Never let go

Aragorn X Legolas

AU LOTR fiction by Tong
Inspired by “Don't let go”
Artist: Bryan Adams feat. Sarah McLaughlin

Author's Note : ละอายเหลือเกินที่จะบอกว่าเป็นฟิคที่เขียนค้างไว้ตั้งแต่ สิงหาปีที่แล้ว โฮลี่ชิ๊ท ! ดองนานขนาดน้อ ! ที่บอกว่าเป็น AU ทั้งที่มันดูไม่ AU แม้แต่น้อย เพราะว่าไม่แน่ใจ ตัวเองไม่มีความรู้ขนาดแฟนพันธุ์แท้ LOTR (แต่ก็มีใจรักใน LOTR ไม่แพ้ใคร) บวกกับที่แต่งเสริมเติมแต่งเข้าไปเองนั้นก็มากอยู่ ขอเขียนไว้เท่ๆว่า AU แล้วกันเจ้าค่ะ ^^ ขอบคุณตัวละครทุกตัวที่เป็นของ J.R.R. Tolkien ทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับข้าเจ้าเล้ยยยยย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

“ ปล่อย ! สมีโกลเจ็บ ! พรานป่าตัวร้ายทำสมีโกลเจ็บ !” เสียงกู่ตะโกนซีดซาดลอดไรฟันของร่างเล็กงุ้มงอ ผิวหนังลื่นแฉะน่าสมเพชเวทนาของเจ้ากอลลัม ร้องโอดครวญพลางดิ้นไปดิ้นมากับพื้นหญ้าเฉอะแฉะ ที่คอของมันถูกรัดไว้ด้วยเชือกพรายเส้นยาวและเหนียวแน่น ทำให้มนุษย์ร่างสูงที่กำอีกปลายเชือกเริ่มมีน้ำโห พลันกระชากเชือกพรายสีเงินเงาในมือรั้งคอเจ้าตัวประหลาดเสียจนกลิ้งโค่โร่

แสงตะวันคล้อยต่ำหลุบไล้บทผืนหญ้าชื้นแฉะตรงหน้า ท้องฟ้าภายใต้แมกไม้ใบหน้าเขียวครึ้มแลดูมืดดำและอับแสง สองเท้าก้าวย่ำพื้นดินเย็นเยียบฝ่าสุมทุมพุ่มไม้ ก้าวข้ามรากแข็งใหญ่โตของต้นไม้ใหญ่ที่เจริญเติบโตงอกเงยตั้งแต่เมื่อครั้งโลกยังเยาว์นัก

“ หุบปากเสียทีเถิดพ่อสัตว์ร้ายน่าทุเรศ ! ก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหว เอาดาบปาดคอหอยแกให้ตายเสียตรงนี้ !” พรานหนุ่มคำรามด้วยความโกรธ ความเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายวันที่จำต้องรับภาระซึ่งสหายมอบหมายให้ช่วย ยิ่งทำให้สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกบตัวนี้แลดูน่ารำคาญยิ่งขึ้นมากกว่าที่เคยเป็น

กอลลัมร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องเสียงแหบแหลมน่าขนลุก มันล้มตัวลงเกลือกกลิ้งไปมา พล่ามไม่หยุดปาก “ พรานป่าตัวร้ายทำสมีโกลเจ็บ ! เจ้าพ่อมดเคราเทาจอมเจ้าเล่ห์ ! พวกมันหลอกสมีโกล สมีโกลน้อยผู้น่าสงสาร ”

เมื่อหลายวันก่อนอารากอร์นจับตัวเจ้ากอลลัมได้ที่บึงมรณะ มันกำลังก้มๆเงยๆท่าทางน่าสงสัย ประกอบกับเรื่องราวที่สหาย แกนดัล์ฟพ่อมดเทา เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความลับบางอย่างที่คาดว่าเจ้ากอลลัมเก็บงำไว้ พรานหนุ่มและพ่อมดคาดคั้นเรื่องราวจากปากของเจ้ากอลลัม หากแต่มันก็เอาแต่พูดวนเวียน ไม่ก็สับสนวกไปวนมาคล้ายกับกำลังโต้เถียงกับตัวเองอยู่ เมื่อไม่ได้การณ์อะไรคืบหน้า ด้วยความเมตตาและเวทนา แกนดัล์ฟจึงฝากฝังให้อารากอร์นพาตัวเจ้ากอลลัมไปฝากไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งแทนที่จะฆ่ามันทิ้งเสีย ส่วนตัวพ่อมดเทาปลีกตัวไปทำธุระด่วนอีกทางหนึ่ง

“ สมีโกลเจ็บ ! เชือกกลิ่นเหม็นนี่บาดคอสมีโกล ! เชือกที่พวกพรายทำ สมีโกลเกลียดพวกพราย ขอให้มันฉิบหาย !” กอลลัมร้องกรีดๆ พลางถ่มน้ำลายใส่อารากอร์น เหมือนเป็นการดีดเส้นฟางสุดท้ายที่ฉุดอารมณ์ร้อนของพรานหนุ่มไว้ให้ขาดสะบั้น อารากอร์นคว้าคอเจ้ากอลลัมพลันบีบเค้นหนักหน่วงที่คอหอย

เจ้ากอลลัมเบิกตากลมซีดสีเหลืองซีดของมันกว้าง สองขาถีบตัวทุรนทุราย พรานหนุ่มเผยอริมฝีปากขู่ แต่มันก็กลับสะอึกสะอื้นขึ้นมาก่อนที่อารากอร์นจะได้พูดอะไร กอลลัมกัดริมฝีปากพลางทำเสียงสั่นเคราในลำคอ กอลลัม ! กอลลัม ! สายตาของเหมือนเหลือกกว้างและมีแววเขียววับอย่างหวาดหวัน กางสองขาสองแขนคลานสี่ขาหลุนๆไปหลบเบื้องหลังอารากอร์น

“ สมีโกลเหม็นสาบ ! เหม็นกลิ่นพรายป่า !” มันร้องก่อนจะลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้นอีกครั้ง ใช้มือกางซูบซีดจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของมันบีบรัดที่คอตน ทำเสียงโครกครากในลำคอราวจะสำลักน้ำ

เมื่อนั้นเองที่พรานป่าหยุดข้อกังขา เงยหน้าขึ้นสบกับพื้นที่เขตดินแดนแห่งพรายป่าซิลวัน ณ ใจกลางป่าดิบทึบชื้นแฉะที่ในอดีตเคยเต็มไปด้วยพวกผีร้ายและสิ่งชั่วช้านานับปการ แต่ในบัดนี้หลังจากการเข้ายึดครองโดยสภาขาว วังสูงปกคลุมด้วยไม้เลื้อยบนพื้นเรียบมันวาววับของหินอ่อนดุจมุขตั้งตระหง่าน และเสียงลำธารน้ำหลากไหลเอื่อย ทหารพรายป่าเส้นผมยาวต้องแสงตะวันรำไรเดินลาดตระเวณอย่างเป็นระเบียบน่าเกรงขามปรากฎอยู่เบื้องหน้า -- เมิร์กวู้ด ป่าเก่าแก่ทางตอนเหนือ

.

.

.

แสงดาวระยิบวิบวาวเกลื่อนกลาดท้องฟ้าสีดำสนิท ดวงจันทร์ข้างขึ้นอวดโฉมเด่นเต็มดวงเหนือเงาไม้โบกไหวตามแรงลมเอื่อยเฉื่อยที่พัดต้องใบหน้าพรานหนุ่มในเพลานี้ อารากอร์นก้าวเท้าเหยียบพื้นดินซึ่งคลุมไว้ด้วยหญ้ามอสต์เขียวขจี ดอกไม้ป่าในยามดึกต้องน้ำค้างหยาดพิสุทธิ์กระพริบเป็นแสงวับชั่วครู่คราวเมื่อต้องแสงดาว อารากอร์นปล่อยใจให้เพลิดเพลินในค่ำคืนเงียบสงบ คิดเรื่อยเปื่อยในทุกๆเรื่องที่ต้องขบคิด เสียงแหบพร่าน่ารำคาญชวนให้สะอิดสะเอียนของเจ้ากอลลัมเงียบไปแล้วเมื่อมันถูกส่งตัวให้ทหารพรายจับตัวไปคุมขัง

โอ มอร์เฮนเนียน ไอ ดูห์
เอลลี ซิริอาร์ เอลซิลา
ไอ ! อานิรอน อันดูมิเอล

ทิโร ! เอล เอริอา เอ มอร์
ไอ เลียร์ เอน เอล ลูอิธา อุเรน
ไอ ! อานิรอน...

พรานหนุ่มชะงักงันราวกับต้องมนต์สะกด สองมือที่แตะทาบอยู่บนผิวไม้สีเทาเรืองในความมือผละออกเมื่อเสียงเพลงพรายแว่วเสนาะต้องหู อารากอร์นไม่อาจรู้ได้ว่าต้นตอของน้ำเสียงกังวานใสนั่นอยู่แห่งหนใด หากแต่เสียงนั้นยังคงก้องในโสตประสาทราวกับอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ

บทเพลงภาษาเควนย่าสูงส่งสละสลวย ชวนให้ต้องในหูและอยากสดับฟังอีกครา เนื้อเพลงถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างเนียนนอบละเมียดละไม จนพรานป่าต้องยอมรับว่าความรู้ภาษาพรายของเขายังไม่สามารถถอดความมันออกมาได้ไพเราะเพราะพริ้งเท่า

ภายใต้เงามืดงันครั้นราตรีกาลข้าประจักษ์
ความฝันคล้อยบิน ดวงดาวส่องแสงจรัส
อา ! ข้าวิงวอนดวงดาวอีเว่นสตาร์

ดูนั่น ! แสงดาวอาบไล้ส่องทางมนมืดทมิฬดำ
บทเพลงแห่งดาราพราวพร่างล่อลวงฤทัยข้าให้ลุ่มหลง
อา ! ข้าวิงวอน...

พรานป่าเอื้อมมือสากกร้านแหวกกิ่งใบต้นไม้เย็นเหยียบเปิดทางเบื้องหน้า ต้นเสียงแห่งบทเพลงของพรายชั้นเจ้าดึงดูดให้สองเท้าของเขาเดินรี่เข้าไปค้นหาเจ้าของเสียงนั้น น่าแปลกที่เสียงหวานดุจระฆังทองแห่งองค์วาลาร์เหมือนอยู่ใกล้ แต่ทุกก้าวที่ข้ามผ่านราก กิ่งเล็กเรียว และใบเป็นรวงทึบของพฤกษาก็ไม่ได้ทำให้แลเห็นเพียงเสี้ยวหน้าของใครแต่อย่างใด

อารากอร์นเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ลำนำเพลงหมดไปหลงเหลือแค่เสียงฮัมทำนองเพลงเดิมแต่ยังคงไพเราะ จนในที่สุดเมื่อพรานหนุ่มใช้แขนปัดแหวกรวงไม้เปียกชื้นนั้นจนม่านสีเขียวแหวกออก แสงจันทร์สะท้อนไล้บนแพรผมยาวสลวยสีทองอร่ามท่ามกลางแนวไม้ ร่างเพรียวบางสูงสง่าในอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลประกายเงินพริ้วไหวตามทำนองเพลง ครั้นเมื่อผู้มาเยือนย่ำเท้าลงอย่างพยายามให้แผ่วเบาที่สุด แต่ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนหลบซ่อนกายจากร่างเพรียวตรงหน้าได้

ร่างงามงดนั้นหันใบพักตร์ขาวสะอ้านเรืองๆในเงาไม้ห่างออกไป หากแต่ดวงหน้านั้นกระจ่างชัดในความมืดราวกับเก็บแสงดาวเอาไว้ในดวงตาประกายสีฟ้า ในตากลมโตมีแววตระหนกน้อยๆ บทเพลงหยุดอยู่แค่เพียงเท่านั้น

อารากอร์นยกมือสองข้างขึ้น “ ข้ามาดี ” พรานป่าว่า พรายหนุ่มหยุดการเคลื่อนไหวมองคนแปลกหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ เพียงชั่วครู่ในความเงียบนั้น ไม่มีเสียงเปล่งวาจาใดๆ ร่างสูงเพรียวงามผุดผาดนั้นหันหลังย่างก้าวลึกเข้าไปในแนวไม้ด้วยฝีเท้าแผ่วเบาไร้สุ่มเสียง ราวกับเหาะได้ในอากาศ ดวงตาสีฟ้าประกายดุจผลึกแก้วจับจ้องไปหน้าพรานหนุ่มไม่วางตา

“ ช้าก่อนท่านผู้งดงาม !” อารากอร์นร้อง “ ข้าคือสไตรเดอร์ ข้าเดินทางขึ้นมาจากดินแดนทางใต้ ข้าใคร่อยากทราบนามแห่งท่าน โปรดบอกข้าได้หรือไม่? ”

ริมฝีปากสีแดงกลีบกุหลาบนั้นคลี่ยิ้มออกช้าๆ สง่าและสูงส่งด้วยสิริโฉมเกรียงไกร ร่างนั้นค่อยๆเดินหายเข้าไปในเงามืดจนอารากอร์นต้องออกวิ่งตาม รอยยิ้มละไมนั้นคล้ายกับสั่งให้เขาต้องร้องเรียก “ ช้าก่อนท่าน !” ลัดเลาะไปตามสุมทุมพุ่มไม้รกทึบ ไม่มีเสียงฝีเท้าอื่นใดนอกเสียจากเสียงวิ่งย่ำเศษใบไม้เปียกของอารากอร์น พรานป่าได้ยินเสียงน้ำไหลกรากสะท้อนแว่วมาแต่ไกล ยิ่งวิ่งลึกเข้าไปเท่าใดก็ยิ่งชัดหูขึ้นเท่านั้น

ถัดจากแนวไม้รกชัฏแสงระยิบบางอย่างปรากฎลอดสันกิ่งใบบางๆ ที่ยังคงแผ่กว้างอยู่เบื้องหน้า ละอองเย็นชื้นลอยกระทบลงบนผิวหน้าพรานหนุ่ม และเมื่อเดินฝ่าออกไปอีกสองสามก้าว ม่านทะเลหมอกไอละอองน้ำลอยฟุ้งทั่วบริเวณ น้ำตกสายใหญ่สาดซ่าลงบนผืนน้ำไหวระยิบสะท้อนเป็นรูปดวงจันทร์เต็มดวงปรากฏกลางบ่อน้ำ อารากอร์นแลซ้ายขวาค้นหาร่างเพรียวเมื่อครู่ แต่ไม่มีวี่แววใครสักคน เขาถอนหายใจยาวออกมาในที่สุด

“ ไอ ! อานิรอน อันดูมิเอล ” อารากอร์นพึมพำ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปในทางเดิม เขานึกเสียดายและเสียใจในคราวเดียวกัน จะได้พบกันอีกไหม อีกนัยหนึ่งก็ประหลาดใจในสิ่งที่เห็นว่ามันคือเรื่องจริงหรือว่าความฝันกันแน่

.

.

.

บานประตูสูงบานใหญ่เปิดออกส่งเสียงดังแอดก้องไปทั่วบริเวณ สายตาคมของพรานป่าทอดมองรอบกาย สถานที่อันยิ่งใหญ่โอ่อ่างดงามพิศวงของวังใต้แห่งเมิร์กวู้ด ถ้วนทั่วด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ภายในห้องโถงเป็นวังโปร่ง ส่วนกลางขนาบข้างทางเดินพื้นหินอ่อนสีมุขค้ำไว้ด้วยเสาใหญ่ยักษ์สลักลวดลายใบไม้สองข้างทาง พนังเปิดกว้างเผยให้เห็นแพสีเขียวชอุ่ม และน้ำตกสายใหญ่ตกสาดลงกระทบก้อนหินส่งเสียงซู่ซ่าไม่ไกลนัก ครั้นก้าวเดินตามทหารพรายที่ผายมือรับอารากอร์นเป็นเชิงเชื้อเชิญ ในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าแท่นบัลลังค์ซึ่งตั้งอยู่สูงสุด

พรานหนุ่มก้มหน้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นแล้วจึงก้มศีรษะทำความเคารพบุคคลซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังค์สีแมกไม้ ลอร์ดธรันดูอิล กษัตริย์พรายแห่งป่าเมิร์กวู้ด

“ ยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับท่านอีก เอสเทล ” สุ่มเสียงก้องกังวานไพเราะกล่าวกลั้วหัวเราะ ถึงแม้อารากอร์นจะยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตาราชันย์แห่งพรายผู้นี้ แต่ก็พอเดาได้ไม่ยากว่าใบหน้าของเขาแต้มไปด้วยรอยยิ้มยินดีเพียงใด “ ครั้งที่ข้าพบท่านครั้งสุดท้ายนั้น ท่านยังเป็นเพียงเด็กน้อย ”

“ ข้าเองก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้พบท่านอีกครา ” อารากอร์นเดินมาเบื้องหน้า ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าบัลลังค์ทำความเคารพ เสียงลมหวีดหวิวเคล้ากับเสียงธารน้ำหลากลงกระทบหินทำให้อารากอร์นรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่เคย

ธรันดูอิลเอื้อมมือเรียววางลงที่บ่ากว้างของพรานหนุ่มเป็นเชิงให้ลุกขึ้น ทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างเอ็นดู พลางสรวลในลำคอเบาๆ “ ถ่อมตนน่ายกย่อง น่ายกย่อง ”

พลังกดดันพลันมลายหายไปกับเสียงหัวเราะนั้น ทุกสายตารอบข้างที่จับจ้องไม่วางแปรความหมายไปในเชิงบวกในความรู้สึกของอารากอร์น ชายหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อยพลางวาดสายตาขึ้นหมายจ้องพระพักตร์ของกษัตริย์ธรันดูอิล หากแต่ประกายสว่างไสวบางอย่างด้านข้างนั้นทำให้เขาชะงักงัน

ร่างเพรียวในชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียวใบไม้ประกายเงิน ยืนสำรวมอยู่เคียงข้างบัลลังค์นั้น ดวงหน้าขาวสว่างชวนให้ระลึกถึง ดวงตากลมโตสีแมกไม้ ผมสีทองอร่ามดุจดวงดาวประกายพฤก ริมฝีปากสีแดงกลีบดอกกุหลาบแย้มเล็กน้อยนอบน้อมงดงามยิ่งนัก แพรผืนผ้าเนื้อบางเบาระเรื่อยไล้เอวบางคอดกับสะโพกผาย

บุตรแห่งอาราธอร์นจ้องมองพรายผู้นั้นไม่วางตา แล้วรู้สึกตัวอีกทีด้วยความละอายในสายตาของตนที่กำลังลากไล้บนผิวเนียนละเอียดอย่างก้าวก่าย แต่ถึงอย่างไรนั้น เขามั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองเป็นแน่ พรายหนุ่มผู้นี้พรานป่าพบเมื่อคืนก่อนยามที่ดาราพราวพร่างฟ้าปรากฏดวงหน้าเรืองในความมืดมิด และผู้งดงามก็กำลังเมียงมองชะม้ายชายตามาที่เขาเช่นกัน

“ เอสเทล เอ...ไม่ใช่สิ ” ลอร์ดธรันดูอิลกล่าวต่อ ทรงสะดุดชั่ววูบ แล้วเผยยิ้มอ่อนโยนออกมาอีกครั้ง “ อารากอร์น -- นี่คือเลโกลัส บุตรเพียงผู้เดียวแห่งข้า เจ้าจำได้หรือไม่ เขามักท่องเที่ยวไปทั่วดินแดนป่า ครั้งนี้โชคดีเหลือเกินที่เขาหยุดซุกซน เห็นเมิร์กวู้ดงดงามน่าพิศวงบ้าง เจ้าทั้งสองจึงได้พบกันอีกครา ”

“ พบกันอีกงั้นหรือ? เลโกลัส......ใบไม้เขียว ” อารากอร์นพึมพำในลำคอ

ธรันดูอิลชำเลืองมองเจ้าชาย เลโกลัส ก่อนจะพูดต่อ “ นี่แน่ะ เลโกลัส บุรุษผู้นี้คืออารากอร์น บุตรแห่งอาราธอร์น ทายาทแห่งอิสซิลดูร์ แนะนำเยี่ยงนี้อาจจะไม่คุ้น เพราะทั้งเจ้าและข้าติดปากที่จะเรียกเขาว่าเอสเทล ”

“ อารากอร์นหรือ? ” เลโกลัสทวนด้วยสีหน้าสงนสนเท่ห์ใจ แต่แล้วอารากอร์นโค้งให้ธรันดูอิล ก่อนจะก้าวท้าวขึ้นมาบนแท่นต่ำกว่าบัลลังค์หนึ่งขั้น แล้วประคองมือเรียวขาวเคล้ากลิ่นหอมอ่อนๆของเลโกลัสขึ้นจุมพิต

“ ข้าคืออารากอร์น ทายาทอิสซิลดูร์ หรือสไตรเดอร์ คนจรไร้นามผู้นั้น ”

เจ้าชายพรายเบือนหน้าหลบสายตาที่จ้องขึ้นมาของว่าที่กษัตริย์แห่งนครสีขาว ริมฝีปากแย้มประดับบนใบหน้าสีแดงระเรื่อ เลโกลัสค่อยๆปลดมือออกจากมือใหญ่ น้ำเสียงหวานกังวานหูเอ่ยขึ้นต่อมา “ ยินดีที่ได้พบท่านอีกครา ลอร์ดอารากอร์น ท่านเติบโตขึ้นมาจนข้าจำไม่ได้ พระบิดาคอยเล่าความเป็นไปของท่านให้ข้าฟังมาบ้าง แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับการได้พบ ไม่คิดว่าเติบโตขึ้นแล้วท่านจะสง่างามกว่าที่ข้าคิดไว้ถึงเพียงนี้ ”

อารากอร์นหัวเราะ “ ไม่เคยมีใครพูดเหมือนท่านมาก่อนเลยเจ้าชาย หากความสง่างามของข้าไม่อยู่ที่เนื้อตัวสกปรก ว่าแต่..เราเคยพบกันมาก่อนด้วยหรือท่าน ข้าจำไม่ได้ ” อารากอร์นนิ่วหน้าฉงนใจ เลโกลัสยิ้มตอบน้อยๆ เข้าใจวิถีของมนุษย์

“ เราเคยพบกันตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นเอสเทลน้อยของเอลลาดานและเอลโรเฮียร์ ”

ราวกับถูกรอยยิ้มนั้นสะกดให้คล้อยตาม อารากอร์นพยายามนึกถึงช่วงเวลานั้น หากแต่เขาคงยังเล็กจนจดจำไม่ได้ บุคคลอันงดงามถึงเพียงนี้ เขาลืมไปได้อย่างไรกัน

“ เอาล่ะๆ ” จู่ๆ เสียงของลอร์ดธรันดูอิลก็ดังขึ้นหยุดความคิดของอารากอร์น “ ท่านกลับไปพักผ่อนเถิดอารากอร์น แล้วเย็นนี้มาพูดคุยกันต่อที่โต๊ะอาหาร ข้าอยากรู้เกี่ยวกับเจ้าตัวประหลาด กอลลัมนั่นจริงๆ ”
.
.
.

เย็นวันนั้นหลังจากการพูดคุยที่โต๊ะอาหาร บุตรแห่งอาราธอร์นได้พูดคุยกับกษัตริย์พรายแห่งเมิร์กวู้ดเกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปที่ริเวนเดลล์ และเจ้าตัวประหลาดกอลลัม เจ้าชายพรายนั่งฟังการหารือนั่นอยู่ด้วย นานๆครั้งจะเอ่ยแสดงความคิดเห็นขึ้นมาที แต่นั่นก็ทำให้อารากอร์นนึกชื่นชมความเฉลียวฉลาดที่แฝงอยู่ภายใต้ใบหน้างดงามนั้นด้วย

คืนนี้ดวงดาวดาดาษกลาดเกลื่อนท้องฟ้าสีมืดดำ อารากอร์นเดินลัดเลาะสวนหลังวัง เรื่อยมาตามทางที่เดินเมื่อคืน แหวกกิ่งไม้ใบหน้าสีเงินเรืองในความมืดนั้นจนได้สดับยินเสียงเพลงพรายกังวานใสอันไพเราะยิ่ง
เสียงนั้นเงียบลงเมื่ออารากอร์นเหยียบเท้าลงบนกิ่งไม้หนึ่งจนหักเปาะ เลโกลัสหันกลับมายิ้มให้ รอยยิ้มนั้นงดงามไม่แพ้ครั้งแรกที่ได้เห็น

“ ข้าไม่น่าไว้ใจพรานป่าเลย สะกดรอยข้ามาจนได้ ”

อารากอร์นหัวเราะในคำพูดแฝงอารมณ์ขันนั้น เขาไม่เถียงว่าสะกดรอยเจ้าชายพรายมา เพื่อหวังจะได้ฟังสุ่มเสียงหวานนั้น และได้เสวนากันเพิ่มเติม

“ ขอโทษที่เมื่อวานข้าหลบไปโดยไม่ทันได้ทักทาย ”

“ ข้าไม่ถือสาเลยในวันนั้นท่านผู้งดงาม ” ทายาทอิสซิลดูร์ถอนหายใจ พลางพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ เจ้าชายพรายเช่นท่านคงไม่ต้องการจะคลุกคลีเสวนากับคนจรสกปรก ”

“ ไม่เลย !” เลโกลัสปฏิเสธทันควัน “ ข้าไม่เคยตัดสินผู้ใดแค่เพียงเปลือกนอก มันเป็นเรื่องยากที่ใครจะสามารถมองทะลุเศษหินที่ห่อหุ้มทองคำล้ำค่าไว้ และข้าก็คนหนึ่งที่ไม่มีความสามารถเพียงพอ ” อารากอร์นมองตามร่างพรายป่าที่ยุรยาตรเข้ามาใกล้ ทีท่าสง่างามนั้นเป็นบุญตาที่ได้พบเห็น แม้ว่าอารากอร์นจะคลุกคลีกับเหล่าพรายเจ้ามาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เขาก็ไม่เคยพานพบพรายป่าตนใดที่มีความงามพิศวงเช่นเลโกลัส
“ หากแต่ข้าเห็นแววตาเฉลียวฉลาดน่านับถือ และอากับปกิริยาวาจาน่ายกย่องผิดจากคนจรทั่วไปของท่านเมื่อแรกเห็น ”

อารากอร์นโค้งแทนคำขอบคุณ จ้องมองเจ้าชายด้วยแววตาที่มีความหมาย เลโกลัสโค้งตอบและมอบรอยยิ้มราวรูปสลักอันล้ำค่าให้ อารากอร์นกล่าว “ ท่านก็ช่างงดงาม และไหนจะน้ำเสียงก้องกังวานไพเราะจับขั้วหัวใจนั่น ยิ่งทำให้ข้าอยากเสวนากับท่านยิ่งๆขึ้น ท่านคงตกใจคนจรเนื้อตัวสกปรกอย่างข้า ถึงแม้รูปกายจะไม่ใช่สิ่งที่ท่านมองเป็นอันดับแรก แต่การพูดคุยกับบุคคลที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้หนักสำหรับเจ้าชายพรายเช่นท่าน ข้าเข้าใจ ”

.

.

.

ในขณะช่วงเวลาที่มิตรภาพระหว่างอารากอร์นและเลโกลัสกำลังผลิบาน สาร์นด่วนจากแกนดัล์ฟพ่อมดเทาก็ถูกส่งมายังเมิร์กวู้ด อารากอร์นเข้าไปร่ำลากษัตริย์ธรันดูอิลและเหล่าทหารพรายที่คอยดูแล อำนวยความสะดวกระหว่างที่เขาอยู่ที่นี่ ที่ท้องพระโรงแล้ว ในคืนอันเงียบสงบแห่งเมิร์กวู้ดนั้น ณ ริมบ่อน้ำตกลึกเข้าไปในป่าหลังสวน

“ ข้าไม่รู้ว่าวันใดจะได้พบท่านอีกครา หากแต่ข้าจะเฝ้านับดาวรอคอยให้วันนั้นมาถึง ” เลโกลัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเศร้าโศก เขาทอดสายตามองดวงดาวบนฟากฟ้า
อารากอร์นก้าวเข้าไปประคองเรียวมือขาวนวลทั้งสองนั้นไว้ “ จงมองดูดาวใต้ดวงนั้นเถิด เลโกลัส แสงสว่างที่ไม่เคยดับของดาวแห่งอิสซิลดูร์เทียบเท่ากับมิตรภาพของเราที่จะไม่เคยเลือนราง ”

“ ท่านจะไม่ลืมข้าอีกใช่หรือไม่...เอสเทล ”
“ ข้าสัญญาด้วยชีวิตของข้า เจ้าชาย ”

.

.

.

กาลเวลาพ้นผ่าน นานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ เลโกลัสได้รับบัญชาจากลอร์ดธรันดูอิลให้นำสารเรื่องการหายตัวไปของเจ้ากอลลัมไปที่อิมลาดริส และในการประชุมที่คฤหาสน์ของเอลรอนด์นั่นเอง เลโกลัสก็ต้องประหลาดใจ

เมื่อการประชุมสิ้นสุด เหล่าคณะพันธมิตรแห่งแหวนทั้ง 9 ได้ถูกมอบหน้าที่ให้นำแหวนแห่งอำนาจไม่ทำลายที่มอร์ดอร์ เลโกลัสและอารากอร์นก็ได้พบกันอีกครา

“ ข้ากลับมาทวงสัญญาจากท่าน อารากอร์น ”

 

… F I N …

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1