Milked Coffee

[ Chapter II ]

Randy Keith Orton X John Felix Anthony Cena
AU Fiction by Tongkun

-----------------------------------------------------------------

Espresso สีเข้มกลิ่นหอมฉุย ควันของมันลอยกรุ่น คลอกับเพลงคลาสสิคที่เปิดเบาๆกล่อมอารมณ์ผู้คน ถึงแม้จะเป็นเวลาเลิกงาน แต่ Randy ก็ไม่ได้สนใจจะดื่มเหล้าเหมือนอย่างที่คนอื่นๆนิยม เรียกได้ว่าเวลาไหนก็ขอเพียงกาแฟซักแก้ว. John ก็เช่นกัน จะให้อ่านหนังสือจนหัวบานขนาดไหน อย่างน้อยแค่นมซักแก้วก็ยังดี

ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ในหลืบมุมของร้าน มุมที่ถ้าไม่สังเกตดีๆก็อาจจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำไป บนใบหน้าของเขาทั้งสอง ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มไม่ขาด ตอนนี้ถ้าหากก้มลงมองนาฬิกาก็คงต้องตกใจเป็นแน่ เพราะการที่คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะเจอกันถึง 3 ครั้งภายในวันเดียว และได้ลองเริ่มต้นนั่งคุยกันด้วยประโยคคำถามเพียงหนึ่งหรือสอง จะสามารถพูดคุยกันมานานได้ราวชั่วโมงกว่าแล้ว

“ ชั้นมาฟิตเนตที่นี่ ชั้นชอบออกกำลังกาย อืม...เรียกง่ายๆว่าชอบอยู่กับตัวเองมากกว่ามั้ง ” John กล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ สรรพนามที่ใช้แทนตัวเปลี่ยนไปแล้ว และก็ไม่ได้ใส่หูฟังติดหนึบอยู่กับหูเหมือนที่มักทำอีก

Randy ยิ้มพูด ชายหนุ่มยิ้มตลอดเวลาเมื่ออยู่กับ John ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...หลายๆอย่างในตัว John ถึงทำให้เขารู้สึกชอบมากขนาดนี้ ทั้งๆที่เพิ่งคุยกันเป็นครั้งแรก

ทั้งๆที่...ไม่เคยพบกันมาก่อน

“ ไม่หรอก ดีออกนะ ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเนี่ย...ตอนชั้นอายุเท่านายชั้นยังไม่เคยทำอะไรอย่างนี้เลย นึกแล้วก็เสียดายแฮะ ”

“ ห๊ะ ! นี่นายอายุเท่าไหร่กันแน่เนี่ย Randy? ดูแล้วนายน่าจะเด็กกว่าชั้นซะอีกนะ ” John ชะงักก่อนจะอุทานอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง นั่นทำให้ Randy ถึงกับยกมือขึ้นเกาศีรษะแกรกๆ

“ ชั้นเหรอ...24 ปีนี้แหละ อะไรทำให้นายคิดว่าชั้นเด็กกว่านายล่ะ? ก็นายยังเรียนอยู่ไม่ใช่เหรอ? ”

“ ลักษณะท่าทางของนายดูก็รู้ว่าเด็กที่มีความเป็นผู้ใหญ่แค่นั้นเอง หึๆ ส่วนชั้นน่ะนะ... ” John ยิ้มมุมปาก หัวเราะในลำคอ “ ชั้นมันนักศึกษาปริญญาเอกแล้ว ! ปีนี้ก็ปาเข้าไป 2 7 ขาดตัวไม่มั่วนิ่ม ”

“ ........ร..เหรอ??.............................. ” คำตอบของ John ไม่ได้ทำให้ Randy คลายความสงสัยได้แม้แต่น้อย แถมยังทำให้งงหนักเข้าไปอีก ร่างสูงขมวดคิ้วมุ่น “ ต..แต่นายดูเด็กกว่านั้นจริงๆนี่ ”

“ สายตาเด็กมองผู้ใหญ่ที่โตกว่าไม่ทะลุปรุโปร่งหรอกนะ เพราะเด็กน่ะ...จะมองเฉพาะสิ่งที่เห็นแล้วตีความโดยใช้อารมณ์ของตัวเองเป็นหลักเท่านั้นแหละ Randy. ถ้าให้ชั้นเดานะ...ตอนที่นายมองชั้น นายคงกำลังคิดว่าตัวเองแก่และเหนื่อยกับชีวิตแหงๆเลย ”

คำพูดของ John ทำให้ Randy หัวเราะ เขาไม่รู้ตัวว่าตอนที่มอง John ครั้งแรกนั้นเขากำลังรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่า...มอง John แล้วสัมผัสได้ถึงความสดใส ร่าเริง สนุกสนาน......อย่างที่ Randy ไม่เคยมีมานานมากแล้ว

“ นายนี่เก่งจังเลยนะ ”

“ ...อ..เอ๋?? ชั้นเหรอ?? ”

“ ใช่ ชั้นล่ะชอบนายจัง นายเรียนปริญญาเอก...สาขาไหนเหรอ? ” Randy ถามอย่างตื่นเต้น ในตอนนี้เป็นครั้งแรกที่ John สังเกตเห็นแววตาของเด็กในตาของ Randy เป็นแววตาที่แวววาวและสดใส.......ลึกๆลงไปในตาสีเทาเข้มนั้น

“Body Physiology. บอกแล้วว่าชั้นชอบออกกำลังกาย ชั้นก็เลยเลือกเรียนอย่างที่ชั้นชอบ... แต่ก็ได้แค่เรียนไปเรื่อยๆนั่นแหละ ชั้นว่านายดีกว่านะ เรียนจบก็มีงานดีๆทำ อายุก็ยังน้อย ยังแสวงหาความก้าวหน้าได้อีกนาน ”

John พูดตามที่คิด แล้วก้มหน้าลง Short Note ลงในหนังสือ เขาไม่ได้สังเกตเลยว่ารอยยิ้มของ Randy ดูหมองลง...... John คงไม่รู้ว่าถ้า Randy ได้เลือกทางเดินให้กับตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว เขาก็คงเลือกจะเรียนในสิ่งที่ชอบให้ลึกๆอย่างที่ John ทำอยู่ตอนนี้

“ ว่าแต่ว่า...นายทำงานอะไรเหรอ? ทำไมเลิกงานเร็วจัง? ”

“ เป็นผู้จัดการอยู่บริษัทนี้นี่แหละ ที่สำคัญตอนนี้ก็ยังไม่เลิกงานด้วย ”

“ ผู้จัดการของที่นี่ !! ว๊าววววววว เจ๋งสุดยอดไปเลย !” John ร้องพลางวางปากกาลงในทันที นั่นทำให้ Randy หัวเราะ. John เหมือนดูเด็กๆเลยในสายตาของ Randy นี่ถ้าไม่เคยได้พูดคุยหรือรู้จักกันคงจะไม่มีวันเชื่อเลยว่า John อายุมากกว่าถึง 3 ปี... เพราะถึงแม้กริยาท่าทางจะเป็นเด็ก แต่ความคิดความอ่านนั้นไม่ใช่เด็กเลยจริงๆ

“ ถ้าอย่างนั้น... ชั้นเป็นเพื่อนนายจะไม่ได้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษเข้าฟิตเนตฟรีบ้างเหรอ ฮ่ะๆๆ ” ริมฝีปากสีชมพูสดดูสุขภาพดีคลี่ยิ้มเปิดเผยและจริงใจ John หัวเราะสนุก นึกตลกตัวเองเหมือนกันที่นั่งคุยกับคนใหญ่คนโตของสถานที่แห่งนี้มาตั้งนานสองนานโดยไม่รู้ตัว

Randy นิ่งไปโดยไม่ได้ตอบอะไร เขาเอาแต่ยิ้มแล้วมอง John เท่านั้น กาแฟในถ้วยที่เคยมีควันฉุยแทบจะเย็นชืดลงไปทั้งๆที่ยังถูกดื่มไปได้ไม่ถึงครึ่งแก้ว ~ อยู่กับ John แล้วคงไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนเลยสินะ ~ Randy คิดขำๆ มันจริงอย่างที่เขาคิดทุกอย่าง...การที่ได้พบ John ในวันนี้ มันทำให้วันเริ่มงานวันแรกที่แสนเคร่งเครียด กลับกลายเป็นวันที่เขาได้หัวเราะมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

“ นายกับชั้นเป็นเพื่อนกันแล้วใช่มั้ย? ”

“ อ..เอ๋? ” John ทำตาโตกับประโยคที่หลุดออกมาจากปากเพื่อนใหม่ ซึ่งนั่งนิ่งอมพะนำอยู่นานแล้ว “ ก็ใช่น่ะสิ...หรือนายไม่คิดอย่างนั้น? ”

“ เป็นเพื่อนกันแล้วเหรอ.........ฮ่า ~~ ดีจังเลยน้า ”

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างมีความสุข ก่อนจะเอนหลังที่ยืดตรงเผ็งอยู่ตลอดเวลาพิงพนัก ท่าทางของ Randy ที่ John เห็นในขณะนี้ดูผ่อนคลายลงมาก...มากกว่าเมื่อเช้าที่เคยเจอ เน็คไทน์ที่ถูกรูดขึ้นจนตึงเปรี๊ยะถูกคลายให้หลวมลง แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ความรู้สึกเครียดบางอย่างจางหายไป แม้เสื้อสูทสีเข้มนี้จะยังทำให้การพูดคุยดูเป็นทางการไปหน่อยก็เหอะ

ไม่แน่ความเครียดที่สัมผัสได้นั้น มันอาจจะไม่ได้มาจากกริยาท่าทาง หรือมาดของ Randy หรอก แต่มันอาจจะออกมาจากส่วนลึกในความรู้สึกของ Randy ก็เป็นได้.........

“…RRRRRRRRRR…”

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในความเงียบที่มักจะก่อตัวขึ้นเป็นระยะ Randy คว้าโทรศัพท์ออกมาจากในเสื้อสูทแล้วก้มลงดูเบอร์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตายิ้มให้ John เป็นการขออนุญาตอยู่นัยๆ. John เพียงยิ้มให้แล้วก้มลงอ่านหนังสือของเขาต่อไป

“ ครับพ่อ? ............ผมอยู่แถวๆชั้น 3 ครับ.......ครับ ใช่ครับ Coffee Shop ...... ห..หา? จะกลับแล้วเหรอครับ...........อ๋อ เปล่าครับ ผมไม่ได้เบื่อเลย............เอ๋? อ่า...อย่างนั้นก็ได้ครับ งั้นเจอกันที่รถเลยแล้วกันนะครับ...... ครับพ่อ......ครับ...............แล้วเจอกันครับ ”

“ ต้องไปแล้วเหรอ? ” John ถาม เมื่อเงยหน้าขึ้นเจอะกับสายตาเศร้าๆของ Randy . John ก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เหมือนกับกำลังยิ้มให้เด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังเพลิดเพลินกับการเล่นสนุก แต่เวลาเหล่านั้นก็หมดลงเสียแล้ว

John เห็น Randy พยักหน้าช้าๆ หมดอาลัยตายอยากแทนคำตอบว่า ‘ ใช่ ต้องไปแล้ว ' ก็ทำให้ต้องแอบหัวเราะอยู่ในใจ “ เฮ้ ! อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ นายไม่อยากกลับบ้านหรือยังไง? ”

“ เปล่า......ชั้นแค่ยังอยากคุยกับนายต่อซักหน่อย ”

“ ทำอย่างกับจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วอย่างนั้นน่ะ ชั้นเองก็จะกลับแล้ว ให้ชั้นเดินไปเป็นเพื่อนก็ได้นะ ขอร้องเหอะ...อย่าทำหน้าอย่างนั้น มันเหมือนชั้นมีส่วนผิดยังไงไม่รู้แฮะ ”

“ ตอนนี้หน้าชั้นแย่มากเลยเหรอ? ”

“ บูดใช้ได้เลยล่ะ ฮ่ะๆๆ ” John เก็บสัมภาระใส่กระเป๋า เมื่อเริ่มรู้สึกว่าเวลามันล่วงเลยมามากจนไม่ควรจะฝืนคำว่า งานเลี้ยงไม่มีวันเลิกรา

“ แล้วถ้าชั้นไม่ได้เจอนายอีกล่ะ? ” Randy ลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางขยับเน็คไทน์ขึ้นให้เรียบร้อย ก่อนจะช่วย John ถือหนังสือเล่มหนาเตอะสองสามเล่มนั้นไว้

“ วันนี้เจอกันสามครั้ง นายยังไม่เชื่อเรื่องนั้นอีกเหรอ? ” John กระตุกยิ้ม เขาหยุดมองหน้า Randy นิ่งๆซักพัก “ นายจดเบอร์โทรศัพท์ชั้นไว้ก็แล้วกัน ถ้านั่นจะช่วยให้นายมั่นใจ ”

หมายเลขโทรศัพท์ถูกบันทึกลงในหน่วยความจำของโทรศัพท์ทั้งสอง......... มันก็แค่เบอร์โทรศัพท์ที่ทั้งคู่จงใจใส่ดอกจันไว้หน้าชื่อของกันและกันเท่านั้น

ภายนอกอาคารหรูสูงระฟ้า แผ่นฟ้ามืดดำในเมืองใหญ่ถูกฉายด้วยแสงไฟยามราตรี ข้างบนนั้นไม่เคยมองเห็นดวงดาว ไม่เคยเห็นแสงระยิบระยับงดงามนั้นเลย. Randy เงยหน้าขึ้นมองออกไปสุดตา ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าบนฟ้านั้นมีดาวอยู่ถึงแม้จะไม่เห็นมันเลยแม้ดวงเดียว ดวงดาวเหล่านั้นคาดผ่านแผ่นน้ำสีดำทะมึนให้สว่างไสว... มันฉายลงในหัวใจของเขา

รอยยิ้มสดใส สว่างไสวคล้ายแสงดาวที่ฉายท้องฟ้ามืดมิด... แสงนั้นฉายลงในหัวใจแล้ว

.

.

.

John กอดหนังสือเล่มยักษ์ไว้กับอก พลางก้มมองเท้าของตนที่ขยับกดน้ำหนักลงที่ปลายเท้าที ส้นเท้าที... ดวงตากลมใสสีฟ้าอ่อนดูหมองลงแถมล่องลอย วันนี้ John ไม่ได้ฟังเพลงจาก Walkman เหมือนอย่างเคย แค่ใส่หูฟังไว้เฉยๆ

ไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนี้ เขาเองยังไม่รู้... คงกลัวล่ะมั้งว่าถ้า ‘ ใคร ' มาทักจะไม่ได้ยินเสียงคนทัก

เช้านี้ที่ร้านของลุง Barley อากาศครึ้มๆด้านนอกทำให้ภายในร้านมีลูกค้าอยู่หนาตากว่าทุกวัน แต่ไม่ว่าจะมองหาจนทั่วร้านยังไง...ก็ไม่พบ Randy . John หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากำไว้ในมือ ครุ่นคิดอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ตัดใจออกมาจากร้านหลังจากดื่มนมสดหนึ่งแก้วกับขนมปังเนย โดยที่ไม่ได้ติดต่อคนคนนั้น

เบื้องหน้านั้น รถยนต์แล่นผ่านไปด้วยความเร็วบนถนนสีเทาเข้มคล้ายควันหนา ที่ทางข้ามถนนที่เดิมนี้มีผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่าน แต่นั่นก็กลับทำให้ท้องถนนแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ คงเพราะท้องฟ้าครึ้มฝนนั่นสินะ คนจึงเลือกที่จะใช้รถส่วนตัวแทนการเปียกฝน

John นึกแล้วก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ เสียงเครื่องยนต์รถช่างน่ารำคาญเสียจริง ก็ไอ้เสียงนี้นี่แหละที่ทำให้เขาต้องใส่หูฟังไว้กับหูตลอดเวลา ก็คนบนรถมันไม่ได้ยินเสียงรถ ไม่ได้สูดกลิ่นควันจากรถมันน่ะสิ มันถึงมองว่าคนติด Walkman แปลกอย่างนั้นอย่างนี้... และ John เองก็เป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านมลพิษทางเสียงอย่างสุดตัว ทั้งเสียงรถ ทั้งเสียงนกเสียงกา สู้ฟังเพลงมันซะยังจะดีกว่า !

“ ชั้นชักจะทนคุณไม่ไหวแล้วนะ !! จะต้องหมั้นกันให้นานซักสิบปีก่อน คุณถึงค่อยคิดขอชั้นแต่งงานงั้นสิ ทุเรศที่สุด ”

“Maria! ผมยังมีงานต้องรับผิดชอบนะ คุณช่วยมีเหตุผลหน่อยได้มั้ย? ”

เอาแล้วมั้ยเล่า... John แค่นึกกับตัวเองยังไม่ทันไร ก็ต้องถอนหายใจออกมาหนักๆกับเสียงเอะอะไม่ใกล้ไม่ไกลนั่น

“ บ้ารึไงวะ ! มายืนทะเลาะกันตรงทางม้าลาย ให้ประชาชีเค้ารู้กันให้หมดเลยสิไอ้เรื่องผัวๆเมียๆเนี่ย ประสาท !” เขาขมุบขมับปากบ่นเงียบๆกับตัวเอง พลางกดน้ำหนักลงที่ปลายเท้าแรงๆแล้วขยี้ๆอย่างหงุดหงิด

“ เฮอะ ! เหตุผล? ไหนล่ะเหตุผล?? ก่อนคุณอยากได้เหตุผลจากชั้น ชั้นขอเหตุผลจากคุณก่อนเถอะค่ะ !!”

“ ด..เดี๋ยว ! Maria นี่ ! เรายังคุยกันไม่จบนะ ”

“ มันจะจบแน่...ถ้าชั้นถอนหมั้นคุณ Randy!!!”

เสียงที่แผดตะหวาดอย่างฉุนเฉียวจนดังลั่นไปทั่ว เป็นชื่อของคนที่คล้ายว่าจะรู้จัก ทำให้ John ที่ไม่ค่อยจะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนักอดหันไปมองไม่ได้

หญิงสาวผมเป็นลอนยาวสีบลอนด์และนัยน์ตากลมสีฟ้า สวมสูทวัยทำงานและกระโปรงสั้นเต่อ ออกแรงผลักชายหนุ่มร่างสูงสุดแรงจนเขาถึงกับเซไปหลายก้าว ก่อนที่เขาจะทรงตัวได้แล้วฉุดแขนเธอเอาไว้

John แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่เขายืนด่าว่า ‘ ประสาท ' อยู่นั้น คือเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้พบกันเมื่อวานของเขานั่นเอง แต่มันก็เป็นไปแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงผิวไม่ขาวในชุดสูทที่สาวเจ้าเรียกว่า ‘Randy' คือ Randy จริงๆ

“Maria ผมขอร้องเถอะ ขอเวลาผมอีกหน่อย ”

“ แล้วทีชั้นขอร้องคุณ คุณเคยเห็นใจชั้นบ้างมั้ย !?! คุณมันก็บ้าเรียน บ้างานมาแต่ไหนแต่ไร นี่ถ้าชั้นไม่รอคุณอยู่ ชั้นคงได้แต่งงานมีลูกไปแล้วล่ะ !” หญิงสาวสบถ

หล่อนคงโกรธมากๆจริงๆล่ะนะ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาบันดาลโทสะในที่สาธารณะแบบนี้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Randy และ...คงจะเป็นแฟนสาว แต่ John ก็ไม่ได้มีความคิดว่าควรยื่นมือเข้าไปไกล่เกลี่ย เขาแค่ยืนมองอยู่เงียบๆห่างๆ ไม่แม้แต่จะทำให้ Randy รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนี้

ด้วยคงเพราะ John เอาแต่จ้องจน Randy รู้สึก นั่นทำให้สายตาที่ควรจะจับอยู่ที่คู่สนทนาเพียงคนเดียวของร่างสูงในชุดสูทสีดำ เหลือบมาจนสบกับสายตาของ John จนได้... สะดุดตาแม้ว่าจะไม่ได้ยืนอยู่บริเวณนั้นเพียงคนเดียว

“John…” Randy พึมพำกับตัวเอง ในจังหวะเดียวกับสัญญาณไฟเขียวรูปคนเดินถนนนั้นปรากฏ John เบือนหน้ากลับไปมองข้างหน้าแล้วออกเดิน ประจวบกับ Maria ก็สะบัดมือหลุดออกอย่างไร้เยื่อใย แล้วเดินหนีไปอีกทางตรงข้ามกับทางข้ามถนน

ในมุมมองของ Randy ภาพในตอนนี้คล้ายกับภาพ Slow-Motion ในภาพยนตร์ชีวิตสีขาวดำ เม็ดฝนหยดลงมาตกที่โหนกแก้มซ้ายจนทำให้ต้องขยิบตาตามสัญชาตญาณ ขณะที่ Randy เลือกไม่ถูกว่าจะตามใครดี??

ทำไมถึงได้ลังเล...ในเมื่อความถูกต้องมันบอกว่าต้องตาม Maria ไปอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้น...เงาสะท้อนในดวงตาสีเขียวอมเทาของเขาก็ยังปรากฏเป็นเพียงภาพแผ่นหลังของ John เท่านั้นเอง

มันเกิดอะไรขึ้น??

...............กับหัวใจดวงนี้

และ Randy เลือกที่จะวิ่งตาม John ไป

“John! รอก่อน !” Randy เรียกและวิ่งตาม เขายิ้มแก้มปริเมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาและชะลอฝีเท้าลง

“ ไง? Randy” John ยิ้มให้เหมือนเคย แต่ก็ยังไม่หยุดเดินจนกว่าจะหาที่ร่มหลบฝนได้ก่อน

Randy วิ่งตามมาจนถึงตัว John และทั้งคู่หาที่หลบฝนที่เริ่มจะตกกระจายไปทั่วยิ่งขึ้น แม้จะไม่แรงนักหนาแต่ก็ทำเอาหนาวใช่เล่น. John ยกหนังสือเล่มหนาหนักอึ้งบังศีรษะไว้ ก่อนจะส่งกระเป๋าสะพายของตนที่ทั้งใหญ่ แต่เบากว่าหนังสือให้ Randy

“ คือ......เรื่องเมื่อกี้มัน.............. ” ชายหนุ่มอ้ำอึ้งอย่างไร้เหตุผลต่อหน้า John ทำอย่างกับกลัวว่า John จะโกรธในเรื่องของเขากับแฟนสาว ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลยที่ John จะต้องโกรธ

เมื่อหาที่กำบังให้พ้นจากสายฝนเย็นๆแล้ว John ก็รับกระเป๋ากลับมาสะพายไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสู้สายตา Randy สักที. John ไม่ได้โกรธแถมยังยิ้มให้ เพราะไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องโกรธ...ไม่มีเลย?

“ ถ้าจะถามว่าชั้นเห็นเหตุการณ์หรือเปล่า อันนี้ก็ต้องขอโทษด้วยนะ ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังเรื่องของนายกับแฟน แต่เสียงมันดังซะจนมาเข้าหูชั้นเอง ” หนุ่มผิวขาวสะอาดสะอ้านตบไหล่ Randy เบาๆ แล้วมอบยิ้มให้อีกครั้ง ยิ้มที่ทำให้ Randy ชอบคนคนนี้เสียเหลือเกิน “ อย่าคิดมากน่า หล่อนคงงอนนายไปอย่างนั้นเองแหละ ชั้นต้องไปเรียนแล้ว ! ไว้เราค่อยคุยกันนะ ”

จู่ๆ John ก็พลุนพลันจะไปเสียดื้อๆ ทั้งๆที่ Randy ยังคงรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น “ นายไม่โกรธชั้นเหรอ? ”

“ ไม่มีเหตุผลที่ชั้นจะต้องโกรธนายนี่ ! ไปล่ะนะ !”

“ เดี๋ยว John! ชั้นโทรไปหานายได้มั้ย? ” Randy ถามพลางทำท่าโทรศัพท์ ดูเผินๆแล้วเหมือนเด็กหนุ่มกำลังจะขอเบอร์สาวไม่มีผิดเพี้ยน

“ ได้สิ ไม่งั้นชั้นจะให้เบอร์นายไว้ทำเกลืออะไรจริงมั้ย? ขอแค่โทรมาให้ถูกเวลาก็พอ ดึกๆค่อยโทรละกันนะเพื่อน ! ไปล่ะ สายโด่งแล้ว ” John ยกกระเป๋าขึ้นเทินบนศีรษะที่สวมเพียงหมวกเปิดประทุนสีดำไว้ เผยให้เห็นเส้นผมสั้นแต่ไม่ถึงกับสั้นเฮี่ยนสีน้ำตาลอ่อน ก่อนจะวิ่งเลาะไปตามทางที่มีกันสาดหน้าร้านต่างๆในย่านดาวน์ทาวน์

Randy ถอนหายใจออกมาอย่างระเห็จระเหี่ยใจ ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่า ไม่ควรจะให้ John รู้เรื่องของเขากับ Maria ทั้งที่มันก็อย่างที่ John พูดไว้ไม่มีผิดว่า ‘ ไม่มีเหตุผลที่ชั้นจะต้องโกรธนาย '

.

.

.

นี่คงเป็นอีกวันแล้วที่ Randy และ John พบกันโดยบังเอิญ. Randy รู้สึกว่าเขาอยากจะเล่าทุกอย่างที่ติดค้างในใจให้กับ John ฟัง เขาคิดว่า John จะเข้าใจและรับฟังเขา แม้จะเคยนั่งคุยกันจริงจังเพียงครั้งเดียว

แต่เรื่องทั้งหมดที่ว่านั่น จะไม่ใช่เรื่องของ Maria อย่างแน่นอน

Randy นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องมืดที่เปิดไว้เพียงโคมไฟสีเหลืองนวล บ้านหลังใหญ่อันโอ่อ่าถูกดับไฟลงแล้วแทบจะทั้งหมด เหลือเพียงห้องนอนส่วนตัวของคุณหนูคนเดียวของบ้านที่ยังคงเปิดเอาไว้สลัวๆ แม้บนโต๊ะจะมีแฟ้มประวัติ และกราฟอ้างอิงต่างๆกองอยู่เต็ม แต่เขาก็ไม่ได้ก้มลงแตะต้องงานเหล่านั้นแม้แต่น้อย

Randy จับปากกาไว้ในมือขวา และมือซ้ายกุมโทรศัพท์มือถือไว้หลวมๆ แล้วหมุนมันไปมาบนโต๊ะ เกิดเสียงครืดๆในความเงียบงันนั้น

ความเหงา...มักแฝงอยู่ในความเงียบและความมืดของค่ำคืนอันแสนเดียวดาย

“ คิดอะไรอยู่ลูก? ทำไมยังไม่นอน ”

“ อ้าว...พ่อยังไม่นอนเหรอครับ? ”

จู่ๆ Bob ก็โผล่ขึ้นที่หน้าประตูด้านหลัง Randy ซึ่งเป็นประตูที่เชื่อมมาจากส่วนที่เป็นห้องนอน “ ยังไม่ทันตอบคำถามพ่อ ก็ถามกลับซะแล้วเหรอ? ” ชายวัยกลางคนยิ้มจนแก้มแดง เส้นผมสีน้ำตาลทองหยักเป็นลอนนั้นสะท้อนแสงไฟคล้ายคลื่นสีทอง

“ นอนไม่หลับครับ ยังอยากทำงานต่อ ”

“ กินกาแฟมากไปน่ะสิ...พ่อเห็นลูกกินแทนน้ำอย่างนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกันนะ ลูกก็รู้ดีว่ากินมากๆมันไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ ”

“ ผมเลิกไม่ได้แล้วล่ะครับ ถ้าไม่ได้กินก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย อย่างน้อยวันละแก้วตอนเช้าๆก็ยังดี ” Randy วางปากกาลง ละจากงานตรงหน้าและโทรศัพท์มือถือ ร่างสูงลุกออกจากเก้าอี้แล้วเลื่อนมันให้ Bob นั่ง

Bob นั่งลงบนเก้าอี้นวมหุ้มด้วยหนังทรงออฟฟิศ ก่อนจะมองลูกชายสุดรักที่กำลังบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า ดวงตาของชายวัยกลางคนดูครุ่นคิด แต่ก็ตัดสินใจถามลูกชายออกไป “ ...... Randy คิดไว้หรือยังลูกว่าจะแต่งงานกับ Maria เมื่อไหร่? ”

Randy ถึงกับชะงักค้างอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะสามารถปะติดปะต่อคำถามของพ่อได้อย่างช้าๆ “ แต่งงานเหรอครับ? เอ่อ...คงยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกครับพ่อ งานของผมยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่เลย ผมอยากให้ Maria รออีกซักหน่อย ให้ผมพร้อมก่อน...... ”

Bob ฟังลูกชายพูด ก็กลับระเบิดหัวเราะออกมา “Maria เธอพร้อมมานานแล้วนะลูก แต่ลูกบอกว่ายังไม่พร้อมเนี่ยนะ ” เขายักไหล่ “ พ่อว่ามันฟังดูพิลึกๆ ”

ดวงตาสีเทาในแสงไฟเพียงสลัวๆนี้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม Randy หลุบสายตาลงต่ำ ไม่คิดจะเถียงคำพูดของผู้เป็นพ่อ เขารู้อยู่แก่ใจว่า Maria รอเขามานานแค่ไหน ตลอดเวลาที่อยู่ Brazil เขาเองก็เคยคิดว่าไหร่กันนะถึงจะได้กลับมาแต่งงานมีครอบครัวกับ Maria แล้วครอบครัวของเขาจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบหรือไม่ แต่นั่นก็เป็นส่วนรองถัดจากเรื่องเรียนให้จบแล้วกลับไปช่วยกิจการของพ่อ

“ เราหมั้นผู้หญิงเค้าไว้แล้วนะ Randy. เราเป็นลูกผู้ชาย พ่อกับพ่อของฝ่ายหญิงก็ยังต้องเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน ลูกน่าจะให้เกียรติฝ่ายหญิงเค้าบ้าง ”

“ ต..แต่...ตอนนี้เธอโกรธผมมาก ”

“ ง้อสิลูก ง้อให้เธอหายโกรธ พรุ่งนี้ไปดูแหวนสวยๆซักวงแล้วขอเธอแต่งงาน เธอต้องหายโกรธเพราะเธอรักลูกมาก แล้วก็แทนที่จะเอาโทรศัพท์หมุนกับโต๊ะเฉยๆนั่นก็โทรหาเธอซะ ” Bob ยิ้มอย่างผู้มีประสบการณ์ แต่ Randy กลับได้แต่ยิ้มแห้งแล้งโชว์ฟันสวยๆปะเหลาะพ่อไปอย่างนั้น

ก็ใครว่าจะโทรง้อ Maria เมื่อไหร่กัน

อยากจะโทรหา John ต่างหากเล่า

“ ยังไงพรุ่งนี้ก็ให้แม่เค้าไปช่วยเลือกแหวนด้วยก็ได้ รีบๆแต่งงานกันไปซะ จะได้สมหวังกันสักที... เรื่องงานน่ะทำเมื่อไหร่ก็ได้ บริษัทเราไม่ได้จวนเจียนจะล้มละลายนะลูก ” Bob หัวเราะขี้เล่น พลางอ้าแขนขอกอดลูกชายสุดรักอีกครั้ง. Randy ไม่ขัดถึงแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว เขารับกอดจากพ่อแล้วกอดพ่อไว้แน่นๆ พ่อที่ตัวเตี้ยกว่า แต่อ้วนท้วนสมบูรณ์กว่า

“ ไปนอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่หล่อนะ พ่อเองก็จะไปนอนเหมือนกัน ” Bob ลูบศีรษะลูกชายอีกทีก่อนจะขอตัวออกไป

“ ครับพ่อ ราตรีสวัสดิ์ครับ ”

หลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าพ่อต้องการอะไร Randy จะทำทุกอย่างให้พ่อด้วยความเต็มใจเสมอ รวมทั้งเรื่องการหมั้นหมายก่อนไปเรียนเมืองนอกกับ Maria ด้วย แต่ในครั้งนี้...เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำที่สุด

Randy ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งแล้วนึกทบทวนดูว่า ถ้าเขากล้าที่จะโต้แย้ง แล้วบอกพ่อว่าเขาไม่อยากทำอย่างนั้นนะ นี่ต่างหากล่ะที่เขาอยากทำ มันจะทำให้เขาได้รับอิสรภาพทางความคิดมากกว่าที่เป็นอยู่มาก เพราะรู้ดีว่าพ่อรักเขามากแค่ไหน แต่ที่มันเป็นแบบนี้ก็คงจะโทษใครไม่ได้...ก็ทั้งหมดนี่ Randy เป็นคนเลือกเอง

เลือกที่จะทำทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ

~John จะนอนหรือยังนะ ~ เขาเหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะที่ตั้งอยู่บนมุมหนึ่งของโต๊ะทำงาน เข็มชี้บอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่แล้ว เที่ยงคืนครึ่ง... Randy เอาแต่นั่งหมุนโทรศัพท์จนเวลาล่วงมาขนาดนี้ อยากจะเขกหัวตัวเองแรงๆซะจริง

ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากำไว้ในมืออีกครั้ง ~ คงต้องโทรหา Maria ก่อน ~ คิดว่าจะต้องเคลียร์เรื่องของคู่หมั้นให้จบๆ แล้วพรุ่งนี้หรือวันถัดไปจะขอเธอแต่งงานตามที่พ่อบอก แต่นิ้วมือก็ไม่ได้ทำตามอย่างที่ใจคิดแต่อย่างใด มันเลือกที่จะกดหาอักษร *John แล้วกด Dial แทนที่จะเป็นชื่อ Maria อันไร้ดอกจัน

ในมือชุ่มไปด้วยเหงื่อ ตื่นเต้นจนต้องเม้มริมฝีปากไว้ ขบฟันจนคอเกร็ง เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังอย่างต่อเนื่องแต่ไร้วี่แววว่าจะมีคนรับ Randy ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่โทรศัพท์จะถูกตัดเข้าระบบฝากข้อความ

“ สวัสดีครับ ! นี่ John Cena ตอนนี้ผมไม่ว่างรับโทรศัพท์ ช่วยฝากข้อความไว้หลังสัญญาณนี้แทนนะครับ !”

เพียงแค่ Randy ได้ฟังเสียงตอบรับจากระบบฝากข้อความ ก็ต้องยิ้มออกมาอย่างไร้สาเหตุ เขาคิดว่าแบบนี้ถึง John จะไม่รับโทรศัพท์ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ได้รับการตอบรับมาบ้าง ซึ่งการตอบรับนั้นทำให้เขารู้สึกสบายใจได้ไม่แพ้กับที่ได้คุยกัน

ตื๊ดดดดดดดดดด

“ อ..เอ่อ...... John นี่ชั้นเองนะ Randy. คือความจริงก็ไม่มีอะไรสลักสำคัญหรอก ไงก็นอนหลับฝันดีแล้วกันนะครับ ”

“ ฮาโหล ! Randy!”

Randy ยังไม่ทันจะได้ดึงโทรศัพท์ห่างจากหู จู่ๆก็มีเสียงกึก ! แทรกระหว่างการฝากข้อความของเขา ตามาด้วยเสียงที่อยากจะได้ยินที่สุดในขณะนี้ แม้ว่าเสียง John ในโทรศัพท์จะไม่ค่อยเหมือนเสียงจริงๆซะทีเดียว แต่ก็สดใสไม่ต่างกัน

“ ขอโทษที... ตอนนายฝากข้อความชั้นเพิ่งอาบน้ำเสร็จพอดีอ่ะ ว่าแต่...นายโทรมามีอะไรหรือเปล่า? ” John หายใจซะแรง แถมพูดไม่ปะติดปะต่อ คงจะรีบวิ่งมาจากที่ไหนซักแห่งในบ้าน

Randy ถือหูโทรศัพท์ นั่งยิ้มไม่ยอมพูด ทำให้ John ที่รอฟังอยู่หัวเราะออกมาเฉยๆ อยากจะรู้จังเลยว่าอะไรที่สามารถทำให้คนคนนี้โกรธได้บ้างนะ?

“ ก็บอกไปเมื่อกี้ว่าไม่มีอะไรสำคัญ จะรีบวิ่งมาทำไมนะนายเนี่ย ”

“ รีบวิ่งมา ชั้นจะได้ไม่ต้องโทรกลับให้เสียตังค์มั้ง ฮ่ะๆๆ ”

คืนนั้นทั้งคืนจนถึงตีสาม Randy คุยกับ John จนคอแห้ง John รู้สึกว่าด้วยโทรศัพท์ Randy กล้าพูดกับเขามากขึ้น อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องสู้สายตาก็เป็นได้. John ถามจนในที่สุดก็รู้เรื่องเกี่ยวกับ Randy และ Maria มาบ้าง ตลอดจนเหตุผลที่ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรงกลางถนนแบบนั้น

Randy กับ Maria คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน High School ทั้งคู่ชอบพอกันและพ่อแม่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย แต่ก็อย่างว่า...ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ค่อยพัฒนาไปมากเท่าไหร่เพราะ Randy ให้ความสำคัญกับการเรียนมากกว่า นอกนั้น Randy ก็ไม่ยอมเอ่ยปากถึง Maria อีก ด้วยความที่ John ก็ไม่ใช่คนชอบซักไซ้จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ

“ นายไม่พูดก็ดีเหมือนกัน ชั้นเองก็เริ่มอึดอัดแล้ว ” John บอก ไม่ใช่เพียงบอกไปส่งๆแค่นั้น แต่เขารู้สึกอึดอัดและไม่อยากจะรับฟังขึ้นมาจริงๆ

สาเหตุที่ถามก็ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็นหรอกนะ เพียงแต่คิดว่า Randy คงอยากระบายอะไรออกมาบ้าง หวังเพียงแค่ทำให้คนที่ปลายสายนั้นคลายความตึงเครียดลงเหมือนอย่างที่ John เคยทำได้...ที่ร้าน Coffee Shop แห่งนั้น

อยากให้ Randy ยิ้ม...... อยากให้ Randy หัวเราะ...... อยากให้มีชีวิตที่สดใส สมกับที่เขาควรจะมี...... ถ้ามีเพียง John คนเดียวที่สามารถทำให้ Randy สบายใจขึ้นได้......

.........เช่นนั้นก็ยินดี.........

 

To be Continued...

 

 
 


(C) 2005 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1