:: Stories ::

RPS fiction by Tong (The b.Leaf)
Song Inspired by Trapt

Randy Orton X John Cena

Rate PG-13 : Drama/Romance

-------------------------------------------------------------------

ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นไอ้งั่ง บ้า แถมปัญญาอ่อนสุดๆ ที่กำลังนั่งมองนิ้วหัวแม่มือของตัวเองวนไปวนมาสลับกันตลอดเวลาที่ผมกุมมือตัวเองไว้แน่น ต่อหน้าสายตากว่าสองร้อยคู่ที่มองตรงมาที่ผม ด้วยหน้าที่คนของประชาชน ผมควรจะสู้สายตาพวกเขาใช่หรือไม่ ? แต่เปล่าเลย...ผมไม่

ผมกลับกำลังมีความสุข...อยู่กับตัวผมเองและสิ่งที่ผมกำลังคิดถึง

I found a line and then it grew
I found myself still thinking of you

งานแถลงข่าวก่อนที่ศึกใหญ่อย่าง Royal Rumble 2006 ซึ่งกำลังจะมาถึง คับคั่งไปด้วยทั้งสื่อมวลชนและบรรดาแฟนๆ คอมวยปล้ำที่ดูจะตื่นเต้นกับโชว์ที่เรียกได้ว่าสุดยอดที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่พวกเขารอคอย ผมเองก็มีส่วนร่วมกับศึกนี้ด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมานั่งมองนิ้วตัวเองอยู่ที่นี่

เสียงอันไม่ค่อยจะรื่นหูของฮันเตอร์ ยังคงดังปาวๆ กรอกหูอยู่ใกล้ๆ ผมซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะริมสุดใกล้กับลำโพงไฮเอนด์ราคาแพง ผมชำเลืองสายตามองเพื่อนร่วมสายอาชีพที่กำลังนั่งหาวอยู่ข้างๆ เรย์ และ เคิร์ท ผมสาบานได้เลยว่าหากไม่มีเรื่องจรรยาบรรณเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเราทุกคนคงจะคิดในทำนองเดียวกันว่าไอ้งานแถลงข่าวที่มักจะจัดขึ้นทุกเดือนนี้ช่างน่าเบื่อเสียจริง

กว่าฮันเตอร์จะพูดจบ ผมก็วนนิ้วมือได้หมื่นครั้งพอดิบพอดี ผมเงยหน้าขึ้นสู้แสงแฟลชที่ด้านล่างสาดกระหน่ำขึ้นมาเป็นครั้งคราว แสยะยิ้มบ้าง โบกไม้โบกมือบ้าง... ทั้งหมดนี่คือวันๆ หนึ่งในชีวิตผม

I felt so empty and now I'm fine
But still it's burning, when will you be mine?

เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราว เมื่อดนตรีที่แสนคุ้นหูดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องสัมนาแห่งนี้ เราทุกคนคุ้นหู...ผมเองก็ด้วย ผมหันหน้าขวับไปทางด้านขวาของผม ทางเดินขึ้นสู่เวทีที่นักมวยปล้ำทุกคนต้องเดินผ่าน ทั้งผม เรย์ เคิร์ท ฮันเตอร์...และเขา ตาผมสว่างขึ้นราวกับสลัดความเบื่อหน่ายที่เคยมีหายไปจนหมด

ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าวนนิ้วมือไปแล้วทั้งหมดกี่ครั้ง

Too much of the same stories in our lives
I think it's time for change, don't you?


ร่างสูงเพรียวกับผิวขาวสว่าง เป็นผิวที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น แม้แต่ในสปอตโฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่พวกสาวๆ ชอบใช้กันก็เทียบไม่ได้ ใบหน้าถึงแม้ถูกปิดบังไว้ใต้ปีกหมวกลายคาโม่ และเผยให้เห็นแค่ริมฝีปากอิ่มสีแดงสด ทว่าผมก็สามารถจินตนาการถึงดวงตาสีฟ้าสวย กับสันจมูกได้รูปของเขาได้ เขาสวมเสื้อยืดสีขาว กับกางเกงแบ๊กกี้ที่เขาชอบ

จอห์น ซีน่า

เขาเดินผ่านผมไป ผมเพียงแค่ชำเลืองมองตามแผ่นหลังของเขา จนเมื่อเขาหยุดลงที่โพเดี้ยม จัดตำแหน่งไมโครโฟนให้พอดีที่เขาจะสามารถพูดได้ถนัด และเริ่มต้นที่จะพูดตามสคริปที่ทีมเขียนบทเขียนให้ ผมจำต้องก้มหน้าลงมองนิ้วมือตัวเองเหมือนเดิม ทั้งที่อยากจะมองเขาให้ชัดๆ ทดแทนชั่วระยะเวลาที่เราไม่ได้เจอหน้ากัน

ชีวิตของเขาก็เหมือนชีวิตของผม เหมือนกันทุกวัน พบปะผู้คนไม่ซ้ำหน้า แสร้งยิ้ม แสดงตามบท มันน่าเบื่อ

แต่ทุกวันเก่าๆ ของผมไม่เคยน่าเบื่อเลยเมื่อมีเขาอยู่ แม้ว่ามันจะนานแสนนานมาแล้วก็ตาม

Too much of the same stories in our lives
I think it's time for us to walk away from here

เสียงปรบมือและเสียงตะโกนเชียร์ของแฟนๆ ด้านล่างดังขึ้นอีกครั้งเมื่อบทพูดของเขาจบลง ผมมองเขาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กแบบเดียวกับที่ผมนั่ง ถัดไปทางซ้ายของฮันเตอร์ ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อพบว่าเขาเองก็กำลังนั่งหมุนนิ้วไปพลางขณะที่โจนาธาน โค้ชแมนกำลังพล่ามอะไรไร้สาระ

เขาไม่เปลี่ยนไป ยังน่ารักและมีเสน่ห์ เขายังเป็นจอห์นที่ผมเคยรู้จัก ผมเองก็เหมือนกัน ยังเป็นแรนดี้ ออร์ตั้น ไอ้เด็กนรกอย่างที่เขามักเรียก ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนั่นอาจจะเป็นแค่วันเวลา เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ส่วนผมก็เหมือนกัน เราเคยใกล้ชิดกันมาก ชนิดที่เรียกได้ว่ามองตาก็รู้ใจ แต่ทุกวันนี้เราห่างกัน ห่างจนหลายๆคนแทบไม่เชื่อว่าผมและเขาเคยเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ

ผมแบมือ มองแหวนทองคำขาวที่กำลังสะท้อนกับแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป ถูกสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของผม

เวลาเท่านั้นที่เปลี่ยน...

Stories in our lives, we keep them all inside

งานแถลงข่าวนี่กำลังจะจบลงในอีกไม่กี่อึดใจ เรย์หันมาสะกิดผมพลางฉีกยิ้มซึ่งเป็นเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถแสดงออกทางใบหน้าภายใต้หน้ากากของเขาได้ "มันกำลังจะจบแล้วเพื่อน" น้ำเสียงตื่นเต้นนั่นบ่งบอกได้ดีถึงดีกรีความสนุกในงาน ผมหลุดหัวเราะกับคำพูดของเขา... เรากำลังจะได้กลับบ้าน นั่นทำบรรยากาศเนือยๆ ดูจะสดใสขึ้นได้มากโข

ครั้งสุดท้ายที่ผมมองไปที่จอห์น เขากำลังทำหน้าคร่ำเครียดฟังอดัมพูด จนตอนนี้ที่ผมตัดสินใจหันไปมองเขาอีกครั้ง ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปนั้น ผมเห็นเขามองกลับมา พลางส่งยิ้มให้ผม

นี่หรือเปล่าที่ผมรอคอยมาตลอดงาน ?

Look at me still in your mind
Our memories so intertwined


ผมไม่สามารถเอาชนะความรู้สึกตัวเองได้ ผมรู้ดีอยู่เสมอว่าตลอดเวลากว่า 4 ปีที่เราห่างเหินกัน ผมคิดถึงเขามากเท่าไหร่ เราสร้างความทรงจำที่สุดวิเศษขึ้นด้วยกัน เคยเที่ยวไปด้วยกัน กิน นอน ฝึกซ้อม แบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน

แรนดี้ ออร์ตั้นในวันนั้น ก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 19 ย่าง 20 ธรรมดาที่กำลังตกหลุมรักใครคนหนึ่งที่สุดแสนสมบูรณ์แบบในความคิดของเขา รักจนเรียกได้ว่าคลั่งใคล้ รักจนไม่สามารถจะจินตนาการได้เลยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรถ้าไม่มีใครคนนั้น

จอห์นเป็นคนที่ผมเฝ้าฝันถึงตลอดเวลา

มีแต่ผมกับเขาเท่านั้นที่รู้... จนวันที่เราต้องแยกจากกัน

Well you broke through and found your way
And so did I no need to stay
The same old picture, tried and true
Been through there, let's look for something new

"ไง ?" เสียงนั่นเรียกให้ผมซึ่งกำลังก้มหน้าวักน้ำใส่หน้าตนเองเพื่อชำระความง่วงงุนออกไป เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงผ่านภาพสะท้อนในกระจกบานใหญ่เบื้องหน้า เวลานี้มีแค่เพียงผมกับเขาในห้องน้ำรวมของโรงแรม ผมยิ้มเมื่อพบว่าเป็นเขา...จอห์น

"นึกว่าจะไม่มีโอกาสได้คุยกันอีกแล้วตั้งแต่นายปฏิเสธที่จะไปงานหมั้นของชั้น" ผมเอ่ยตัดพ้ออยู่ในที เขายิ้มให้พลางก้มหน้าลงมองพื้นแทน "ทำไมนายถึงไม่ไป ชั้นอยากให้นายอยู่ที่นั่นในวันนั้นจริงๆ"

"ขอโทษ แรนด์ แต่ชั้นไม่ว่างจริงๆ ยังไงก็...ยินดีกับนายด้วยนะ" น้ำเสียงของเขาค่อยๆ แผ่วเบาลงจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงเลยในถ้อยคำสุดท้าย

ผมเป่ากระพุ้งแก้ม นั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากจะได้ยินจากเขา

' ยินดีกับนายด้วยนะ... '

ใครต้องการกันล่ะ ?

"แล้วนายล่ะเป็นไงบ้าง ?" ผมเปลี่ยนเรื่อง ทันทีที่เห็นว่าเขาดูนิ่งไป ผมอยากจะคุยกับเขาต่อ นานเท่าที่จะนานได้ โอกาสอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก "สนุกกับงานใช่มั้ย ?"

"ใช่ สนุก แต่ก็แย่ตรงที่ไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย" เขารำพันออกมาจนดูคล้ายการบ่นกับตัวเองมากกว่า ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยิน จนเขาต้องขยายความสิ่งที่เขาพูด... และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากรู้ "นายแต่งงานไปแล้ว ส่วนชั้นก็ยังโสดอยู่เหมือนเดิม"

Too much of the same stories in our lives
I think it's time for change, don't you?

ผมค้อมตัวลง พยายามมองผ่านเงาบางๆ ที่เกิดจากปีกหมวกนั่นปิดบังแววตาเขาไว้ แสงสีนวลของไฟภายในนี้ขับให้ผิวขาวของเขาผ่องระเรื่อราวกับอาบด้วยแสงจันทร์ ผมไม่อยากเชื่อว่าเวลาทำให้อีกไม่กี่ปีจอห์นที่แสนสดใสจะย่างเข้าวัย 30 แล้ว

จอห์นสวย และดึงดูด ผมกลัวความรู้สึกตัวเองเหลือเกิน...

"ที่ยังโสดอยู่เพราะกำลังสนุกกับงาน ?"

"เพราะยังลืมนายไม่ได้ต่างหาก"

Too much of the same stories in our lives
I think it's time for us to walk away from here

ผมและเขา เดินเคียงข้างกันผ่านร้านรวงที่เปิดไฟหลากสีในยามค่ำ ผ่านผู้คนพลุกพล่าน หนุ่มสาววัยทำงานกรูกันลงไปตามบันไดทางเดินสถานีรถไฟใต้ดิน ภาพที่คุ้นตาในเมืองใหญ่ เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง

"แต่งงานแล้วนายจะย้ายไปอยู่ไหน ?" เขาถาม หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบโอบกอดเราสองคนไว้อยู่ครู่ใหญ่

"ทำไมไม่คุยเรื่องอื่นกันนะ อย่างเช่นชั้นสบายดีมั้ย สนุกกับงานหรือเปล่า กินอะไรถึงได้อ้วนขึ้น หรือ...คิดถึงนายบ้างหรือเปล่า"

"ก็ชั้นไม่ได้อยากรู้นี่"

ยังไม่ทันได้ประฝีปากกับเขาต่อให้หายคิดถึง ผมชักฝีเท้ากลับทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นกีตาร์โปร่งตัวบาง สีดำขลับคาดด้วยลายสีทอง ผิวเรียบมันของมันสะท้อนกับแสงไฟเหลืองนวลในดิสเพลย์หน้าร้านขายเครื่องดนตรี จู่ๆผมก็คิดถึงกีตาร์ ทั้งที่เลิกจับมันไปแล้ว 4 ปีเต็มๆ

คนสุดท้ายที่ได้ฟังเสียงกีต้าร์จากผม...คือจอห์น

"ตัวเก่าของนายหายไปไหนซะล่ะ ?"

"ให้นาธานไปแล้ว"

"แล้วชอบตัวนี้หรือไง ?"

น่าแปลกที่จู่ๆ ความรู้สึกเก่าๆ ก็หวนคืนกลับมาในห้วงความคิด ผมแทบจะลืมความรู้สึกเหล่านี้ไปแล้ว ผมเอื้อมซ้ายไปคว้ามือจอห์น พลางกระชับเอาไว้แน่นอย่างลืมตัว "ก็สวยไม่ใช่เหรอ......"

Do you remember lying on the beach so late at night
Do you remember running through the sprinklers that night
Do you remember all the songs that I have wrote for you,
All the songs that I have wrote for you


ผมลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด อากาศเย็นชื้นจากด้านนอกยังคงรบกวนการนอนหลับของผมตลอดคืน ผมดึงผ้าห่มที่หลุดร่นไปกองอยู่ที่เอวขึ้นมาคลุมหน้าอก ก่อนที่จะพลิกตัวไปด้านข้างพยายามจะข่มตาให้หลับลงอีกครั้งอย่างเกียจคร้าน แต่เสียงลมหายใจแผ่วๆ ที่ดังสม่ำเสมออยู่ข้างหู ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหยุดสายตาเอาไว้ที่เขาอีกครั้ง

บทสนทนาเพียงแค่ไม่กี่คำ...พาเรามาไกลถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

ผมมองเขา พลางคิดทบทวนว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝัน เพียงภาพลวงตา หรือว่าความจริงกันแน่

I remember,the way you made me feel when I was with you

ดวงตาสีฟ้าสวยสะท้อนกับแสงเรืองๆจากท้องถนนด้านนอก หลังจากเปลือกตาที่เคยฉาบบังมันเอาไว้ถูกเปิดออก เมื่อผมให้มือสัมผัสไล้เบาๆที่เรียวคางได้รูปของเขา ผมยังจำความรู้สึกเหล่านั้นได้ดี ผมรู้อยู่เสมอว่าผมเคยเป็นคนที่มีความสุขแค่ไหนเมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ

I remember,the smile that always brought me back to you

เขายิ้มให้ผม แม้ห้องนี้จะมืด แต่รอยยิ้มของเขาก็ยังคงสว่างไสวในความทรงจำ นั่นเป็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ผมก้มจูบเบาๆที่แก้มของเขาซึ่งมักจะเผยลักยิ้มน่ารักนั่นทุกครั้งที่เขาแย้มริมฝีปากสีกลีบกุหลาบ

That look in your eyes, I never thought that this could be untrue

ผมเก็บงำคำถามหนึ่งมาตลอด 4 ปีเต็ม คำถามที่ผมอยากจะได้รับคำตอบจากเขา ' เขายังจะคิดถึงผมบ้างมั้ย เขายังรักผมอย่างที่ผมรักเขาอยู่หรือเปล่า ?' แม้ว่าจวบจน ณ เวลานี้ ผมยังไม่มีโอกาสและความกล้าที่จะเอ่ยคำถามเหล่านั้น แต่ผมก็คิดว่าตนเองได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว

นัยน์ตาสีฟ้าสว่างนั่น บอกคำตอบทุกอย่างที่ผมอยากรู้

ผมรู้ดี...รู้ดีอยู่เสมอ เวลาของเราใกล้หมดลงแล้ว เวลาที่เราต้องเก็บงำความรู้สึกที่ไม่สามารถบอกให้ใครรับรู้ได้...นอกจากเราสองคน

Too much of the same stories in our lives
I think it's time for change, don't you?

"ชั้นต้องไปแล้ว" ผมกระซิบที่ข้างหูเขาพลางเขย่าร่างนั้นเบาๆ ขณะนี้ฟ้าเริ่มสาง อีกไม่ช้าผมจะต้องเตรียมตัวขึ้นเครื่องไปกับสมาชิกฝั่ง Smackdown! คนอื่นๆ ส่วนจอห์นก็ต้องแยกไปกับสมาชิก RAW ในเครื่องบินอีกลำ

เขาพยักหน้าน้อยๆ ทั้งที่กำลังหลับตาอยู่ ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นขยี้ตาสลัดความง่วงงุนออกไป "แล้วเจอกันที่ไมอามี่"

"อาจจะไม่ได้เจอก็ได้"

จอห์นหัวเราะลงคอแบบปลงๆ "นั่นสินะ ทำงานบริษัทเดียวกันแท้ๆ แค่เดินผ่านกันยังแทบนับครั้งได้"

ผมหัวเราะ เรียกได้ว่าเป็นเสียงหัวเราะที่เป็นตัวผมจริงๆ ซึ่งถูกเปล่งออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีเลยก็ว่าได้ ผมก้มลงจูบเบาๆ ที่เปลือกตาทั้งสองข้างของเขา ตบท้ายด้วยอีกครั้ง เนิ่นนานที่ริมฝีปาก

"ไปล่ะนะ"

"เดี๋ยวแรนดี้ ! นายลืมแหวนแต่งงานน่ะ"

เพียงแค่ฝ่ามือผมกำลูกบิดประตู เสียงของเขาก็หยุดผมไว้เสียก่อน ผมหันกลับไปเห็นเขายื่นแหวนทองคำขาวส่งมาให้หลังจากที่เขาสังเกตเห็นว่าผมเอามาเพียงแค่กีต้าร์โปร่งตัวสีดำที่เขาซื้อให้ผมเป็นของขวัญแต่งงาน ผมรับแหวนไว้พลางถอนหายใจยาวเหยียด

"จะเรียกทำไมเนี่ย รู้มั้ยว่าจงใจลืม"

ผมรักที่เห็นเขารอยยิ้มของเขา รักที่จะได้ยินเสียงหัวเราะแสนสดใสในยามเช้า ถ้าผมได้ยินมันทุกวันก็คงจะมีพลังในการทำงานขึ้นอีกมากโข

ผมไม่ได้แบมือรับแหวน เพียงแค่ส่งหลังมือผมให้กับเขา "ใส่ให้หน่อยสิ"

"ไอ้บ้า แค่นี้ก็บาปจะแย่แล้วยังจะให้คนอื่นใส่ให้อีกหรือไง" แม้ว่าถ้อยคำนั้นจะฟังดูทีเล่นทีจริง ทว่าน้ำเสียงก็ตัดพ้ออยู่ในที โดยเฉพาะคำว่า ' คนอื่น ' มันบาดใจผมชะมัด

"คนอื่นที่ไหนกัน" ผมว่า "ชั้นคิดว่ามันเป็นแหวนของนายอยู่แล้ว" ในที่สุดเขาก็ยอมใส่แหวนให้ผม ผมฉุดมือเขาเอาไว้ ก่อนจะจูบที่หลังมือขาวนั่นเบาๆ "ไปนะ"

"อืม...บาย"

Too much of the same stories in our lives
I think it's time for us to walk away from here

ไม่ว่าจะอีกกี่วัน กี่เดือน หรืออีกกี่ปี แม้ไม่ได้เจอหน้า ตราบใดที่เรายังคิดถึงกันตลอดเวลา เรื่องราวความรักของเราจะไม่มีวันจบ

ชั้นรักนาย คนเดียว เสมอมา และตลอดไป...จอห์น...

"เดี๋ยวแรนดี้ ! "

"อะไรอีกเล่า......"

"ถ้าชั้นไม่ได้แหวนจากนายบ้างล่ะน่าดู"

 


The END

 

 
 


(C) 2005 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1