ONE RING

LOTR Fiction By Tong
All characters owned by J.R.R. Tolkien
Aragorn X Legolas

------------------------------------------------------------

บทที่ ๔

“ แด่ความไร้นิรันดร์ ”

ร่างบางงดงามผุดผาดของนางพรายนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีดำเงา ข้างเตียงบรรทมของกษัตริย์แห่งกอนดอร์ อาร์เวนกุมมือพระองค์ที่ยังคงหลับตาสนิทไม่ไหวติงนั้นไว้ พลางจับจ้องพระพักตร์ผู้เป็นที่รักยิ่งอย่างไม่ละสายตา แววตานางแฝงความเศร้าไว้อย่างที่สุด

แสงสีซีดสว่างเป็นรอยแฉกเบื้องหลังหุบเขาดำทะมึนที่ปรากฏอยู่ด้านหลังทะเลสาปด้านนอกหน้าต่าง ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมน่านฟ้าแห่งริเวนเดลล์ ดวงดาวแห่งเอเลนดิลฉายแสงระยับก่อนดาวดวงอื่นที่ทิศใต้ แสงของมันไม่เคยรี่ดับลงเลย

ความเงียบปกคลุมห้องนี้มานานหลายราตรี ไม่มีการเคลื่อนไหว นางพรายเพียงเฝ้ารอคอยการกลับมาของผู้เป็นที่รัก หยาดน้ำตาของนางหลั่งรินไม่มีที่สิ้นสุด สติล่องลอยไปในที่อันไกลแสนไกล คำถามมากมายผุดขึ้นในจิตใจของนาง

ครั้นเมื่อเสียงงึมงำลอดริมฝีปากขององค์ราชันย์ที่นอนอยู่ตรงหน้านั้น อาร์เวนจึงตื่นจากภวังค์ นางบีบมือหนาของอารากอร์นไว้แน่น แววตาคู่นั้นฉายประกายความหวังที่เกือบเลือนลางไปด้วยบรรยากาศเงียบเหงาและความหวาดระแวงที่ก่อขึ้น ก่อนจะเงี่ยหูฟังถ้อยคำที่พระราชาทรงละเมอเอ่ย แต่ก็ยังคงไม่สามารถจับใจความได้

“ อารากอร์น ” นางกลืนความระทมลงไปในลำคอ พลางฝืนยิ้มขานนามพระองค์ “ ข้ายังรอท่านอยู่ ตื่นเถิด ตื่นเสียที การรอคอยกับความหวังที่ยังไม่เห็นรูปร่างนี้มันช่างทรมานใจข้า ” น้ำเสียงสั่นเครือเอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก นางซบหน้าลงบนฝ่ามือของอารากอร์นแล้วร่ำไห้

เสียงแอดอาดของบานประตูดังขึ้น ทำให้นางสะดุ้งรีบปาดน้ำตา อาร์เวนลุกขึ้นยืนมองไปที่ประตูไม้เงาสลักลายนั่น นางยิ้มจางเมื่อเห็นร่างเพรียวของเลโกลัส หากแต่อีกฝ่ายกลับชะงักและหลบตา

“ ขออภัย ” เลโกลัสกล่าว เขาโค้งตัวลงต่ำจนอาร์เวนต้องปัดไม้ปัดมือห้าม นางวิ่งลัดออกมาประคองยุวราชแห่งพรายไว้

“ เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ น้องข้า เจ้าอาจไม่รู้ว่ามีคนอยู่ภายในจึงไม่ได้เคาะประตู หากแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับข้า เพราะข้าดีใจที่เห็นเจ้าสบายดี ข้าเพิ่งได้พบเจ้าเป็นครั้งแรกในยามนี้ตั้งแต่เจ้าผลุนผลันออกไป ” อาร์เวนประคองใบหน้าเลโกลัสพลางมองสำรวจดูอย่างเป็นห่วง นางยิ้มเมื่อเห็นว่าบนใบพักตร์ขาวผ่องนั้นไม่มีแม้รอยขีดข่วน

“ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขออภัย ” เลโกลัสว่า ก่อนจะทอดสายตาไปที่ร่างไร้สติของอารากอร์น พรายหนุ่มวางมือประทับลงบนหน้าอก พลางก้มศีรษะ “ ข้าอาจเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ข้าผิดเองที่ใจร้อน ทำตัวเป็นเด็กอมมือ กรุณารับคำขอโทษของข้าไว้เถิดท่านพี่ มันจักทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากในยามสับสนเยี่ยงนี้ ”

“ สับสนหรือ? เหตุประการใดทำให้น้องพี่สับสน ” อาร์เวนถาม นางยิ้มอย่างรู้ใจ จ้องมองพระอนุชาอย่างเอ็นดู “ ข้าไม่อาจตัดสินใจแทนเจ้าได้ว่าเหตุใดกันแน่ที่ทำให้เจ้าสับสน หากแต่เจ้าคงจะไม่ว่าอันใดหากข้าต้องการแก้ต่างแทนลอร์ดเอลรอนด์ --- เลโกลัส เจ้าคงทราบดีว่าพ่อข้าเอ็นดูเจ้าเพียงใด สิ่งที่เขากระทำลงไปล้วนเกิดจากความรักทั้งนั้น เจ้าอย่าถือโทษโกรธเขาเลย ข้ารู้ว่าการบังคับขู่เข็นพรายซิลวันให้มีคู่ครอง เอ...หรือจะพูดให้ถูก ” นางหัวเราะในลำคอ “ การบังคับพรายหนุ่มเยี่ยงเจ้าให้อภิเษกนั้น เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะรับได้ในทันที ข้าเองก็เห็นใจเจ้า แต่ข้าคงจะช่วยเหลืออะไรเจ้าไม่ได้ นอกจากแนะนำให้เจ้าลองทำความรู้จักกับยุวเรศอิลลิเวียนส์ดูสักหน่อย อืม...แบบขอไปทีนั่นล่ะ ”

แววตาที่อาร์เวนจ้องมองมานั้นเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูและเข้าใจ เลโกลัสมองใบหน้านางอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง อาร์เวนเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม ก่อนจะพูดต่อ “ น้องรักของข้า ข้าหวังว่าเมื่อเจ้าพบลอร์ดเอลรอนด์ เจ้าจะยังรู้สึกรักและเคารพเขาเหมือนเดิม ”

“ แน่นอน ข้าไม่เคยถือโทษโกรธใครนอกจากตัวข้าเอง ” เลโกลัสพูดเบาราวกระซิบ ประโยคหลังงึมงำพึมพำกับตนเองยากจะจับใจความได้ “ ข้าเองที่ปัดป้องความหวังดีจากผู้อื่น ข้านี่ช่างโง่เขลานัก ” หากแต่นั่นไม่อาจกลบเกลื่อนกลอฟินเดลล์ได้

ร่างสูงสง่าของพรายเจ้าปรากฏขึ้นเบื้องหลังประตูที่ถูกผลักให้เปิดออก กลอฟินเดลล์ก้าวเท้าเข้ามาโค้งให้เลดี้อาร์เวน ก่อนจะเข้ามายืนเคียงข้างเลโกลัส “ เจ้ามิได้โง่เขลาดอก หากแต่เจ้าดีงามเสียจนเกินไปน่ะซี ” เขากระซิบที่ข้างหูบุตรแห่งธรันดูอิล แต่สายตากลับจับจ้องที่เลดี้อาร์เวนแล้วแย้มโอษฐ์ให้ทำทีเป็นไม่รับรู้คำพูดของเลโกลัสแม้แต่น้อย เขากล่าวต่อราวอยากจะเปลี่ยนเรื่องก่อนที่พรายหนุ่มจะได้ซักถามการณ์ใดเหมือนอย่างเคย “ อาการของลอร์ดอารากอร์นเป็นเช่นไรบ้างหรือราชินีอาร์เวน? ”

คำถามนั้นทำให้นัยน์ตาของยอดหญิงแห่งพรายขุ่นมัวลงในบัดดล นางก้มหน้าพลางกุมมืออารากอร์นไว้อีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆอย่างเหนื่อยล้า “ ยังไม่มีแม้แต่วี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียกของข้าเลย เขาดูเหนื่อยล้า ทั้งที่สีหน้าดูดีขึ้นมากเกือบจะเป็นปกติแล้วแท้ๆ ”

“ เขาคงกำลังจมอยู่กับฝันร้าย ไม่ก็ฝันหวาน ” กลอฟินเดลล์กล่าว เขาอมยิ้มอย่างมีความหมายพลันกลอกสายตามองที่เลโกลัส “ ลอร์ดอารากอร์นได้รับการบำรุงรักษาจากยอดโอสถของท่านเอลรอนด์ อาการของเขาจะดีขึ้นในเร็ววัน รอเพียงแต่เวลาที่เขาพร้อมและยินยอมที่จะตื่นจากฝันนั้น ” ทั้งอาร์เวนและเลโกลัสจ้องมองใบพักตร์ขาวสว่างของกลอฟินเดลล์อย่างสนเท่ห์ใจ ไม่มีใครเข้าใจความหมายแอบแฝงภายใต้ประโยคนั้น พรายเจ้ายิ้มจางและพูดขึ้นอีกในอีกไม่นาน “ เลโกลัส ไปดูอาการเขาใกล้ๆสิ ”

นัยน์ตากลมโตสีฟ้าใสเหลือบมองร่างสูงของพรายเจ้าอย่างลังเล กลอฟินเดลล์ดันร่างเพรียวของเลโกลัสให้เข้าไปหาร่างสูงที่ยังคงนอนทอดกายอยู่บนเตียงนั้น เลโกลัสลอบดูสีหน้าของนางพรายซึ่งนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยสง่างามอย่างหวาดๆ แต่แล้วดวงตาเลื่อนลอยของนางก็กลับหันมาสบตา นางยิ้มให้อ่อนโยนก่อนที่จะลุกออกจากที่นั่ง

“ ไปสิ ” กลอฟินเดลล์กระซิบ “ ไปแล้วบอกกับเขาในสิ่งที่เจ้าต้องการให้เขารับรู้ ”

ร่างบางก้าวเท้าเข้าไปใกล้อย่างหวั่นๆ ก่อนจะนั่งลงที่ขอบเตียง ใบหน้างดงามของเขาฉายแววแห่งความห่วงใยอย่างแจ่มชัด พรายหนุ่มกุมมือหนาของสหายร่วมรบไว้แน่น ดวงตาสีฟ้ากระจ่างวาววับรื้นขึ้นชั่วขณะหนึ่ง แต่คำพูดที่ร้อยเรียงเอาไว้ในใจราวกับถูกกลืนหายไปในลำคอ หาได้มีสุ้มเสียงอันใดเล็ดลอดออกมาจากเรียวปากสีกลีบกุหลาบของเจ้าชายพรายไม่

“ เล...โก...ลัส ” เสียงละเมอเอ่ยแผ่วพร่าในลำคอของอารากอร์นที่เคยไม่ชัดถ้อยชัดคำ ยากที่จะจับใจความได้ดังขึ้นอีกครั้ง มันยังคงฟังดูเลือนลางไม่ปะติดปะต่อ หากแต่เลโกลัสก็สามารถเดาไม่ได้ยากกับสิ่งที่พระราชาเพ้อถึง

เจ้าชายพรายยิ้มรับพลางบีบมือพระองค์แน่น จ้องมองใบหน้าเคร่งขรึมสง่างามขององค์ราชันย์แน่วนิ่ง ราวกับโลกนี้มีเพียงเขาทั้งสอง สิ่งที่สื่อผ่านสีหน้า ดวงตา และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านถึงกันทางเนื้อกายมีเพียงเลโกลัสและอารากอร์นเท่านั้นที่รับรู้ คำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกไปคงไม่มีใครเข้าใจความหมายของมันได้มากไปกว่าทั้งสอง

ภายใต้มือเรียวซึ่งกุมพระหัตถ์อุ่นไว้ เลโกลัสรับรู้ได้ถึงปฏิกิริยาตอบสนอง เจ้าชายสอดมืออีกข้างเข้าไปภายใต้อุ้งมือหนาแล้วจับไว้อย่างยินดี เขาโน้มตัวลงไปก่อนจะกล่าวด้วยเสียงผะแผ่วที่ข้างหูอารากอร์น “ ท่านมีข้า...ที่เฝ้ารอการกลับมาของท่านเสมอ ” สิ้นน้ำเสียงซึ่งแฝงไว้ด้วยความรู้สึกร้อยพันในประโยคสั้นๆนั้น เลโกลัสลอบแตะปลายจมูกลงที่ข้างแก้มบุคคลตรงหน้า ก่อนจะผละออกมาจากที่นั้น

พรายหนุ่มสาวเท้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตู ก่อนจะโค้งทำความเคารพอาร์เวนและกลอฟินเดลล์ นางพรายไม่รู้ว่าเลโกลัสพูดอะไรกับอารากอร์น หรือมีอะไรแฝงไว้ในใจพรายหนุ่มผู้นี้ หากแต่นางก็ไม่ได้ติดใจอะไร นางยิ้มอ่อนหวานให้กับผู้ที่นางเอ็นดูเยี่ยงน้องแท้ๆ พลางมองเลโกลัสเดินจากไปอย่างเงียบๆ บรรยากาศรอบกายดูจะเย็นเยือกหดหู่กว่าทุกวัน ไม่แน่อาจเป็นเพราะความทุกข์ตรมสิ้นหวังที่ตกตะกอนในส่วนลึกของจิตใจคนภายในห้องนี้ก็เป็นได้

ร่างเพรียวงดงามผุดผาดยุรยาศมาตามแนวระเบียงหินอ่อนฉาดฉายภายใต้ท้องฟ้าอับแสง ประกายดาวทอทอดลงกระทบเส้นผมยาวสีทองอร่าม อาภรณ์สีฟ้าเงินพราวพร่างปักลิ่นเงินห้อหุ้มผิวบางจากลมแห่งราตรีกาล จนขาดมิได้ที่จะต้องหยิบจับเสื้อคลุมพรายที่เวลานี้กลายเป็นสีเทาปนเขียวใบไม้งามงดกว่าช่วงเวลาเก่าก่อนซึ่งเคยมอซอ รอบเอวบางคอดกิ่วอ้อนแอ้นอรชรคาดเข็มขัดสีเงินวาบวับรูปใบไม้ บนศีรษะไม่ได้ประดับมงกุฎทองไว้เหมือนเช่นทุกครา เพลานี้ไม่มียุวราชผู้องอาจดื้อรั้น มีเพียงพรายหนุ่มผู้สว่างล้ำค่าด้วยสิริโฉมและดวงตาที่แฝงความเงียบเหงาไว้เท่านั้น

ดวงหน้าเฉิดฉายแลมองทอดออกไป ณ เวิ้งฟ้าเบื้องบน จับจ้องแสงดาวแห่งเอเลนดิลที่สว่างเจิดจ้ากว่าดาราดวงอื่น ครั้นเมื่อพิจารณาแสงดาวแห่งยอดกษัตริย์ชาวนูเมนอร์ผู้นั้นแล้ว ก็ชวนให้รู้สึกหนาวยะเยือก โดดเดี่ยว และต่ำต้อยขึ้นมาได้ในคราเดียว เจ้าชายพรายกระชับเสื้อคลุมให้โอบกอดห่อหุ้มร่างกายไว้แล้วหลับตาลงแช่มช้า ราวกับเพื่อเป็นการทดแทนความอบอุ่นที่ขาดหายไป

ข้าโง่เขลาเกินกว่าจะสามารถให้อภัยตัวเองได้ เมื่อยามเสื้อคลุมพรายตัวนี้โอบกอดข้า ช่วงเวลาแห่งการเดินทางอันแสนยาวไกลยังคงวนเวียนไม่เคยจางไป ทุกสัมผัส ทุกกลิ่นอาย ทุกความปรารถนาดีฉันท์มิตรหรืออาจจะเกินกว่า ข้ารับรู้มัน หากข้าไม่ถืออวดดี พยศก้าวร้าว ณ เพลานี้ท่านคงโอบกอดข้า ปกป้องข้าจากความหนาวเหน็บอ้างว้างนี้แล้ว

เจ้าชายพรายถอนหายใจหนักหน่วง มือขาวบีบแน่นที่เรียวแขนจนตัวสั่น ไล้ปลายจมูกลงบนผืนผ้าเนื้อนุ่มแต่มีน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อ แทนสัมผัสนั้นต่อบุคคลที่เคยห่มเสื้อคลุมผืนนี้ลงบนไหล่แล้วโอบกอดเขาไว้ให้พ้นจากความหนาว ดวงเนตรสีฟ้าสกาวดุจดาราพร่าแสงในยามนี้สั่นไหวระริก ริมฝีปากบางเขยื้อนเอ่ยถ้อยคำด้วยเสียงไพเราะหวานกังวานแว่วเป็นบทเพลง

จันทราอันเปล่าเปลี่ยวลอยโดดเดี่ยวที่กลางฟ้า

ความหวังแรงปรารถนาวิบวับนภาอับแสง

ร่มไม้ฉายใบบังแสงแห่งจันทร์ยิ่งอ่อนแรง

ข้ายืนมองลำแสงสว่างจ้าสิบห้าราตรีกาล

แว่วยินสัญญาณรักที่เฝ้าภักดิ์ปรารถนา

ลักษณ์เน้นเฟ้นนำพาความหลังเก่าเมื่อช้านาน

หยาดน้ำเอ้อท้นตาทุกย่ำค่ำราตรีกาล

ภาพรัก ณ วันวานประเดประดังรังควาญใจ

ร่างที่จมดิ่งอยู่ในห้วงลึกแห่งภาพนิมิตหอบสะท้าน ภาพฝันแสนหวานที่ถูกทำลายสลายไปด้วยจุดจบอันโหดร้ายครอบงำค่ำคืนเงียบสงัดขององค์ราชันย์ตลอดกว่าสิบราตรี เงียบงันและอ่อนล้าเสียจนไม่สามารถรวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นยืนอีกครั้งได้ จะมีเพียงบางครั้งคราวที่แว่วยินเสียงพูดคุยของคนรอบข้างหรือเสียงเศร้าสะอื้นไห้ของนางพราย แต่ความอบอุ่นที่เพรียกหากลับมาเยี่ยมเยือนเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

อารากอร์นพบตัวเองยืนโดดเดี่ยวคล้ายกับรอคอยอะไรบางอย่าง ชายที่สวมเสื้อผ้ามอซอสกปรกหน้าตาละม้ายคล้ายกับตัวเขาทอดดวงตาสีเหล็กออกไปไกลแสนไกล ชายผู้นั้นกำอัญมณีสีเงินแก้วสว่างจรัสดุจดาวเอเวนสตาร์ไว้ในอุ้งมือแน่น ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าราวกับว่าอารากอร์นเคยได้ยืนอยู่ ณ ที่นั้นเมื่อนานมาแล้ว

“ อารากอร์น ” เสียงเรียกขานชื่อของเขาดังขึ้นในที่สุด อารากอร์นหันขวับไปมองเจ้าของเสียงในชุดเสื้อคลุมพรายแบบเดียวกับชายหนุ่มเมื่อครู่ ดวงหน้าขาวสะอาดสะอ้านสว่างเรืองๆในความมืด เส้นผมสีทองที่คุ้นตาทอประกายวับวาวรับกับนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่าง “ เลโกลัส ” อารากอร์นพึมพำกับตัวเองมองดูร่างบางนั้นเดินผ่านเขาตรงไปหาอีกคนที่ละม้ายคล้ายกัน

ร่างเพรียวเหยียดสองแขนออกสอดรับสัมผัสของร่างสูงอย่างโหยหา แขนกำยำประคองร่างอ้อนแอ้นไว้อย่างรักใคร่ สองร่างเบื้องหน้าโอบกอดกันมั่นคง ดูดซับไออุ่นจากกันและกันเพื่อชดเชยเวลาที่เหมือนกับอยู่ใกล้แต่ช่างไกลแสนไกล อารากอร์นมองภาพตรงหน้านั้นแล้วจึงเผยยิ้มเศร้าๆออกมา ทำไมเขาจึงจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะสไตรเดอร์ผู้จำต้องเก็บงำความรู้สึก ลอบพบเจ้าชายพรายอย่างลับๆในยามเหล่าพันธมิตรหลับไหลผู้นั้นคือเขานี่เอง

ความเคลื่อนไหวที่ปรากฎตรงหน้าไหววูบขึ้นราวกับเป็นภาพสะท้อนในผืนน้ำ จนในที่สุดมันก็มลายหาวับไปกับตา อารากอร์นไม่เห็นภาพใดด้วยเสียงหวานใสเสียงหนึ่งที่ลอยลอดเข้ากระทบหู สัมผัสได้ถึงความเหงาและความหวังอยู่ภายใต้สุ้มเสียงนั้นในคราเดียวกัน เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งค่อยๆเปิดขึ้นได้อย่างยากลำบาก ร่างกายซึ่งนอนนิ่งอยู่นานเมื่อยล้าแทบขยับไม่ได้

ราชันย์แห่งกอนดอร์กระพริบตาให้ชินกับแสงเพียงน้อยนิด ที่ส่องทอลงมาจากดวงจันทร์ฉายเด่น ก่อนจะทรงเหลือบมองข้างกาย ที่เก้าอี้สีเข้มว่างเปล่า พระองค์ทรงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกในขณะที่เหลือบมองร่างกายตัวเองนอนเหยียดยาวราวกับคนชราไร้เรี่ยวแรง แต่เสียงเพลงหวานซึ่งกำลังลอยละลิ่วมาตามสายลมหอมหวานนั้น คล้ายมนต์สะกดให้ต้องพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งให้จงได้

ดอกไม้หลากสีสันผลิบานสะพรั่งกลางแสงนวล

กลิ่นหอมแสนรัญจวนควรกล่าวเทียบเทียมตำนาน

เกลียวคลื่นครืนครืนขาวเพรียกเสียงราวจักเรียกขาน

สายลมมหาสมุทรโอบอุ้มมันขนานนาม “ รัก ” ปักใจตรม

อารากอร์นยึดหลักใดๆที่จะสามารถฉุดตัวเขาขึ้น ยืนนิ่งฟังเพลงไพเราะนั้นสักพักก่อนที่เรี่ยวแรงจะกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง บทเพลงนั้นฟังแล้วชวนเพลิดเพลิน เสียงไพเราะกังวานใสเช่นนี้คงไม่ใช่เสียงของสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากพราย แต่พรายตนใดกันเล่าที่กำลังทุกข์ตรมถึงเพียงนี้? บทเพลงโบราณของพรายป่าที่อ้อนวอนดวงจันทราข้างขึ้น ขอขุมพลังเพื่อการรอคอยคนรักที่จากจรอย่างมุ่งมั่นนี้ คงเป็นผู้ใดอีกไม่ได้นอกเสียจากพรายป่าตนเดียวที่อ้างแรมอยู่ในริเวนเดลล์

ตลอดเส้นทางยาวไกลที่ดูจะทวีระยะทางยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในสมองของอารากอร์นแทบจะกลวงโบ๋ ไม่มีสิ่งใดปรากฎในนั้นนอกเสียงจากใบหน้าของผู้อันเป็นที่รักยิ่ง สองเท้าเปล่าย่ำเหยียบบนพื้นหินอ่อนที่ทอดยาวสุดตา ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านปราดขึ้นสู่สมองไม่ลดละ ทรงยึดราวบันไดวนร้อยต่อร้อยขั้นนั้นก้าวขึ้นไปด้วยใจคนึงหา

ในที่สุดจึงหยุดลงที่หน้าบานประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรงามงด อารากอร์นผลักบานประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ เมื่อบานประตูเปิดออก ลมหนาวพัดกระทบใบหน้าองค์ราชันย์ ดวงตาสีมรกตอมเทาดุจเปลือกไม้ยามค่ำคืนสะท้อนภาพบานประตูใหญ่เปิดกว้าง ลมโชยพัดผ้าม่านโปร่งจนสะบัดผึบพั่บในความเงียบงัน แสงจันทร์สีเหลืองนวลทอลงสู่พื้นมัจฌิมโลก ร่างหนึ่งถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมพรายสีเขียวใบไม้ เส้นผมสีทองสะบัดพริ้วต้องแสงจันทร์ดุจอัญมณีล้ำค่า

คิดถึงยอดรักสุดโหยหาผลักดันกายาลึกล้ำเหลือ

แรงรักจักจุนเจือรอคอยเมื่อลมพัดหวนนา

เหนื่อยล้าทั้งกายใจหากวายชีวาได้คงไม่ทรมาน์

แต่ใจกลับวุ่นว้าเฝ้ารอท่านผู้เอ่ยคำมั่นว่าจักกลับคืน

อารากอร์นย่างฝีเท้าแผ่วเบาไปที่ลานระเบียง เสียงกังวานนั้นยังคงขับขานบทเพลงอันแสนเศร้าต่อไปไม่ลดละ บางครั้งเปี่ยมไปด้วยพลัง บางครั้งสั่นเครืออย่างไร้เหตุผล แค่เพียงเอื้อมมือร่างสูงสวมกอดพรายหนุ่มจากทางด้านหลัง พลางขับเสียงทุ้มต่ำร้องเพลงพรายท่อนสุดท้ายไปพร้อมๆกันกับเสียงหวานใสนั้น

คำสัจดุจเลือดหยาดหล่อเลี้ยงในกายา

วันคืนท่านหวนมาเป็นแรงใจให้ยืนหยัด

แต่งแต้มหลากสีสันให้คืนวันเจิดจรัส

ดาราแห่งสวรรค์ฉาดฉายเสมอดุจลมหายใจ

เลโกลัสทอดกายแนบไปกับแผ่นอกอุ่นกำยำนั้น ก่อนจะหลับตาลง สองมือกุมทับท่อนแขนที่โอบอุ้มเขาไว้ “ ในที่สุดท่านก็กลับมา ”

“ ใช่ ข้ากลับมาหาเจ้า ” อารากอร์นกล่าว มือหนากุมที่ไหล่กลมกลึงทั้งสองข้างของพรายหนุ่มที่กำลังพลิกตัวหันเข้าหา เลโกลัสแนบมือที่ข้างแก้มองค์ราชันย์ประคองใบหน้าสบสายตากันตรงๆ สิ่งที่สื่อความหมายลึกในนัยเนตรดวงนี้จะสามารถเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้อีกฝ่ายได้รับรู้

“ ข้าขอโทษในทุกๆสิ่ง ข้าขอโทษที่ทำร้ายจิตใจท่านราวกับว่าข้าไม่เคยรับรู้สิ่งใด และปล่อยให้ช่วงเวลาอันแสนสุขของเราจบลงอย่างไร้เหตุผล ” ยุวราชกล่าวราวกระซิบ “ ข้าทำตัวเหมือนคนบาปที่อยากจะลบล้างบาปนั้นด้วยการแกล้งลืมทุกสิ่ง ทั้งที่รู้ตัวดีเสมอมาว่าข้าเองก็ไม่สามารถลืมมันได้ง่ายดายอย่างที่ปากพูดแต่อย่างใด ข้าไม่อาจตัดใจจากท่านได้เหมือนที่เคยยืนกรานจะทำ ” เลโกลัสเลื่อนมือจากปรางแก้มไปที่ท้ายทอยของอดีตพรานป่า พลางโน้มลงมาหาตน ริมฝีปากของทั้งสองจรดแตะกันแผ่วเบาแล้วผละออกรวดเร็ว “ ข้าช่างเขลานักที่แกล้งหลอกตัวเองเพียงเพื่อหลีกหนีความเป็นจริง อารากอร์น ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วทุกอย่าง และข้าเสียใจ ข้ารู้ว่าช่วงเวลาของมนุษย์นั้นช่างสั้นนัก ข้าควรใช้เวลาเพียงน้อยนิดตรงนี้ให้คุ้มค่าที่สุดเพื่ออยู่ใกล้ชิดคนที่ข้ารักหมดหัวใจ ก่อนที่จะต้องเฝ้ามองกาลเวลาพรากเขาไปจากข้าในสักวัน --- ข้ารักท่าน อย่างลึกล้ำ อย่างเปิดเผย อย่างหมดหัวใจ อารากอร์น ”

ริมฝีปากนุ่มสัมผัสพบเจอกันอีกครั้ง แต่ในคราวนี้ลุ่มลึกเนิ่นนาน อารากอร์นไม่ได้เอ่ยคำใดอีก เพราะสิ่งที่ต้องการจะพูดเขาไม่เคยคิดจะปิดบัง หวังเพียงแต่บุคคลตรงหน้าจะรับรู้มันได้จากภายในแววตาสุขุมคู่นี้ แน่นอน...เลโกลัสต้องรับรู้ เพราะไม่มีผู้ใดที่เข้าใจเขาไปกว่าพรายผู้นี้อีกแล้ว อารากอร์นทราบดีอยู่แก่ใจ

แพรผ้าม่านโปร่งต้องกระแสลมพัดเอื่อยพริ้วไหวในความมืด แสงจันทร์สาดส่องลอดบนหน้าต่างสะท้อนบนพื้นหินอ่อนงามงดวิจิตรตา แสงดาวบนท้องฟ้ากลาดเกลื่อนดาษดา แต่ดาวนับล้านนั้นก็มิอาจเทียบเทียมโฉมบุคคลตรงหน้าได้เลย

อารากอร์นประคองร่างเพรียวเอนลงบนเตียงบรรทม ผ้าปูสีขาวนุ่มขมวดยุบตามน้ำหนักของคนทั้งสอง ร่างสูงบรรจงจุมพิตลงที่หน้าผากขาวผ่องของเลโกลัสอย่างนุ่มนวล ทนุถนอมราวกับสมบัติล้ำค่า ไม่ต่างกับที่เขาปฏิบัติต่อ อันดูริล แม้แต่น้อย ร่างเบื้องใต้โอบแขนรอบต้นคอฝ่ายตรงข้าม น้อมรับรสจูบหอมหวานอย่างถวิลหา

ไม่นาน อาภรณ์อันดูเหมือนจะเป็นเพียงปราการระหว่างคนทั้งสองถูกปลดออกช้าๆ “ เจ้าซูบไปมากทีเดียว ” อารากอร์นกระซิบเสียงพร่าที่ข้างใบหน้าสวย น้ำเสียงห่วงใยและผิวสัมผัสที่แนบชิดสนิทกันราวกับเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เลโกลัสรู้สึกว่าภายในดวงใจที่เคยว่างเปล่าถูกเติมให้เต็มอีกครั้ง ถ้าไม่เฝ้าแต่หลอกตัวเองก็คงต้องยอมรับโดยดีว่าสิ่งนี้คือทุกอย่างที่รอคอยมาตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน อารากอร์นเท่านั้น อารากอร์นคนเดียว

สองร่างขยับเนิบช้าตามจังหวะรักอ่อนหวานซึ่งเป็นไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ ก่อนที่จะค่อยๆแปรเป็นเร่งร้อนโหยหา ดื่มด่ำกันแทนสัญญารักที่ยังคงมีต่อกันไปอีกตราบนานเท่านาน เจ้าชายพรายส่งเสียงครางรื่นหู ดวงตากลมโตสีฟ้าสุกสกาวยังคงลืมเพื่อจ้องดูใบหน้าผู้เป็นที่รักเต็มๆตา สบสายตาเพื่ออธิบายความหมายของหัวใจให้อีกฝ่ายรับรู้ ปลายเล็บทั้งสิบจิกลงบนแผ่นหลังกำยำอย่างไม่ได้ตั้งใจเมื่อความเจ็บปวดเข้ารุมเร้า หากแต่องค์ราชันย์ก็มักจะมองใบหน้านั้นด้วยดวงตาอ่อนโยน จูบปลอบซับน้ำตาที่ดวงเนตรทั้งสองอย่างหวงแหน ก่อนจะผ่อนแรงกระทั้นผ่อนจังหวะรักทุกครั้งไป

ความเจ็บปวดเพียงน้อยนิด ไม่อาจเทียบเท่าความสุขที่ได้รับจากยอดชายผู้นี้ เลโกลัสโน้มตัวคนด้านบนลงแล้วจูบตอบ โอบกอดเขาไว้ไม่ให้ห่างกาย --- กลิ่นหอม เสียงครวญ ผิวนุ่มเนียน และดวงตาแวววับ ทุกอย่างบอกอารากอร์นว่านี่คือเลโกลัส นี่คือตัวตนของเจ้าชาย นี่คือรักที่แท้จริงของเขา รักใดอันเคยก่อเกิดเมื่อครั้งยังเยาว์ นั่นก็คือรักจริง หากแต่อดีตกับปัจจุบันนั้นเป็นช่วงเวลาอันแตกต่าง ใบหน้าของนางพรายลางเลือนไปทุกขณะตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจรู้ แต่ทุกสรรพางค์กายของเจ้าชายจากป่าเหนือกลับกระจ่างชัดเจนทุกขณะ และเป็นทุกสิ่งที่อารากอร์นจะจดจำไปจนกว่าความตายจะคลืบคลานมาหาเขาอย่างแน่นอน

อารมณ์รักเสน่หาจากเบื้องลึกภายในจิตใจถูกปลดปล่อยจนถึงขีดสุดพร้อมกัน อารากอร์นทิ้งกายลงนอนเคียงข้างเลโกลัส ประสานเสียงหอบผะแผ่วให้ล่องลอยอบอวลในห้องบรรทมของเจ้าชาย ร่างสูงลูบไล้เส้นผมสีทองชื้นเหงื่อสยายแผ่บนพื้นเตียงสีขาวอย่างอ่อนโยน เลโกลัสขยับกายเบียดเข้าหาอีกฝ่าย กอดอารากอร์นแนบชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนของเขา

“ เดห์โน นิน อาร์เวน ” ยกโทษให้ข้าด้วย อาร์เวน เลโกลัสกระซิบลอยๆ เป็นภาษาพรายซินดาร์

“ ไม่มีอะไรต้องยกโทษ เจ้าไม่ผิด ยอดรักแห่งข้า ” อารากอร์นเชยดวงหน้างดงามนั้นขึ้นจ้องตา ก่อนจะใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเม็ดน้ำตาที่กลิ้งจากคลองตาลงมาตามปรางค์แก้มแดง “ ถ้าจะมีใครผิดก็ขอให้เป็นข้าเถิด หลับเสีย เจ้าต้องพักผ่อน ” และมอบจูบราตรีสวัสดิ์แก่คนในอ้อมกอดที่ปลายจมูก

“ ข้ารักท่าน อารากอร์น รักจนคำว่ารักไม่เพียงพอสำหรับข้า ” บุตรแห่งธรันดูอิลพึมพำ อารากอร์นพยักหน้ารับรู้ด้วยรอยยิ้ม ลูบมือหนามอบความอบอุ่นแผ่ซ่านที่ศีรษะให้รู้สึกปลอดภัย ดวงตาสีสวยของเจ้าชายเบิกรี่อย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะปล่อยตัวเองเข้าสู่ความฝันประหลาดของเหล่าพราย อารากอร์นชื่นชมดวงตาคู่นั้นที่เขาเฝ้าหลงใหล จนเผลอจมลงสู่ห้วงนิทราแสนหวานเช่นกัน


จบตอน

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1