Untouchable Affair-- Chapter XXXIII --
Angst Fiction by Tonga Hardcore ------------------------------------------------------------------------------ - Somewhere Only We Know - Chris Benoit : วันพรุ่งนี้ RAW มีโปรแกรมต้องเดินทางไกล ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าตัวเองจะไม่ได้กลับบ้านอีกเป็นเดือน ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีที่ได้ทำงานในวงการนี้ทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ทุกอย่างมันดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบของมัน และคงจะเกิดขึ้นเวียนวนอย่างนี้ต่อไปเหมือนฟันเฟือง ถ้าเฟืองไม่ฝืดหรือถูกวัตถุแปลกปลอมไปขัดไว้ มันก็คงจะยังเกิดขึ้นอยู่อย่างนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อรู้ดีว่าคงไม่ได้กลับบ้านมาเจอหน้าลูกชายอีกนาน ในวันนี้ผมจึงเลือกกลับบ้าน เตรียมแพ็คกระเป๋าเดินทางพร้อมจะตระเวณรอบโลกอีกครั้ง ผมรักวงการนี้ครับ แล้วก็คิดกับตัวเองแล้วว่าคงไม่เลิกไปแน่ ถ้าแขนขายังคงใช้การได้อยู่ David วิ่งมากระโดดคร่อมบ่า เรียกเสียงหัวเราะจากผมได้ ก่อนเจ้าทโมนน้อยจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงผมจนหัวคลอน พลางร้องตะโกนไม่หยุดปาก "แด๊ดดี้กลับมาแล้ว-----!!" แม้ว่าการเดินทางไกลๆ โดยไม่ได้หยุดหย่อนของผมมันจะยังคงเวียนวนไปตามวัฎจักร ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม แต่สิ่งที่ช่วยชำระความเหน็ดเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้งก็คือเจ้าตัวเล็กนี่ล่ะครับ ลูก...เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม "แด๊ดดี้ต้องไปขี่นกยักษ์อีกแล้วหรอคับ?" คำถามไร้เดียงสาหลุดจากปากของลูกชาย ทำให้ผมที่กำลังนั่งถอดรองเท้าอยู่หลุดหัวเราะออกมากับคำถามนั้น "ใช่แล้ว นกยักษ์จะพาแด๊ดไปทั่วโลกเลย" "หรอคับๆ แล้ว...แล้วเมื่อไหร่ David จะได้ไปดูโลกกับแด๊ดดี้ล่ะคับ?" "ไว้ลูกโตก่อน โลกจะเหลือเล็กนิดเดียวเองสำหรับลูก" ผมบอกเขา พลางวางมือทาบลงบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมเส้นเล็กๆสีน้ำตาลอ่อน "แต่ตอนนี้อยู่บ้านเป็นเพื่อนมามี้ก่อนนะครับ" "คับผม!" David ทำวันทยาหัตถ์แข็งขัน ก่อนจะวิ่งโครมครามเข้าไปในครัว ปากยังตะโกนไม่หยุด "มามี้-----!! พอ David โตขึ้นแล้วโลกจะเหลือเล็กนิดเดียวเองล่ะคับ" ครอบครัวเป็นสังคมที่เล็กที่สุด แต่กลับอุดมไว้ด้วยอิสรภาพอย่างไม่น่าเชื่อ ผมดีใจที่มีภรรยาที่ดี มีลูกชายที่น่ารักอย่าง David ทุกวันนี้บนเส้นทางอันยาวไกลของผมยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด แรงผลักดันที่ผมได้มาจากลูกคือพลังช่วยให้ผมมายืนอยู่ ณ จุดนี้...ณ วันที่ถ้าต้องตายไปก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว ผมเฝ้ามองลูกชายเติบโตขึ้นทุกวัน ผมยังจำได้เมื่อครั้งที่ผมต้องเดินทางไกลนานหลายเดือน พอได้กลับมาเจอหน้าลูกชายอีกครั้ง ลูกกลับร้องไห้ไม่ยอมให้ผมกอด แถมถามแม่ของเขาอีกว่า 'คุณลุงคนนี้เป็นใคร?' จะว่าเป็นเรื่องตลกมันก็ใช่ แต่ใจคนเป็นพ่อมันไม่ใช่เลย ตระหนักว่าผมได้ทำผิดอะไรกับลูกอีกหรือเปล่า ใคร่ครวญการกระทำของตัวเองเสมอ เพราะผมไม่อยากจะทำร้ายลูกชาย ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของผมอีกซ้ำสอง... แค่อยากจะเป็นฮีโร่ในใจเขา จนกว่าปีกจะกล้า ขาจะแข็ง พร้อมจะต่อสู้กับสังคมร้ายๆได้ในภายภาคหน้า "แด๊ดดี้ๆ! วันนี้ David ดูมวยปล้ำด้วยล่ะคับ" เสียงใสๆ เสียงเดิมดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่มือเล็กๆแสนบริสุทธิ์จะเอื้อมมากระตุกชายเสื้อของผม "เหรอ!" ผมทำตื่นเต้นไปกับเขาด้วย "แล้ววันนี้ David เชียร์ใครล่ะ?" "David...David เชียร์พี่ John คับ!" "...............................เหรอลูก แล้วพี่ John ชนะมั้ยครับ?" "ชนะสิคับแด๊ดดี้! พี่ John เก่งที่สุดในโลกเลย แต่รองจากแด๊ดดี้นะ อิ๊ๆ" พูดจบปุ๊บ David ก็วิ่งพล่านไปทั่วบ้านอีกครั้งสวนทางผ่าน Nancy ที่เพิ่งจะเดินเข้ามาหาผมจนผ้ากันเปื้อนของเธอปลิว ทิ้งให้ผมยืนยิ้มเจือนจางอยู่ที่เดิม "สวัสดีค่ะ Chris" Nancy ทักด้วยน้ำเสียงระคนหัวเราะ หล่อนยังคงขำกับท่าทางของเจ้าลูกชายจอมแก่น "ลูกชายคุณคลั่งใคล้พ่อหนู Cena เข้าขั้นบ้าเลยนะคะเนี่ย" "นี่พูดประชดผมหรือเปล่าน่ะ" ผมสวนชวนหาเรื่อง เล่นเอา Nancy อึ้งไปชั่วขณะเลยทีเดียว "เปล่านะคะ อย่าเข้าใจผิด" หล่อนกล่าวน้ำเสียงจริงจัง พลางยกมือขึ้นปัดป่ายปฏิเสธ "ก็อย่างที่ชั้นเคยบอกนั่นล่ะ ชั้นไม่ติดค้างอะไรแล้ว John ยังเด็ก และชั้นก็รู้ว่าคุณเองก็มีส่วนผิด" คำพูดของภรรยา เล่นเอาผมหันควับ แต่เธอก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ผมจะได้ค้านอะไร "แต่ๆๆๆ...ชั้นเองก็ผิดด้วย" Nancy ถอนหายใจยาวเหยียด แววตาของเธอแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเศร้าสลด "ตอนนี้ John เค้าน่าสงสารนะคะ" "หืมม์? น่าสงสารยังไง?" "คุณไม่ได้สังเกตเหรอ Chris? ชั้นดูเทป Smackdown! กับ David วันนี้ ชั้นว่า John ดูหมองๆยังไงพิกล หมองที่ว่านั่นหมายถึงดูหม่นหมองทีเดียวล่ะ ไม่ว่าสีหน้า สายตา แม้แต่เวลาพูด......ต่อให้ John ร้ายกาจแค่ไหนก็ตามนะ แต่อะไรที่ทำให้คนสดใสเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าซะอีก" พูดจบ Nancy ก็เดินจากไป ทิ้งผมไว้กับความเงียบและความเป็นห่วงที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ผมกับ 'น้องชาย' ของผมคนนั้นไม่ได้ติดต่อกันมานานพอๆ กับที่ผมก้าวเดินออกจาก Smackdown! ตอนนี้เขาเป็นยังไงแทบไม่ได้ข่าวเลย เพราะงานของผมก็ยุ่งพอๆกับเขา เจอกันครั้งสุดท้ายก็ยังไม่ทันจะได้คุยอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย คิดเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงตอนที่ผมคุยเรื่องของ John กับ Jericho...ไม่มีใครคิดว่าผมจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเหล่านี้ด้วย ไม่มีใครรู้อะไรแน่ชัดเกี่ยวกับผม มีแต่ผมกับ John เท่านั้นที่เข้าใจอะไรๆได้ดีที่สุด คืนวันเก่าๆ มักโหดร้ายกับเราเสมอ ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมรู้ได้เพียงว่ามันมีความอ้างว้าง ว้าเหว่ และหลายสิ่งที่ยากจะเข้าใจอยู่เบื้องหลังนั้น John Cena กระทั่งผมมีปัญหากับ Kurt (Angle) คู่แท็คทีม ความรู้สึกเป็นศัตรูกับ John ก็จางหายไป และเมื่อราวปลายปี 2003 ผมก็ได้มาเป็นเทรนเนอร์ให้กับเขาด้วยคำสั่งของ Vince McMahan มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมหรือใคร กับการต้านทานความรู้สึกที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นในหัวใจตัวเองโดยที่เราเองยังไม่ทันรู้ตัว ตอนที่ผมกับ Jericho ได้เปิดใจคุยกัน ผมเลยเข้าใจ Jericho เค้าทุกคำพูด ทั้งที่เขาบอกกับผมแค่ว่า 'เวลาชั้นอยู่ใกล้เขา มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก' เพราะผมเองก็เคยสัมผัสมันมาแล้ว ทุกครั้งที่ผมกุมที่มือเขา แล้วก้มมองดวงตามุ่งมั่น กับใบหน้าที่พราวไปด้วยเหงื่อ พยายามยกด้ามเหล็กหนักอึ้งซึ่งท่วงทุ่นน้ำหนักไว้จนแขนเกร็งเห็นเส้นเลือดปูดๆ จนผมอดไม่ได้ที่จะแอบช่วยเขายกมันขึ้นให้เขาได้ภูมิใจอยู่บ่อยครั้ง...ผมเคยไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงได้อยากเข้ามาในวงการนี้นัก ทั้งที่มันไม่น่าจะเหมาะกับเขาสักนิด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม...คนเราย่อมมีฝัน ตัวผมเองก็มีฝันที่คล้ายกับเขา ทุกครั้งที่ผมมองเด็กชายคนนั้น พยายามแก้ท่าบอดี้ซิสเซอร์ของผม ถึงทำอย่างไรก็แก้ไม่ได้เสียทีจนตัวหงุดหงิด ผมก็ได้แต่กอดเขาไว้แล้วบอกเขาเสมอว่า...ผมเข้าใจสิ่งที่เขากำลังรู้สึก เพราะผมเองก็เคยรู้สึกเหมือนกัน และทุกครั้งที่ผมนั่งมองเด็กชายคนนั้นบนสังเวียน ผ่านทางจอมอนิเตอร์ กอดเขาไว้เมื่อเขาโผเข้ามาพร้อมกับบอกว่า 'ชั้นชนะแล้ว' น้ำตาซึมเมื่อเห็นเขาเจ็บปวด เฝ้าดูเขาเติบโตขึ้นทีละก้าว เฝ้าดูคนที่มีเบสิคและเทคนิคคล้ายๆผม เมื่อเขากล่าวขอบคุณ...ผมภูมิใจ เมื่อเขาบอกกับผมว่า 'Chris...ชั้นรักนาย'
แต่ผมก็ไม่สามารถทำใจทิ้ง John ไปได้เช่นกัน...ผมจึงเลือกที่จะปิดมันเป็นความลับระหว่างผมกับ John ณ ที่ที่มีแค่เราสองคน ที่ที่เรามั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครก้าวเข้ามารับรู้เรื่องนี้ แม้เพียงระแคะระคายใจก็ไม่อยากให้เกิด ช่วงนั้นผมยอมรับว่าลืมตัวเวลาที่อยู่กับ John ผมนอนค้างที่ล็อคเกอร์บ่อยขึ้น ไปอยู่บ้าน John บ่อยขึ้น ทำตัวเหมือนคนไม่ได้มีภาระหน้าที่อะไรต้องแบกรับ ผมรักเขามาก และผมมีความสุขมากที่ได้มองเห็นเขาทุกๆวัน จนเมื่อวันหนึ่งผมโทรศัพท์กลับไปที่บ้านตามปกติ รู้สึกว่า Nancy พูดกับผมเย็นชา เธอพยายามซักไซ้ว่าตลอดเวลาที่ผมหายหน้าหายตาไม่ยอมกลับบ้านนั้น ผมไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ผมอยากจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับ John ว่าจะเก็บเรื่องของเราไว้ให้รู้กันแค่สองคน แต่จิตใต้สำนึกผมมันก็รู้สึกผิดมากเกินกว่าจะโกหก Nancy ต่อไปได้ ผมมั่นใจว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีเหตุผล แค่ผมบอกความจริง เธอจะเข้าใจ ซึ่งผมคิดผิด......เรื่องมันยิ่งเลวร้ายเมื่อ Nancy รู้ และเธอพยายามจะขอคำยืนยันจาก John ว่าจะออกไปจากชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่ Nancy ทำให้ผมรู้สึกขายหน้า มันงี่เง่าเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจ แล้วก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนอกเสียจากทำให้ผม รัก และ สงสาร John เพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมไม่พูดกับ Nancy เลยซักคำ ตลอดเวลากว่าเดือน จนกระทั่ง Nancy โทรศัพท์มาหาผมอีกครั้ง ตอนนั้นผมอยู่กับ John ที่ Massachusettes (ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าเขามีความสุขที่มีผมอยู่ด้วย) แต่เธอไม่ได้พูดเอง เพียงแต่ยืนหูโทรศัพท์ให้ David ผมไม่ได้ใส่ใจอะไร Nancy เท่ากับที่ได้ยินลูกชายพูดคำว่า 'Daddy' เป็นครั้งแรก ทุกอย่างเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนั้น วันที่ผมบอก John ว่า...ผมต้องกลับบ้าน กลับไปบ่อยขึ้น ทิ้ง John ให้นอนคนเดียว จำต้องฟังเสียงเศร้าๆของเขาผ่านทางสายโทรศัพท์ ผมไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร...ได้แต่บอกให้เขารอหน่อย......เท่านั้นเอง ผมกับเขาค่อยๆ ห่างเหินกันไป ผมติดลูกชายมาก ได้เจอ John บ้างก็แค่หลังโชว์ ซึ่งเป็นเวลาไม่นานมากมายอะไรนัก ทุกครั้งที่เจอกัน...ผมรู้สึกว่าหลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไป อาจจะเป็นในทางที่ดีสำหรับ John แต่คงไม่ดีเลยแม้แต่น้อยสำหรับผม... ผมถูกย้ายจาก Smackdown! ไปที่ RAW อย่าเป็นทางการ...พร้อมกับความฝันที่ผมได้มา และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเสียไปตามวิถีของมัน นี่ล่ะครับ...เรื่องราวของผม เรื่องราวที่ถูกปิดเอาไว้ในที่ที่มีแต่ผมกับ John เท่านั้นที่เข้าไปได้ ณ วันนี้ ผมกับ John ลาจากกันด้วยดี ทั้งผม John และ Nancy คงไม่มีอะไรติดค้างกันต่อไปอีก ผมสบายใจที่ไม่ต้องโกหก Nancy อีกต่อไป แล้วก็หมดห่วงไปในตัวด้วยเมื่อเห็น John ได้พบคนที่เขาคิดว่าเขารัก แล้วคนคนนั้นก็มีเวลาให้กับ John ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อ John ได้ไม่ต่างจากผม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนคนอย่างผมขอยืนดูความสำเร็จของ John อยู่ตรงนี้ ก็เรียกได้ว่าโชคดีที่สุดแล้วล่ะครับ ถึงแม้ว่าบางทีผมก็คิดถึง และอยากที่จะลองเข้าไปสำรวจดูในที่ที่เคยเป็นของผม ที่ที่มีแต่ผมกับเด็กชายคนนั้นเข้าไปได้อีกครั้ง แค่ได้สูดกลิ่นอายของคืนวันเก่าๆ ที่ทำให้ผมมีความสุขไม่ได้มากน้อยลดหลั่นไปจากที่ผมได้รับจากลูกชายตัวน้อย ......................เท่านี้ก็คือที่สุดแล้ว...................... แม้จะนึกเสียดายอยู่ เจ็บภายในหัวใจทุกครั้งที่เห็นหน้าเขาอยู่บ้าง ก็เท่านั้นเอง
"พี่ John เป็นคนที่น่ารักที่สุดในโลกเหมือน David เลย..."
To be Continued...
|
||
(C) 2004 DESTINY BY TONG |