London Rain(Nothing Heals Me Like You Do)Artist : Heather Nova ---------------------------------------------------------- ผ มมองออกไปนอกหน้าต่างบานกระจกใสสี่เหลี่ยมนี้อยู่นาน ในขณะที่คนอื่นหลับไหลกันไปหมด ทุกคนคงจะนอนฝันหวาน แต่สำหรับผมในตอนนี้การนอนไม่จำเป็นอีกแล้ว การที่ได้รับรู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า ณ สุดสายของการเดินทางอันยาวไกลนี้ มันคือฝันดีที่สุดในรอบปีทีเดียว ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดดำ มองเห็นเพียงเมฆบางๆทึมๆลอยตัวสวนทางกับนกเหล็กที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยลำนี้ ไม่ช้าแสงสว่างจากตึกรามบ้านช่องก็สาดทอดเข้ามาภายใน อากาศหนาวเย็นเยียบเสียดกระดูกยังคงอบอวล พื้นที่อันไม่เคยหลับใหลศิวิไลซ์รุ่งเรืองของเมืองใหญ่ บ้านเกิดของผม ทันทีที่ผมมองเห็นตึกสูงระฟ้าอันแสนคุ้นตา และให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างที่สุด สายฝนก็โปรยชะบนบานกระจกที่ผมวางมือแปะลงอยู่นานบานนี้ ทำให้ผมมั่นใจว่าในที่สุดผมก็กลับเข้าสู่อ้อมกอดเมืองบ้านอีกแล้วสินะ London Rain ฟู่ ~~ ถึงจะหนาวกายแต่ก็อุ่นใจแล้วกัน นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ผมบินเทียวไปเทียวมาระหว่างกองถ่าย แล้วก็เอเจนซี่บ่อยครั้ง ไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้านหรือมีเวลาได้ทำอะไรตามใจตัวเองเลยสักนิด นึกแล้วก็เบื่อ แต่จะบ่นได้ยังไงล่ะ ก็ผมเองไม่ใช่เหรอที่อยากมายืนตรงจุดนี้เอง ไม่ได้มีใครบังคับสักหน่อย ล่าสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน เหตุการณ์ที่ทำให้ผมอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้เมื่อนึกถึง ผมไปเอเจนซี่ที่ LA ที่นั่นดูโหดร้ายสำหรับผม เพราะอะไรน่ะหรือ? เฮ้อ ที่นั่น คืนนั้น ฝนตกเหมือนตอนนี้เลย แต่ให้ความรู้สึกที่เทียบกันไม่ได้สักนิด ผมคว้าแจ็คเก็ตตัวโปรดก่อนออกจากอพาร์ตเม้นต์ ปิดประตูล็อคบ้าน เมื่อหันกลับมาก็พบว่าฝนเริ่มโปรยปรายและมีเกล็ดน้ำแข็งน้อยๆร่วงลงมาด้วย ผมเคยได้ยินคนพูดว่าเวลาฝนตกเรามักจะคิดถึง...คนที่เรารัก ใช่ ผมคิดถึง...เขา ผมทนเดินฝ่าสายฝนออกมาทั้งๆที่น่าจะกลับเข้าไปเอาร่ม แต่ใจผมลอยไปตั้งแต่ใบหน้าของเขาลอยเข้ามาในโสตประสาท ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย แต่ก็ก้มหน้าก้มตาเดินโดยไม่ยอมเรียกแท็คซี่เสียที นี่ล่ะ...อาการของคนโง่งี่เง่าเพราะกำลังรักผู้ชายมาดขรึมคนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าพอฝนตกปุ๊บผมถึงได้คิดถึงเขานะ ผมคิดถึงเขาตลอดเวลานั่นล่ะ แต่สิ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดขึ้นมา คงเป็นเพราะฝนทำให้ผมต้องการเขามากกว่า ผมอยากให้เขากอดผมอย่างที่เคย อยู่ภายในห้องอุ่นๆของเรา ผมจะไม่รู้สึกหนาวมากขนาดนี้ ยิ่งรู้ทั้งรู้ว่า...เราเหยียบอยู่บนพื้นดินเดียวกัน ใกล้กันแค่เอื้อมมือ เอเจนซี่บอกผมว่าเขาเองก็อยู่ LA แต่ให้ตายเถอะ ! ผมมีงานต่อ ผมมีเวลาอยู่ที่ LA แค่วันนี้เท่านั้นล่ะ ผมย่ำเท้าเปาะแปะไปเรื่อย จนเมื่อเริ่มรู้สึกว่ารองเท้าผ้าใบของตัวเองเริ่มชื้นจึงรู้สึกตัวได้ ตอนนั้นผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าเอเจนซี่แล้ว และที่นั่นผมก็ได้ทราบเรื่องจากเอเจนซี่ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่ายิ่งกว่าเก่า วิกโก้มาที่นี่และไปสนามบินเพื่อ take flight สู่ Wellington ก่อนผมมาถึงแค่ 15 นาที ถ้าผมเรียกแท็คซี่แทนที่จะเดินเหม่อมา ผมก็ได้เจอเขาแล้ว ถึงแค่เพียง 15 นาทีก็เถอะ แม้แค่เพียงวินาทีเดียวก็มีค่าสำหรับผม ผมอยากรู้ว่าเขาสบายดีไหม ผอมลงหรือเปล่า...เท่านั้นเอง ผมยืนอึ้งอยู่ที่เค้าเตอร์ประชาสัมพันธ์อยู่นาน จนริงโทนเพลง To be with you ของผมดังเรียกสติให้อยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง บนจอโทรศัพท์เปล่งแสงกระพริบวอบแวบตามจังหวะสั่นสะเทือน เบอร์ที่โชว์อยู่บนนั้นทำเอาผมมือสั่นเทิมอย่างบอกไม่ถูก เปล่า...ผมไม่ได้ตกใจ หากแต่ผมดีใจต่างหาก วิก ! ผมหลุดทักออกไปห้วนๆแบบนั้น งี่เง่าอีกแล้วสิเรา ผมคิดพลางยิ้มปากแทบฉีก ตอนนี้ระบบทุกอย่างในตัวผมมันรวนไปหมด ทั้งๆที่สับสน แต่มือกลับตีพั่บๆลงข้างลำตัวแบบดีใจสุดๆ ไง? อยู่ไหนล่ะตอนนี้? เสียงปลายสายถามกลับ น้ำเสียงต่ำทุ้มนุ่มหู ผมคิดถึงเสียงนี้เหลือเกิน ปกติเขาจะไม่โทรหาผมบ่อยเหมือนที่ผมโทรหาเขา ผมมักโทรไปบอกเขาแค่ว่า คิดถึง ' เวลาผมเหงาๆอยู่บ้านคนเดียว บางครั้งก็โทรเพื่อบอกแค่ว่า รักมาก ' เมื่อรู้ว่าเขามีข่าวรักใหม่ร้อนระอุ หรือถ่านไฟเก่าปะทุ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมเป็นฝ่ายโทรหาเขาตลอด ผิดกับเขาที่จะโทรหาผมเฉพาะเวลามีเรื่องต้องการคุยด้วยจริงๆ เขาเป็นผู้ใหญ่...ส่วนผมเป็นเด็ก คราวนี้ก็คงจะเป็นธุระอีกสินะ อยู่ที่เอเจนซี่ฮะ เค้าบอกว่าคุณเพิ่งออกไปเมื่อ 15 นาทีที่แล้วเอง ! โธ่...ไม่น่าเลย อะไรกัน? บ่นกะปอดกะแปดอย่างกับจะไม่ได้เจอกันอีกงั้นล่ะ เขาพูดกลั้วหัวเราะ ผมเป่ากระพุ้งแก้มด้วยเริ่มจะเคืองเล็กน้อย เขาไม่เห็นว่าการได้พบกันอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายกันไปนานเป็นเรื่องสำคัญบ้างหรือไง แหม...ก็ใช่ว่าจะได้เจอกันบ่อยๆไม่ใช่หรือฮะ อืม คงงั้น เราเงียบกันไปทั้งคู่ ผมแค่ยิ้มกับตัวเองพร้อมกับเอามือทาบที่อกซ้าย ใจมันเต้นอย่างกับจะพุ่งออกมาข้างนอกอย่างนั้นล่ะ ฉันจะไป London นะ อีก 3 เดือนจะปิดกองแล้วใช่ไหม? เขาถามออกมาในที่สุด อ๊ะ ! ผมหรือฮะ? ก็นายนั่นแหละ จะใครซะอีก เอ๊ะ ! อ้อ ใช่ฮะ ใช่ เอ... London ! งี่เง่าอีกแล้ว แหกปากซะลั่นขนาดนี้ พนักงานที่เค้าเตอร์ประชาสัมพันธ์หันควับมามองผม ผมก็เลยก้มหัวขอโทษไปสองสามที ใช่ ปิดกองแล้วนายจะกลับบ้านไหม? โอ๊ะ ! ถ้าคุณไป ผมกลับแน่ฮะ ! ถึงตรงนี้ ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กสามขวบที่รู้ว่าคุณพ่อกำลังจะกลับบ้านเชียวล่ะ ผมเหลือบสายตามองออกไปที่กระจกหน้าต่างบานโตที่ตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเม็ดฝนและไอน้ำมัวมุน เงาสะท้อนจากในนั้นผมเห็นตัวเองและรอยยิ้ม ยิ้มแบบที่ไม่ได้ยิ้มมานาน อืม งั้นไว้เจอกัน เท่านี้นะ ดูแลตัวเองด้วยล่ะ ด..เดี๋ยวครับวิก ! ผมร้อง ที่ปลายเสียงเงียบไป แต่ผมมั่นใจว่าเขายังรอฟังผมอยู่ ผมจึงพูดต่ออย่างอ้ำอึ้ง เห็นไหม...งี่เง่าอีกแล้ว มีคนบอกว่าเวลาฝนตก เรามักจะคิดถึงคนที่เรารัก สูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะพูดสิ่งที่ผมมักบอกกับเขา หากแต่ถึงจะบ่อยเพียงใดแต่มีค่าเสมอ ผมคิดถึงคุณฮะวิกโก้ ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ และเสียงถอนหายใจยาวตามมา จนทำให้ผมอดจินตนาการใบหน้าของเขาตอนนี้ไม่ได้ ถึงว่า... เขาเอ่ยแผ่วเบานุ่มนวล เสียงนั้นทำให้ผมหยุดนิ่ง ตอนนี้ฉันถึงได้เกิดคิดถึงนายขึ้นมา ออร์ลี่ เขาพูดก่อนตัดสายไปในทันที สมองเฉื่อยชาของผมยังไม่ทันจะประมวลอะไรได้ในทันควัน ประโยคนั้นทำเอาผมอ้าปากค้าง ยาวนาน และอื้ออึงอยู่ในหู จนถึงตอนนี้ที่ผมเก็บเอามันมาคิดอีกหน ผมอดยิ้มไม่ได้ และอดที่จะรัก วิกโก้ มอเทนเซ่น มากขึ้นไม่ได้เลย นั่นไง เพราะผมรักเขามากขึ้นทุกวี่ทุกวัน ผมจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ที่กำลังจะได้พบเขาอีกครั้ง ที่บ้านซึ่งซื้อมาด้วยเงินก้อนแรกที่เป็นของผมเองและมีเขาเป็นคนออกแบบตกแต่งให้ ที่ที่ผมเรียกเองสถาปนาเองว่า บ้านของเรา ' I'm coming home to you
ทุกครั้งที่ผมรู้สึกว่าเราแตกต่าง เขามักทำให้ผมมั่นใจว่าถึงจะต่างแต่ไม่ได้ห่างไกล ทุกครั้งที่ผมรู้สึกว่าผมงี่เง่าแบบเด็กๆ เขาก็ทำให้ผมรู้ว่าความเป็นเด็กนี่แหละที่ทำให้เขารักผม และในเวลาที่ผมไม่สบายใจ ผมก็จะเห็นเขาอยู่ข้างๆทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นเผชิญกับวันใหม่ เป็นกำลังใจให้ผมต่อสู้กับพายุที่พร้อมจะโถมเข้ามาในชีวิต ไม่มีใครเยียวยาผมได้เท่าที่เขาทำอีกแล้ว ผมรักดวงตาที่เปี่ยมด้วยกำลังใจมอบให้กันคู่นั้นจริงๆ ดูฝูงชนที่กำลังเดินพลุกพล่านขวักไขว่นี่สิ เขาวิ่งสวนทางกับผม ต่างถือร่มคันเขื่องเบียดเสียดยัดเยียดกันไปเพื่อหนีลมหนาว ในขณะที่ผมนั่งอยู่บนแท็คซี่และผ่านพวกเขาไป ทุกคนในนั้นฝ่าลมฝนไปที่ไหนผมเดาได้ไม่ยาก ในเวลาที่เราหนาวและท้อแท้ สิ่งแรกที่จะวิ่งไปหาคืออ้อมกอดของอะไรก็ตามที่จะสามารถปกป้องเราได้ พนักงานบริษัทคนนั้นอาจจะกำลังรีบเร่งเพื่อกลับไปบ้านของเขาที่อบอุ่นด้วยเครื่องทำความร้อน ส่วนคนนั้นอาจจะอยากกลับไปแช่น้ำอุ่นๆที่บ้านหลังจากเปียกฝน ผู้หญิงคนนั้นอาจจะอยากกลับไปฉลองวันเกิดให้ลูกของหล่อน ทุกคนมีที่ไป ทุกคนมีที่ให้เยียวยา เช่นเดียวกันกับผม ผมกำลังจะวิ่งกลับไปหาเขา เพื่อคลายหนาว เพื่อปลดปล่อยจิตใจ เพื่อให้เขาห่อหุ้มร่างกายอันเปียกปอนจากพายุร้ายจนอบอุ่นอีกครั้ง ผมรักทุกอย่างที่เป็นเขา วิกโก้ มอเทนเซ่น ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย รถแล่นผ่านถนนที่แน่นไปด้วยรถรากว่าปกติ แสงไฟจากไฟถนนบนเสาสูงส่องเป็นสีเหลืองนวลเป็นลำสะท้อนกับเม็ดฝน ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางส่ายไหวไปตามแรงลม ผ่านเส้นทางที่คุ้นเคย ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ผมฮัมเพลงคลอไปกับเสียงดนตรีจากรายการวิทยุ จนในที่สุดก็ผล็อยหลับไป ลืมตาอีกครั้งเมื่อโชเฟอร์ปลุกให้ตื่น และที่เบื้องหน้านั้น...ผมถึงบ้านแล้ว ผมยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านครู่ใหญ่ รู้สึกชื้นและเย็นเยียบบนศีรษะ เนื้อตัวเปียกฝนนิดหน่อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ที่สุดในตอนนี้ที่ผมยังคิดไม่ตกคือ เมื่อเจอหน้าเขาหลังจากที่ไม่ได้เจอมานาน ผมควรจะทักทายยังไงดีล่ะ ไม่นะ...งี่เง่าอีกแล้ว ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน ! ผมคิดก่อนจะปัดคำทักทายร้อยแปดชนิดในหัวผมออกไปให้หมด พลางเอื้อมมือไปจับที่ลูกบิดประตู แกร๊ก ! อ้าว ล็อคอยู่หรือนี่ ! เขายังไม่มาหรอกหรือ ลมหายใจหล่นฮวบ ความวิตกกังวลเริ่มเข้ามากัดกินสมองทีละน้อย หรือว่าเขาจะไม่มาแล้ว หรือว่าเขาจะลืมนัด ไม่สิ ยังคุยกันอยู่เลย หรือว่าเขาจะออกไปซื้อของข้างนอก เดี๋ยวคงกลับมาล่ะมั้ง หรือว่า...จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ผมควานหากุญแจบ้านในกระเป๋ากางเกงก่อนจะใช้มันไขเปิดเข้าไปในตัวบ้าน แต่กว่าจะไขได้สำเร็จก็ทุลักทุเลเอาการอยู่ หลังบานประตูไม้ขัดเงาสีเข้มนี้ภายในยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะผมไม่เคยคิดอยากจะเปลี่ยนแปลง บ้านที่ถูกตกแต่งอย่างอบอุ่นจนสัมผัสได้ถึงสิ่งที่แฝงอยู่ภายใน ผมจะปลอดภัยที่นี่ เข็มนาฬิกาของนาฬิกาตั้งโต๊ะที่วางอยู่บนขอบชั้นเตาผิงยังคงเดินต่อไป ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ และก็ยังไม่มีวี่แววของวิกโก้ว่าจะมาที่นี่ ผมหวั่นใจนะ แต่กลับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องมองนาฬิกาเรือนนั้นสลับกับเงี่ยหูฟังเสียงรอบกาย ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกปอนไปพลาง ซับหน้าตัวเองไปพลางเพื่อคลายหนาว หรือว่าเขาจะไม่มาแล้ว หรือว่า...จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ความคิดบ้าๆนี่อีกแล้ว มันทำให้ผมนั่งไม่ติด หันรีหันขวางอยู่พักใหญ่จึงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะกดเบอร์ที่ผมจำได้ขึ้นใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้กดโทรออก เสียงกุกกักที่หน้าประตูก็ทำให้ผมต้องกระโดดผึงวิ่งไปหน้าบ้าน ผมกระชากบานประตูให้เปิดออกอย่างไม่รีรอ ที่นั่นปรากฏร่างสูงในชุดเสื้อโค๊ตยาวสีน้ำตาล เส้นผมสีบรอนด์ทองของเขาเปียกปอนด้วยฝนที่ตกหนักขึ้นๆ วิกโก้ปัดเม็ดฝนที่เกาะค้างอยู่บนเนื้อผ้า ทุกครั้งที่หายใจไอสีขาวจะพวยพุ่งออกมาจากปาก เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผม ไง? วิก ! คุณเปียกฝนหรือฮะ ! นายก็เปียกเหมือนกันล่ะน่า วิกโก้แซวกลับคำถามโง่ๆของผม ริมฝีปากแห้งขาวซีดนั้นคลี่รอยยิ้มที่ผมรักออกมาจนได้ มันทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดเขาไว้แนบแน่น วิกโก้หัวเราะน้อยๆก่อนจะโอบร่างกายของผมไว้หลวมๆ มือหนาที่วางทาบบนแผ่นหลังที่ตอนนี้มีเพียงเสื้อเชิ๊ตเนื้อบางสวมไว้ของผม ทำให้รู้สึกได้ว่าเนื้อกายขอบเขาเย็นเพียงใด ผมคิดถึงคุณนะฮะ คิดว่าจะไม่มาซะแล้ว แล้วฉันไม่คิดถึงนายหรือไง ถึงจะผิดนัดได้น่ะหืม ช่วงเวลานี้ล่ะที่ผมรู้สึกว่า ถ้าเกิดต้องขาดลมหายใจตายไปตอนนี้ผมก็ไม่เสียดาย ผมกอดเขาและเขาก็รับกอดผมไว้แนบแน่น ผมยืนนิ่งไม่ขยับไหวในขณะที่เขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลัง สัมผัสนุ่มนวลนั้นทำให้ผมหายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้ง วิกโก้ประคองกึ่งอุ้มตัวผมที่ยังไม่ยอมคลายกอดจากเขาเข้าไปภายในตัวบ้าน และปิดประตูลงลมหนาวไม่สามารถผ่านเข้ามาภายในได้ ผมรู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว ทำไมมาช้าจังฮะ? ผมถาม มานานแล้ว นายไม่เห็นกระเป๋าฉันหรือ? เอาไว้ในห้องนอนน่ะ เอ๋? มานานแล้วเหรอฮะ ! แล้วคุณออกไปไหนมาอีกล่ะ ร่มก็ไม่เอาติดตัวไปด้วย ไปดูหนังมา วิกโก้หัวเราะหึๆ คำตอบนั้นทำให้ผมผละออกมาแล้วจ้องหน้าเขาอย่างฉงนใจ ไปดู The--Calcium--Kid! สิ้นคำพูดของเขาเท่านั้นล่ะ ผมเม้มริมฝีปากกลั้นหัวเราะแบบสุดชีวิตจนเป็นเส้นตรง ตัวเขาเองก็หัวเราะออกมาลั่นสดชื่นแบบที่ไม่สามารถเห็นได้ง่ายๆ จากพระเอกหนุ่มใหญ่มาดขรึมอย่างเขา ผมชอบเวลาแบบนี้ เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเพียงสองคน ไม่มีใครอื่นอีก แสงจากเปลวไฟวูบวาวในเตาผิงไหววูบ ภายในห้องรับแขกอบอุ่นตกแต่งด้วยโทนสีโมโนโทน ดวงไฟเหลืองนวลทำให้รู้สึกนุ่มนวลอ่อนไหวอย่างบอกไม่ถูก วิกโก้นั่งบนพื้นพรมสีเข้ม ส่วนผมนั่งบนโซฟาตัวเขื่องที่เราไปเลือกมาด้วยกัน เขาเอนศีรษะวางลงบนตักผมแล้วหลับตา ผมไม่ได้พูดอะไรนอกจากยิ้มเมื่อมองใบหน้าเขา พลางใช้ผ้าขนหนูของตัวเองเช็ดศีรษะชื้นแฉะของเขาไปด้วย ง่วงเหรอฮะ? ผมถามเพราะเห็นว่าเขาคงจะเหนื่อย พร้อมกับก้มหน้าลงไปมอง แต่ทันทีที่ผมพูดจบ วิกโก้ก็คว้าคอผมลงมากดจูบกับริมฝีปากของเขาเนิ่นนาน อื้อ วิก ปากคุณแตกนี่หน่า ผมพูดออกไปทั้งที่ริมฝีปากยังเบียดชิดใกล้เมื่อสัมผัสได้ว่าปากเขาแห้งแตก ช่างมันเถอะ ดวงตาสีเขียวอมเทาสะท้อนแสงไฟจากเตาผิง เมื่อเขาผละริมฝีปากออกแล้วลืมตาขึ้นมองและยิ้มให้ผมอีกครั้ง ก็เพราะอากาศ London นั่นแหละ วันเวลาที่แสนเปลี่ยวเหงาดูจะจางหายไปอย่างสิ้นเชิง ตลอดเวลาที่เราอยู่ไกลกันผมแทบไม่ได้มีความสุขหรือจะเรียกว่าไม่อยากจะเปิดรับความสุขจากสิ่งอื่นเลย ความสุขเล็กน้อยที่ทำให้ผมมีแรงต่อสู้กับงานต่อไปคงอยู่กับการนั่งรอโทรศัพท์ หรือไม่ก็ภาพวาดจากวิกโก้ที่ส่งไปให้ผมที่กองถ่าย ความเหนื่อยล้าจากการทำงานทำให้ผมข่มตานอนหลับได้ไปวันๆ แต่เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่เจอเขาข้างๆ ผมก็เกิดจะเป็นจะตายขึ้นมาทุกที บางครั้งผมอยากร้องไห้แต่กลัวใครจะเห็นเข้า เพราะผมรู้ว่าผมไม่มีเขาคอยซับน้ำตาให้แล้ว ถึงจะอยากร้องเท่าไหร่ก็ร้องไม่ออก วิกโก้จะเคยรู้บ้างไหมนะ? ว่ามันมีผลกระทบกับอาชีพการแสดงของผมเต็มๆเลยล่ะ คิดอะไรอยู่? เอาแต่จ้องหน้าอยู่ได้ เสียงพูดงึมงำในลำคอเหมือนกับกำลังพูดกับตัวเองของเขาเรียกสติผมกลับมาอีกครั้ง ผมคงจ้องเขานานจนผิดสังเกตแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาโกรธอะไร กำลังคิดว่าคุณจะมาอยู่กับผมกี่วันกันนะ? ผมตอบไปส่งๆ ไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆหรอก แต่ใครจะบอกเล่าว่าจริงๆแล้วคิดอะไรอยู่ ฉันต่างหากควรจะถามนายว่าจะอยู่ที่นี่กี่วัน ฉันไม่ใช่หนุ่มฮ็อตแบบนายสักหน่อยถึงจะได้งานยุ่งรัดตัว ไม่มีวันว่างแม้แต่จะแว่บไปหาฉันตอนไป LA น่ะ โถ คนแก่งอนเหรอเนี่ย? ตอนนั้นผมไม่ว่างจริงๆนี่หน่า ผมแกล้งแซว ก่อนจะจูบเบาๆบนหน้าผากของเขา วิกโก้ยิ้มหัวเราะเบาๆ จะว่าไปวิกโก้เวลางอนเหมือนเด็กๆนี่น่ารักจะตายไป ไม่รู้ทำไมถึงชอบทำขรึมอยู่ได้ แต่ไม่ว่าเขาจะมาอารมณ์ไหนก็ดึงดูดใจผมตลอดเวลานั่นล่ะ ผมว่างหนึ่งสัปดาห์ฮะ นี่เคลียร์คิวสุดๆแล้วนะเนี่ย กำลังคิดอยู่เลยว่าจะทำอะไรให้คุ้มค่าตลอดเจ็ดวันนี้ดี คุณช่วยผมคิดหน่อยสิฮะ สองแขนของผมโอบรอบต้นคอพลางเบียดใบหน้าเข้ากับข้างแก้มเรื้อไปด้วยไรเคราสั้นเพิ่งโกนใหม่ๆของเขา ก่อนจะเลียไล้ริมฝีปากไปที่ริมหู อะไร? ใครว่าผมยั่ว ไม่ใช่สักหน่อย ก็ผมคิดถึงเขานี่หน่า แค่ช่วยคิดเฉยๆหรือ? ทำเองได้งั้นสิ อยู่บ้านเดียวกันต้องหารสองนะฮะ อืม... ความพยายามคงสัมฤทธิ์ผลแล้วสินะนี่ ต้องช่วยกันถึงจะถูก อื้อ...ห๊ะ ! วิก !! ลัคกี้ออร์แลนโด้ ผมเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกเลย คุณว่าไหม? So keep me in your bed all day ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเบาหวิว พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาที่ยังไม่ชินกับแสงของผมเลือนๆ มองอะไรไม่ชัด เห็นแค่เพียงเงาลางๆของคนคนเดียวกับที่ผมฝันถึงเมื่อครู่นี้ วิกโก้ยังไม่รู้ตัวว่าทำผมตื่น ผมจึงแอบรี่ตามองเขาโดยไม่ให้รู้ตัว ร่างสูงโอบอ้อมแขนแข็งแรงอุ้มผมเข้าไปภายในห้องนอน ก่อนจะวางลงบนเตียงพื้นฟูกอ่อนนุ่มปูทับด้วยผ้าปูสีขาวสะอาด ผมมองวิกโก้ลอดเปลือกตาที่รี่ลงให้เล็กที่สุด เห็นเขาเดินไปเปิดไฟที่หัวเตียงแล้วกลับมาจับผ้าห่มนวมขึ้น ก่อนจะสะบัดห่มให้ผม นานเท่าไรแล้วนะ...ที่ผมมีเขาคอยดูแล อยู่เคียงข้างกันแบบนี้ ถึงแม้จะนับเป็นเวลาตายตัวไม่ได้เพราะเราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาเหมือนคู่รักคู่อื่น หากแต่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาอยู่กับผมตลอดเวลา เสมอๆ และจะเป็นตลอดไป วิกโก้ไม่ใช่คนโรแมนติกขนาดจะบอกรักผมทุกวัน เขาไม่ใช่คนปากหวาน และไม่ใช่คนวู่วาม เลือดร้อน ไฮเปอร์เหมือนที่ผมเป็น ทุกอย่างที่เป็นเขาแทบจะตรงข้ามกับผมอย่างสิ้นเชิง แต่ความแตกต่างนั้นเหมือนกับรอยแยกของจิ๊กซอว์ที่ต่อกันลงตัวได้ทุกชิ้น ผมไม่ขออะไรอีกแค่เพียงมีเขาคนนี้ ถึงจะต้องทะเลาะกันบ้าง หึงกันบ่อย แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยคำว่ารัก ที่ดูเหมือนจะยาก แต่เราจะฝ่าฟันไปด้วยกันจนกว่าจะถึงปลายทางที่สวยงาม เราไม่ใช่คู่ขา แต่เป็นคู่รัก ผมมั่นใจ And when somebody knows you well And when somebody needs you ไม่นอนหรือไงฮะ? นอนมองผมอยู่ได้ ผมพูดทำลายความเงียบขึ้น หลังจากทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมนอนไม่หลับสักทีเพราะเมื่อแอบมองวิกโก้ทั้งๆที่แกล้งหลับนั้น ก็ยังคงเห็นเขานอนจ้องผมอยู่ไม่วางตา ผมลุกขึ้นนั่งยากลำบากนิดหน่อย ก่อนจะโน้มตัวท้าวแขนข้ามตัวเขาไปปิดโคมไฟที่หัวเตียงอีกด้าน แล้วทีตอนนายแอบมองฉันเมื่อกี้ตั้งนานสองนาน ฉันยังไม่ว่าอะไรสักคำ รู้ทันอีกจนได้ วิกนะวิก... ผมยิ้มเขินๆ จนต้องหลับตาลงแล้วพลิกตัวไปอีกด้านหนึ่ง นอนหันหลังให้เขาเสียเลย วิกโก้หัวเราะนิดๆ ก่อนจะโอบแขนที่รอบเอวของผมหลวมๆ ริมฝีปากอุ่นจูบลงที่ข้างขมับ ก่อนจะถอนหายใจยาว วิกโก้ลูบมือเรื่อยลงตามแนวสันหลังเปลือยเปล่าของผม เสียงถอนหายใจเฮือกของเขาทำให้ผมต้องหันไปมอง แสงจากภายนอกส่องลอดรอยต่อผ้าม่านเข้ามาภายใน ทำให้เห็นสีหน้ากังวล ก่อนเขาจะพูดออกมาในที่สุด แผลเป็นนี่คงติดตัวนายไปตลอดชีวิตสินะ อ๋อ...เขาห่วงก็เท่านั้น ทุกครั้งที่วิกโก้เห็นรอยแผลเป็นที่เกิดเมื่อครั้งถ่ายทำ The Lord of the Rings อยู่ที่ Wellington วิกโก้ก็มักจะกังวลแบบนี้ ผมยิ้มให้เขาเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แผลนี้ใช่แผลแรกในชีวิตผมซะเมื่อไหร่ โชคดีนะที่ตอนนั้นมีคุณไปเยี่ยมที่ห้องพักตลอดเลย ไม่อย่างนั้นผมคงตายไปแล้วแหงๆ ออร์ลี่ เสียงดุนั้นหยุดเสียงหัวเราะเอิ้กอ๊ากสิ้นสติของผมลงจนได้ ฉันอยากให้...แผลนี้เป็นแผลสุดท้ายบนตัวนายนะ จากที่เป็นที่หลังน่าจะมาเป็นที่อกเสียเลย นายจะได้หัดระวังตัวให้มันมากกว่านี้ เขาว่า ก่อนจะลุกพรวดออกจากเตียงไปจนผมคว้าตัวไว้ไม่ทัน โธ่วิกฮะ โกรธอะไรอีกเนี่ย? ผมมองตามพลางทำตาละห้อย วิกโก้ลุกขึ้นเปิดไฟที่หัวเตียงอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เขาก้มๆหาอะไรบางอย่างในนั้น วิก ทำอะไรฮะ? อย่าบอกนะว่าจะไปไหนน่ะ ! เขาไม่ได้ตอบอะไร หากแต่เดินกลับมาพร้อมกับเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโตตัวหนึ่ง ใส่ซะ ! อากาศมันหนาว เขาพูด แล้วล้มตัวลงนอนข้างๆผมอีกครั้ง ผมรับเสื้อไว้ อีกมือหนึ่งก็รีบคว้าหมับที่ตัวเขาแล้วซุกหน้าลงบนอก วิกโก้หัวเราะในลำคอก่อนจะหลับตาลง วิกฮะ สัญญาได้ไหมว่าเจ็ดวันนี้เราจะไม่ทะเลาะกันน่ะ ผมพูดขึ้นช้าๆ แผ่วเบาราวกระซิบที่ข้างหู ผมอยากใช้เวลาตรงนี้ให้คุ้มค่า เพราะต่อจากนี้อีกนานกว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันอีก ก็ใครบอกว่าฉันจะทะเลาะกับนายเล่า เขาเถียงทั้งๆที่ยังไม่ลืมตาอย่างไม่ใส่ใจ ทำเอาผมเริ่มฉุน ผมบอกให้คุณสัญญา สัญญาสิฮะ วิกโก้ลืมตาขึ้นจ้องหน้าผมอีกครั้ง ก่อนจะโน้มศีรษะของผมให้ค้อมลงจรดริมฝีปากของเขาที่หน้าผาก สีหน้าของเขาจริงจังเกินกว่าท่าทางอ่อนโยนนี้ ผมนิ่งงันรอฟังคำพูดจากปากเขา ที่จริงฉันสัญญากับตัวเองไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่ทะเลาะ แต่ถ้านายอยากให้สัญญาอีกที ก็ได้...ฉันสัญญา So keep me in your bed all day แสงสีทองที่ลอดไล้ปลายฟ้าสีอ่อนซีดในยามนี้โอบล้อมเราไว้ ถึงแม้จะเป็นบ้านเดี่ยวในกรุงลอนดอน เมืองที่ไร้แสงจันทร์ แต่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านพ้นนี้ก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกว่าสิ้นไร้มันเสมอไป ก็พระจันทร์...อยู่ข้างๆผมตรงนี้แล้วไง เสียงหยาดฝนร่วงลงสู่พื้นยังคงไม่จางหายไป ผมลืมตามองหยดน้ำที่ไล่ลู่ลงบนบานกระจกใส พื้นกันสาดกระจกใสที่ถูกออกแบบมาสำหรับบ้านหลังนี้โดยเฉพาะเกาะกุมไว้ด้วยสายน้ำสาดไหลระเรื่อย ฟ้าครึ้มดุจกับอยากจะกักขังพระอาทิตย์เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว หากแต่ยังมีประกายซุกซนเล็ดลอดออกมาให้แสงสว่างแก่ผู้คนบนโลก ดวงตาที่หลับพริ้มอย่างเป็นสุข เส้นผมสีบรอนด์ทองอ่อนๆนั้นหอมเคล้าด้วยกลิ่นแชมพูที่ผมหลงใหล เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าเขามีความหมายกับผมมากเพียงใด ความสุขที่อยู่กับผมตลอดจนทุกวันนี้ก็คือการที่ได้เห็นเขามีความสุข มันยากที่จะรู้ได้เหมือนกันว่าการที่เราจะรักใครได้สักคนมันมีกฎเกณฑ์มาตรฐานอย่างไร หรือใครเป็นคนกำหนดมัน อาจจะเหมือนกับฝน...ที่จะตกลงมาเมื่อไรก็ไม่มีใครเดาได้ นอกจากความเชื่อที่ว่า ในวันที่ฝนตก การได้อยู่ในอ้อมกอดของคนที่เรารัก ถือเป็นโชคที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์ ' ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะยังลุกจากเตียงนุ่มๆ ผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่นของคนรัก เพื่อออกไปต่อสู้กับอากาศหนาวๆข้างนอกอีกไหมนะ? แต่ผมคนหนึ่งนี่ล่ะ ที่ไม่อยากจะทำแบบนั้นเลย อยากจะนอนอยู่ตรงนี้ไปตลอดวันเชียวล่ะ
อรุณสวัสดิ์ฮะวิก อรุณสวัสดิ์...เจ้าชายทรอย The End
|
||
(C) 2004 DESTINY BY TONG |