ONE RING

LOTR Fiction By Tong
All characters owned by J.R.R. Tolkien
Aragorn X Legolas

-----------------------------------------------------------

บทที่ ๒

“ ลึกในดวงใจพิสุทธิ์ ”

สองมือจับสายบังคับม้าขาวผูกไว้กับลำต้นไม้ใหญ่ ผู้เป็นนายลูบหลังเจ้าอาชาสีเมฆอย่างคุ้นเคย ก่อนที่สองเท้านั้นจะก้าวเดินย่ำลงบนต้นหญ้าเขียวขจีที่ขึ้นอุดมไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว

เสียงกิ่งไม้แหวกออกดังแครกครากไปตามแรง เจ้าชายพรายซอยฝีเท้าผ่านแนวไม้ครึ้มที่ปกคลุมดินแดนพฤกษาไว้ทะลุออกมายังแนวผาสูง

สายลมแรงพัดต้องพระพักตร์ขาวของโอรสแห่งธรันดูอิล เส้นผมสีทองของเจ้าชายสะบัดพริ้วไปตามกระแสวายุที่พัดได้อย่างไม่รู้เหนื่อย ลมหายใจถูกผ่อนออกมาแรงๆ พร้อมกับหัวใจที่สูบฉีด

เลโกลัสมองลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง แนวพื้นดินสูงต่ำผิดระดับกัน ธารน้ำไหลหลั่ง สีเขียวชอุ่มของพฤกษาที่เคยเยียวยาจิตใจ เหตุใดบัดนี้มองแล้วจึงชวนให้โทสะพลุ่งพล่านขึ้นมาเสียได้ คิ้วโก่งได้รูปนั้นย่นขมวดกันยุ่งเหยิง ก่อนที่คันศรจะถูกกระชับไว้ในมือมั่น พลันกระชากลูกธนูจากกระบอกขึ้นสายอย่างรวดเร็ว

“ แย่ที่สุด !”

ลูกศรลอยละลิ่วอย่างรวดเร็วไปกลางอากาศ เสียดสีและแหวกว่ายไปในสายลม เสียงของเลโกลัสดังสะท้อนหุบเขาเบื้องหน้าซึ่งไกลออกไปหลายร้อยไมล์ นัยน์ตาสีฟ้าสุกใสของเขาแทบจะกลายเป็นสีฟ้าขุ่นเข้มในบัดดล พลางเงื้อมือกระชากลูกธนูอีกดอกเตรียมขึ้นสาย

“ เลโกลัส พอทีเถิด ”

อารากอร์นที่เพิ่งตามมาถึงในทันท่วงที คว้าข้อมือเจ้าชายพรายที่กำลังโกรธเกรี้ยวไว้ แต่ทว่าเลโกลัสก็กลับสะบัดตัวออกจนอารากอร์นถึงกับเซถลา

“ พอทีเถิด เจ้าดูไม่เหมือนเลโกลัสเอาเสียเลยในกาลนี้ ”

“ แล้วจะทำไมเล่า ? ในเมื่อในความรู้สึกของพวกท่าน ถ้าต้องการจะให้ข้าเป็นเช่นไร ท่านก็บงการได้อยู่แล้วนี่ ” เลโกลัสกระแทกเสียงพูด สีหน้ายิ่งทวีความไม่พอใจขึ้นยิ่งนัก มือเรียวนั้นขึ้นสายคันศรสุดแรง แต่เพียงชั่ววูบก็เหมือนกับร่างกายลอยล่องออกไปกลางอากาศ

อารากอร์นโผตัวเข้ารวบร่างของเลโกลัสไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง ยื้อแย่งคันศรได้ก็ทิ้งมันลงกับพื้นหญ้าด้านข้าง เลโกลัสพยายามดิ้นรนแต่ก็ยังดูจะไม่เป็นผล

“ ปล่อยข้า ! ถึงแม้ท่านก็ไม่มีสิทธิ์บังคับข้าในยามนี้หรอก ถึงกายข้าจะเป็นของอาณาจักรและราชบิดา แต่ใจข้าย่อมเป็นของข้าวันยังค่ำ ”

“ ใจเจ้าไม่ใช่ของข้าหรอกหรือ ?”

เศษใบไม้ปลิวตกจากกิ่งก้านสาขา สีของมันอ่อนโรยกว่าใบอื่นๆบนต้นมัน เมื่อหมดเวลาก็ร่วงหล่นลงมาตามแรงชักนำของสายลม ช่องว่างของเวลาผ่านไปพร้อมกับความเงียบงันในยามนี้ ทั้งสองยืนนิ่งลงเมื่อจบประโยคที่อารากอร์นเอื้อนเอ่ย สายตาขององค์ราชันย์ไหวชั่ววูบหนึ่ง เลโกลัสจ้องสายตาพระองค์แล้วก็หลบหน้า พรายหนุ่มกระอักในลำคอ ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงแหบพร่านั้นให้ละล่ำละลักออกมาจนได้

“ อดีตได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว ”

น้ำเสียงแผ่วนั้นคล้ายเป็นการยั่วให้องค์ราชันย์ระเบิดความรู้สึกออกมาได้ในฉับพลัน อารากอร์นรู้สึกเหมือนมีแท่งน้ำแข็งขนาดมหึมาทิ่มแทงแล้วบดขยี้เข้าไปกลางหัวใจ

“ เลโกลัส … เพราะอะไรกัน ? ทำไมเจ้าถึงต้องทำตัวห่างเหินข้านัก เราเป็นมิตรกัน เราเป็นสหายที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมามิใช่หรือ ? เรามีใจให้กัน เรารักกันด้วยดวงหฤทัยของเจ้าและข้า แล้วเจ้ากลัวอะไร ? อะไรทำให้เจ้าหวั่นเกรง ” อารากอร์นกล่าวเสียงเข้ม พระองค์คลายกอดจากเลโกลัส เจ้าชายบ่ายหน้ากลับไปอีกทางอย่างช้าๆ

“ ข้าไม่มีอะไรจะเอ่ยกับท่านในเรื่องนี้หรอก ”

“ เจ้ารักข้า ข้ารู้ ! และข้าก็รักเจ้ายิ่งกว่าอื่นใด แต่ทำไมเจ้าไม่ยอมรับเสียที ” อารากอร์นจับที่ต้นแขนของเลโกลัสอีกครั้ง เขาลงน้ำหนักไปอย่างไม่รู้ตัว “ เพราะอะไรเล่า ? เจ้าตอบข้ามาเถิด เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ? เป็นเพราะเพียงแค่เจ้าเป็นยุวราชแห่งเมิร์กวูด ส่วนข้าเป็นกษัตริย์แห่งกอนดอร์ ? หรือเป็นเพราะเจ้าเป็นพราย แล้วข้าเป็นมนุษย์กันแน่ ?”

“ ไม่ ! ไม่ใช่ทั้งนั้น !” เลโกลัสตวาด พลางสะบัดตัวให้หลุดออกจากพันธนาการขององค์พระขัตติยะ

“ แล้วทำไม ? เพราะเหตุใด ?”

“ เพราะท่านคือพระสวามีของเลดี้อาร์เวน ! นั่นคือความสัจจริง ท่านลืมไปแล้วรึไรกัน !” เลโกลัสตะหวาดเสียงลั่น ริมฝีปากของเขาสั่นระริกอย่างหยุดไม่ได้ นัยน์ตาสีเงินเคลือบฟ้าโรจน์ขึ้นชั่ววูบก่อนที่มันจะสั่นไหวราวสายน้ำ

เลโกลัสรู้สึกปวดระบมจนแทบล้มทั้งยืนเมื่อเอ่ยคำออกไป ร่างบางหลบสายตาคมกริบของคู่สนทนาซึ่งยังคงจ้องนิ่งมาที่ใบหน้าของเขาอย่างไม่ลดละ พลางค่อยๆขยับตัวช้าๆ พยุงร่างที่จู่ๆก็รู้สึกเบาหวิวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด มือข้างหนึ่งไต่โขดหินสูงๆต่ำๆไปนั่งลงที่ชะง่อนผา

อารากอร์นถอนหายใจออกมาแรงๆ สีดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาขุ่นด้วยความเคืองใจ ก่อนที่สองขาที่ก้าวยาวๆตามเลโกลัสมา บุตรแห่งอาราธอร์นเอ่ยด้วยน้ำเสียงขูดคร่าอยู่ในลำคอ “ นั่นไม่ใช่เหตุผลเลย ข้าไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวดองข้องค้างกันอย่างไร ”

“ ท่านช่างโหดร้าย !” เลโกลัสว่า “ อาร์เวนนางผิดอะไรหรือ? ท่านถึงทำกับนางเยี่ยงนี้ ” เขากำที่ชายอาภรณ์กษัตริย์แห่งกอนดอร์ ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองอารากอร์น มือเรียวนั้นสั่นสะท้านยิ่งกว่าอื่นใด ถึงแม้น้ำเสียงของเจ้าชายจะฟังดูแข็งกร้าวนักหนา

“ ถึงกายของข้าจะเป็นของราชบิดา บ้านเมือง ประชาราษฎร์ และแม้แต่องค์ราชินี แต่ใจข้าย่อมเป็นของข้า ! --- หน้าที่ของข้าลุล่วงโดยสมบูรณ์สมปรารถนาของพระชนก และด้วยการณ์นี้ข้าจึงรู้เวลาที่ควรจักตามหาจิตวิญญาณกลับคืน ข้าไม่เหมือนเด็กโง่บางคนที่ชอบหลอกตัวเอง แสร้งทำเป็นกล้าหาญแต่กลับแค่เพียงภายนอกเท่านั้นดอก ” อารากอร์นล้อเลียนคำพูดของพรายหนุ่มด้วยรอยยิ้มเหยียด ร่างสูงมองต่ำลงมา พลางใช้ฝ่ามือหนาหยาบกระด้างลูบบนเส้นผมนุ่มสีทอง เลโกลัสพูดไม่ออกแต่ในใจกลับเดือดเป็นไฟ เขาปัดมือของอารากอร์นให้พ้นๆตัวอย่างไม่ใยดี อารากอร์นจึงถือโอกาสพูดต่อ

“ เจ้าเกรงอาร์เวนจะเป็นทุกข์ จึงพยายามปกป้องนางให้พ้นจากทุกข์นั้น นั่นคือความเป็นเจ้า...เลโกลัส หากแต่วิธีที่ทำให้เจ้าต้องแบกรับความเศร้านั้นไว้เอง นั่นเป็นวิธีที่ไม่ฉลาดเลย ” อารากอร์นกล่าวพลางจับจ้องนิ่งอยู่กับใบหน้าขาวสะอ้านของเลโกลัส

เจ้าชายพรายนิ่งงันไม่ไหวติง เชิดหน้ากรายสายตาออกไปยังหุบเขาที่ไกลโพ้นออกไป โผล่ให้เห็นไรๆคล้ายกำแพงปรักหักผังสูงๆต่ำๆสีเทาหม่น แต่อีกนัยหนึ่งก็คล้ายกับว่าเขาไม่ได้มองอะไรเลย ประหนึ่งเดียวกับสายลมพริ้วตีไม่ยั้งที่อกด้านซ้าย หยาดน้ำใสหนึ่งหยดก็เอ่อปริ่ม ณ คลองตาช้าๆ แล้วไหลระเรื่อยออกมาจากดวงเนตรเป็นทางดิ่งข้างแก้มนวลบนใบหน้าเย็นชานั้น

เจ้าชายพรายไม่เช็ดน้ำตา เหมือนกำลังพยายามกลบเกลื่อนไม่ให้อารากอร์นรู้ว่าเขาร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สติปัญญาและสายตาเฉียบไวของ อารากอร์น หรือ สไตรเดอร์ ที่เขารู้จักนั้น เคยคล่องแคล่วว่องไวเท่าไรก็เท่านั้น --- อารากอร์นกุมมือที่หัวไหล่ของเลโกลัส แล้วจับพลิกตัวให้หันมาจ้องตา ครานี้พรายหนุ่มนิ่งอึ้งไม่ทันหลบสายตา จึงสู้สายตากันเสียให้รู้แล้วรู้รอดกันไป

พระภูวเนศแตะหลังนิ้วชี้ที่ข้างปรางแก้มขององค์ยุวราช สำรวจใบหน้าซ้ายขวา ทรงสรวลในลำคอ ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้อย่างประณีตบรรจง “ มีอะไรน่าขัน? ” เลโกลัสถามอย่างไม่พอใจ อารากอร์นมองเขาอย่างมีความหมายเคลือบแคลง แต่ก็กลับไม่ตอบอะไรออกมา ทรงโอบสองแขนรอบเอวบางของเจ้าชายพรายไว้หลวมๆแทน

“ หยุดด่าว่าข้าสักนาทีจะทำให้เจ้าหายใจหายคอไม่คล่องไหม? ” อารากอร์นล้อ เลโกลัสขมวดคิ้วพลันสะบัดหางตากลับมาจ้องหน้า อ้าปากจะต่อว่าอีก แต่อารากอร์นก็ขัดขึ้นไว้ทันท่วงที “ คืนแรกที่ข้ามาถึงริเวนเดลล์เจ้ายังเยือกเย็นสมเป็นยุวราชองค์เดียวแห่งกษัตริย์พรายธรันดูอิลอยู่เลยมิใช่หรือ? แต่หลังจากนั้นเจ้าก็ทำตัวเหมือนกับเด็กอมมือ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วอย่างนี้จะให้ข้าไม่ปฎิบัติต่อเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆได้อย่างไรกันเล่า? ”

สิ้นเสียงทุ้มต่ำของอารากอร์น แทนที่จะมีท่าทีกระฟัดกระเฟียดดุจเด็กเอาแต่ใจตัวเหมือนเคย เลโกลัสกลับนิ่งงันไปครู่ใหญ่จนอารากอร์นเองยังแปลกใจ “ เลโกลัส...เจ้ายังฟังข้าอยู่หรือไม่? ” พระองค์ทรงตรัสถามซ้ำอย่างหวาดวิตกเมื่อสายตาของเลโกลัสเหม่อมองทอดต่ำไปที่อื่นเสีย ความเศร้าในส่วนลึกครอบงำความแวววาวนัยน์ดวงเนตรคู่สวยนั้น เหมือนดั่งเมฆฝนที่จู่ๆก็เข้าครอบครองผืนฟ้าที่เคยสว่างสดใส

“ อารากอร์น ” เลโกลัสเอ่ยออกมาในที่สุด “ คืนนั้นข้าครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างหนักแล้ว และข้าก็รู้สึกผิดมหันต์ที่กำลังทำหรือว่าคิดเรื่องอะไรพรรค์นี้ ”

“ เจ้าคิดอะไร? ” ร่างสูงขมวดคิ้วทำสีหน้าฉงนใจ เลโกลัสถอนหายใจก่อนจะพูดออกมาอย่างยากลำบาก

กระแสพรายพัดหวิวผ่านแพรเส้นผมยาวสีอร่ามดุจแสงจันทร์ในคืนเพ็ญ ในขณะที่ริมฝีปากนั้นจะเริ่มขยับเขยื้อนเอื้อยเอ่ยวาจา ความหนาวเข้าโอบกอดรอบร่างกายทำให้เย็นยะเยือก อารากอร์นยืนนิ่งรอคำตอบดั่งต้องมนต์สะกด

“ ข้าเคยคิดว่า...ข้ารักท่านด้วยหัวใจแห่งข้า ด้วยความบริสุทธิ์ ” พรายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องแผ่วๆอยู่ในโสตประสาทขององค์ราชันย์ “ ถึงแม้เราจะเป็นดั่งเช่นเส้นขนาน ไม่มีวันมาสมทบบรรจบกันได้ หากแต่หัวใจข้าจะไม่มีวันหยุดรักท่าน ”

“ เลโกลัส...... ” อารากอร์นฟังแล้วรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่หัวใจ น้ำเสียงหวานใสของโอรสแห่งกษัตริย์พรายฟังดูระทมทุกข์อย่างเหลือล้น --- เมื่อแลไปเบื้องหน้า ภาพของเลโกลัสก็ดูพร่ามัวมีแสงสว่างระเรื่อราวกับภาพฝัน ความรู้สึกชุ่มบังเกิดในคลองตาของกษัตริย์แห่งกอนดอร์อย่างมิได้ตั้งใจ

พรายหนุ่มผู้งดงามหลับตาลงช้าๆ “ ข้าพร้อมจะเคียงข้างท่านไม่ว่าเวลาใด ข้าพร้อมจะปกป้องท่านไม่ว่าสถานการณ์ไหน ข้าพร้อมจะสละสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อขอแค่ให้ท่านรู้ใจข้าบ้างว่าข้ารักท่านมากมายเพียงใด --- ข้าลืมนึกถึงนาง...อาร์เวน นางจำต้องทุกข์ใจหากรู้ว่าข้าได้แก่งแย่งหัวใจของท่านไปจากนาง ”

อารากอร์นเอื้อมมือมาจับที่ข้อมือของเลโกลัสไว้เบาๆ สีหน้าของเขากังวลและไม่สบายใจ เรียวปากนั้นพึมพำบางอย่างเหมือนอยากจะพูดอะไร หากแต่เลโกลัสกลับหันมาจ้องตาเขาด้วยแววตาสุกใสและสั่นรื้นในคราวเดียวกัน

“ ข้าช่างเห็นแก่ตัวนัก ทั้งที่ข้ารู้ดีว่าในที่สุดนางจะเป็นผู้ที่มายืนเคียงข้างท่าน เมื่อภารกิจแห่งแหวนจบสิ้น ข้า...ก็จำต้องจากไป แต่ข้ากลับดึงดันเฝ้าฝันถึงท่านตลอดเวลา ข้าได้ทรยศต่ออาร์เวน ผู้ซึ่งเมตตา รัก และเอ็นดูข้ามาแต่ยังเยาว์ ”

“ ไม่จริง เจ้าไม่ได้เลวร้าย ถ้าหากจะมีคนที่ผิดก็คือข้านี่เอง ” อารากอร์นพูดแทรกขึ้นมาเสียงเศร้า “ ข้านี่เองที่ไม่จักหักห้ามใจ ถึงแม้เจ้าจะไม่มีใจให้ข้าเลย แต่ข้ารู้ว่าอย่างไรใจข้าก็จะมีแต่เจ้า เป็นความกรุณาของเจ้ามากที่มีรักแด่ข้า ข้าดีใจมาก อย่าโทษตัวเองอีกเลย ”

อารากอร์นยังพูดไม่ทันจบดี เรียวนิ้วชี้ขาวสวยก็แตะลงเบาๆที่ริมฝีปากของเขา เลโกลัสเอ่ยด้วยรอยยิ้มจาง “ ข้ามีภาระหน้าที่ที่จักต้องทำ ข้าไม่ควรที่จะปักใจต่อท่านอีกต่อไปแล้ว ข้าควรจำต้องปล่อยวางมันเสียที ”

“ ไม่...อย่าทิ้งข้าไป ได้โปรดเถิด ”

“ เราสองเปรียบดั่งเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้ หากแต่จะยังเคียงข้างกันตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์ ข้าไม่มีวันทอดทิ้งท่านหรอก อารากอร์น...ข้าจักมอบความเป็นมิตรแท้แด่ท่านเสมอไปตราบที่ท่านต้องการ ข้าสัญญา ”

“ โอ...ไม่...... ” องค์ราชันย์อดกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งไหล ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนี้อีกครั้งให้ได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมจากทางเหนือที่แสนหนาวเหน็บ เสียงนั้นฟังแล้วชวนให้หดหู่ใจเป็นที่สุด “ ข้าอยากให้เจ้ารับรู้เช่นกันว่าข้ารักเจ้า ” ริมฝีปากของอารากอร์นสั่นระริก พระองค์วงฝ่ามือทาบลงบนหน้าอกซ้ายของคนตรงหน้า “ เจ้าเป็นผู้ที่ทำให้จิตวิญญาณยังคงอยู่กับกายาแห่งข้า ข้าจะไม่มีวันรักใครอื่นได้เทียมเจ้าหรอก ถึงแม้เจ้าจะปฏิเสธความรักจากข้าก็ตามที ”

ร่างสูงโน้มตัวอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมกอดแนบแน่น อารากอร์นยื้อร่างบอบบางของเลโกลัสเอาไว้ดุจดั่งอยากจะครอบครองร่างนี้ไปอีกนานเท่านั้น คำพูดของเลโกลัสดุจดาบสองคมที่เชือดเฉือนจิตใจของทั้งสองฝ่ายให้ขาดสะบั้น หากแต่คงต้องยอมรับมันแต่โดยดี

สายลมพริ้วขานขับลำนำพราย

ใจสลายครั้นลารักจักอดกลั้น

จำตัดใจแต่ไม่วายอาลัยกัน

จำไว้มั่นเถิดยอดรัก ข้าไม่อาจหักใจจากท่านเลย

เสียงกังวานหวานหูของเลโกลัส เอื้อนเอ่ยขานขับร้องออกมาเป็นบทเพลงแห่งเหล่าพราย ถอดความเป็นภาษากลางได้อย่างงดงาม

จบแล้วเขาจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้ร้าวในอก “ ลำนำเพลงพรายแห่งดินแดนป่า นิยายปรัมปราของความรักอันแสนเศร้า ข้าจำบทหนึ่งได้แม่นยำ หวังว่ามันจะสามารถแทนความในใจข้าให้ท่านได้รับรู้ ”

“ เลโกลัส ข้ารักเจ้าเหลือเกิน ”

ชั่วครู่หนึ่งความเย็นยะเยือกเข้าครอบคลุมทั่วบริเวณ อารากอร์นและเลโกลัสผละออกจากกันพลางมองสำรวจไปรอบๆ ครั้นดวงตาสีฟ้าสว่างเบิกกว้างมองตรงลงไปใต้ยอดผา พรายหนุ่มก็กลับต้องร้องออกมา “ โทร์ล !”

ฝูงพวกโทร์ลปีศาจร้ายที่น่ารังเกียจคลืบคลานจากใต้ผาขึ้นมาด้านบนอย่างรวดเร็ว อารากอร์นชักดาบออกมาจากฝักซึ่งแนบไว้ข้างลำตัว “ มันออกมาจากป่าทมิฬ !” เขาตะโกน ก่อนจะไต่ลงไหล่เขาไปอย่างรวดเร็ว เลโกลัสจับคันธนูแน่นในมือแล้วตามลงไปติดๆ

พรายหนุ่มกระโดดอย่างคล่องแคล่วว่องไวขึ้นไปเหนือเชิงผาอีกด้าน พลางยกมืดจับศรธนูขึ้นสาย อารากอร์นเข้าโรมรันอย่างเอาเป็นเอาตายกับปีศาจที่โผล่ออกมานับไม่ถ้วน ดาบแห่งกษัตริย์ในมือกวัดแกว่งฆ่าฟันมันจนล้มลงทีละตัวๆ ครั้นแล้วร่างดำตะคุ่มของปีศาจร้ายตนหนึ่งโผล่ออกมาจากแนวป่าด้านหลัง ฉุดตัวอารากอร์นให้ล้มลงไม่เป็นท่า

“ อารากอร์น !” เลโกลัสตะโกนพลันขึ้นสายธนูเล็งไปที่โทร์ลยักษ์ ลูกศรลอยละลิ่วตรงไปที่ตัวของมันแต่นอกจากจะไม่ระแคะระคายแล้ว ยิ่งจะทำให้มันโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอย่างร้ายกาจ

มือใหญ่โตของมันจับกระชากร่างของอารากอร์นเหวี่ยงไปให้พ้นทาง คมดาบในมือมันกดลงรุนแรงเฉียดแขนซ้ายของกษัตริย์แห่งกอนดอร์ ก่อนที่มันจะตรงปรี่เข้ามาหาเลโกลัสแทน สถานการณ์คับขันหนักขึ้นเมื่อลูกธนูหมดลง

“ เอลเบอร์เรธ ! กิลโธเนียล ! ” พรายหนุ่มตะโกนก้อง ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนขนลุกก็ดั่งกึกก้องไปทั่วป่า สายลมพัดกระหน่ำดุจพายุ ฟ้าที่เคยสดใสกลับมีเมฆหมอกสีดำทมึนเข้าครอบคลุม พวกโทร์ลหันรีหันขวางกันอย่างหวาดกลัวก่อนจะวิ่งหายกันเข้าไปในป่าลึก ห่าฝนอันโหดร้ายจู่ๆก็เทลงมาไม่หยุดยั้ง

“ อารากอร์น ! ทำใจดีๆไว้ อย่าหลับตาเชียว !” ไม่มีอื่นใดให้ใส่ใจอีกแล้ว เลโกลัสวิ่งไม่คิดชีวิตฝ่าสายฝนรุนแรงนั้นเข้ามาหาร่างที่ล้มนอนกับพื้นของอารากอร์น ท้องฟ้าร้องครืนครานและมีแสงแลบแปลบปลาบน่ากลัวยิ่งนัก

เจ้าชายพรายคุกเข่าลงด้านข้างร่างสูง สายตาของอารากอร์นเหม่อลอยขึ้นไร้ที่หมาย จึงประคองศีรษะให้นอนบนตัก เลโกลัสค้อมตัวก้มลงพลางท่องถ้อยคำภาษาที่ไม่คุ้นหู ก่อนจะทาบริมฝีปากลงบนบริเวณบาดแผล

“ คมกริชนี่มีพิษ ! มนต์แห่งพรายจักช่วยชะลอพิษนั่นได้ แต่เพียงไม่นานนัก อารากอร์น...แข็งใจไว้ ข้าจะช่วยท่าน ” เลโกลัสเอ่ย ก่อนจะพยุงร่างหนักอึ้งของอารากอร์นขึ้น ยกสองแขนพาดไว้บนไหล่ พากันฝ่าฟันสายฝนเย็นเยียบที่บาดเสียดร่างกายและทิ่มแทงหัวใจของเขาทั้งสอง

ข้าจักปกป้องท่านด้วยสองมือข้า

ข้าจักช่วยเหลือท่านด้วยมันสมองแห่งข้า

ข้าจักภักดีต่อท่านด้วยหัวใจรักแห่งข้าชั่วนิรันดร

แข็งใจไว้ อย่าเพิ่งจากข้าไปรวดเร็วนัก

...ราชันย์แห่งดวงใจข้า ท่านได้ครอบครองมันไว้แล้ว...

 

จบตอน

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1