Untouchable Affair

-- Chapter XXX --

Angst Fiction by Tonga Hardcore
??? / John Cena

------------------------------------------------------------------------------

- KEY#4 : UGLY -

John Cena :

ผมป่วย...แล้วก็อยากจะหยุดยาวไปจนถึงสิ้นปี เพราะผมเหนื่อยเหลือเกินกับสิ่งที่กำลังทนอยู่ และก็เบื่อที่จะต้องทน แต่สัญญาผูกมัดที่มีอยู่ทำให้ผมจำจะต้องทำงานให้ลุล่วงได้ไปด้วยดี

ปั้นหน้ายืนยิ้มต่อหน้าใครๆ ทั้งที่ภายในผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมละอายแก่ใจที่ได้ยินเสียงฝูงชนเรียกชื่อผมกึกก้อง ละอายที่ได้มองไปไกลๆ บนอัฒจันทร์หลังแท่นกั้นคนดูสีดำที่คุ้นตา เพื่อพบกับสายตาของคนดูเป็นพันประสานกลับมาด้วยความชื่นชม

ในร่างกายนี้เหม็นเน่า อัปลักษณ์ นัยน์ดวงตาทั้งสองข้างที่เห็นผ่านกระจกเงามีแต่ความหลอกลวง ไม่มีจริง สมองของผม...ที่ผมเคยภาคภูมิใจกับมัน ท้ายที่สุดแล้วก็แค่ก้อนเนื้อมีรอยหยัก ที่ถนัดแต่คิดเรื่องวิปริตอันแสนน่าอับอาย คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง

ผมนอนแผ่หราอยู่บนเตียงนอนที่บ้านของผม หลังจากเพิ่งกลับมาจากสนามบิน ตลอดทริปการทัวร์ญี่ปุ่นครั้งนี้เปรียบได้กับนรกขุมหลักสำหรับผม อยากรู้เสียจริงว่าถ้าเป็นคนอื่นเขาจะทำอย่างไร เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์เดียวกันนี้ สภาพที่ไม่อาจหลบเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อความหวาดกลัวซึ่งนับวันจะยิ่งสุมเข้ามา จนพอกพูนกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของตัวเอง

ผมกลัวมันเหลือเกิน และกลัวมันมาตลอด ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเองมากที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำร้ายผมได้มากที่สุดในคราวเดียว

จิตใจผมเอง...การกระทำของผมเอง...ตัวของผมนั่นเอง

คนรักของผมเพิ่งจะลากลับไป หลังจากอยู่กับผมได้ไม่ถึงสิบห้านาที ตอนที่ผมมองเขาเดินผ่านประตูบานนั้นออกไป แล้วปิดบานประตูลงกั้นกลางระหว่างเรา ผมรับรู้แล้วว่าต่อจากวินาทีนี้ ผมจะต้องอยู่คนเดียว เขาบอกว่าผมดูเหนื่อยมากและควรจะพักผ่อน แต่ผมก็ไม่ได้บอกเขาไปว่าผมอยากจะอยู่กับเขามากกว่า ทั้งที่นั่นคือสิ่งที่ใจผมเพรียกหาที่สุด

ก่อนไป Dave จูบผมที่หน้าผาก แล้วบอกกับผมด้วยน้ำเสียงทุ้มมีเสน่ห์ของเขาว่า 'ชั้นรักนาย แต่จำไว้นะว่าชั้นไม่เคยเอาคำว่ารักไปผูกมัดนาย ชั้นไม่เคยหวังอะไรกับความรักครั้งนี้ จะร้ายจะดีก็ขอแค่ได้รัก' ...ผมเริ่มไม่แน่ใจในคำพูดของเขา กลัวว่าเขาจะทิ้งผมไป ทั้งที่ความคิดแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในใจมาก่อน ผมหวาดกลัวกับทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบกาย กลัวแม้แต่อากาศ ลมที่พัดพาเอาความเย็นเยียบมาสัมผัสผิวหนังที่ห้อหุ้มกระดูกไว้

Dave เข้ามาในชีวิตในเวลาที่ผมปิดกั้นตัวเองจากความรักทุกรูปแบบ เขาจึงเป็นไม้หลักสุดท้ายที่ผมยึดไว้ คอยพยุงผมให้จมูกพ้นน้ำ ในขณะที่แทบทั้งตัวถูกสายน้ำที่โหดร้ายดูดกลืนไปแล้ว ผมต้องอยู่ไม่ได้ถึงทุกวันนี้แน่ถ้าไม่มีเขา

...ผมรักเขา...

มันเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ บนความไม่แน่ใจ ถึงแม้ว่าเราทั้งคู่จะไม่เหมาะกันเลยก็ตาม... หล่อ เท่ ใจดีอย่างเขาอาจจะเหมาะกับ Trish Stratus หรือ Christy Hemme ส่วนผมแน่นอนว่าไม่คู่ควรกับคนดีคนไหนเลย


ที่ญี่ปุ่น คืนที่ผมนอนบนเตียงตัวเดียวกับ Eddie อีกครั้งแล้วกอดเขาไว้จนรุ่งสาง... Eddie บอกกับผมว่าผมไม่ได้เลวร้าย มันเป็นคำพูดปลอบใจที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ทุกครั้งที่ได้ฟัง จนถึงทุกวันนี้ผมเฝ้าแต่นึกเสียดายว่าถ้าผมยังอยู่กับเขา ผมจะต้องมีความสุขไปจนตายแน่ แต่ทุกอย่างก็ไม่เคยเป็นไปตามที่ผมหวัง สวรรค์ขีดเส้นกั้นคนเลวอย่างผมไว้แล้ว

เรื่องราวมากมายที่ผ่านพ้นเข้ามาในชีวิต สอนให้ผมเข้าใจว่า ระหว่างนรกกับสวรรค์...มันใกล้กันแค่อึดใจเดียว

ส่วนคำพูดปลอบใจมันก็เป็นเพียงแค่การเยียวยา ต่อให้หอมหวานสักแค่ไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนคนผิดให้เป็นถูกไปได้

..................................................................
..................................................................................

ทำไม......ทำไมเขาถึงกลับมา... ทำไมถึงยังเอาหน้ามาให้ผมเห็น ในเมื่อเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องต่อกันอีก? ชีวิตใหม่ของผมจะมีแต่ Dave หัวใจของผมจะมีแต่คนคนนี้ที่เขารักผม และผมก็รักเขาจริงๆ เราจะอยู่ด้วยกัน สร้างชีวิตให้ผมด้วยความสุขที่ไม่เลิศหรูแต่บริสุทธิ์เหมือนสมัยที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับ Eddie ผู้ชายที่ผมเคารพเทอดทูนและเป็นความทรงจำที่แสนสวยงามของผมตลอดไป

แต่ทั้งหมดก็เป็นได้แค่ฝันที่ถูกคนหน้าเดิมทุบมันจนแตกละเอียด ผมตัดใจได้แน่ถ้าเขาคนนั้นไม่กลับมาสร้างความปั่นป่วนอย่างนี้

Randy ทำให้ผมรู้สึกไม่ซื่อสัตย์ต่อ Dave... เขาฉุดผมตกจากสวรรค์ลงสู่นรก ที่ที่คนชั่วช้าอย่างผมควรอยู่

ดี เลว...มันแบ่งแยกออกจากกันด้วยตัวของมันเอง โลกนี้มีเพียงสีดำกับสีขาวเท่านั้น ไม่มีสีเทาหรอก สีขาวที่ถูกป้ายทับสีดำสนิทที่หยั่งรากฝังลึกในใจคน มันก็คงไม่อยู่ติดทนนานเท่าเนื้อจริงของมัน การทำดีเพื่อล้างบาปก็ไม่ได้ช่วยให้ตราบาปหายไป มันเป็นเพียงแค่การกลบเกลื่อนความผิดที่ปัญญาชนนิยมใช้ปกป้องตัวเอง

ทำไม......ทำไมผมถึงได้รักคนใจร้ายคนนั้นได้มากมายถึงเพียงนี้... ทั้งที่คนดีๆ เสนอตัวมาให้ แต่ผมก็ปัดป้องความหวังดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อรอรับราคะตัญหาสีทมึนนั้นไว้อย่างเสกสม ไม่พอยังจะตอบแทนความดีของคนเหล่านั้นด้วยการทำร้ายเขา กระทืบซ้ำให้เขาเจ็บปวด

ผมให้ Randy ทุกอย่าง ซึ่งหมายถึงทุกอย่างจริงๆ ให้ผมตายแทนเขาผมก็ทำได้ แต่ผมคงผิดเองที่คอยแต่ให้ แทบทูนหัวทูนเกล้าถวายให้ ให้แม้แต่สิ่งที่เขาไม่ต้องการ เขาไม่ต้องการความรักจากผมแม้แต่น้อย นัยน์ตาเขาฟ้อง...ทุกถ้อยคำดูถูก ทุกกิริยาที่เขาแสดงต่อผมมันบ่งบอกทุกอย่างได้ชัดเจน มีแต่ผมที่เฝ้าเพ้อหลอกตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวว่านั่นคือความรักที่เขาเองก็มีมอบให้ผมเช่นกัน

ความหึงหวงจนเกินงามที่ผมตีความหมายไปว่านั่นคือความรัก ท้ายที่สุดก็แค่การจับเอาผมขังกรง แล้วประกาศชัยชนะต่อหน้าใครๆ

ผมโดนหลอก...เหมือนที่ผมเคยหลอกใครต่อใครมามากมาย ผมโดนแก้แค้นเวียนที่คืน ที่ที่ผมเหยียบหัวคนดีๆทั้งหลายที่พร้อมจะตายแทนผมได้ทันทีที่ผมชี้นิ้วสั่ง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นค่าของพวกเขา

Ed...ถ้าอย่างชั้นไม่เรียกว่าเลวทรามต่ำช้า แล้วในโลกนี้จะมีอะไรเลวร้ายอีก?
ถึงอย่างไรนายก็ยังสูงเกินไปที่จะสัมผัสเศษหินที่ปลิ้วเรี่ยดินผ่านไปอยู่ดี...ที่รัก.......เทวดาของชั้น

..................................................................
..................................................................................

เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นสกัดความคิดของผม ผมสะดุ้งตัวขึ้นนั่งบนเตียง ก่อนจะปาดน้ำตา...ไม่ ผมไม่ได้ร้องไห้ แค่เกือบจะร้องเท่านั้นเอง ถ้ามันทนไม่ไหวจริงๆ ผมก็ไม่อยากจะร้องไห้นักหรอก เพราะยิ่งผมปล่อยตัวเองให้ร้องไห้มากเท่าไหร่ มันก็เท่ากับว่าผมยอมพ่ายแพ้ตัวเองมากเท่านั้น

ตัวตนที่แท้จริงของผม...สิ่งที่ผมหวาดกลัวที่สุด

ผมลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้โทรศัพท์บ้านที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ใกล้กับหัวเตียง พลางสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะยกหูโทรศัพท์

"สวัสดีครับ"

'ขออย่าให้เป็นพ่อ' ผมภาวนา และนั่นก็ไม่ใช่จริงๆ

"John? ชั้นเอง"

"Randy............"

แข้งขาผมอ่อนแรง ใจผมเต้นรัวราวกับกำลังจะแหวกเนื้อออกมากองอยู่ข้างนอก ใบหน้าร้อนผ่าว ผมทิ้งแผ่นหลังพิงกับฝาพนังด้านข้าง เหนื่อยกับการที่ต้องต่อสู้กับอะไรบางอย่างภายในร่างกายที่กำลังพลุ่งพล่านอย่างควบคุมไม่อยู่ ฝ่ามือชุ่มเหงื่อขึ้นมาทั้งที่ความเย็นเยียบของพื้นพนังแทรกผ่านเนื้อเสื้อยืดตัวบางที่ผมสวมใส่ ทำให้เนื้อตัวสั่นเทา

น้ำเสียงของเขาเหมือนเดิม เหมือนปกติจนทำให้ผมเผลอนึกไปว่าได้กลับไปสู่วันเวลาเก่าๆ

"ชั้นอยู่ที่ Boston นี่เอง เก็บตั๋ว RAW ไว้ให้นายด้วย อยากให้นายมาดูชั้นพฤหัสนี้"

ผมจิกผมลงบนหน้าตักตัวเอง พลางหลับตาลง ห้ามใจในสิ่งที่จิตใต้สำนึกเรียกร้อง ตั้งใจฟังเสียงของเขา... เสียงที่ผมเฝ้ารอจะฟังมันทุกเวลา เฝ้ารอเสียงโทรศัพท์จากเขา เฝ้ารอเสียงนี้ที่ในความเป็นจริงแล้วผมไม่เคยลืมเลือนได้เลย

"John...นายเป็นไงบ้าง?"

"พรุ่งนี้...พรุ่งนี้ ทุ่มตรง ทานข้าวเย็นกันหน่อยได้มั้ย?"

และมันก็ชนะผม ปีศาจร้ายในตัวผม...มันชนะผมอีกครั้ง

"อ่า ได้สิ ที่ไหนล่ะ?"

ทันทีที่ผมบอกชื่อโรงแรมหนึ่งในเมือง Boston ให้เขาไป ก่อนจะวางหูโทรศัพท์กลับลงที่แป้น ผมรู้ดีว่าได้ทำผิดลงไปแล้วอีกครั้ง ผมไม่เคยชนะมันได้ ไม่เคยทัดทานสิ่งที่มันต้องการ ก็ถ้าผมเข้มแข็งพอที่จะต่อต้านมัน เรื่องราวยาวนานนี้มันก็คงไม่เกิด

คงไม่มีใครต้องเจ็บ

คงไม่มีใครต้องนอนร้องไห้เลยซักคน

ผมทาบมือลงบนอกซ้าย ตรงที่หัวใจของผมอยู่ แล้วบอกให้เขาเข้าใจ...
ผมภาวนาให้เขาเข้าใจ และยกโทษให้ในสิ่งที่ผมคิดจะทำ ผมต้องทำให้ได้......เพื่อเขา...เพื่อตัวของผมเอง

Dave...ชั้นขอโทษ ชั้นเริ่มมันขึ้นอีกแล้วและครั้งนี้ชั้นหยุดไม่ได้ ขอให้ชั้นได้คุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วทุกอย่างจะยุติ

..................................................................
..................................................................................

แสงไฟสีเหลืองนวลที่ส่องทาบผิวหน้าของเขา ทำให้แลดูคล้ายสีทองของนาฬิกาข้อมือที่เขาสวมใส่ แววตาของเขาดูขี้เล่นและยังคงสนุกสนาน เหมือนกับก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใดๆ ต่อกันแม้แต่น้อย เขาเองก็คงอยากให้มันจบสินะ...ก็ดีถ้ามันจะจบเสียที

เราคุยกันเป็นปกติ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ไม่ต่างจากคนรู้จักสนิทสนมกันทั่วไปพึงรู้

แต่คุณรู้มั้ยว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ ผมปั้นหน้ายิ้ม แสร้งทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ทั้งที่ภายในแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ บางครั้งบทสนทนาต้องติดขัดเพราะผมที่เอาแต่ฝืนยิ้มฟืดๆ กลบเกลื่อนไปด้วยพูดอะไรไม่ออก เขาจ้องตาผม แต่ผมไม่อาจสู้สายตานั้นได้ ผมกลัวอีกแล้ว...กลัวที่จะรู้สึกไม่ซื่อสัตย์ กลัวความต้องการต่ำๆ กลัวผลของการกระทำที่กำลังตามบดขยี้ผมอยู่ทุกชั่ววินาที

"นายกับ Dave เป็นไงมั่ง?"

"ก็ดี......ดีมาก"

"โอ้ ยินดีด้วยนะ แล้ว Guerrero ว่าไง?"

"..............เค้า...เค้าไม่รู้หรอก"

"หืม? เป็นไปได้เหรอ?"

"ก็เป็นไปแล้ว เอ้อ! แล้วนายกับ Stacy Keibler ล่ะ?"

"เรื่อยๆน่ะ"

"เหรอ......คงมีความสุขดีสินะ"

"ช่าย...ใช่ สุขอยู่แล้วล่ะชั้นน่ะ"

ผมอยากจะร้องไห้ อยากร้องออกมาดังๆ ตอนนี้ ตรงนี้ แต่ผมทำไม่ได้

"เช็คบิลด้วยครับ" ผมหันไปเรียกบริกรคนหนึ่งที่เดินผ่านมา บริกรหนุ่มขานรับ ก่อนจะวิ่งหายไปที่เค้าท์เตอร์

"ชั้นจ่ายเอง" Randy บอก แต่ผมปฏิเสธ

"ไม่ต้อง ชั้นเอง"

เราห่างกันก้าวหนึ่งเสมอ เหมือนเส้นขนานที่จะไม่มีวันมาบรรจบพบกันได้ ผมเองไม่เข้าใจเขา และเขาก็คงไม่เข้าใจผมเหมือนกัน

บริกรร่างเล็กคนเดิมกลับมาพร้อมกับถาดไม้สีเข้ม ซึ่งมีบิลวางอยู่ในนั้น ผมไม่ได้ดูเพียงแต่วางบัตรเครดิตลงไปในถาด... ในขณะที่ผมเอาแต่มองดอกกุหลาบสีแดงที่กำลังบานสะพรั่งในแจกัน Randy วางมือทับหลังมือของผมและลูบเบาๆ ผมชะงักพลันชักมือออก

"ทำไม?" ดวงตาสีเทาอมเขียวจ้องกลับมาด้วยความสงสัย

"ไม่มีเหตุผล" ผมตอบ ก่อนจะปล่อยให้เรานั่งอยู่ด้วยกันภายใต้แสงเทียน และความเงียบงันชวนอึดอัดจนกว่าบริกรคนนั้นจะกลับมาอีกครั้ง

Randy ยังคงจ้องมองผมไม่วางด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความหงุดหงิดและไม่เข้าใจ ในขณะที่ผมเอาแต่หลบตา กว่าจะจัดการเคลียร์บิลเสร็จสิ้นที่จริงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นัก แต่ผมรู้สึกราวกับว่านั่งรออยู่เงียบๆอย่างนั้นเป็นชั่วโมง

ผมรับบัตรคืนจากพนักงาน ส่วน Randy ลุกขึ้นจากที่นั่งทันที เขากำลังจะเดินจากไป...ผมรู้ แต่ผมก็เอื้อมมือไปคว้าข้อแขนของเขาไว้ได้ทัน เขาหันกลับมาด้วยใบหน้าต้องการคำตอบ

ผมกระอึกกระอัก กลัวอีกแล้วที่จะพูด "เรา..........คุยกันต่อได้มั้ย?" ผมถามตัวเองแล้วว่าถ้าจะถอยตอนนี้นั้นจะทันมั้ย แต่ก็คงไม่ได้แล้ว...ใจผมมันไม่อยากถอย

"ได้สิ ที่ไหนล่ะ?"

"ชั้น...เช็คอินไว้แล้ว" ผมรู้ดีว่ามันกำลังจะนำไปสู่อะไร เหมือนวันก่อนๆที่มันเคยเกิดขึ้น ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะคุยกันให้จบตรงนี้ แต่แทนที่เรื่องราวมันจะยุติ ผมกลับสานต่อมันอีกครั้ง

..................................................................
..................................................................................

ในโลกใบนี้ จะมีอะไรน่ารังเกียจไปมากกว่าผมอีกหรือ? น่าทุเรศตัวเองเสียจริง อยากจะปิดหูไม่อยากได้ยินเสียงน่าสมเพชของตัวเองที่ครางกระเส่าขอสิ่งนั้นจากใครอีกคน ผมพยายามจะยกตัวขึ้นไปอยู่ที่สูง แต่สุดท้ายก็กลับดิ่งลงสู่ดิน

จะมีอะไรอัปลักษณ์ไปกว่าร่างเปลือยเปล่าที่เอนราบบนพื้นผ้าปูเตียงสีขาวยับยู่ยี้ ภายใต้ร่างใหญ่กำยำที่พยายามจะครอบครองทุกทั่วสรรพางกายของผม ร่างกายที่ใครๆก็บอกว่าสวยนักหนา ผมไม่เห็นว่ามันจะดูน่าสรรเสริญตรงไหน ผมก้มลงมองผิวสีขาวซีดของตัวเอง เห็นรอยแดงเป็นจ้ำแทบถ้วนทั่ว รอยสีม่วงเลือนๆนั้นยังไม่ทันจะหายดี ก็มีรอยใหม่มาแทนที่...ยิ่งน่าเกลียดตรงที่ผู้สร้างมันเป็นคนละคนกันเสียด้วย

นี่เหรอที่เรียกว่าสวย นี่เหรอที่เรียกว่าดี นี่เหรอที่เรียกว่าน่าค้นหา... ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจผมได้มากกว่าตัวเองอีกแล้ว สุดท้ายผมก็หลงทางอยู่ในกล่องใบนี้คนเดียว ไม่มีผู้เดินร่วมทางเลยซักคน ตาผมบอดสนิทแล้ว...มืดหมดแล้วในวันนี้ ผมมองไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหาอีกแล้ว ปัญหามันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะต้านมันไว้ได้

"Randy ชั้นอยากรู้..."

แสงแดดในยามเช้าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ผมมองไม่เห็นแสงสว่าง ไม่ได้ยินเสียงนกร้อง ไม่ได้ยินเสียงรถราแล่นผ่าน จนกว่าผมจะได้คำตอบ ก่อนที่เขากำลังจะไปจากที่นี่... Randy กำลังสวมเข็มขัด พลางยืนสำรวจตัวเองหน้ากระจก เขามองผมผ่านภาพสะท้อนในกระจกเบื้องหน้านั่น ไม่ได้หันมามองตรงๆ

"นาย...เคยรักชั้นซักนิดบ้างมั้ย?"

"เคยสิ"

"แล้วตอนนี้?"

คำถามของผมทำให้เขาถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาส่ายหน้าช้าๆ "ไม่ ชั้นไม่ได้รักนาย ขอโทษนะ John" ร่างสูงก้าวเท้ายาวๆ ผ่านหน้าผมไปรวบนาฬิกาข้อมือกับสร้อยคอซึ่งวางอยู่ที่หัวเตียง ปล่อยให้ผมนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่บนเตียงโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

"ชั้นไปนะ!"

"......งั้นนายก็คงไม่สนใจ" น้ำเสียงสั่นๆของผมทำให้เขาหยุดกึกที่หน้าประตู พลางหันหน้ามามองผมตรงๆเป็นครั้งแรกในเช้าวันนี้ "...คงไม่แคร์เลยแม้จะรู้ว่าชั้นนอนกับ HHH เพื่อขอให้เค้าไม่เล่นนายถึงตายใน Royal Rumble สินะ"

"........!?!........."

สิ่งที่เคยพยายามทำมาทั้งหมด ล้มระเนระนาด กระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดี ผมอยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกขอบคุณผมบ้างซักนิดมั้ย ผมไม่เคยกระสันอยากชิงแชมป์ถึงขนาดนั้น ผมแค่อยากให้เขารักผมตอบบ้างเท่านั้นเอง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่มั้ย...

ผมมันโง่ไปเอง บ้าไปเองคนเดียวมาตลอด


...อย่าหวังแต่เขาจะรักผมเลย เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ารักที่ผมให้เขาคืออะไร...

แต่นั่นทำให้ผมรักเขาน้อยลงบ้างมั้ย?

คำตอบคือ......ไม่เลย

 

To be Continued...

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1