Standing Still

:: Songfic/Au by Tongkun ::
Artist : Jewel

Viggo Mortensen X Orlando Bloom

----------------------------------------------------

แสงสีทองของรุ่งอรุณสาดส่องลอดช่องเขาไกลลิบตา เห็นเป็นแนวดำครึ้มสูงๆต่ำๆอยู่เบื้องหน้า ลมพัดเอาต้นข้าวบาร์เล่ย์ลู่กระแสไปทางทิศตะวันตก แนวถนนยาวไกลว่างเปล่าและเงียบสงบนั้นเลียบตรงขึ้นเนินตัดผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ผลิใบส่ายไหวไปมาให้แสงสีทองที่ลอดผ่านกิ่งใบนั้นพราวระยับไหวทอดบนวิถียาวไกลนี้

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มวาววับจับจ้องมองผ่านบานกระจกใสออกไปภายนอก ในทุ่งหญ้ามีนกน้อยบินโผไปมา เกาะเกี่ยววนเวียนอยู่กับหุ่นไล่กาเสื้อลายสก็อตสีน้ำเงินขาว เงาไม้ตกกระทบกระจกรถยนต์ใสแจ๋วดุจแก้วเจียระไน ล้อสีดำสนิทของมันเคลื่อนไปข้างหน้ารวดเร็วและนิ่มนวลบนถนนเรียบสม่ำเสมอ

รถยุโรปคันดำเงาแล่นผ่านซุ้มประตูไม้โค้งสไตล์ตะวันตก บนแผ่นป้ายสีน้ำตาลแกมเหลืองของไม้สักลงเงาสลักตัวอักษรไว้ชัดเจน -- Grand Pony Field -- สวรรค์กลิ่นอายตะวันตกแท้ๆ ที่พักผ่อนอันแสนโปรดปรานของคนในเมือง ถึงแม้จะต้องเดินทางออกจากตัวเมืองมาไกล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหน่ายเมื่อเทียบกับบรรยากาศ และความสุขแบบคาวบอยตะวันตกดั้งเดิมแบบนี้

ชายร่างสูงในชุดสูทสีดำเปิดประตูรถ ก่อนจะก้าวลงแล้ววิ่งเหยาะๆมายังประตูด้านหลังฝั่งตรงข้าม ไม่นานร่างสูงโปร่งผอมบางของเด็กหนุ่มเส้นผมเป็นลอนสีดำก็ก้าวลงมา ดวงตาสีช็อกโกแล็ตของเขาเป็นประกายเมื่อได้ลงมาสูดกลิ่นของอากาศบริเวณนี้ ราวกับเป็นเวลาที่ได้หลบหนีจากเรื่องวุ่นๆในตัวเมือง

รถยนต์ถูกเคลื่อนแล่นไปจอด ณ ที่จอดรถที่ตระเตรียมไว้ถึงกับเป็นที่เฉพาะสำหรับแขก VIP ขาประจำ ส่วนตัวเด็กหนุ่มกับพี่เลี้ยงอีกสองคนเดินตรงเข้าไปในตัวฟาร์ม ที่อาคารคล้ายบ้านสร้างด้วยไม้ขัดเงามีบันไดเตี้ยๆ นำไปสู่ประตูเล็กๆสองบานแบบที่มักจะเห็นกันง่ายๆในภาพยนตร์คาวบอย

พี่เลี้ยงสองคนในชุดสูทสง่านั่นกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกหน้า ครั้นแล้วจึงผลักบานประตูเล็กๆนั้นให้เปิดออก เพื่อให้นายน้อยของเขาเดินเข้าไปได้โดยที่มือยังไม่จำเป็นต้องแตะต้องอะไร หนุ่มน้อยแย้มริมฝีปากสีแดงสวยนั้นเมื่อเห็นภาพหนุ่มใหญ่ในชุดเสื้อลายสก็อต กับกางเกงยีนส์เก่าๆ กำลังก้มๆเงยๆอยู่หลังเค้าท์เตอร์ไม้ที่ละลานตาไปด้วยขวดบรรจุไวน์สวยๆมากมายเป็นฉากหลัง

ชายหนุ่มผมสีบรอนด์ทองคล้องหมวกปีกสีทรายไว้ที่คอ ดวงตาสีเหล็กนั้นสอดส่ายมองความเป็นไป และปฏิกิริยาของผู้มาเยือนทุกคน จนต้องหยุดนิ่งแล้วเผยยิ้มออกมาในที่สุดเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กหนุ่มที่ยืนจ้องมาที่เขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจคาดเดาได้

“ อรุณสวัสดิ์ครับ คุณหนูบลูม... ” เขากล่าวทักอย่างเคยชิน ชายหนุ่มจำชื่อแขกเรื่อทุกคนของเขาได้ และยิ่งโดยเฉพาะขาประจำอย่างหนุ่มละอ่อนที่เขาเรียกว่า คุณหนูบลูม

“ ผมบอกให้เรียกออร์ลี่ไงล่ะฮะ ” เด็กหนุ่มหัวเราะร่า พูดอย่างเอาแต่ใจตัว พลางก้าวเท้าเข้ามาภายในบาร์เล็กๆแห่งนี้ ในยามเช้าผู้คนไม่มากไม่มายเหมือนดั่งเช่นกลางคืน ที่ชายวัยทำงานจะเข้ามาพูดคุยพบปะสังสรรค์ กินเหล้ากับเพื่อนฝูงหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดวัน เวลานี้มีเพียงชายวัยกลางคนจนถึงชายหญิงวัยชรากับอาหารเช้าง่ายๆเท่านั้น

ออร์แลนโด้ หยุดลงที่หน้าเค้าเตอร์ มองใบหน้าของหนุ่มใหญ่ตรงหน้านิ่งๆ รอยยิ้มใสไม่เจือนจางลงแม้แต่น้อย เขานั่งลงบนเก้าอี้ด้านหน้านั้น ก่อนจะกล่าวต่อ “ อรุณสวัสดิ์ฮะ...วิกโก้ ”

ภายในทุ่งหญ้าสีเขียวสดอ่อนไหว ล้อมรอบไว้ด้วยเส้นทางสีน้ำตาลเข้มตัดกันกับสีเขียวนั้น ที่รอบทางม้าวิ่งมีรั้วล้อมรอบไว้ ติดต่อกับโรงเลี้ยงม้าที่สร้างด้วยไม้สนสีแดง หลังคารูปโค้งทำจากสังกะสีทาด้วยสีเขียวเข้ม มีปล่องไฟก่อด้วยอิฐ ที่แห่งนี้ออกมาห่างจากบาร์เวสเทิร์นเล้าจ์ไม่ไกลไม่ไกล

ม้าใหญ่พ่วงพีสีขนเป็นเงาหลายตัว สีสันแตกต่างกันไปวิ่งเหยาะอยู่ในทุ่งใจกลางคอกกลางแจ้ง บางตัวกำลังกินหญ้า บางตัวกำลังได้รับการแปรงขนอย่างประคบประหงมจากผู้ดูแลสอง-สามคน พวกเขาล้วนสวมชุดสไตล์คาวบอย หลังจากก้มๆเงยๆแปรงขนม้า จึงเงยหน้าขึ้นร้องทักนายจ้างและผู้มาเยือนที่แสนคุ้นหน้าคุ้นตา

“ อรุณสวัสดิ์ครับคุณวิกโก้ ! คุณหนูบลูม !”

ออร์แลนโด้นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาว ที่หูและหางของมันแกมด้วยสีน้ำตาล เข้ากับบังเหียนและสายบังคับสีน้ำตาลเข้มเช่นเดียวกัน เขาจับสายไว้มั่นก่อนจะรั้งสายเพื่อให้ม้าหยุดเมื่อคนงานทักทายเขา “ อรุณสวัสดิ์ฮะ !” เด็กหนุ่มทักทายอย่างสดใส

วิกโก้ เดินตามมาใกล้ๆกัน ชายหนุ่มจูงม้าสีน้ำตาลดำเข้ม หมวกปีกสีทรายถูกดึงขึ้นมาสวมไว้ “ อรุณสวัสดิ์ ! เป็นไงบ้างเม้าส์ ” เขาถามไถ่ “ หวังว่าม้าทุกตัวในคอกของฉันจะสบายดี ”

ชายร่างเล็กที่ถูกเรียกว่า เม้าส์ หัวเราะคิกคักพลางส่ายศีรษะ “ กินอิ่มนอนหลับดีทุกตัวครับคุณวิกโก้ ก็คุณเล่นถามผมแบบนี้ทุกวัน ผมคงไม่ลืมให้อาหารบำรุงพวกมันสักตัวเดียวหรอก ” เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปหาออร์แลนโด้ แล้วยิ้มให้ “ โดยเฉพาะเจ้าอาร็อดของคุณหนูบลูม ”

ออร์แลนโด้ บลูม ใช้เวลาว่างในช่วงสุดสัปดาห์ที่ฟาร์มแห่งนี้ และจะอดรนทนไม่ได้เลยหากไม่ได้มาที่นี่สักหนึ่งครั้งในเจ็ดวัน หนุ่มน้อยมาเยือนที่นี่เป็นครั้งแรกเมื่อเขาอายุเพียง 12 ปีกับคุณพ่อนักธุรกิจชื่อดัง ที่นานๆครั้งจะกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านที่เมืองเล็กๆแห่งนี้

Grand Pony Field ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งไม่คาดหวังผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ ที่เกิดจากความชอบจนถึงคลั่งไคล้ของเศรษฐีหนุ่มที่เกิดและโตในแทบชานเมืองนี้อย่าง วิกโก้ มอเทนเซ่น โน้มน้าวใจเด็กน้อยวัย 12 อย่างออร์แลนโด้ให้กลายเป็นผู้คลั่งไคล้คาวบอยตะวันตกอย่างเข้าสายเลือด
เริ่มจากคุณพ่อก็ชื่นชอบโปรดปรานเรื่องนี้ไม่มากไม่น้อยไปกว่าวิกโก้ จึงฝากฝังให้วิกโก้เป็นคนสอนให้ออร์แลนโด้ขี่ม้า ใช่แล้ว...วิกโก้เป็นผู้สอนให้ขี่ม้า วิกโก้ให้เจ้าอาร็อดเป็นของขวัญวันเกิดอายุ 15 ปีและเลี้ยงดูปูเสื่อให้อิ่มหนำ วิกโก้เป็นคาวบอยที่เท่ที่สุดในสายตาของหนุ่มน้อยคนนี้เสมอมา

แท้จริงแล้วเหตุผลที่ทำให้คลั่งไคล้คาวบอย

แท้จริงแล้วเหตุผลที่ทำให้ต้องมาเหยียบฟาร์มนี้ทุกสุดสัปดาห์

แท้จริงแล้วเหตุผลที่ทำให้ออร์แลนโด้ไม่สามารถนึกเบื่อหน่ายกับการขี่ม้า หรือทำตามความฝันของผู้เป็นพ่อนั้น

แท้จริงแล้ว...เหตุผลนั่นก็คือเขาคนนี้ วิกโก้ มอเท่นเซ่น

“Cutting through the darkest night with my two head lights
Trying to keep it clear, but I'm losing it here, to the twilight
There's a dead end to my left, there's a burning bush to my right
You aren't in sight, you aren't in sight”

ในขณะที่ออร์แลนโด้พาม้าวิ่งออกกำลัง เขามองเห็นวิกโก้ยืนพิงแนวรั้วนั้นจ้องมองมาที่เขาซึ่งกำลังสนุกสนานด้วยรอยยิ้ม เด็กหนุ่มยิ้มตอบพลางตะโกน “ จริงๆแล้วผมอยากขี่ม้าได้เก่งเหมือนคุณ ได้แค่ครึ่งหนึ่งของคุณผมก็ดีใจ ” เขาว่า พลางชะลอม้าเมื่อเข้ามาใกล้ร่างสูง ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า “ คุณขี่ม้าแข่งได้ บังคับม้าได้เหมือนกับว่าคุณสามารถคุยกับมัน สุดยอดไปเลยฮะวิกโก้ ! คุณทำได้ยังไงนะ? ”

วิกโก้หัวเราะเมื่อจ้องเข้าไปในดวงตากลมโตช่างฝันนั้น ค่อยๆเดินเข้าไปจูงเจ้าอาร็อดออกมาอีกทาง กระชับบังเหียนให้ ก่อนจะตบเบาๆที่ต้นคอของมัน “ แค่นี้ผมก็ว่าคุณก็เป็นเด็กอายุสิบเจ็ดที่คุยกับม้าได้เป็นเรื่องเป็นราวที่สุดในโลกแล้วล่ะครับ คุณหนูบลูม ”

ชายหนุ่มเหลือบสายตากลับมาก็พบว่าใบหน้ายิ้มแย้มนั้นไม่ยิ้มอีกต่อไปแล้ว สองคิ้วโก่งขมวดยุ่งแถมทำแก้มป่อง ออร์แลนโดเดินเข้ามาหาก่อนจะชกเบาๆที่ต้นแขนแข็งแรงของวิกโก้ “ บอกให้เรียกว่าออร์ลี่ แล้วที่สำคัญก็อย่าแอบฟังเวลาผมคุยเรื่องอะไรกับอาร็อดนะฮะ ”

เสียงหัวเราะใสของคนสองคนลอยไปกับสายลม วิกโก้ขึ้นขี่บนหลังเจ้าอาร็อดก่อนจะยื่นมือส่งให้ออร์แลนโด้ที่ยืนยิ้มด้วยแววตาชื่นชม เด็กหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วรู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าว เขาวางมือเรียวขาวนุ่มนิ่มนั้นให้มือหนากระชับไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นบนหลังม้าขาวในการควบคุมของวิกโก้

“ จับสายบังคับไว้ ผมจะสอนทริคเล็กๆให้ก็แล้วกัน คุณคงยังไม่จำเป็นต้องขี่ม้าแข่งตอนนี้หรอก ” วิกโก้ยิ้มกระซิบที่ข้างหู ออร์แลนโด้ไม่ได้ตอบอะไร วิกโก้ไม่มีทางเห็นหรอกว่าแก้มใสๆนั้นแดงยิ่งกว่าลูกเชอรี่ในสวนของเขาเสียอีก

ร่างบางจับสายบังคับไว้หลวมๆ แล้วมือหนาก็กุมทับไว้ วิกโก้ขยับตัวให้เข้าที่ “ ไปล่ะนะ !” หนุ่มใหญ่บอกพลางตีสายบังคับ อาร็อดยกขาข้างหนึ่งขึ้นๆลงๆแล้วขยับหัวของมัน ดูราวกับว่ามันกำลังเต้นระบำน่ารักน่าชัง ครั้นแล้วมันจึงทะยานออกไปเบื้องหน้า กระโจนข้ามออกนอกรั้วไม้ออกไปยังทุ่งหญ้าเบื้องหน้าโลดแล่นดุจสายลม

ในอ้อมกอดที่ดูคล้ายกอดแต่ไม่ใช่กอดนั้น ออร์แลนโด้ยิ้มไม่จาง เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงพูดทุ้มต่ำของวิกโก้ “ รู้สึกยังไงบ้าง? ”

“ รู้สึก...ดีฮะ ” เสียงหนึ่งตอบแผ่วเบา วิกโก้เลิ่กคิ้วพลางก้มลงใกล้ เงี่ยหูฟังคำตอบของหนุ่มน้อยอีกครั้ง “ แต่ผม...อยากให้คุณเป็นคนพาผมมาแบบนี้มากกว่าที่ผมจะบังคับอาร็อดออกมาเอง ”

“Do you want me … Like I want you” เสียงหวานลอดออกจากริมฝีปากบางสีพีช วิกโก้นิ่งเพื่อฟังมันให้ชัด ก้มลงใกล้แก้มเนียนนั้น พลางชะลอม้าให้ค่อยๆเดินแล้วหยุดลงบนเนินที่ปูครอบด้วยผืนหญ้า

“Or am I standing still
Beneath the darkened sky
Or am I standing still
With the scenery flying by
Or am I standing still
Out of the corner of my eye
Was that you
Passing my by”

เสียงนั้นค่อยๆสั่นเครือแล้วเงียบลง ออร์แลนโด้ก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไรอีก สายลมเย็นบริสุทธิ์ปะทะใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขา พัดชะเอาหยดน้ำอุ่นๆจากที่ใดที่หนึ่งลงบนโหนกแก้มของวิกโก้ เขาหลับตาลงข้างหนึ่งตามสัญชาตญาน ก่อนจะได้คิดว่าหยดน้ำนั้นคืออะไร

“ วิกโก้... ” ออร์แลนโด้เอ่ยขึ้นในที่สุด อย่างแผ่วเบาและเลือนลาง “ ผมต้องไปเรียนต่อที่ลอนดอน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาที่นี่อีก ”

“ ไป...ไปเมื่อไหร่? ”

“ เดือนหน้าฮะ --- ผมมาวันนี้ก็เพื่อจะบอกลา แล้วก็บอกคุณว่า... ” คำพูดนั้นเหมือนกับถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอ ออร์แลนโด้อึกอักพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่แล้วก็ยิ้มราวกับหัวเราะตัวเองออกมาในที่สุด “ ผมรักคุณฮะวิกโก้ ”

ไม่มีใครเอ่ยถ้อยคำใดออกมาอีก ด้วยไม่ว่าจะยังนึกคำลาดีๆไม่ออก หรือกำลังทบทวนคำบอกลาของอีกคนที่เด็กกว่า แต่สิ่งเหล่านั้นก็เหมือนกับถูกแกล้งลืมไป ไม่มีคำตอบรับและไม่มีคำถามซักไซ้ ออร์แลนโด้เอนกายพิงกับแผ่นอกอบอุ่น

“ ผมจะรอวันที่จะได้กลับมาอีกนะฮะ ”

“ อืม... ”

วันนั้นคือครั้งสุดท้ายของออร์แลนโด้ที่ Grand Pony Field โดยยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไร หรือจะได้กลับมาอีกไหม



“Mother's on the stoop, boys in souped up coupes, on this hot summer night
Between fight and flight is the blind man's sight and a choice that's right
I roll the window down, feel like I'm, I'm gonna drown, in this strange town
Feel broken down, I feel broken down”

ไม่มีแม้เงาของวิกโก้ที่สนามบิน เสียงฮัมเพลงราวกับบ่นกับตัวเองของออร์แลนโดดังเคล้าเคลียกับสายลมแห่งทุ่งหญ้าเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาจ้องมองไปที่ทางเดินผู้โดยสารสลับกับเบื้องหลัง หวังจะได้เห็นร่างสูงที่คุ้นตาแม้เพียงเสี้ยวหน้า หากแต่...ไม่มีเลย

.
.
.

จดหมายทุกฉบับบรรจงเขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบ นิ้วมือตวัดเส้นอักษรอ่อนช้อยด้วยความตั้งใจ ติดแสตมป์และจ่าหน้าซองถึงคนคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกล เล่าเรื่องอากาศอันแสนโหดร้ายของเมืองใหญ่นี้ เล่าความรู้สึก เล่าความคิดถึง เล่าความห่วงหาอาทร และความรักที่มีให้อย่างไม่ปิดบัง

ที่ลอนดอนอะไรก็ดูย่ำแย่ไปหมดสำหรับออร์แลนโด้ เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว หากแต่อยู่กับผู้เป็นพ่อและแม่ ไม่มีใครกลับไปเยือนบ้านที่เมืองเล็กๆแสนสงบสุขนั้น ราวกับมันถูกลืมและเก็บใส่หีบไว้เบื้องหลัง

“ คงจะมีแต่ผมล่ะมั้ง ที่ลืมที่นั่นไม่ได้ ” เด็กหนุ่มพึมพำ “ คุณไม่เคยบอกผมว่ารู้สึกต่อผมอย่างไร แต่ผมจะรอ รอ รอ และจะทนรอต่อไป ” พลางเขียนข้อความนั้นลงในกระดาษจดหมายสีขาวเรียบๆ “ ด้วยรักและคิดถึง... โอ.บลูม ” บรรทัดสุดท้ายจบลง เขาพับกระดาษใส่ซองสีน้ำตาล ส่งมันไปทุกฉบับที่เขาเขียน แต่กลับไม่เคยได้รับตอบกลับมาสักฉบับเดียว

ออร์แลนโด้ไม่เคยได้นับว่านานเท่าไรที่เขาจากบ้านมา ไม่นับว่านานเท่าไรที่ไม่ได้ขี่ม้า ไม่ได้เห็นท้องทุ่งบาร์เล่ย์ ไม่ได้ชิมองุ่นสดๆจากต้นของมัน เขายังไม่เคยคิดอยากจะนับให้ทรมานตัวเอง แล้วก็ไม่คิดจะจำ

“Do you need me … Like I need you
Or am I standing still
Beneath the darkened sky
Or am I standing still
With the scenery flying by
Or am I standing still
Out of the corner of my eye
Was that you
Passing my by”


Sweet sorrow, He said call tomorrow
Sweet sorrow, He said call tomorrow

“Do you love me … Like I love you” ร่างบางสวมเสื้อสเวตเตอร์สีดำกับกางเกงขายาวสีเดียวกัน ก้าวเท้าลงจากรถยนต์สีดำขัดจนมันวาววับ เมื่อมันแล่นผ่านป้ายไม้สักเคลือบเงาก็พบกับป้ายขนาดใหญ่อันหนึ่งใกล้ๆนั้น -- Now close! Until… --

บานประตูไม้สไตล์ตะวันตกของเวสเทิร์นเล้าจ์ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ด้านในไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ผิดหูผิดตาตรงที่ไร้วี่แววของใครเลยในนั้น ออร์แลนโด้ถอนหายใจยาวอย่างใจหาย แต่สติก็กลับถูกเรียกคืนอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกุกกักหลังเคาท์เตอร์

“ ไม่เปิดนะครับ !” ร่างสูงใบหน้าคมรับกับเส้นผมสีบรอนด์ทองโผล่ขึ้นมาจากหลังเคาท์เตอร์ เขาสวมเสื้อเชิ๊ตและคล้องหมวกปีกสีน้ำตาลใบเดิม ทั้งสองนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึง จนออร์แลนโด้พูดทำลายความเงียบขึ้น

“ อรุณสวัสดิ์ฮะวิกโก้ ”

“ อ..อรุณสวัสดิ์...มิสเตอร์บลูม ” หนุ่มใหญ่กล่าวราวกระซิบ จนแล้วจนรอดก็เผยยิ้มกว้างสดใสพร้อมด้วยเสียงหัวเราะ “ คุณหนูบลูมของผมหายไปไหนเสียแล้วนะ !”

“ โอ...วิกโก้ ผมคิดถึงคุณนะฮะ ”

ทุกอย่างในฟาร์มม้ายังคงดำเนินอยู่เหมือนเดิมและสม่ำเสมอ หากแต่มันช่างเงียบเหงาไปมากโดยเฉพาะในฤดูหนาวเช่นนี้ ออร์แลนโด้นั่งบนขอบรั้วคอกม้า ส่วนวิกโก้ยืนอยู่ใกล้ๆแหงนหน้ามองสำรวจความเปลี่ยนแปลงของคนที่เคยเป็นหนุ่มน้อย

“ ทำไมคุณถึงปิดฟาร์มล่ะฮะ? แบบนี้คุณไม่เหงาแย่เหรอ คุณเองก็ตัวคนเดียว ” ออร์แลนโด้ถาม สายตาของเขายังคงมองไปรอบๆตัว สูดอากาศบริสุทธิ์แห่งท้องทุ่งเข้าเต็มปอด

“ เหตุผลส่วนตัวน่ะ ” วิกโก้ตอบ “ แต่พรุ่งนี้ก็จะเปิดอีกครั้งแล้ว ” หนุ่มใหญ่ยิ้มสุขุม เขาก้มลงมองที่มือของตัวเองพลางถูมันเข้าด้วยกันเพื่อไล่ความหนาว

“ เอ? โชคดีจัง จะเปิดอีกครั้งตอนผมกลับมาพอดิบพอดี ”

“ ใช่...เพราะมันปิดในวันที่คุณไป และจะเปิดอีกครั้งเมื่อคุณกลับมา...ออร์ลี่ ”

จดหมายทุกฉบับที่ไม่ได้เคยได้รับตอบถูกเก็บไว้ในหีบใบโตคล้องไว้ด้วยกุญแจ วิกโก้ตอบมันทุกคำถามและเล่าความเป็นไปของเขาไว้ด้วย หากแต่ไม่ได้ถูกส่งไปเลยแม้แต่ฉบับเดียว

ออร์แลนโด้หยิบมันขึ้นมาดูอันหนึ่ง น้ำใสๆคลออยู่ในคลองตาในทันทีเมื่อเปิดอ่าน ร่างบางอ่านออกเสียง “ ผมจะบอกคุณได้อย่างไร ในเมื่อผมเองยังไม่กล้าบอกตัวเองเลยว่า...แท้จริงผมรักคุณแค่ไหน ” ลากสายตาไปตามตัวอักษรที่ออกจะอ่านยากไปสักนิด “ ด้วยรัก ” เขาเน้นเสียง “ และคิดถึง... วี.มอเทนเซ่น ”

วิกโก้ยิ้มให้ก่อนจะโอบกอดร่างนั้นเอาไว้แนบแน่น ออร์แลนโด้ทิ้งจดหมายร่วงสู่พื้นพรมของตัวบ้านที่แสนอบอุ่น ไฟในเตาผิงยังลุกโชติช่วงวาววาบที่ขอบสายตา สะท้อนดวงตาสีช็อกโกแล็ตหวั่นไหวรื้นอยู่ลึกๆ

“ คุณอายุเท่าไหร่แล้วนะคุณหนูบลูม? ” วิกโก้กล่าวถามอย่างอ่อนโยน ลูบระเรื่อยบนเส้นผมสีดำที่ถูกตัดให้สั้นลงกว่าเมื่อก่อนมากเอาการอยู่

“ ยี่สิบเจ็ดฮะ ”

“ สิบปีเชียวหรือเนี่ย? ”

“ ใช่ฮะ...สิบปี......สิบปีที่คุ้มค่ากับการรอคอย คุณไม่ได้มองข้ามผมไปจริงๆ ”


“Or am I standing still
Beneath the darkened sky
Or am I standing still
With the scenery flying by
Or am I standing still
Out of the corner of my eye
Was that you
Passing me by

Are you passing me by
Passing me by
Do you want me
Passing me by

Do you need me
Like I need you too
And do you want me
Like I want you

Are you passing me by
Or am I standing still”

 

... The End …
:: Thank you for reading ::

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1