ใจร้าย หลายคนสงสารผม หลายคนบอกว่าผมไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างว่า แต่เขาจะยังยอมรับได้มั้ยว่า เมื่อรู้ว่า...คำตอบของคำประชดประชันนัยคำถามสุดท้ายที่ Nancy ถามผมคือ "ใช่" ผมนี่ล่ะที่เลวทรามที่สุด Chris ไม่พูดกับ Nancy อีกนับตั้งแต่วันนั้น เขาไม่กลับบ้านแล้วก็ใช้เวลาอยู่กับผมตลอด ซึ่งในตอนนั้นมันก็ตรงใจผมดีแล้ว ผมรู้ว่าในบางครั้งเขาก็คิดถึงลูกชาย ตามใจหากนานๆครั้งเขาจะโทรกลับบ้านเพื่อคุยกับลูกชายเขาบ้าง ซึ่งผมไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่า David ลูกชายคนเดียวของ Chris จะเป็นคนแย่ง Chris ไปจากผม ครั้งแรกที่ Chris ได้ยิน David พูดคำว่า 'แด๊ดดี้' เป็นครั้งแรกผ่านทางสายโทรศัพท์ เขาดีใจจนน้ำตาซึม เขากอดผมราวกับว่ากอดที่มีให้ผมนี้จะแทนกอดที่เขาอยากมอบให้ David แต่ยังไม่สามารถทำได้ Chris บอกว่าเขาต้องกลับบ้าน...กลับไปเพื่อที่จะได้ฟังลูกชายเรียกเขาว่า 'แด๊ดดี้' ชัดๆอีกครั้ง จากที่ไปหนึ่งวันหนึ่งคืน และอยู่กับผมหกวันในหนึ่งสัปดาห์ ค่อยๆกลายเป็น ห้า สี่ สาม สอง...จนไม่กลับมาหาผมเลย Chris แค่โทรมาถามว่าผมเป็นยังไง สบายดีมั้ย...แค่บอกว่า รัก และ คิดถึงผมอยู่ตลอดเวลาที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ คิดว่าเขาลืมผมไปแล้ว การที่โทรมาก็แค่ความรู้สึกว่าจำเป็นต้องรับผิดชอบที่บอกให้ผมรอคอย ผมนอนร้องไห้คิดถึงเขา ผมนอนคนเดียวไม่มีใคร ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องทนเป็นแบบนี้อยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นคงกำลังมีความสุข เราจะได้เจอกันแค่หลังโชว์ ผมเฝ้าแต่รอว่าวันไหนเขาจะบอกผมว่า 'วันนี้กลับกับชั้นนะ' ซึ่งก็ไม่มีเลย ผมไม่อยากได้คำว่ารัก คำว่าคิดถึง ผมแค่อยากให้เขากลับมาอยู่กับผมบ้าง อาทิตย์ละครั้งก็ยังดี.........แต่ก็เหมือนเป็นแค่ฝันกลางวันที่ไม่มีวี่แววจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ จนในคืนที่ Smackdown! มีโชว์ที่ Elpaso, Texas ในขณะที่ผมรอเจอ Chris ซึ่งบอกให้ผมรอเขาก่อนที่ห้องล็อคเกอร์ด้วยความหวัง... Chris เข้ามาพร้อมกับคนคนหนึ่ง แล้วบอกว่า "John! คืนนี้นายกลับกับ Eddie นะ...ฝาก John ด้วยนะ Eddie ชั้นจะรีบกลับบ้าน" ...ผมยังไม่ได้คุยกับ Chris ซักคำ น้อยใจนะ ไม่ได้ไม่รู้สึกรู้สาอะไร คนที่จะเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาให้ผมได้ก็คงมีแต่ Eddie Guerrero แชมป์โลก WWE หนึ่งสมัยเพื่อนรักของ Chris .................................................................... ผมรู้สึกดีที่มีคนอยู่ด้วยในคืนนั้น Eddie พาผมไปส่งที่พักด้วย Low Rider คันงามของเขา เรารู้จักกันอยู่แล้วในฐานะเพื่อนร่วมงาน และผมก็รู้ดีว่า Eddie เป็นเพื่อนที่สนิทกับ Chris ที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Eddie จะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของผมกับ Chris น่าแปลกที่เขากลับสัมผัสได้ถึงความเศร้าของผม จนทุกวันนี้ผมยังจำได้ดีถึงสายตาของเขาที่จ้องมองเข้ามาในตาผม ดวงตาสีดำขลับไม่ชินตา แต่กลับสะท้อนแสงดาวได้ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงอ่อนโยนแกมขี้เล่นที่บอกผม ก่อนจะหัวเราะคำพูดของตัวเองอย่างเขินอาย "อยากรู้จริงจริ๊ง ว่าเรื่องอะไรทำให้ John Cena ที่น่ารักเครียดได้ขนาดนี้" เป็นคำพูดลอยๆ ที่แสดงได้ถึงความห่วงใยที่มีต่อผม ชวนให้ผมเอนศีรษะซบที่ตรงไหล่กว้าง ซึมซับความอบอุ่นแบบที่ผมไม่ได้รับมานาน ความเงียบสงัดที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเร็วแรงของสายลมที่พัดกระทบใบหน้า ผมจำความรู้สึกสดชื่นหัวใจในเวลานั้นได้จนถึงตอนนี้ จำได้ว่าผมไม่ได้ตอบอะไรเขา จำได้ว่าเขาเองก็ไม่ได้ตั้งคำถามให้ผมลำบากใจ นอกเสียจากโอบแขนขวาของเขาเข้ากับไหล่ผม... ในค่ำคืนนั้น ผมนอนหลับได้โดยปราศจาครอยน้ำตา Eddie ทำให้ผมลืมการรอคอยอย่างไร้ความหวังนั่น ผมคิดว่า Chris คงไม่ได้เกิดมาเพื่อผม เขาคงเกิดมาเพื่อครอบครัวของเขามากกว่า ตัวผมเองก็ไม่ได้อยากจะทนอยู่กับฝันร้ายแห่งวันคืนที่ต้องอยู่เพียงลำพัง จึงเลือกที่จะลืม Chris แล้วเริ่มต้นใหม่กับใครซักคน โดยไม่เคยคิดว่า Chris จะรู้สึกอย่างไร ไม่คิดจะรอคำตอบจากเขา ...คืนหนึ่งที่ Parking Lot กลางแจ้งริมทะเล เมือง Orlando, Florida เป็นครั้งแรกที่ผมกับ Eddie ยกความสัมพันธ์แบบเพื่อนสู่อีกขั้นด้วยการมีเซ็กซ์ ผมไม่รู้จะเรียกฐานะระหว่างเราว่าอย่างไร นอกจากคำจำกัดความง่ายๆที่ว่า มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน WrestleMania ครั้งที่ 20 วันที่ 14 มีนาคม 2004 คงเป็นวันสิ้นสุดความสัมพันธ์อย่างคู่รักของผมกับ Chris จริงอยู่ที่ผมไม่ได้เล่าว่าผมชอบ Eddie ผมไม่ได้ขอให้ Chris ปล่อยผมไป และจริงอยู่ที่ Chris ไม่ได้บอกเลิกผมอย่างเป็นทางการ แต่เหมือนเราต่างเข้าใจมันได้เองอย่างอัตโนมัติ เราสามคนกอดกันหลั่งน้ำตายินดีกับความสำเร็จ ผมพาดเข็มขัดแชมป์ US ไว้บนไหล่ บนไหล่ของ Chris มีเข็มขัดแชมป์โลก Heavy-Weight และ Eddie มีเข็มขัดแชมป์โลก WWE... Chirs มองผมก่อนจะยิ้มให้ เขาบอกกับผมว่า "ชั้นภูมิใจจริงๆ" ภูมิใจในตัวของเขาเอง ภูมิใจในตัวของ Eddie เพื่อนรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาตั้งแต่ปล้ำที่ญี่ปุ่น และภูมิใจในตัวผม...ลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวของเขา ผมได้รับจูบสุดท้ายในฐานะคนรักจาก Chris ที่ข้างแก้ม ก่อนที่เขาจะประกบฝ่ามือทั้งสองลงบนมือของผมกับ Eddie ที่ลอบกุมกันอยู่แน่นให้พ้นสายตาเขาอย่างเข้าใจทุกอย่างดี "ยินดีด้วยนะ..." เขาพูด พร้อมกับน้ำตาที่รินออกมาโดยที่ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นน้ำตาแห่งความยินดี หรือความเจ็บปวดกันแน่ ...ผมไม่ค่อยเข้าใจเขาซักเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับตลอดเวลาที่ Chris เป็นคนที่เข้าใจผมที่สุดเสมอ... .................................................................... Eddie Guerrero... ผู้ชายที่ผมรักที่สุดในโลก คนแรกที่สอนให้ผมรู้จักความรักแบบผู้ใหญ่ มันไม่ใช่รัแบบวัยรุ่นอีกแล้ว นั่นอาจจะเพราะผมเองก็โตขึ้น หรืออาจจะเพราะ Eddie ทำให้ผมรู้สึกรักเขาเกินกว่าจะอยากรู้สึกแค่รัก ผมคาดหวังกับรักครั้งนี้มากจริงๆ ผมอยากจะอยู่กับเขาตลอดไป ผมอยากให้เขาเคียงข้างผมไปตลอดเส้นทางสายนี้ ผมรักทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นเขา ผมรู้ดีว่าจะไม่มีวันหาคนที่รักและยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อผมเท่า Eddie ได้อีกแล้ว เพราะเหตุนี้ผมจึงไม่เคยหวั่นเลยว่าการที่ผมเลือกคบคนที่มีครอบครัวอยู่แล้วเป็นครั้งที่ 2 จะทำให้ความเศร้าคล้ายๆเก่าหวนกลับมาทำลายตัวเองอีก รู้สึกแทบจะลอยได้เลยเมื่อเขาจูบที่ริมฝีปาก พลางกอดผมไว้แนบแน่นในคืนหนึ่ง แล้วบอกผมว่า "เราแต่งงานกันแล้วนะ John" อาจดูเหมือนมุกตลกขำขันก็จริง แต่วันคืนอันแสนหวานที่เรามีกัน คำพูด คำสัญญาเหล่านั้นมีความหมายกับผมมากเหลือเกิน เขาเป็นคนแรกที่ผมพาไปพบครอบครัว แล้วบอกพ่อแม่กับพี่น้องของผมว่า 'ผู้ชายคนนี้เป็นแฟนผมนะ' ซึ่ง Eddie ก็น่ารักพอที่จะทำให้ครอบครัวผมรักเขาอย่างที่ผมรัก แต่...ทั้งที่ใจผมบอกเสมอว่าผมรักทุกอย่างที่เป็น Eddie... จะรักทุกคนที่เขารัก จะยอมรับทุกอย่างที่เขาเป็น แต่ให้บอกกันตามตรงแล้วถึงแม้ผมจะต่อสู้ฝ่าฟันกับความรู้สึกร้ายๆ ของตัวเองแค่ไหน ผมก็ไม่อาจทำใจให้รักครอบครัวของเขาได้เลย สิ่งนี้คงเป็นสิ่งที่เดียวผมไม่สามารถทำเพื่อคนที่ผมรักที่สุดได้ ผมขอโทษที่ต้องพูดว่า...ผมเกลียด Mrs.Vicki Guerrero ไม่รู้สิ...ผมคิดว่า Vicki ไม่เคยรัก Eddie ผมคิดว่าผมรัก Eddie มากกว่าที่เธอทำ หรือที่แท้ผมอาจจะอิจฉาที่ Vicki เป็นภรรยาของเขา ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ภรรยาที่ได้เดินเข้าโบสถ์และสาบานต่อหน้าพระเจ้า อิจฉาที่ Vicki เป็นแม่ของลูกๆที่ Eddie รัก ผมรู้ว่าเขารักผมมากพอที่จะหย่าขาดกับเธอเพื่อผมก็ได้ แต่ที่เขาไม่ทำเพราะไม่อยากจะทำร้ายลูกๆ ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ...แต่ปัญหาแค่นี้มันจะใหญ่โตสักเท่าไหร่ แค่อย่างน้อยผมก็ได้ใจของเขามา... ความรักของเรายาวนานมาได้กว่าครึ่งปี Eddie ซื่อสัตย์ต่อผม ถึงแม้ต้องยอมโกหกลูกๆ และภรรยา แต่เขาก็ทำ เขาบอกผมเสมอว่าเขารักผมมากแค่ไหน เขาให้ทุกอย่างแก่ผมเท่าที่จะสามารถให้ได้ และเขาทำให้ผมเป็นคนที่มีความสุขมากตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ผมมั่นใจว่าความรักของเราจะยืนยาวไปตราบชั่วฟ้าดินสลายได้แน่......ถ้า...ถ้าผมไม่ใจง่ายอย่างนี้ ทั้งที่แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว แต่ผมยังไม่เคยพอ ทั้งที่คงไม่มีคำว่ามากกว่าความรักที่ Eddie มอบให้ผม แต่ผมก็กลับไปหลงรักแสงสี ที่ความจริงไม่มีแม้แต่ตัวตน รักจนหัวปักหัวปำ รักมากกว่าที่ผมสมควรจะรักคนตั้งมากมายที่ยินดีมอบความรักให้ผมเสียอีก ไม่ไหว...............เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยที่จะคิดถึงมันอีก ไม่มีแม้แต่ข้อแก้ต่างให้ตัวเองว่าที่แล้วมามันไม่ใช่ความผิดของผม สิ่งที่ผมคิดเองมันยังเด็กเกินไป ทางแก้ปัญหาของผมแค่เพียงเอาความเศร้าออกไปให้พ้นตัว ผมไม่เคยคิดว่าคนอื่นจะต้องทนเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเพียงไหน สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่นี่...คงเป็นความเจ็บปวดที่ทุกคนเคยรู้สึก จะให้หนีเท่าไหร่ ก็คงไม่ทันเวรกรรมที่ผมได้กระทำไว้เสียแล้ว เอื้อมมือ คว้ำกรอบรูปลงทีละบาน...จนหมด ............เหนื่อย.................แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว........แค่หายใจก็เหนื่อยเกินพอแล้ว................ ------------------------------------------------------------------------------------------------------ "John! พ่อเข้าไปนะลูก" เสียงที่ดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงเคาะประตู ผมรู้ดีว่าเป็นเสียงของใคร ผมเหลือบสายตามองที่บานประตูช้าๆ ไม่มีแรงแม้แต่จะเปล่งเสียงตอบ พ่อค่อยๆแง้มประตูเข้ามาอย่างไม่มั่นใจ แต่เมื่อท่านเห็นผมนั่งชันเข่าอยู่กับพื้นข้างเตียงอย่างนี้ ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ ...ผมไม่รู้ว่าทำให้พ่อเบื่อหน่ายหรือเปล่า ไม่แน่ใจเลยว่าท่านเหนื่อยหรือเปล่าที่มีคนไม่เอาไหนอย่างผมเป็นลูก... ชายวัยกลางคนประคองถาดไม้ที่รองรับแก้วน้ำ กับอะไรบางอย่างที่ทำให้ถาดไม่สมดุล พลางยกมือขึ้นขยับแว่นสายตาให้เข้าที่อย่างทุลุกทุเล พ่อวางถาดนั่นลงบนเตียงแล้วหยิบแก้วน้ำยื่นให้ผม "กินยาดักไว้ก่อนนะลูก แล้วนอนพักซะ" "แต่...ผมไม่ได้เป็นอะไรครับพ่อ" "ไม่เชื่อหรอก ลูกต้องไม่สบายแน่ๆ" พ่อกล่าวก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่เห็นแล้วทำให้ผมเจ็บปวดได้ไม่น้อยเลยในเวลานี้ "นี่ก็ดึกแล้วด้วย พักเถอะนะ พ่อไปก่อนล่ะ" "พ่อครับ..." "ว่าไง?" "พ่อรักผมมากกว่าลูกๆคนอื่นหรือเปล่า?" "เอ๋?" "..................ผมอยากรู้ครับ..." พ่อก้มหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นขยับกรอบแว่นอีกครั้ง เสียงหัวเราะดังอยู่ในลำคอ "พ่อรักลูกทุกคนนะ พ่อตอบอย่างจริงใจเลย แต่...พ่ออาจหวงและห่วง John มากกว่าคนอื่นๆอยู่บ้าง คงเป็นเพราะพ่อรู้ว่า John เปราะบางมากกว่าที่เห็นๆกันอยู่ พ่อห่วงว่า John จะแตกหักด้วยมือใครเมื่อไกลจากพ่อ" น้ำเสียงสุดท้ายละล่ำละลัก แผ่วเบาลงทุกถ้อยคำ "แต่...John ก็พิสูจน์ได้ว่าลูกโตขึ้นแล้ว และพ่อก็ควรจะให้อิสระกับลูกเสียที.......พ่อรักลูกมากนะ พ่อต้องทนไม่ไหวแน่ถ้าลูกต้องรู้สึกแย่ มีอะไรก็บอกพ่อ อย่าเก็บไว้คนเดียว" "...................แล้วถ้าผมเคยทำผิด อย่างไม่น่าให้อภัย" รอยยิ้มแห่งความเป็นพ่อ ผุดขึ้นที่ริมฝีปากอีกครั้ง "จะดีจะร้ายยังไง John ก็เป็นลูกของพ่อวันยังค่ำ ที่สำคัญ...พ่อไม่มีวันเชื่อว่าลูกของพ่อจะเป็นคนเลวร้ายอย่างนั้นแน่" พ่อขอตัวไปนอน ปล่อยให้ผมอยู่กับความเงียบอีกครั้งภายในห้องนี้ คำพูดของพ่อทุกคำยังคงก้องอยู่ในหัว เหมือนกับปั้นจั่นที่คอยตอกย้ำความผิดที่ผมได้เคยกระทำ ถึงแม้จะไม่ทำให้พ่อต้องลำบากกาย แต่ถ้าท่านรู้ต้องลำบากใจแน่ น่าทุเรศตัวเองจริงๆ ผมกำเม็ดยาทั้งสองเม็ด ก่อนจะโยนเข้าปาก น้ำที่เคยบรรจุอยู่ภายในแก้วน้ำจนเต็มถูกดื่มจนหมด ผมเฝ้าภาวนาว่าเมื่อผมตื่นขึ้นในรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ อะไรๆในชีวิตผมจะดีขึ้นกว่านี้บ้าง แค่ครึ่งหนึ่งของเมื่อก่อนก็ยังดี ------------------------------------------------------------------------------------------------------ แสงแดดที่ส่องกระทบเปลือกตาทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น หลังจากเวลาที่จมอยู่กับความฝันที่ประติดประต่อเหตุการณ์ไม่ได้ รู้แต่ฝันนั้น...ทำให้ผมเครียด ยังคงรู้สึกตื้อๆ ที่ศีรษะและท้ายทอย อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาเมื่อคืน ผมไม่ได้รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเลยอย่างที่หวัง แถมเหมือนจะแย่กว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ เหลือบตามองนาฬิกาที่หัวเตียง......แปดโมงเช้า ตลกตัวเองทั้งที่ฝันนั้นออกจะเป็นฝันร้าย แต่ก็นอนยาวมาตั้งแต่สองทุ่มของเมื่อวาน ไม่รู้ว่าปล่อยตัวเองให้ฟุ้งซ่านอยู่กับอะไรในฝันนั่นตั้งนาน ...ทั้งที่คนในฝัน เป็นคนที่ผมอยากจะลืมที่สุด... น่าแปลกที่ในเช้าวันนี้ บ้านของผมเงียบเหลือเกิน เงียบราวกับว่าในขณะนี้มีแต่ผมอยู่ลำพังเท่านั้น ซึ่งปกติแล้วทุกเช้าอากาศดีคงได้ยินเสียงเฮฮากันอยู่นอกบ้าน ตลอดเวลาที่ผมไม่อยู่ มีอะไรๆเปลี่ยนแปลงไปมากมายเลยสินะ
"อ้าว ตื่นแล้วเหรอจ๊ะคุณชาย เป็นไงมั่งล่ะเธอ" เสียงใสๆเอ่ยทักทายแกมกัดอย่างที่แม่ชอบ แม่ของผมมีสีผมสีน้ำตาลทอง และผิวขาวที่เหมือนกับผมไม่มีผิดเพี้ยน แม่คาดผ้ากันเปื้อนตัวโปรด แม้จะสายเอาป่านนี้ แต่แม่ก็ยังชอบที่จะวุ่นอยู่ในครัวเสมอ แม่แตะหลังมือลงที่หน้าผากของผม จับที่คาง ที่ข้างแก้มสำรวจอาการป่วย พลางเหลือบตาใช้ความคิด "ตัวยังร้อนๆอยู่ด้วย" "แม่ครับ" "หืมม์?" "คนอื่นไปไหนกันหมด?" "พ่อกับ Rob ไปทำงาน น้องๆไปโรงเรียน Matt เห็นว่าจะไปหางานทำกับเพื่อน ส่วนคุณย่าไปหาเพื่อนบ้าน เหลือแต่เธอ ชั้น กับเจ้า Tough สองคนกับอีกหนึ่งตัวนี่แหละค่ะ เจ้าพ่อคุณจอมตื่นสาย" ผมได้แต่มองภาพแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ยืนล้างแก้วน้ำไปพลางๆ รอเสียงกริ่งจากเตาอบขนมปังที่กำลังอบคุ้กกี้สำหรับทุกคนในบ้านอย่างสบายใจ แม่เป็นผู้หญิงธรรมดา ดูยังไงก็ธรรมดา ไม่ได้เป็นผู้ลากมากดีมาจากไหน ไม่ได้ดีเด่เป็นแม่พระ มีทั้งคนรักคนเกลียด แต่ก็เป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง ไม่รู้ว่าแม่ผ่านเรื่องร้ายๆในชีวิตมาได้อย่างไร ทั้งที่เท่าที่ผมทราบ มันก็หนักหนาอยู่ไม่น้อย...... แล้วผมล่ะ? จะทำได้แค่ครึ่งหนึ่งของแม่หรือเปล่า "มีอะไรจะพูดกับแม่หรือเปล่า?" ผมสะดุ้ง ทันทีที่แม่ถามขึ้นมาลอยๆในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จริงอยู่...ผมอยากจะถามอะไรบางอย่างกับแม่ และแม่ก็สัมผัสได้ "แม่ครับ......แม่รักผมหรือเปล่า?" ผมรู้ว่าคำถามของผมมันช่างงี่เง่าเหลือเกิน แม่ถึงกับทำแก้วหลุดมือลงไปในอ่างดังโครม ก่อนที่จะหันมาถลึงตาใส่ผมอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "ถามอะไรบ้าบอ แม่ที่ไหนจะไม่รักลูก ถึงชั้นจะไม่โอ๋เธอเหมือนพ่อก็ไม่ได้หมายความว่าชั้นไม่รักเธอนะ ที่ชั้นตีเธอ ชั้นด่าเธอ มันจำเป็นว่าชั้นไม่รักเธอเหรอ... ชั้นน่ะ ล้มเหลวมาตลอดชีวิตแล้ว ก็อยากจะเป็นแม่ที่ดีให้ลูกบ้าง" "แม่...เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก" แม่......กอดผมร้องไห้ แม่คงเครียดมากกับสิ่งที่ผู้หญิงตัวเล็กต้องแบกรับ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมนับถือความอดทนของแม่ นั่นทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง "แม่ทำได้ทุกอย่าง แต่ผมกลับทำไม่ได้ซักอย่าง ผมเหนื่อยแล้วแม่......" "อะไรกัน! เป็นอะไรไป John!" "ผมขอโทษ ขอโทษ" ------------------------------------------------------------------------------------------------------ "มีอะไรเรียกแม่นะลูกนะ" แม่ตะโกนย้ำ หลังจากผมขอตัวขึ้นไปนอนพักอีกครั้ง ทั้งแม่ทั้งลูกจมูกแดงเพราะการร้องไห้ไม่แพ้กัน ผมพยักหน้ารับคำ ก่อนจะผละไปจากที่นี่ ระยะทางจากบันไดจนถึงห้องนอนดูจะยาวไกลกว่าที่เคยเป็น ไม่รู้สึกตัวเลยว่ากลายเป็นคนอ่อนแอแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่ได้อยากตกอยู่ในสภาพแบบนี้นักหรอก ปิดประตูห้อง ก่อนจะลงกลอนประตู... Tough วิ่งตามเข้ามาทันเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะวิ่งเข้าไปนอนสบายใจบนเตียงนอน ตอนนี้อย่าว่าแต่ให้ไล่มันลงจากเตียงเลย เรี่ยวแรงที่จะยืนยังแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ ต้องเอนกายพิงผนังเพื่อพยุงตัว แล้วค่อยๆนั่งลงกับพื้นไม่ให้ล้มหัวฟาดพื้นไปเสียก่อน ผมพร้อมที่เริ่มต้นทบทวนมันอีกครั้งแล้ว ครั้งที่ผมกับ Randy แอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน ทั้งที่ตัวผมเองยังไม่ได้เลิกรากับ Eddie ผมไม่เคยมีความกล้าที่จะบอกความจริงกับเขา อาจจะเป็นเพราะผมกลัวกับผลของการกระทำของผมก็เป็นได้ ผมไม่อยากให้ Eddie เกลียดผม ถึงแม้ Randy จะยุให้ผมบอกเลิกเท่าไหร่ แต่ผมก็กล้าไม่พอ หลังจากที่ Eddie รู้เรื่องที่ผมแอบคบหากับ Randy เรื่อยๆมาตั้งแต่ Summer Slam ปี 2004 ผมพอรู้ว่าเขาคงเจ็บปวดไม่น้อย แต่เขาก็ไม่แม้แต่ปริปากบอกความรู้สึกของเขา หรือแม้แต่จะกล่าวโทษ ด่าว่า ประนามความเลวให้ผมได้ยิน เหมือนเคยที่ผมมักคิดว่าเท่านี้มันก็จบ อีกแล้วที่ผมไม่คิดอะไรไปมากกว่า...ต่อไปนี้ผมคงจะได้อยู่กับคนที่ผมรักแล้วสินะ ผมมันบ้า ผมลืมไปแล้วว่าเคยรัก Eddie มากแค่ไหน ไม่รู้ว่าทำไมผมใจง่ายได้ขนาดนี้ ทั้งที่ Eddie ทำทุกอย่างเพื่อผมเสมอมา เขายอมผมทุกอย่าง มีแต่ผมที่เอาแต่ใจตัวเอง เล็กๆน้อยก็ให้เขาไม่ได้ ผมเคยทำไม่ดีกับครอบครัวเขา ผมแกล้งไม่ให้ Eddie กลับบ้านในวันครบรอบแต่งงานของเขากับ Vicki เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นก็แค่เพียงอิจฉา แต่ Eddie ก็ไม่เคยเกลียด ไม่เคยด่าว่าผมเลย เขารักผมถึงเพียงนี้...แต่ผมกลับไปหลงรักคนอื่นจนแทบโงหัวไม่ขึ้น เรื่องราวชีวิตที่มีความสุขของผม คงสิ้นสุดลงตรงนี้ คนที่ผมรักนักหนา เด็กที่ชื่อ Randy Orton ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมรักเขา ผมไม่รู้ว่าความสุขอะไรที่เขามอบให้ผม ผมสรุปไม่ได้ว่าเขาดีมากหรือน้อยกว่าคนรักเก่าๆ ผมไม่รู้เพราะผมไม่เคยคิด ผมคิดแค่เพียงว่าผมรักเขาเหลือเกิน รักมากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อเขา แม้ว่าสิ่งที่ต้องทำนั้นอาจจะทำร้ายใครต่อใครมากมาย ผมก็ยอมทำ มันเป็นช่วงเวลาความรักที่หอมหวน แต่รสชาติแสนขม Randy จีบผู้หญิงไปทั่ว มองคนอื่นต่อหน้าผม แต่ผมก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เขาไม่เคยให้เกียรติผมทั้งต่อหน้าและลับหลัง นอกจากอ้อนวอนขอเซ็กซ์ เขาไม่เคยอ่อนข้อให้ผมเลยซักครั้ง ขนาดแค่ให้พูดว่ารัก ผมยังต้องขอร้องให้เขาพูดเลย...แต่ผมก็รักเขาอยู่นั่น รักซ้ำแล้วซ้ำอีก รักมากขึ้นทุกวันๆ รักจนไม่มีใจเหลือพอจะเอาไปห่วงใยความรู้สึกใคร ...ผมก็ทนเพื่อเขามาตลอด อดทนได้ยาวนานอย่างน่าเหลือเชื่อ... แต่คนเรามันจะทนได้นานซักแค่ไหน จนแล้วจนรอด ผมก็ต้องมานั่งทรมานอยู่อย่างนี้อยู่ดี สุดท้ายผมก็ไม่เหลือใครซักคน แม้แต่ตัวตนของผมเอง ผมยังไม่หลงเหลือมันไว้เลย หมดแล้วชีวิตนี้ ผมหมดเนื้อหมดตัวแล้วจริงๆ "โอ้ย!!!!!!!!!!!" พระเจ้า...อะไรกันเนี่ย ความรู้สึกเจ็บปร่าที่ศีรษะเล่นเอาผมอดไม่ไหวที่จะร้องออกมาเสียงแหบพร่าอย่างเจ็บปวด ทันทีที่ผมชันตัวลุกขึ้นยืน ของแข็งบางอย่างปะทะเข้าที่กะโหลกด้านหน้าผมอย่างจัง เสียงราวกับเหล็กลูกบาสพุ่งชนเหล็กกั้นดังอื้ออึงอยู่ในหัว เอื้อมมือขึ้นคลำหัวตัวเอง ของเหลวข้นเลอะกรังอยู่บนนั้น เบิกนัยน์ตาผมพร่ามัวด้วยน้ำตา ก้มลงมองดูมือตัวเอง สีแดงสดละเลงเต็มฝ่ามือ ภาพนั้นทำให้ผมต้องทรุดตัวลงกองกับพื้นอีกครั้ง น้ำตาผมไหลพราก เริ่มต้นที่จะร้องไห้ฟูมฟาย...เจ็บจนร้องไม่ออก ผมกลัวเหลือเกินครับ กลัวเมื่อนึกภาพศีรษะเป็นรูกว้างจนเลือดทะลักออกมา ผมไม่กล้าแม้แต่จะส่องกระจกมองตัวเอง เลือดยังคงไหลเลอะเสื้อสีขาวของผม โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลง่ายๆ ได้แต่นั่งกุมแผลด้วยมือสั่นเทา โทษโชคชะตาที่คอยแต่จ้องจะเล่นตลกกับผมอย่างนี้ ทำไม...อะไรๆก็โหดร้ายไปหมดสำหรับผม ผมไม่เข้าใจ Randy......ทำไมเขาไม่เคยรักผมเลย ทั้งที่เป็นแบบนี้แล้วทำไมผมถึงลืมเขาไม่ได้ ผมพยายามแล้ว พยายามที่จะลืมเขาให้หมด แต่ผมก็ไม่เคยทำได้ ทุกครั้งที่ผมเหงา ผมรู้ว่าเขาไม่มีวันใส่ใจผม แต่ผมก็กลับนึกถึงเขาเป็นคนแรก ทุกครั้งที่เขาเจ็บ...ผมห่วงใย ซึ่งไม่รู้จะห่วงทำไมกับคนที่ไม่เคยมาดูมาแลผมเลยแม้ว่าผมจะเจ็บปางตายแค่ไหน ทำไมทุกคนต้องรักผม ทำไมต้องเทิดทูนราวผมเป็นเจ้าชาย ต้องขอบคุณที่พวกเขาทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีค่า แต่มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก คุณค่าของผมมันหมดไปพร้อมๆกับที่ผมยอมแม้แต่จะเอาศักดิ์ศรีของตัวเองไปละลายทิ้ง หลังจากที่ผมย้ายออกจากบ้าน Eddie เพื่อไปอยู่กับคนคนนั้น ผมเองก็ไม่ต่างอะไรกับไอ้ตัวข้างถนนที่ไม่มีใครใยดี น่าแปลก เลือดที่ศีรษะ...ยิ่งไหลออกมามากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดยิ่งลดน้อยลง ผมรวบรวมกำลังเดินเข้าไปในห้องน้ำ สิ่งแรกที่ผมเห็นในบานกระจกเงาตรงหน้าคือภาพสะท้อนของผมเอง ภาพคนที่ดูน่าสมเพชกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ คงจะถูกของไอ้ Carlito... เมื่อครั้งที่มันเจอผมในผับแห่งหนึ่ง มันแกล้งโยนปึกเงินใส่ผมแล้วโอบลูบที่สะโพก ผมโกรธและด่ามัน ผมเถียงว่ามันเห็นผมเป็นตัวอะไร คิดว่าผมเป็นผู้ชายอย่างว่าหรือไง Carlito ก็แค่ย้อนกลับมาด้วยคำว่า "ก็ใช่ นายเป็น..." ในตอนนั้นผมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ชกเข้าที่หน้าของ Carlito อย่างจัง ช่วงชุลมุนผมเลยโดนเจ้า Jesus ใช้มีดแทงเข้าที่ไต เพราะไปทำร้ายเจ้านายของมัน ผมไม่รู้ว่าจะโกรธ Carlito ไปเพื่ออะไร ทั้งที่จริงๆ ผมก็เป็นอย่างที่ว่ามานั่นไม่มีผิด ...ผมเจ็บขั้นโคม่า แต่ Randy ก็ไม่เคยมาเยี่ยมผมเลยซักครั้ง มีแต่ Eddie ที่มาเฝ้าผมทุกวัน คอยดูแลตลอดไม่ห่างไป ผมทำเขาไว้เจ็บแสบ แต่เขาก็ยังยืนยันว่ารักผม หาใครมาแทนที่ผมไม่ได้ แต่นั่นทำให้ผมตัดใจจาก Randy ได้มั้ย คำตอบคือไม่ได้เลย... ที่ Ed ทำมามันสูญเปล่า ที่ผมทำก็สูญเปล่าเช่นกัน ขาผมสั่นไปหมด เลือดที่ค่อยๆซึมเข้าตาทำให้ผมมองอะไรได้ไม่ถนัดเท่าที่ควร... ควาญมือเปะปะเพื่อหาที่ยึด แต่ก็กลับเสียหลักล้มลงจนทำให้ข้าวของที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบกระจัดกระจายไปหมด ผมยกมือขึ้นปาดเลือดและน้ำตาออกไปพร้อมกัน ผมทำลายคนดีๆไปกี่คนต่อกี่คน ผมทำให้ใครต่อใครต้องทนทุกข์จนถึงทุกวันนี้ เพียงเพราะเอาแต่ใจไปรักคนใจร้ายที่ไม่เคยแม้แต่จะแลตามารับรู้ว่าผมรักเขามากแค่ไหน... ผมอยากจะหนีไปให้พ้นจากความเป็นจริงเหล่านี้ ที่อื่นที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่โลกนี้ ...ยิ่งไกล ยิ่งไม่ต้องกลับมาได้ยิ่งดี... ใบมีดโกน ตกอยู่ใกล้มือผมไม่ถึงฟุต ผมค่อยหยิบมันขึ้นมาดู ใบมีดคมกริบ โลหะเนื้อวาวสะท้อนกับแสงสว่างของแดดอ่อนๆยามเช้า ถ้าผมกรีดมันลงบนเนื้อ มันจะเจ็บเท่าที่หัวผมโขกกับฝาบ้านหรือเปล่า? ถ้าเลือดพุ่งออกมาจากแขนนี้ ความเจ็บปวดที่อัดแน่นภายในใจจะจางหายไปบ้างมั้ย? ผมสงสัย...และไม่รอช้าที่จะลงมีด แสบ......นิดหน่อย แต่ไม่เท่ากับที่หัวใจรู้สึก เลือดสาดกระเซ็นเข้าใบหน้า ห้องทั้งห้องอาบไปด้วยเลือดสดๆ กลิ่นเหม็นคาวกระอั่กกระอ่วน ที่ข้อมือของผมปรากฏรอยเป็นทางยาวในแนวขวาง แขนทั้งแขนชาไปหมด จนรู้สึกราวกับว่ามันได้ถูกตัดทิ้งไปแล้วเรียบร้อย หอบจนคอแห้งเย็น รู้สึกราวกับลมหายใจแย่งกันออกทางปากแทนที่จะออกทางจมูก โลกหมุนคว้าง ผมเห็นแต่เพดานเหวี่ยงไปรอบๆราวกับจะถล่มลงมาใส่ผม ...นี่ผมกำลังจะตายหรือ?... ผมเริ่มต้นที่จะคลานออกมานอกห้องน้ำ เลือดไหลยาวเป็นทาง ผมไปต่อไม่ไหวเมื่อหมดแรงนอนกองอยู่หน้าห้องน้ำ พยายามจะเอื้อมมือคว้าผ้าปูเตียงจนผ้าเลอะไปด้วยรอยฝ่ามือเลือด แต่ก็ลากตัวเองไปไม่ไหวอีกแล้ว ดอกกุหลาบสีแดงสดที่ปักไว้ในแก้วใส กลีบของมันเหมือนสีเลือดของผมไม่มีผิด... ไม่เห็นจะสวยเลยซักนิด แต่ทว่าสีแดงนี้คงจะเหมาะกับผมมากกว่าล่ะมั้ง Matt ถึงได้ชอบเอาแต่กุหลาบสีนี้มาเปลี่ยนให้ สีเลือดนี้คงจะเหมือนผม...ดูเผินๆแล้วสดสวยอยู่ก็จริง แต่พออยู่ใกล้แล้วมีแต่ชวนให้คลื่นเหียรอาเจียนมากกว่า "อั่ก....อึก!" ผมสำลัก เอาแต่เลือดออกมา ในปาก ในจมูก มีแต่เลือดไหลเข้าเต็มไปหมด ลมหายใจแผ่วลงทุกวินาที... Tough วิ่งพล่าน มันขึ้นมายืนบนอก ก่อนเลียหน้าผม พลางร้องครางไม่หยุด มันพยายามเอาเล็บตะกายบานประตูจนเป็นรอยเล็บลากยาว แต่ก็ไม่สามารถผ่านประตูที่ถูกล็อคไว้จากด้านในได้ รู้สึกมึนอย่างบอกไม่ถูก ราวกับกำลังอยู่คาบกึ่งระหว่างความฝันและความจริง ไม่เคยเข้าใจ...ว่าผมเป็นบุคคลต้องสาปหรืออย่างไร ทำไมทุกครั้งที่ผมรักใคร มันจะต้องจบไม่ดีทุกครั้ง แต่ผมแน่ใจ...หัวใจดวงนี้ของผมไม่ได้ด้านชา ผมไม่ได้รักใครไม่เป็น เพียงแต่ผม...ไม่รู้จักรักให้เป็นเลยจริงๆ .................................................................... Dave... แม้ว่าตอนนี้ที่ผมไม่มีเขา มันเลวร้ายยิ่งกว่า แต่ผมจำเป็นต้องทำ ผมไม่อยากจะทำร้ายเขา ผมรักเขามากกว่าที่จะพาเขามาลงนรกกับผม... ผมไม่กล้าบอกเขาหรอกว่าถึงให้พยายามมากมายขนาดไหนก็ลืม Randy ไม่ลง ถึงจะรักเขาแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจใจร้ายขนาดจะเอาเขาไปแทน Randy หรือจะเอา Randy มาแทน Dave มันก็เทียบกันไม่ติด ยิ่งทุกคนให้อภัย ผมยิ่งรู้สึกผิด ไม่เอาแล้ว เหนื่อยเกินไป...เรื่องราวร้ายๆมันควรจะปิดฉากลงได้เสียที มันอาจจะเศร้าหน่อย แต่ทุกคนจะผ่านมันไปได้แน่... ส่วนผมขอตัว ขอลาจากไปเงียบๆอย่างนี้ ขอให้ทุกคนคิดว่าไม่เคยมี John Cena ในโลกก็แล้วกัน
To be Continued...
|
||
(C) 2004 DESTINY BY TONG |