ONE RING

LOTR Fiction By Tong
All characters owned by J.R.R. Tolkien
Aragorn X Legolas

------------------------------------------------------------

บทที่ ๓

“ บาดแผล ”

สายฝนพร่างพรูกระหน่ำไม่ขาดสาย ลมพัดกรรโชกให้ลำต้นของต้นไม้ใหญ่โบกสะบัดราวกับกำลังจะโค่นลงอยู่รอมร่อ พรายหนุ่มพยุงร่างที่เกือบจะไม่รู้สึกตัวของพระราชาไต่ลงมาตามไหล่เขาอย่างทุลักทุเล

ข้างทางแคบๆที่แสนชุ่มแฉะโอบล้อมไปด้วยพุ่มไม้เตี้ยๆแคระแกรน กิ่งหลิวเรียวเล็กบาดลากลงบนแขน ขา และปรางแก้มซีดเซียวของเจ้าชายพรายอย่างโหดร้าย แต่ก็ไม่ทำให้ความพยายามที่จะช่วยบุคคลสำคัญ และมีความหมายต่อเขาอย่างมุ่งมั่นลดทอนลงไปเลย

ทั้งสองลัดเลาะมาตามทางเดินที่ใช้ไต่ขึ้นมาในตอนแรก หากทว่าในเวลานี้ทางยิ่งเหมือนลาดชันกว่าทุกครั้ง พื้นดินลื่นและเต็มไปด้วยโคลน เลโกลัสก้าวข้ามผ่านท่อนไม้ใหญ่ที่หักโค่นไม่คล่องแคล่วเหมือนเคย ประกอบกับร่างโงนเงนของอารากอร์นที่เขาพยุงอยู่ ทำให้จู่ๆก็เกิดเสียหลักพลัดตกล้มกลิ้งลงมาจากเนินไม่เป็นท่ากันทั้งคู่

เสียงโครมครามดังก้องไปทั่ว กิ่งไม้หักเปาะเมื่อร่างของเจ้าชายไถลทับมันจนแตก พุ่มไม้มีหนามเกี่ยวน้าวเครื่องกาย มือที่ยื้อแขนของอารากอร์นนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ พรายหนุ่มดึงมือไว้สุดกำลัง แต่พื้นโคลนเปียกชุ่มนั้นก็พลัดร่างของเลโกลัสไปไกล

“ อารากอร์น !!”

เสียงเรียกนามองค์ราชันย์แห่งกอนดอร์ดังสะท้อนไปทั่วพงไพร สติของอารากอร์นดูเหมือนจะล่องลอยเคว้งคว้าง เขามองเห็นคล้ายกับโลกกำลังหมุนและสั่นสะเทือน รู้สึกเจ็บปร่าเมื่อร่างกระแทกกับโขดหินใหญ่ยักษ์

แสงสว่างลาลับท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็ว ฝนยังคงเทกระหน่ำไม่หยุดยั้ง ฟ้าร้องครืนๆเป็นระยะ ดวงตาสีเทาสว่างเริ่มรี่ลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ‘ อย่าหลับตาเชียว !' คำพูดของเลโกลัสยังวนเวียนอยู่ในสมองของอารากอร์น หากแต่ร่างกายนั้นเหน็ดเหนื่อยเกินไป ความมืดดำเข้าครอบงำพระองค์ในที่สุด --- เจ้าอยู่ที่ไหน? ข้าไม่อยากอยู่ห่างจากเจ้าสักวินาที เลโกลัส...ยอดรักแห่งข้า

เลโกลัสหมดสติไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อดวงตากลมโตสีฟ้านั้นลืมขึ้นอีกครั้งเขาก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างรีบเร่ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ตามประสงค์เพราะท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่งทับขาซ้ายของเขาอยู่

สายฝนทำให้ดวงตาของเจ้าชายพรายพร่ามัวลงไปมาก เลโกลัสกัดริมฝีปากอดกลั้นความเจ็บแปลบที่ขาซ้าย ก่อนจะชักดาบสั้นออกจากฝักแล้วฟันมันลงไปบนท่อนไม้นับครั้งไม่ถ้วน เปลือกไม้กะเทาะแตกออกจนเห็นเนื้อไม้ข้างใน จนกระทั่งสลายออกเป็นเสี่ยงๆ

“ อารากอร์น !” เลโกลัสวิ่งระเห็ดระแห่ไปบนวิถีที่ทั้งเปียกและลื่น พลางตะโกนด้วยเสียงกังวานให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครั้นความรู้สึกหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจอีกครั้ง ปวดร้าวและหนาวสะท้านจนถึงสุดขั้วหัวใจ --- เบื้องหน้านั้น เลโกลัสเห็นร่างดำๆนอนคว้ำหน้าอยู่ที่โคนต้นไม้ ดูเหมือนจะไม่ได้สติ เลโกลัสวิ่งรี่เข้าไปที่ร่างนั้นทันที

“ โอ...ไม่...อารากอร์น ” เจ้าชายพึมพำอยู่ในลำคอ ดวงตาที่เคยสุกสว่างบัดนี้มัวและขุ่นหมอง เลโกลัสแตะมือลงบนใบหน้าซีดเซียวของอารากอร์น “ ตื่นสิอารากอร์น ! ตื่นขึ้นมามองหน้าข้า ตื่นสิ ลืมตาขึ้น !” เขากอดร่างที่นอนนิ่งของอารากอร์นไว้แนบแน่น เส้นผมสีทองที่เปียกชื้นลากไล้ข้างแก้มไร้เลือดฝาด

เลโกลัสคิดอะไรไม่ออกอีกนอกเสียจากนามของเอลรอนด์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพรายและมนุษย์ที่ชำนาญในด้านการเยียวยา ถึงแม้จะดูไร้โอกาสเพราะเงาแห่งนิทราเข้าบงการลมหายใจของอารากอร์นแล้ว หากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมดหวังเสมอไป

“ แข็งใจไว้ ” พรายหนุ่มกระซิบ “ เชื่อมั่นในข้าเหมือนที่ท่านเคยกระทำเถิดอารากอร์น ข้าไม่มีวันปล่อยให้ท่านจากข้าไปต่อหน้าต่อตาหรอก ” สิ้นคำ เลโกลัสจึงรวบรวมกำลังพยุงตัวอารากอร์นขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะประคองฝ่าสายฝนออกไปบริเวณชายป่า

ม้าคู่กายของทั้งสองไม่ได้อยู่ที่นั่น ที่โคนต้นไม้มีร่องรอยสายบังคับม้าขาดสะบั้นอยู่ เลโกลัสหันซ้ายหันขวาด้วยความกังวล ร่างของอารากอร์นสั่นสะท้านท่ามกลางสายฝน อาการดูจะย่ำแย่เข้าไปทุกที เลโกลัสจึงตัดสินใจพาพระภูวนัยเข้าไปพักในถ้ำใกล้ๆช่องแคบของหุบเขา

ภายในถ้ำสะท้อนไปด้วยเสียงธารน้ำไหลหลาก ขอบหินมีน้ำซึมลงมาเสียงซู่ซ่า ณ ที่แห่งนี้ไร้ซึ่งแสงสว่างที่จะนำทาง มีเพียงเสียงตาน้ำเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าด้านในยังคงไปต่อได้อีก เลโกลัสคลำทางไปอย่างระมัดระวัง หูของพรายเงี่ยฟังการนำทางจากธรรมชาติผู้อาทรณ์ ครั้นเมื่อเข้ามาถึงบริเวณตาน้ำ ที่นั่นเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ในโพรงลึก เหนือจากบ่อน้ำนั้นมีช่องแคบเปิดเป็นรูให้สายน้ำหลั่งไหลลงจากรูนั้นกลายเป็นน้ำตกที่สวยงามสายเล็กๆ แสงรำไรทอดลงบนผืนน้ำเห็นเป็นเกลียวสีเขียวมรกต

เลโกลัสค่อยๆพยุงอารากอร์นให้นอนลงบริเวณใกล้ๆกันนั้นที่มีอากาศปลอดโปร่ง พรายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆก็อดตกตะลึงกับความงามของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ เวลาล่วงเลยไปมากแล้วเขาจึงออกไปรวบรวมเชื้อเพลิงที่พอจะหาได้ในถ้ำมาก่อไว้ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ราชันย์ผู้หนาวเหน็บ

ใบไม้กลิ่นหอมหวนถูกหย่อนลงในน้ำร้อนที่เพิ่งถูกต้มจนเดือดใหม่ๆ เลโกลัสใช้มันสมานแผลให้กับอารากอร์นอีกขนานหนึ่งเพราะเกรงว่ากว่าพายุจะทุเลา และกว่าจะเดินทางด้วยเท้ากลับเข้าไปยังคฤหาสน์ลาสต์โฮมลี่เฮ้าส์ก็คงจะต้องใช้เวลา

บุตรแห่งธรันดูอิลเอนกายลงเคียงข้างร่างที่นอนสลบไสลของอารากอร์น ดวงตาสีฟ้าสว่างราวกับดวงดาวแห่งเอลเบอเรธสุกสกาวจับใจนั้นจ้องมองแน่วนิ่งไม่ละสายตา ความเศร้าเข้าเจือปนในแววตานั้นอีกครั้ง เลโกลัสใช้หลังมือแตะที่ใบหน้าผอมเซียวของ สหายจากกอนดอร์ ไล่ไปจนถึงลำคอ อารากอร์นมีไข้สูงและเนื้อกายสั่นเทาอย่างน่าสงสาร เลโกลัสมองดูแล้วกลับรู้สึกหนาวเหน็บแทนคล้ายกับกำลังเดินฝ่าพายุหิมะแห่งยอดเขาอันไกลโพ้น

ครั้นแล้วเมื่อพายุฝนโหมสาดกลับมาอีกครั้งหลังจากเพิ่งซาลงได้ไม่กี่ชั่วอึดใจ ท้องฟ้าก็ถูกเมฆหมอกคลืบคลานเข้าครอบงำทั่วบริเวณ ในถ้ำอับแสงลงยิ่งกว่าเดิม อากาศเย็นชื้นทำให้หายใจไม่สะดวกนัก แต่แล้วความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจจึงทำให้เจ้าชายพรายจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา

เขาฝันร้าย เห็นตัวเองยืนโดดเดี่ยวอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างเขียวขจี หลุมศพรอบกายตั้งเรียงรายกันมากมายนัก ทุกหลุมถูกประดับด้วยอัญมณีและของล้ำค่าแห่งกษัตริย์จากแดนดินตะวันตก

แสงแดดยามเช้าสะท้อนกับลำน้ำสีเขียวดุจอัญมณี เคลื่อนไหวไปตามระลอกน้ำ ความสว่างของรุ่งอรุณทอความอบอุ่นเข้าสู่ร่างกายอันอ่อนล้า เลโกลัสลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วเหลือบมองไปรอบกาย กองไฟที่สุมไว้เมื่อคืนมอดดับลงเหลือแต่เถ้าธุลี ในอ้อมแขนของเขาโอบกอดร่างอันร้อนรุ่มของอารากอร์นไว้ และดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดคืน สีหน้าของพระองค์ดูมีสีสันขึ้นกว่าเมื่อวานจนทำให้เลโกลัสสบายใจไปได้เปราะหนึ่ง

ไม่รีรอ ยุวราชแห่งเมิร์กวูดเก็บของเล็กๆน้อยๆที่เอาติดเนื้อติดตัวมา เพื่อเดินทางกลับเข้าคฤหาสน์ของเอลรอนด์ให้รวดเร็วที่สุด บัดนี้เสื้อผ้าของทั้งสองยังคงเย็นชื้น แต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อครั้งพบถ้ำนี้ใหม่ๆ เลโกลัสพยุงร่างของอารากอร์นไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง “ เดินทางกันต่อเถิด ” เขาพูดกับตัวเอง ก่อนจะพากันออกจากด้านในของถ้ำ

แสงสว่างส่องเข้ามาทั่วถึงในถ้ำ ทำให้การหาทางออกไม่ใช่เรื่องยากเหมือนกับการหาทางเข้า ในไม่ช้าก็ออกมาจนถึงด้านนอก เสียงฝีเท้าม้าดังแว่วมาที่ปากถ้ำ กระดิ่งเสียงใสส่งเสียงเป็นเพลงฟังเสนาะระรื่นหู เลโกลัสมองออกไปที่บริเวณลาดเขา และแล้วรอยยิ้มของเขาก็ปรากฏบนใบหน้าอย่างแช่มชื่น

เจ้าอาชาสีเมฆคู่กายกลับมาจากในป่า มันคงจะวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปเมื่อยามฟ้าร้อง หรือไม่ก็เข้าป่าไปตามหาตัวนายของมันที่กำลังตกที่นั่งลำบาก ม้าขาวพบนายของมันก็หยุดเต้นรำกระโดดจนตัวลอยไปมา ก่อนจะเข้ามาคลอเคลียเลียไล้ใบหน้าซีดขาวของเลโกลัสอย่างรักใคร่ หากแต่ไร้วี่แววของม้าสีน้ำตาลเข้มทรงเครื่องม้ากษัตริย์ของอารากอร์นแต่อย่างใด

เลโกลัสแบกร่างของอารากอร์นให้นั่งลงบนหลังม้าอย่างยากลำบาก ก่อนที่เขาจะขึ้นประจำที่ จับบังเหียนควบม้าไว้มั่น เจ้าม้าพรายคู่ใจวิ่งวนเวียนไปเวียนมาเหมือนรู้สึกถึงอะไรที่ทำให้ประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง เลโกลัสจึงได้พบว่าอารากอร์นเริ่มขยับกายและพึมพำอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถจับใจความได้

ความหวังยิ่งใหญ่ทอลงบนหัวใจอันแห้งผาก อารากอร์นรี่ตาลืมขึ้นช้าๆอย่างอ่อนแรง ถึงแม้จะดูเหมือนยังไม่ได้สตินัก หากแต่ทำให้เลโกลัสมั่นใจว่าเขาจะยังไม่หลับไหลไปตลอดกาล

ตลอดทางในป่าลึก ม้าขาวก้าวเท้าย่ำลงบนพื้นหญ้าเขียวขจีอย่างรวดเร็วปานสายลม หยดน้ำเกาะพราวบนยอดหญ้าทอประกายกับแสงแดด เส้นผมสีทองยาวเหยียดพลิ้วไปตามแรง ดวงหน้าขาวสว่างเพริศแพรวด้วยความงามนั้นนิ่วขมวดน้อยๆด้วยความมุ่งมั่น ตลอดจนเหล่านกอินทรีย์บนท้องฟ้าก็บินวนไปมาคล้ายกับกำลังปกป้องรักษา พวกมันส่งเสียงร้องดังโต้ตอบกัน ส่งข่าวคราวของเจ้าชายพรายและองค์อาคันตุกะจากดินแดนทางใต้

อา เอลเบอเรธ กิลโธเนียล

ซิลิเวรน เพนนา มีเรียล

โอ เมเนล อะกลาร์ เอเลนัธ

นา เคเรด พาลัน ดีเรียล

โอ กาลัธเรมมิน เอนโนรัธ

ฟานุยลอส เล ลินนาธอน

เนเฟอาร์ ซี เนเฟรอน

ลำนำเพลงพรายขานขับไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วพร่าแต่ช่างกังวานใส เลโกลัสเอื้อนเอ่ยมันไปตลอดทางด้วยความหวังและความเชื่อมั่น อารากอร์นลืมตารี่ๆและแววตานั้นก็ล่องลอยไปไกล ร่างนั้นเอนพิงแผ่นหลังของผู้ที่ถูกเรียกว่า สหายน้อย บนหลังม้าขาวที่ควบไปบนบาทวิถีคดเคี้ยวแห่งดินแดนป่าไพรอันแสนลึกลับ แต่กลับอุดมไปด้วยความงดงามน่าพิศวงอย่างน่าประหลาด --- ขอนามแห่งเอลเบอเรธจงช่วยคุ้มครองท่านด้วยเถิด เลโกลัสคิด ไม่ช้าหน้ามุขของคฤหาสน์จึงค่อยๆปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แสงสีทองส่องสว่างไปทั่วบริเวณอีกครั้ง

ทันใดนั้นเสียงกระดิ่งก็ดังหวานแว่วมาจากด้านใน ไม่นานนักร่างสง่าผ่าเผยของกลอฟินเดลล์ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับม้าพรายแสนงดงาม พรายเจ้าเห็นเลโกลัสก็เผยยิ้มออกมาอย่างสุขท้นเป็นที่สุด เขาตะโกน “ เลโกลัส ! ข้าดีใจเหลือเกินที่พบว่าเจ้าปลอดภัย ”

“ หากแต่อารากอร์นไม่เป็นเช่นนั้น ” เลโกลัสตอบ พลางบังคับม้าให้หยุดลงเมื่อกลอฟินเดลล์ควบม้าเข้ามาใกล้ กลอฟินเดลล์ผู้สว่างไสวมีสีหน้าหวาดวิตกเมื่อได้รู้ข่าวคราวจากเลโกลัส ก่อนที่เขาจะบังคับม้าให้หันกลับ

“ ม้าคู่กายของอารากอร์นวิ่งกลับมาเร็วปานสายฟ้าแลบ มันเปียกโชกไปทั้งตัวและล้มลงเมื่อมาถึงบันไดคฤหาสน์ เอลรอนด์จึงสั่งให้ข้าและเหล่าทหารพรายออกมาตระเวนดูรอบๆดินแดนป่า ” เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง พลางบังคับม้าให้วิ่งเหยาะๆนำทางเจ้าชายพรายเข้าไปตามทาง “ จู่ๆเจ้าก็หายไปพร้อมกับอารากอร์น เราทุกคนเป็นห่วงเจ้า โดยเฉพาะข้าที่ห่วงเสียจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ข้าไม่รู้เรื่องที่เอลรอนด์พูดกับเจ้าในวันนั้นดอก เพราะข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย หากแต่ทว่าข้ายังคงเป็นห่วงและเข้าใจความรู้สึกของเจ้าเสมอ...เลโกลัสผู้งดงามของข้า ”

เลโกลัสชะลอฝีเท้าม้าลงในที่สุด เขามองตามแผ่นหลังของกลอฟินเดลล์ที่ควบม้าไปอย่างองอาจ พรายผู้สูงสง่าไม่ได้หันมาสบตา แต่น้ำเสียงนั้นกังวานใสดุจระฆังแห่งดินแดนเทพและอ่อนโยนเหนือกว่าอื่นใด เลโกลัสระทมใจในส่วนลึกราวกับคำพูดอบอุ่นและหวังดีนั่นเสียดแทงเนื้อกายและหัวใจของเขา

กลอฟินเดลล์ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก กลับสะบัดสายบังคับม้าแล้วเร่งความเร็วให้มากขึ้นกว่าเดิม เจ้าชายรู้สึกผิดทั้งที่ไม่รู้ว่าตนทำผิดอะไร เหมือนหมอกเข้าบดบังในตาอย่างกะทันหัน เขารู้สึกอยากที่จะวิ่งลงไปในกระแสน้ำไหลเชี่ยวแล้วจมดิ่งลงไปโดยไม่ขึ้นมาอีกเสียเหลือเกิน

ร่างของอารากอร์นถูกจัดให้นอนบนเตียงนุ่มสบายนั้น เอลรอนด์ผละออกมาจากการดูแลอาการ เขายิ้มอย่างสุขุม “ เขาปลอดภัยแล้ว เจ้าจักสบายใจได้ ” ประมุขแห่งริเวนเดลล์บอก พลางโอบที่ไหล่ของอาร์เวนไว้ สีหน้าของนางซีดเซียวและเต็มไปด้วยแววแห่งความกังวล นางพยักหน้าช้าๆอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

“ เป็นอย่างไร? เจ้าไม่เชื่อใจการรักษาของพ่อหรือ? ” เอลรอนด์ซัก

“ หามิได้หรอกท่านพ่อ ” อาร์เวนตอบ “ ข้ามั่นใจเกินกว่านั้นเสียอีก หากแต่สิ่งที่ข้าเป็นห่วงมันไม่ใช่เพียงแค่อาการป่วยของอารากอร์นเพียงอย่างเดียว ” นางเอ่ยพลางส่ายศีรษะช้าๆ

“ มีเรื่องอะไรหรือ? เจ้าน่าจะบอกพ่อตั้งแต่แรก ” เอลรอนด์ว่า คิ้วของเขาขมวดยุ่ง จ้องหน้าเค้นหาคำตอบและเหตุผลแห่งความไม่สบายใจของบุตรี

“ ข้าคงบอกไม่ได้ในยามนี้ เพราะข้าเองก็ไม่แน่ใจ ข้าอาจคิดไปฝ่ายเดียว ” อาร์เวนหันกลับมายิ้มจางๆให้กับผู้เป็นบิดาอีกครั้ง นางค้อมศีรษะลงก่อนจะกล่าวต่อไป “ ขอบคุณเหลือเกินในความห่วงใยของท่านที่มีต่อข้าเสมอมา แต่ข้าจะไม่นำความไม่สบายใจของข้ามาให้ท่านแบกรับหรอกท่านพ่อ ”

เอลรอนด์ยิ้มกับคำพูดของบุตรสาว เขาลูบศีรษะนางเบาๆอย่างเอ็นดู ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกไปตามแนวทางเดินที่ปูด้วยพื้นหินอ่อนนี้ บานประตูบานใหญ่ตกแต่งด้วยไม้สีดำสลักโค้งไปเป็นลวดลายอันแสนวิจิตร ตลอดไปจนถึงด้านนอกระเบียงของสวนทางใต้ของคฤหาสน์

เลโกลัสได้แต่ยืนอยู่ไกลๆ หลังมุมของเสาสูงสีขาวใกล้ประตูห้องพักของอารากอร์น ไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบย่างเข้าไปภายใน คำพูดของอาร์เวนทำให้เขารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบกับกลอฟินเดลล์ยืนอยู่ ใบหน้าขาวสว่างดูสูงศักดิ์นั้นยิ้มจางๆ ในมือของเขาถือถาดที่วางคนโฑไว้

“ เจ้าควรไปพักผ่อน แทนที่จะมายืนทำเก้ๆกังๆอยู่หน้าห้องพักของลอร์ดอารากอร์น ” เขาว่า ดวงตาสีน้ำตาลใสของเขามองดูเลโกลัสด้วยแววตาลึกซึ้ง “ ไม่เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะเข้าไปเยี่ยมดูอาการของเขาเสียเลย ”

“ กลอฟินเดลล์ ข้า... ” เลโกลัสพูดขึ้น เขาส่ายสายตาเลิกลักอยู่นานก่อนจะกล่าวขึ้นมาอย่างตะกุกตะกัก แต่ก็กลับถูกหยุดคำพูดนั้นไว้ กลอฟินเดลล์เอ่ยออกมาทั้งๆที่เลโกลัสยังไม่เข้าใจความหมาย ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในห้องบรรทมของอารากอร์นพร้อมกับคนโฑสีฟ้าแวววาวนั้น

“ ความรู้สึกของข้าไม่ใช่ความต้องการครอบครองหรอก เจ้าจงสบายใจเถิด ไม่ต้องเอ่ยวาจาขอโทษข้า ข้าไม่มีวันถือโทษโกรธแค้นเจ้าแน่ๆล่ะ...พรายน้อยผู้แสนดีของข้า ”

“ ท่านหมายความว่าอย่างไร? ” เลโกลัสถามพลางวิ่งตามกลอฟินเดลล์เข้าไปในห้องเพื่อเค้นหาคำตอบ หากแต่พรายเจ้าไม่ตอบคำถาม เขาแตะนิ้วมือที่ริมฝีปากของตนเองเป็นเชิงให้เงียบเสียง กลอฟินเดลล์ตวัดสายตาชวนให้เลโกลัสมองเข้าไปภายในห้อง

บนเตียงนั้น ร่างที่คุ้นตานอนนิ่งหลับตาสนิท กลอฟินเดลล์ยิ้มแล้วหัวเราะเบาๆในลำคอเมื่อเห็นท่าทีกระวีกระวาดของเลโกลัส พรายหนุ่มก้าวเท้าย่ำไปย่ำมา จะไปก็ไม่ไป จะมาก็ไม่มา เหมือนกับกำลังคิดไม่ตกว่าควรที่จะมายืน ณ ที่นี้หรือไม่

“ ทำไมเล่า? เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหรือโฉมงามของข้า? ” ร่างสูงถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ใบหน้าขาวสว่างรับกับเส้นผมสีทองนั้นปรากฏรอยยิ้มอบอุ่น สายตาเอ็นดูของเขาไม่ละไปจากเลโกลัสเลยในเพลานี้

กลอฟินเดลล์วางคนโฑสีฟ้านั่นลงบนโต๊ะไม้เล็กๆที่มุมห้อง มองอารากอร์นก่อนจะสำรวจดูอาการ อารากอร์นนอนสลบไสลหลังจากได้รับการรักษาจากเอลรอนด์ ถึงแม้ว่าประมุขพรายแห่งริเวนเดลล์จะยืนยันว่าอาการของอารากอร์นฟื้นตัวขึ้นรวดเร็วกว่าที่คิดไว้มาก แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าอารากอร์นจะฟื้นเสียที

ดวงไฟสีเหลืองนวลสว่างเรืองรองส่องให้ภายในห้องกลายเป็นสีทอง คล้ายกับดินแดนแห่งทวยเทพ ลมจากภายนอกพัดพริ้วแผ่วเบาจากป่าทางตะวันออก ใบหน้ากึ่งยิ้มของกลอฟินเดลล์ชวนให้เลโกลัสสนเท่ห์ใจ เขาชะเง้อชะแง้อยู่พักใหญ่ ก่อนจะอดรนทนไม่ได้เดินเร็วๆเข้ามาที่ข้างเตียงของอารากอร์น

“ อาการของอารากอร์นดีขึ้นมากแล้ว เป็นเพราะอาร์เวนดูแลเขาไม่ห่างกาย นางเอาแต่นั่งเฝ้าจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน กุมมือเขาไว้ให้กำลังใจตลอดเวลา ” กลอฟินเดลล์พูดขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม ทำให้เลโกลัสหันกลับไปให้ความสนใจกับคำพูดของเขา สายตาของเจ้าชายเปี่ยมด้วยความเงียบเหงาและหวั่นเกรง จิตใจเย็นยะเยือกเมื่อกลอฟินเดลล์แตะมือลงที่ไหล่ เลโกลัสสะดุ้งน้อยๆคล้ายกับถูกเรียกให้คืนสติหลังจากที่มันเตลิดเปิดเปิงไปไกล

“ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังต้องพักผ่อน ที่สำคัญข้าก็มีเรื่องจะคุยกับเจ้าด้วย ข้าจะไปรอเจ้าที่สวนทางใต้ของคฤหาสน์ หวังว่าเจ้าจะไปพบข้าก่อนตะวันตกดิน หากไม่หลงทางเสียก่อน ” กลอฟินเดลล์พูดติดตลก พลางไล้มือที่ปรางแก้มของเลโกลัส ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับแล้วเดินออกไปอย่างเงียบขรึม

เลโกลัสมองตามกลอฟินเดลล์เดินข้ามธรณีประตูไปจนลับสายตา เขาทำสีหน้าครุ่นคิดในใจ ก่อนที่จะหันกลับมาหาอารากอร์นอีกครั้ง --- เลโกลัสนั่งลงที่ข้างเตียง มือเรียวสวยนั้นสั่นน้อยๆอย่างไร้สาเหตุในขณะที่บรรจงวางมันลงบนมือของอารากอร์น

“ แล้วข้าจะมาเยี่ยมใหม่ ” เลโกลัสยิ้มอย่างยากลำบาก น้ำตาเอ่อท้นในคลองตาอย่างไม่ทันตั้งตัว หยาดน้ำบริสุทธิ์สุกใสต้องสะท้อนกับแสงไฟเป็นประกาย หยดลงบนแขนของอารากอร์นข้างหนึ่ง “ ก่อนที่อาร์เวนจะกลับมา ข้าควรต้องไป...ถูกไหม? กลอฟินเดลล์ ”

เมื่อเลโกลัสผละออกมาจากที่นั้น เขาไม่ทันได้สังเกตฝ่ามือที่ขยับอย่างฝ่าฝืนความสามารถของร่างกายแห่งองค์ราชันย์เลย นิ้วมือนั่นกระดิกเกร็งขืนคล้ายกำลังพยายามจะรั้งผู้เป็นที่รักยิ่งไว้ให้อยู่ข้างกาย ฝันร้ายเข้าครอบงำจิตใจที่ร่ำร้องอยู่ภายในเปล่งเป็นนามเดียวในนิมิตนั้น คนเดียวเท่านั้น --- ข้าต้องการเจ้ามากกว่าอื่นใด อยู่ข้างๆข้าเถิด อย่าจากข้าไป เลโกลัส ! เลโกลัส ! เลโกลัส ! ....เลโกลัส !!!

แสงสีทองฉายพ้นขอบเนินเขาที่อยู่ไกลโพ้นทอดเป็นเงาสีครึ้มยาวเป็นทาง โอบรอบผืนทะเลสาบสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ ยามกระแสน้ำพัดไหวไปตามลมส่งเสียงซาๆไพเราะ ในสวนทางใต้ของคฤหาสน์ลาสโฮมลี่เฮ้าส์ ร่างสูงสง่ายืนอยู่ที่ขอบระเบียงหินอ่อน สายตาคู่นั้นมองทอดออกไปยังผืนน้ำไกลลิบด้วยรอยยิ้มเจือนจาง ดอกไม้สีเหลืองอ่อนในสวนหันหน้าคล้อยตามพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าอยู่อีกไม่นาน และแล้วเสียงฝีเท้าหนึ่งก็ทำให้กลอฟินเดลล์หันไปให้ความสนใจ

ผู้ที่เพิ่งมาถึงยิ้มน้อยๆให้ ก่อนที่จะเดินตรงเข้ามาหาเขา “ นึกไปว่าเจ้าจะไม่มาเสียแล้ว ” กลอฟินเดลล์พูด “ หรือว่าเจ้าหลงทางจริงๆ ” คำพูดของพรายเจ้าเอื้อนเอ่ยไพเราะเป็นน้ำเสียงใสกังวานอยู่ในความคิด เลโกลัสหัวเราะออกมา

“ กว่าจะออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย ” เลโกลัสว่า ดวงตาคู่สวยสีฟ้าสว่างนั้นแสนสุกใสยามเมื่อต้องแสงอาทิตย์อัสดงส์ กลอฟินเดลล์ยืนนิ่งงันจับจ้องดวงหน้าเฉิดฉายนั้นไม่วางตา

“ บุตรแห่งธรันดูอิลงดงามถึงเพียงนี้ ถูกแล้วที่ใครต่อใครก็จำต้องหลงรัก ” พรายเจ้าเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่ความเงียบบริเวณนั้นก็ไม่ทำให้ประสาทหูของพรายผิดพลาดจับความไม่ได้ เลโกลัสชะงักพลางหันมามองกลอฟินเดลล์อย่างพิศวง

กลอฟินเดลล์ไม่ได้พูดอะไร เขายังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะสัมผัสมือของเขาลงบนปรางแก้มขาวของเลโกลัส “ เจ้างดงามเหลือเกิน แต่เจ้ามักโศกเศร้าเสมอ ” ถึงประโยคนี้ น้ำเสียงของกลอฟินเดลล์ดูแผ่วพร่าลง เขาส่ายศีรษะน้อยๆก่อนหลับตาลง ร่างสูงบ่ายหน้ามองทอดออกไปที่ไกลสุดสายตานั้นอีกครั้ง ผมสีทองของพรายสะท้อนพราวกับแสงสีแดงซีด

“ เจ้ารู้หรือไม่? โฉมงามของข้า...ว่าเจ้าไม่สามารถกลบกลื่นความทุกข์ตรมไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียวได้ตลอดไปหรอก ถึงแม้เจ้าจะต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่เจ้าจะไม่มีวันรู้เลยว่าใครบ้างที่ต้องเจ็บกับเจ้า หรือเจ็บกว่าเจ้าหลายเท่านัก ” กลอฟินเดลล์กล่าวก่อนถอนหายใจยาว

“ ท่าน... ” เสียงแผ่วเบาลอดริมฝีปากสีแดงกลีบกุหลาบนั้นออกมาในที่สุด เลโกลัสเบิกดวงตากลมโตขึ้นด้วยความตื่นใจ “ ท่านรู้อะไรอยู่หรือ? แล้วท่านกำลังต้องการจะบอกอะไรกับข้า? ”

กลอฟินเดลล์นิ่งไปพักใหญ่ เขายืนสูดลมหายใจและปล่อยให้สายลมอบอุ่นจากทิศใต้พัดต้องใบหน้าของเขา ก่อนจะพูดออกมาในที่สุด “ ไม่มีเรื่องใดเกี่ยวกับเจ้าที่ข้าไม่รู้ เพราะข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่วันแรกที่ข้าได้พบหน้าเจ้า เจ้าคงไม่รู้ว่ายาวนานเท่าไรแล้วและคงจะไม่ได้จดจำมัน เพราะข้าเองก็เคยเหมือนกับเจ้าในยามนี้ที่จงใจจะเก็บงำความทุกข์ไว้เพื่อแบกรับแต่เพียงผู้เดียว ”

“ กลอฟินเดลล์ ท่านรู้? ” เลโกลัสถาม ในขณะนี้แววตาของเขาเศร้าหมองลงอย่างไม่เสแสร้งอีกต่อไป คำพูดของกลอฟินเดลล์ทำให้เขารู้สึกเจ็บร้าวหนักขึ้นเป็นร้อยพันเท่า น้ำเสียงซึ่งเจือด้วยความกลัดกลั้นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มฝืนตรมของกลอฟินเดลล์ยิ่งแผดเผาดวงใจอันเหี่ยวเฉา

“ ใช่ ข้ารู้เสมอ ” กลอฟินเดลล์ตอบ “ และข้าก็รู้ดีกว่าเจ้าทรมานเพียงใด อนุญาตให้ข้าปลอบโยนเจ้าเถิด แค่เพียงเพลานี้เท่านั้น ” เลโกลัสฟังแล้วจึงหลับตาลงแช่มช้า แพรขนตางอนยาวชื้นขึ้นมาพร้อมกับดวงตารื้น แต่ก็สามารถกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลรินลงมาได้ เขารู้สึกสงสารกลอฟินเดลล์จับใจ ทั้งยังรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไม่อาจให้อภัยตัวเองได้

สองเรียวแขนสอดรับกอดแสนอบอุ่นเคล้าไปด้วยความรักและปรารถนาดี กลอฟินเดลล์โอบเลโกลัสอย่างถนอมรักใคร่ ทำให้เจ้าชายพรายรู้สึกปลอดภัยอย่างท้วมท้น

“ ร่ำไห้กับข้าเถิด ถ้าเจ้าต้องการปลดปล่อยน้ำตา ”

“ กลอฟินเดลล์ ข้าขอโทษ ” เลโกลัสกล่าว “ ข้ามิอาจหลั่งน้ำตาต่อหน้าใครได้อีก นอกจากเขา ท่านช่างดีกับข้าเหลือคณา หากแต่ข้าคงมิอาจ... ”

“ มิอาจรักข้าได้นั่นสินะ ” กลอฟินเดลล์พูดแทรกขึ้นก่อนที่เลโกลัสจะพูดจบ ใบหน้าของเขาประทับด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่แสนงดงาม “ ข้าเข้าใจ มันยากเย็นเหลือเกินที่จะเปลี่ยนใจไปรักใครใหม่ พรายมักจะจมปลักอยู่กับจิตใจที่ไม่มีวันลืมเลือนรักแท้ของเขาได้ดอก จริงไหม? ” พรายผู้สง่างามค่อยๆเชยคางเรียวของเลโกลัสขึ้นสำรวจใบหน้าอย่าเบามือ เขายิ้มแย้มเมื่อเห็นว่าไม่มีแม้แต่รอยน้ำตาปรากฏให้เห็น “ หากข้าไม่ชวนเจ้ามาที่นี่ เจ้าคงจักนั่งเฝ้าอาการของลอร์ดอารากอร์นจนไม่หลับไม่นอน และเมื่อเลดี้อาร์เวนกลับมา เจ้าก็จักต้องปวดร้าว หลีกทาง และต้องร่ำไห้คนเดียวในยามจันทราส่องแสง ถูกไหม? ซึ่งข้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

“ เลโกลัส... บางครั้งเจ้าเลือกที่จะแก้ปัญหาโดยไม่ปรึกษาใคร แม้แต่กับหัวใจของเจ้าเอง ความคิดของเจ้าพยศพอๆกับใจ ปล่อยมันให้เป็นไปตามแรงที่มันจะสามารถโผผินไปบ้างเถิด เมื่อนั้นเจ้าจะไม่ทุกข์ และคนที่รักเจ้าก็จะไม่เช่นกัน ”

พรายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบสายตาอีกหนึ่งผู้สูงศักดิ์อย่างงุนงง “ ข้าไม่เข้าใจความหมายนั้น ” เลโกลัสกล่าว กลอฟินเดลล์ไม่ตอบ เขาคลายกอดปลดปล่อยร่างบางนั้นเป็นอิสระ พลางยิ้มอย่างมีความหมาย

“ นี่แน่ะเลโกลัส ข้าปลดปล่อยเจ้าให้โผผินไปสุดแรงปรารถนาแล้ว แม้แต่ในอ้อมกอดข้า หัวใจเจ้ายังร่ำร้องดิ้นรน เจ้าไม่รู้สึกหรอกหรือ? ” กลอฟินเดลล์ยิ้มจาง ก่อนจะหันหลังเดินออกไปที่ขอบระเบียง ดวงตาที่ทอประกายราวกับเก็บแสงดาวนับล้านไว้ในนั้นทอทอดออกไปสุดปลายขอบฟ้า “ ไปสิ ไปเถิด --- ไปตามหาสิ่งที่หัวใจเจ้าเรียกร้องเสียแต่บัดนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป ”

เลโกลัสมองแผ่นหลังนั้นอย่างซาบซึ้ง ความอบอุ่นที่กลอฟินเดลล์มอบให้นั้นถึงแม้จะเป็นชั่วครู่ แต่กลับคล้ายขุมพลังอันยิ่งใหญ่ องค์ยุวราชคลี่ริมฝีปากออกเป็นรอยยิ้มงดงาม “ ขอบคุณเหลือเกินพี่ชายข้า --- ขอถือวิสาสะเรียกท่านเช่นนี้ หากท่านไม่รังเกียจ ”

“ เป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำ ” พรายเจ้าแห่งริเวนเดลล์กล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เลโกลัสค้อมตัวลงเป็นเชิงทำความเคารพ ก่อนที่ร่างปราดเปรียวของเจ้าชายจะรุดผ่านซุ้มดอกไม้สีขาวโค้งของสวนออกไปจนเกือบลับสายตา

กลอฟินเดลล์ยังยิ้มไม่จาง เขาหันกลับมามองอีกครั้งเมื่อร่างเลโกลัสก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนสลักลวดลายวิจิตอันแสนงามงดนั้นขึ้นไป “ พี่ชายหรือ? ” น้ำเสียงแผ่วเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวได้รูปนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ พรายเจ้าอดขันตนเองไม่ได้ ใบหน้าขาวสว่างดุจมีแสงทองเรืองรองออกมายามต้องแสงตะวันยามเย็นหันกลับไปมองริมขอบฝั่งอีกด้านของทะเลสาปที่เต็มขนัดไปด้วยต้นไม้ใบเขียวชอุ่ม พร้อมกับหยาดน้ำตาใสที่หลั่งรินลงมาดุจน้ำค้างคืนเพ็ญ

บาดแผลของข้าได้รับการเยียวยาแล้ว

แล้วบาดแผลของเจ้าเล่า? เลโกลัสผู้งดงามของข้า

จักหาทางรักษาทางใดได้อีกหรือ?
นอกเสียจากปล่อยให้พญาไม้ได้เคียงคู่กับใบสีเขียวตามธรรมชาติ
ถึงแม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่ช่วงฤดูใบไม้ผลิใบเท่านั้นก็ตามที

 

จบตอน

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1