ONE RING

LOTR Fiction By Tong
Aragorn X Legolas

-------------------------------------------------------------

บทนำ

“ มิธริล ... อัญมณีแห่งราชันย์ ”

ร่างสูงเหม่อมองนภากว้างอันแสนมืดมิดในเวลานี้ ดวงดาวนับล้านพราวแสงอวดความงามของตน ไร้แสงเหลืองนวลของจันทรา และเมฆหมอกหนามาบดบังความเจิดจรัสของมันเลย

ณ พื้นที่กว้างขวางที่ทอดออกไปกว้างใหญ่ไพศาล กำแพงเมืองสูงตั้งตระหง่าน และจะคงดำรงไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์ องค์ขัตติยะคิดเช่นนั้นก่อนจะหลับดวงเนตรลง ปล่อยให้สายลมแผ่วพริ้วคละเคล้ากลิ่นอายแห่งสันตินี้ กระทบเข้ากับพระพักตร์

“ เหตุใดท่านถึงยังไม่นิทราเล่า ? ความง่วงจะทำให้ท่านเศร้าซึมในรุ่งเช้า ... ราชันย์แห่งข้า ” เสียงหนึ่งดังเรียกสติสัมปชัญญะของอารากอร์นให้ตื่นขึ้น อาร์เวนย่างฝีเท้าช้าๆมายืนเคียงข้าง นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ ราตรีนี้ท้องฟ้าเปิด ดวงดาวกลาดเกลื่อนฟ้า ข้าไม่อาจข่มตานอนโดยมิได้ชื่นชมความงามของมัน ” อารากอร์นกล่าวอย่างอบอุ่น พลางสวมกอดร่างบางระหงส์ของอาร์เวนอย่างทะนุถนอม

หลังจากการเดินทางของเหล่าพันธมิตรสิ้นสุดลง องค์กษัตริย์แห่งอาณานครกอนดอร์ก็กลับมาเสวยราชอย่างภาคภูมิ ผสกนิกรล้วนอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองขององค์พระขัตติยะอย่างจงรักภักดี เผ่าพันธุ์มนุษย์หวนคืนสู่ยุคแห่งสันติ หากแต่บุตรแห่งอาราธอร์นยังคงไม่สามารถลืมเลือนเวลาที่เหล่าสหายได้ร่วมเป็นร่วมตาย ฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันมาจนถึงบทสุดท้ายของการณ์นับปัจจุบัน

“ ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ที่ข้ามิอาจเป็นเพื่อนดูดาวที่ดีแด่ท่านได้ ” อาร์เวนยิ้มจาง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่าบางเบา ยิ่งมีแสงดาวสาดส่อง เหล่าพรายช่างดูงดงามราวกับเปล่งแสงได้ อารากอร์นคิดแล้วก็โศกเศร้าในใจยิ่งนัก

เหตุใดกัน ? พรายทุกตนต้องมีดวงเนตรที่ฉาดฉายแววความโศกเศร้าโศกาเอาไว้ ทั้งทีมีทั้งสติปัญญาความสามารถ ทั้งรูปร่างสิริโฉม และทั้งชีวิตที่เป็นอำมตะ แล้วทำไมกัน ? ถึงได้จมปลักอยู่กับความทุกข์ที่ดูจะมองไม่เห็นเลยในทัศนสัยของมนุษย์

“ หากแต่เจ้าเป็นเพื่อนคิดที่ดีที่สุดของข้า ... อาร์เวน ”

“ เกรงเสียแต่ว่ามันจะไม่เป็นเฉกนั้นอีกแล้วสิท่าน ” นางกล่าว พลางหันมาจ้องสายตาที่สว่างไสวทั่วทบจบสากลคู่นั้น อารากอร์นทำหน้าฉงนกับถ้อยคำที่ยากจะเข้าใจ

“ เช่นไรกัน ?”

“ เพราะสิ่งที่ท่านกำลังครุ่นคิดหนักอยู่ในดวงหฤทัย ใยท่านไม่คิดร่วมกับข้า ? ใยท่านถึงไม่เอ่ยความนัยนั้นให้ข้าได้รับรู้ ได้ช่วยแบ่งเบาความสับสนนั้นจากใจท่านบ้าง ... ราชันย์แห่งข้า ” น้ำเสียงของอาร์เวนช่างอ่อนไหว ไม่เพียงคำหยาดน้ำประกายพิสุทธิ์ก็รื้นในดวงตาของนาง อารากอร์นชะงัก เขาโอบร่างองค์ราชินีเอาไว้แนบแน่น หากแต่สมองยังไม่สามารถกลั่นกรองถ้อยคำใดออกมาได้เลยเวลานี้

“ ท่านบรรทมไม่สนิทมาหลายราตรี และตื่นขึ้นทั้งที่ฟ้ายังไม่สาง ท่านดูมีความทุกข์ในใจ แต่ท่านกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ... ราชันย์แห่งข้า ท่านกำลังหลอกใครกัน ? ข้า ... หรือว่าตัวท่านเอง ?”

“ อาร์เวน ... ข้า ......”

“ ทุกครั้งที่ข้าตื่นขึ้นแล้วพบว่าท่านไม่ได้อยู่เคียงกาย มันทำให้ข้าตระหนักกับใจว่า ... แท้จริงแล้วจิตวิญญาณของท่านไปสถิตอยู่ ณ แห่งหนใดกันแน่หรือ ?”

“... อาร์เวน .........”

“ ข้าครุ่นคิดเสมอมา แต่ก็ไม่พบคำตอบเสียที เห็นควรว่าการถามกับท่านโดยตรงคงจะเป็นวิธีที่เฉลียวฉลาดที่สุดสำหรับคนโง่อย่างข้าในยามนี้ ... ได้โปรดอย่าหาว่าข้าซักไซ้ หากแต่เป็นการเปิดใจต่อราชินีแห่งท่านด้วยเถิด ”

“ เจ้าไม่ได้เขลาแต่ใดเลยอาร์เวน อย่าโทษตัวเองนัก ข้าไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้ากำลังเป็นห่วงหรอก ” อารากอร์นส่ายศีรษะ มือทั้งสองประคองใบหน้าที่อาบด้วยน้ำตาของอาร์เวนเอาไว้ เขากล่าวปลอบโยนก่อนจะจุมพิตที่หน้าผากของนาง

“ ข้ากลัวเหลือเกิน ... กลัวเหลือเกินว่าข้ากำลังทำให้ท่านทรมาน ด้วยเหตุเพราะความเขลาของข้า ”

“ ไม่เลยอาร์เวน เจ้าอาจคิดมากจนเกินไปก็เป็นได้ ... บางครั้งข้าเหน็ดเหนื่อยจากการว่าราชการ หรือด้วยเหตุผลกลใด แต่ความนัยของข้าที่เจ้ามองเห็นมันไม่ได้เกิดจากเจ้าเป็นแน่ ... อาร์เวน หยุดร่ำไห้เถิด ”

อารากอร์นปาดซับน้ำตาแก่อาร์เวน พลางดึงตัวนางมากอดไว้หลวมๆ ลูบหัตถ์ไปตามเส้นผมสีน้ำตาลเข้มเงาสลวยของนาง จนเสียงสะอื้นของนางเริ่มทุเลาลง อาร์เวนเอ่ยต่อหน้าผู้ทรงธรรมอย่างแผ่วเบาเคล้าความเหงาจับใจ

“ เห็นทีเราควรจะพักบ้าง ... ข้าเองก็เห็นว่าท่านเหน็ดเหนื่อย กษัตริย์แห่งข้า ... ยามนี้บ้านเมืองสงบสุขด้วยศานติ หากแต่เราออกเดินทางชมธรรมชาตินอกเขตแดนอาณาจักรกอนดอร์ เยี่ยมชมชนบทที่เงียบสงบ เพื่อให้ท่านได้ผ่อนคลายความตรึงเครียดบ้าง ท่านว่าเห็นควรดีหรือไม่ ?”

อารากอร์นสดับถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเป็นห่วงนั้น แล้วยิ้มจางๆ เขาพยักหน้าช้าๆตามคำที่อาร์เวนเสนอ ปล่อยให้นางได้พูดต่อไป

“ ข้าจะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมเผ่าพันธุ์แห่งข้าที่ริเวนเดลล์ ถามไถ่พูดคุยเป็นเพื่อนพ่อข้า ” เมื่อคิดแล้วนางก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ และเพลานี้ ... ข้าก็อยากรู้เหลือเกินว่าน้องชายข้าเติบโตขึ้นเพียงใด ”

“ เลโกลัส ......”

อารากอร์นเอ่ยชื่อนี้ราวกระซิบ สายลมพัดลิ่วนำพาวลีรื่นหูให้โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเวิ้งว้าง อาร์เวนได้ยิน ... นางยิ้มพลางสัมผัสมือที่พระพักตร์ขององค์ขัตติยะ

“ เห็นทีข้าจักต้องไป เพื่อท่านจะได้ครุ่นคิดเหตุบางประการในใจท่านด้วยตนเอง ... ข้าผิดที่คาดคั้นท่านอารากอร์น ” อาร์เวนจ้องนัยน์ตา นางถอยออกมาอย่างแช่มช้า อารากอร์นจึงคลายอ้อมกอด “ หวังว่าท่านจะเห็นควรกับข้าเรื่องไปเยือนริเวนเดลล์ ” เอ่ยแล้วนางก็เดินหายเข้าไปในห้องบรรทม

อารากอร์นมองตามร่างของอาร์เวนไป ก่อนที่คำพูดของนางจะทำให้ได้คิดหนักขึ้น เหตุที่ออกมาเฝ้ามองดวงดาราทุกวัน มองเห็นมันเปลี่ยนผันโคจรไปตามกาล สหายน้อยจะเติบโตขึ้นเพียงใด ? สิริโฉมจะจรัสจ้าทวีขึ้นกี่เท่า ? เมื่อมองดาวแล้ว ... ไม่อาจหยุดคิดถึงคืนวันก่อนๆนั้นได้เลย

 

... จักต้องโทษใครกันแน่ ?...

... จักเป็นความผิดของใครกัน ?...

... นอกจากความสัจที่ว่าข้านั้นคือกษัตริย์ที่ขลาดเขลาที่สุด ...

ข้าพบสหายน้อยครั้งสุดท้ายเมื่อหลายเดือนก่อน
เขายังแลดูไม่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งเฉลิมฉลองราชาภิเษกข้า
หากแต่ข้าแลเห็นดวงตาที่เจือความโศกอย่างที่สุด

ถึงแม้มันจะหยาดเยิ้มราวกับอัญมณีมิธริลอันแสนล้ำค่าก็ตามที

ข้านั่งอยู่บนบังลังค์ที่อยู่ในระดับสูงกว่า และช่างห่างไกลกันยิ่งนัก
เราไม่ได้สนทนาการณ์ใดกัน ทั้งที่ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับเขามากมาย

และท้ายสุด ข้าก็ปล่อยให้เขาเดินจากไปโดยที่ยังมิได้เอ่ยคำที่ข้าอยากบอกกับเขา

ข้าไม่ได้แม้แต่สัมผัสที่ไหล่ แล้วกล่าวว่า “ ลาก่อน ” กับเขาเสียด้วยซ้ำ

... จวบจนบัดนี้เล่า ? เจ้าเปลี่ยนไปเพียงใดแล้วสหายน้อย ...

... บัดนี้เจ้าจะยังคงยืนชมความงามของทะเลดาวนี้หรือไม่ ?...
... เจ้าเป็นสุขดีหรือไม่ ? อัญมณีของข้า ...

... เจ้าเป็นสุขแล้วหรือไร ? ยอดรักแห่งข้า ...
... เลโกลัส ...

 

จบตอน

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1