The Red Book Story
- 1 -
Crossover Fiction by Tong
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
วันที่ 30 ธันวาคม 2000
กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ,
ร่างเพรียวเดินก้าวเท้ารีบๆ ย่ำผ่านพื้นถนนเฉอะแฉะด้วยฝนปรอยๆ ที่เพิ่งจะหยุดลงได้ไม่นานมานี้ เขาล้วงมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อโค้ชเนื้อหนา ไอจางๆ พวยพุ่งผ่านริมฝีปากเมื่อเขาถอนหายใจไล่ความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดจากการรีบเร่งฝีเท้าให้ถึงที่กำบังใดก็ได้ ก่อนที่หิมะจะตกลงมาในอีกไม่ช้า
เด็กหนุ่มแหงนหน้ามองป้ายขนาดไม่ใหญ่หน้าประตูไม้สีน้ำตาลเข้มขัดเงาฉลุบานกระจกใส ที่หูจับคล้องไว้ด้วยป้ายห้อยไว้กับโซ่สีทอง "OPEN" รั้วเหล็กดัดสีดำมะเมื่อมทอดเงาเตี้ยๆ เบื้องหน้า ใบหน้าหล่อคมสันฉายแววความไม่แน่ใจชั่วครู่ เขาชะแง้มองภายในให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูนั้นให้เปิดออก
"สวัสดีครับ"
ภายในเงียบสงัดราวกับไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่แรงลมพัด ดวงตาสีฟ้าอมเทาสอดส่ายสำรวจทั่วบริเวณ เค้าเตอร์ไม้โอ๊คขัดเงาบริเวณด้านหน้าว่างเปล่า ตู้หนังสือเก่าเรียงรายเป็นซองมากมาย กระทั่งชั้นสองและอีกหลายๆ ชั้นทอดสูงขึ้นไปด้านบน เด็กหนุ่มเดินเข้าไป ณ ใจกลางสถานที่แห่งนี้ ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองกระจกสีรูปวงกลมที่นำพาแสงเรืองๆ สะท้อนลงมายังพื้นหินอ่อนลายนาฬิกาเรือนยักษ์ ซึ่งเขายืนเหยียบอยู่ในขณะนี้
"ว่าไงพ่อหนุ่ม มาหาหนังสืออะไรถามได้นะ" เสียงห้วนแหบดังมาก่อนตัวของชายชราหลังงองุ้ม ผมสีดอกเลาหยิกหยอยยุ่งเหยิง เขากำเชิงเทียนไว้ในมืออันเหี่ยวย่น พลางหันมาจ้องสายตาวาวเหลืองนั้นที่เด็กหนุ่มเขม็ง
"เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก" ร่างเพรียวเดินจ้ำอ้าวพรวดเดียวถึงบันได ก่อนจะก้าวยาวๆ ขึ้นไปทีละสองสามขั้นอย่างไม่ลังเล
"ฟู่...น่ากลัวชะมัดยาด" เขาพึมพำ พลางเอื้อมมือขึ้นปัดฮู้ดของเสื้อโค้ชสีน้ำตาลที่เขาสวมใส่ลง เส้นผมสีน้ำตาลบลอนด์เปียกชื้นนิดๆ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ทรงผมที่ถูกตัดซอยจนสั้นตามที่เด็กหนุ่มวัยนี้นิยมเสียรูปทรงไปนัก
เรียวนิ้วยาวลากไว้บนสันหนังสือที่เขลอะไปด้วยฝุ่นจับหนาทีละเล่มอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้เวลาหลบความรุนแรงของพายุหิมะที่โหมกระหน่ำอยู่ด้านนอกในร้านหนังสือเก่าแห่งนี้มาร่วม 3 ชั่วโมงเต็ม เขาพบหนังสือที่ต้องการหลายเล่ม นำมากองไว้ต่างหาก และกะว่าเมื่อจัดการเช่าเรียบร้อยก็จะกลับที่พัก แต่หิมะห่ามหึมาด้านนอกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายความรุนแรงได้ง่ายๆ ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแผน
หาหนังสืออ่านเล่นไปพลางๆ ก่อนดีกว่า เขาคิดในใจ ในขณะที่บังเอิญเดินไปเจอกับบันไดที่วางพาดพิงชั้นหนังสืออยู่ เขาปีนขึ้นไปเกือบสูงสุด แล้วสุ่มดึงหนังสือออกมาหลากหลายเล่ม แต่ก็กลับเก็บมันเข้าไปที่เดิม ยกเว้นแต่หนังสือเล่มหนาเตอะที่มีฝุ่นจับกรัง ที่ไม่มีชื่อหนังสือปรากฏที่สันปกเล่มหนึ่ง
เมื่อดึงออกมาและใช้มือลูบฝุ่นออกก็พอจะมองเห็นได้ว่าปกหนังสือเล่มนี้เคยเป็นสีแดง มือเรียวค่อยๆ เปิดดูเนื้อหาภายในผ่านๆ ก็พบว่ากระดาษกรอบยับสีน้ำตาลนั้นถูกเขียนด้วยหมึกโบราณ
"หนังสือกี่ปีกี่ชาติกันฟะเนี่ย" เขารำพัน ก่อนจะไต่บันไดลงมาโดยไม่ลืมจะคว้าหนังสือปกสีแดงนั้นติดมือมาด้วย
ใช่...หนังสือปกแดง
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
เด็กหนุ่มยกมือลูบปลายคางของตนทำท่าครุ่นคิด เขาลากสายตาไล่อ่านข้อความเบื้องหน้าไปทีละตัวอักษร ก่อนจะพ่ายแพ้ความง่วงงุน เอามือป้องปากหาววอดใหญ่ จนก้มหน้าฟุบลงกับกองหนังสือกองโตตรงหน้าในที่สุด ทว่าฝันหวานมีอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็กลับถูกขัดจังหวะขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ใกล้ๆ ระบบสั่นทำเอาโต๊ะคลอน
ร่างเพรียวขยับเล็กน้อย เขาเอื้อมมือควานสะเปะสะปะบนโต๊ะนั้นจนเจอโทรศัพท์ ก่อนจะคว้าหมับไว้ในมือ กดรับสาย แล้วเอามาแนบหู "ฮาโหล"
"ห้าโหล สี่โหล สามโหลอะไรอยู่! งานไปถึงไหนแล้ว ได้อะไรมาบ้างหรือเปล่าหาไอ้ดอม!" เสียงแวดๆ ลอดผ่านมาตามสาย ทำเอาพ่อหนุ่มดอมินิกของเราสะดุ้งโหยงสุดตัว
ดอมินิกดึงโทรศัพท์ให้ห่างหู ก่อนจะเบิ่งตาดูในหน้าจอโทรศัพท์ให้ชัดๆ อีกทีว่าใครเป็นผู้โทรมา และนั่นก็ทำให้เขาถึงกับอยากเขกกะโหลกตัวเองนักหนา กะว่าจะไม่รับแล้วเชียว "เออ หามาได้แล้วโว้ย"
"ได้กี่เล่ม แล้วมีเนื้อหาเยอะหรือเปล่า?" ปลายสายยังคงถามฉอดๆ ด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง
"ได้ห้าเล่ม ยังอ่านไม่ได้ถึงเล่มเลย"
"โธ่...ไอ้เบื๊อก งานจะต้องส่งอยู่รอมร่อแล้วยังไม่ไปถึงไหนเลย นี่ขนาดถ่อไปถึงลอนดอนแล้ว แกยังได้หนังสือมาแค่ห้าเล่มเองเนี่ย ไม่รู้จะด่าแกว่าอะไรว่ะ"
"เฮ้ย พูดงี้ก็มีเฮดิ ห้าเล่มแต่อย่างหนานะเว้ย อ่านมาหลายชั่วโมงแล้วยังไม่จบเลยเนี่ย เอาแต่ด่าชั้นแล้วแกน่ะทำอะไรบ้างฟะไอ้ออร์ลี่!" คำด่าจากเพื่อนซี้เรียกสติของดอมินิกกลับมาจนตื่นเต็มตา เข้ากรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์เอาคืนชุดใหญ่ แทบหายใจไม่ทัน "ที่สำคัญก็เหลือเวลาอีกตั้งอาทิตย์นึงเต็มๆ แกจะรีบส่งไปไหนนักหนา"
"อีกหนึ่งอาทิตย์!! พูดมาได้...หนึ่งอาทิตย์ที่ว่าเนี่ยมันเวลาเที่ยวปีใหม่ชั้นนะโว้ย แกไม่คิดจะเที่ยวไหนปีใหม่บ้างหรือไงไอ้ด๊อม" ออร์ลันโด้ทำเสียงสูง เขาพูดเร็วรวดเดียวแทบจะฟังไม่ทัน น้ำเสียงลุกลี้ลุกลนนั้นทำให้ดอมินิกเดาสีหน้าของเพื่อนได้ไม่ยากเย็น
"ชั้นก็มาลอนดอนแล้วนี่ไง ไม่เที่ยวมันแล้ว เหนื่อย! เบื่อ! เซ็งโว้ย!!" หนุ่มหน้าหล่อฟุบหน้าลงโขกหน้าผากตัวเองกับหนังสือเก่าที่วางแบอยู่ด้านหน้าอีกสามโป้ก "แล้วทำไมแกโทรจิกชั้นคนเดียววะ ไอ้บิลลี่? ไอ้ฌอนล่ะ? มันทำงานไปถึงไหนแล้ว"
"สองคนนั้นไม่ได้อะไรเลยไง ก็รอความหวังจากแกคนเดียวอ่ะแหละ... แล้วนี่แกจะกลับแมนเชสเตอร์วันไหนล่ะเนี่ย จะได้เอาหนังสือมาให้ชั้น"
"พรุ่งนี้"
"นรก! พรุ่งนี้บ้าอะไรล่ะ พรุ่งนี้ชั้นไปเที่ยวปีใหม่แล้วเฟ้ย"
"แล้วแกจะให้ชั้นร่อนส่งไปให้แกวันนี้รึไง แหกตาดูนาฬิกาบ้างนี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ตีสอง!! แกถลึงตาโตๆ ของแกมองเลย ตีสองเว้ย!!" ดอมินิกสุดจะทน ความง่วงกับความหงุดหงิดที่โดนปลุกให้ตื่นยามวิกาลกำลังครอบงำทำให้เขากลายเป็นภูติแหวนนาซกูลได้ยังไงอย่างงั้น
อีกเสียงปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับมาอย่างสำนึก...นิดหน่อย "เออๆๆ ถ้าเป็นพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องเอามาให้ชั้นแล้ว แกอ่านเองไปเลย สรุปด้วย จบแล้วก็เอาไปฝากไว้ที่บ้านชั้นแล้วกัน"
"บ้านแก? แกมีบ้านที่แมนเชสเตอร์ด้วยเหรอ?" เด็กหนุ่มผงกหัวขึ้นมา พลางเอามือยีหัวตัวเองด้วยความงงงวยอย่างหาที่สุดไม่ได้
"บ้าเรอะ บ้านที่ลอนดอนสิ ถ้าแกไม่ทำก็ไม่จบกันหมดทั้งกลุ่มนะเว้ย แค่นี้นะ ไปล่ะๆ"
"ลอนดอน!!! งั้นชั้นก็ต้องเดินทางไปมาบ่อยๆ อะดิ่ ไอ้ออร์ลี่!! เฮ้ย!!...ออร์ลันโด้..........เฮ้อ.........." ดอมินิกลดมือลงก่อนจะพับปิดโทรศัพท์วางไว้ที่เดิม เขาใช้นิ้วชี้เกี่ยวถ้วยกาแฟที่วางอยู่ที่มุมหนึ่งของโต๊ะเข้ามาหาตัว ก่อนจะซดกาแฟที่เย็นชืดไปแล้วเข้าไปอั่กๆ ร่างเพรียวยืดตัวขึ้นนั่งพิงพนักเก้าอี้ พลางถอดถอนหายใจออกมายาวๆ แสดงถึงความเหนื่อยหน่ายสุดชีวิต
ดอมรู้สึกหดหู่สุดชีวิตที่เหมือนถูกทิ้งให้ทำวิทยานิพนธ์นี้แต่เพียงผู้เดียว โดยเพื่อนๆ แห่กันไปเที่ยวปีใหม่กันหมด นักศึกษาปีสุดท้ายภาควิชา Art, Histories and Cultures สาขาโบราณคดีวิทยาแห่ง The University of Manchester เครียดจนไม่รู้จะระบายออกด้วยวิธีใด จนต้องมุดหัวยีกับหนังสือเล่มเก่าแก่ตรงหน้าไปมาอย่างสุดทน โธ่...โถ...ดอมินิก
ใช่...ต้องคลายเครียดก่อนที่จะทำงานต่อไปได้... แสงไฟแห่งปัญญาจุดขึ้นใสสมองอันว่างเปล่าของเด็กหนุ่มผู้กำลังโดนความเบื่อหน่ายครอบงำ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง จนหยุดลงที่หนังสือเล่มหนาที่เขาหอบหิ้วติดมือมาด้วยจากร้านเช่าหนังสือเก่า กะว่าจะอ่านแก้เซ็งระหว่างการเดินทางกลับแมนเชสเตอร์ในวันรุ่งขึ้น
ฝ่ามือยาวค่อยๆ พลิกหน้าปกหนังสือออกเปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรกอย่างระมัดระวัง "There & Back Again... A Hobbit's Tale โดย บิลโบ แบ้กกิ้นส์" บนใบหน้าของเด็กหนุ่มปรากฏรอยความสงสัย เขาลากสายตาอ่านต่อไปช้าๆ "The Lord of the Ring โดย โฟรโด แบ้กกิ้นส์"
ตัวอักขระที่ใช้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะมีรูปร่างคล้าย บางคำเป็นรากฐานกัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นตลอดการอ่าน "อาร์นอร์?......ดูเนไดน์?..........ฮอบบิท?" นิยายเรื่องนี้ท่าทางจะสนุกเสียแล้ว
"พาลันเทียร์......อุปกรณ์ที่ซารูมาน ใช้สื่อสารกับจอมโฉดเซารอนแห่งมอร์ดอร์" ฟ้าด้านนอกเริ่มสว่าง แต่ดอมินิกยังคงขะมักเขม้นกับการอ่านหนังสือปกแดงเล่มเดิม เขาลืมเวลาไปเสียสนิท เด็กหนุ่มนั่งพินิจจ้องรูปภาพประกอบที่ถูกวาดเอาไว้อีกหน้า มันคือพาลันเทียร์ตามที่ผู้เขียนเรื่อง โฟรโด แบ้กกิ้นส์ กล่าวอ้างไว้
วงกลมสีดำมะเมื่อม ภายในปรากฏรูปดวงตาที่ไม่เคยหลับ ไฟกัลป์ลุกโชนอยู่ในดวงตาที่คอยสอดส่ายไม่รู้หลับ ดวงตาของเซารอน ดาร์กลอร์ดแห่งมอร์ดอร์
...ดอมินิก.........
"เฮ้ย..." ดอมสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันขวับไปด้านหลังเพื่อหาต้นเสียง เขารู้สึกวาบที่สายตาราวกับเห็นลูกไฟลูกใหญ่เล่นเอาตาพร่า นี่เขาคงจะใช้สายตามากเกินไปจนล้า เด็กหนุ่มคิดในใจ พลางยกมือขึ้นคลึงที่หว่างคิ้วเบาๆ "กลับบ้านได้แล้วมั้งนี่"
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ระหว่างการเดินทางกลับแมนเชสเตอร์ ดอมินิกไม่ได้หยิบหนังสือปกแดงมาอ่านต่ออย่างที่ตั้งใจไว้ เขาใช้เวลาไปกับหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มที่หามาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบวิทยานิพนธ์ ส่วนหนังสือปกแดงถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางลำพัง
จนคืนนั้น
ดอมินิกกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้า และพบว่าพ่อแม่กับพี่ชาย พากันไปเที่ยวปีใหม่กันหมดบ้านโดยไม่รอเขา ที่อุตส่าห์อาสาเพื่อนๆ ไปลอนดอนคนเดียวอย่างเสียสละแท้ๆ ทำดีไม่เคยได้ดีตอบกลับมาเลย เขาคิด
เขาทิ้งร่างลงบนโซฟาตัวนุ่มภายในห้องนั่งเล่นของบ้าน เตาผิงถูกจุดเอาไว้ให้ความอบอุ่น เขาปิดเปลือกตาลงช้าๆ ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย และอาการปวดศีรษะเนื่องจากใช้สายตามากให้หายไป ริมฝีปากบางผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด "เบื่อ......." คำเดียวเท่านั้นที่ถูกเปล่งออกมา แต่สามารถบอกความรู้สึกของเขาได้หมดสิ้น
ในเวลาสงบๆ เช่นนี้ เขานึกถึงหนังสือปกแดงที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขาขึ้นมาได้ นี่คงเป็นเวลาเหมาะที่เขาจะได้ติดตามเรื่องราวการผจญภัยของโฟรโดและเพื่อนๆ ต่อไป เรื่องราวของบิลโบในครึ่งแรกของหนังสือนั้น เล่าถึงการเดินทางของฮอบบิทที่ต้องการออกไปเปิดหูเปิดตา จนเผชิญเข้ากับเรื่องแปลกๆ น่าสนุกท้าทาย แต่เรื่องราวของโฟรโด หลานรักของบิลโบนี่สิกลับแตกต่างออกไป เขาเริ่มออกผจญภัยด้วยความไม่เต็มใจ แต่นั่นก็เป็นภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ทุกเผ่าพันธุ์ต้องพึ่งพา
เขาต้องนำแหวนแห่งอำนาจไปทำลายที่มอร์ดอร์ พร้อมกับเหล่าพันธมิตรแห่งแหวนทั้ง 9
ดอมินิกหลงรักโฟรโดเสียแล้ว เขาหลงรักสำนวนที่โฟรโดใช้เล่าเรื่องนี้ จนเขานึกเลยไปถึงว่าใครกันแน่ที่เป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา ช่างคิดช่างทำ แถมบอกว่าตัวเองเป็นฮอบบิทเสียอีกนี่ ถ้าให้เดาตามความรู้สึกแล้ว โฟรโด แบ้กกิ้นส์คงเป็นชายชราหน้าตาดูใจดีแหงๆ
นิ้วเรียวคาดหน้าหนังสือที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะพลิกครั้งเดียวไปถึงเรื่องราวซึ่งว่าด้วยพาลันเทียร์ของซารูมาน พ่อมดขาวแห่งไอเซนการ์ด แม้ว่าโฟรโดจะใช้สำนวนน่าอ่านสักแค่ไหน แต่ดอมินิกก็ยังรู้สึกแขยงทุกทีเมื่อเปิดปลับกลับมาเจอดวงตาลุกโชนด้วยเปลวไฟนี้
ขณะนี้เวลา 11:59PM ดอมินิกยังไม่ได้อ่านไปถึงไหนนอกจากจ้องมองดวงตานั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ มันกำลังมองเขาอยู่หรือเปล่า?
ลากมือลงบนแผ่นกระดาษ นี่คือพาลันเทียร์ เครื่องมือที่ซารูมานใช้ติดต่อสื่อสารกับจอมโฉดเซารอน ในยุคที่สามของโลก
สงครามชิงแหวนครองพิภพ เรื่องราวการผจญภัยของโฟรโด แบ้กกิ้นส์ ฮอบบิทจากไชร์
00.00PM ของวันที่ 0 เดือน 0 ปี 00
ข้ามผ่านรอยเชื่อมต่อแห่งกาลเวลา
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
เสียงคลื่นสาดซัดเข้าหาดทราย คลอไปกับเสียงร้องของนกนางนวลที่กำลังบินแข่งขันกันฉวัดเฉวียนในยามเช้าตรู่ของรุ่งอรุณ เรียกให้เปลือกตาของเด็กหนุ่มค่อยๆ ขยับและเปิดขึ้นช้าๆ ท้องฟ้าสีฟ้าใสโอบกอดอยู่เบื้องหน้า ดอมินิกบิดขี้เกียจไปมาอย่างเกียจคร้าน น่าแปลกที่พบว่าพื้นที่ตนเองนอนอยู่นี้เป็นพื้นทราย
ร่างเพรียวสะดุ้งผึงขึ้นนั่ง ทราย......นกนางนวล........ทะเล............ ที่นี่ที่ไหน?
ใช้อุ้งมือกระทุ้งที่ต้นคอตนเองไล่ความปวดเมื่อย เขาจำได้อะไรได้บ้าง? ดอมินิกพยายามไล่เรียงเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ เขานอนอยู่ที่บ้านของตัวเอง อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ยืมมาจากร้านเช่าหนังสือเก่าในลอนดอน เรื่องราวของมัชฌิมโลก เรื่องราวของ...ฮอบบิท
เสียงสั่นไหวตรงสุมทุมพุ่มไม้ ชวนให้เด็กหนุ่มหันขวับไปมอง เขาค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะปัดเศษทรายออกจากกางเกงยีนส์ตัวโปรดลวกๆ ดวงตาของเขายังไม่ละไปจากพุ่มไม้พุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก "ใครน่ะ?"
เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โดยพยายามให้เงียบเสียงที่สุด ต้นไม้เตี้ยๆ ที่ทอดยาวสลับกับต้นไม้น้อยใหญ่หลากหลายต้นทำหน้าที่คล้ายกับรั้วประดับ การต้อนรับจากดินแดนวาลินอร์...ดินแดนอำมตะทางตะวันตก
ดอมินิกเข้าไปถึงพุ่มไม้ที่เคยสั่นไหว มันนิ่งลงไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาคลายความสงสัยที่มีอยู่ ร่างสูงชะโงกมองไปเบื้องหลังพุ่มไม้นั้น
ร่างเล็กภายใต้เสื้อคลุมสีแมกไม้นั่งขดอยู่ เส้นผมหยิกเป็นลอนสีน้ำตาลเข้มปลิวไปตามแรงลมพัดจากด้านนอก ผิวขาวใสดุจแก้วเรื่อด้วยสีชมพูอ่อนๆ เขานั่งจับข้อเท้าของตัวเองพลางเอี่ยวตัวไปมาด้วยความเจ็บปวด ดอมินิกจ้องมองร่างนั้นอย่างอัจศจรรย์ใจ ไม่อยากแม้แต่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น
ดวงตากลมโตสีฟ้าเงยขึ้นสบตากับร่างที่สูงกว่าตนกว่าครึ่ง ริมฝีปากสีแดงสดขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหนึ่งแผ่วเบา
"โอย...ข้อเท้าข้า......"
To be Continued...
|