Just Acoustic

Dominic Monaghan / Elijah Wood
AU fic by Tonga Hardcore

Inspired by เพ่ดอมที่มาเข้าฝันในคืนหนึ่ง (มาจริงๆนะไม่ได้พูดเล่น) และ...
สุขสันต์วันเกิดพี่ตาล ...รักพี่ยิ่งชีพ... ไม่รู้จะเป็นของขวัญที่ดีขนาดจะให้ในวันเกิดมั้ย แต่ก็ทำเต็มที่ล่ะคร้าบ

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

. ..ผมยังหนุ่ม ยังคะนอง ยังโสด และไม่เคยมีความรัก...

แต่ผมเพียงแค่อยากจะรู้ว่า...ความรักนี้มันมากแค่ไหน?

****************************************

ผมค้อมตัวมองผ่านช่องว่างเล็กรูปสี่เหลี่ยมตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปในตู้ล็อคเกอร์ของผม สิ่งที่ผมได้สัมผัสได้ก่อนหนังสือเรียนของผมมักจะเป็นกล่องขนม หรือไม่ก็ของฝากเล็กๆน้อยๆที่ชาวบ้านชาวเมืองมักจะซื้อฝากกันเวลาไปเที่ยวไหน บางครั้งเป็นโปสการ์ดที่ไร้ข้อความใดๆ บ้างก็เป็นปิ๊กกีตาร์ลายสวยๆ เป็นเช่นนี้ทุกเช้า จวบจนวันนี้ก็กว่าเดือนได้แล้วล่ะมั้ง แต่ถึงอย่างไรนั้นผมก็ยังคงไม่เคยรู้อยู่ดีว่าใครกันแน่ที่เป็นคนทำ

ผมก้มลองดูกล่องช็อคโกแลตในมือ ก่อนจะยิ้มออกมาจางๆ

"เฮ้ย ไอ้ดอม! วันนี้เป็นอะไรวะ กินได้หรือเปล่า" อยู่ในมุมสงบของตัวเองได้ไม่ทันไร ชั่วลมวูบผ่านก็พาเอากล่องช็อคโกแล็ตสีดำคาดด้วยริบบิ้นสีทองกล่องนั้นลอยหายไปต่อหน้าต่อตา ฌอนเพื่อนสนิทของผมทำทีท่าสนอกสนใจสิ่งของในมือ ในขณะที่ชี้ชวนให้บิลลี่กับออร์ลันโด้เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน โดยที่ไม่ได้หยุดการงัดแงะเมื่อรู้ว่ามันคือของกิน

"เออ กินได้เว้ย!" ผมประชดอย่างรำคาญ "ของก็จากล็อคเกอร์ชั้น แต่ดันไม่เคยถือได้เกินห้านาทีเลยซักที ให้ตายเหอะ"

ไม่ใช่ว่าผมตื่นเต้นเพราะไม่เคยได้ของขวัญเลย ส่วนใหญ่ถ้าผมจะได้รับอะไรจากสาวๆในมหาลัย หรือแฟนๆวงดนตรีของเรา ของขวัญเหล่านั้นก็จะมาพร้อมกับจดหมายรักที่ลงชื่อไว้เสมอ มันเหมือนกันจนบางทีผมก็เบื่อ เบื่อแม้แต่จะอ่านจดหมายเหล่านั้นที่ส่วนใหญ่ก็มีข้อความทำนองเดียวกัน ซึ่งหาฟังได้จากซีรี่ย์วัยรุ่นแนวรักใสใส หัวใจสี่ดวงตามช่องเอบีซี ไม่ก็โชว์ไทม์อะไรเทือกนั้น ดังนั้นมันก็คงไม่แปลกใช่มั้ยที่ผมจะจดจำสาวนิรนามที่มักเอาขนม หรืออะไรต่อมิอะไรที่เป็นความสนใจของผมมาใส่ไว้ในตู้ล็อคเกอร์ทุกเช้าโดยไม่ได้ลงชื่อ

แต่ถึงผมจะจำการกระทำเหล่านี้ได้ ผมก็ไม่เคยคิดจะใส่ใจสืบหาว่าเธอเป็นใครกันแน่

ก็ผมยังไม่อยากมีแฟนนี่ครับ แล้วผมก็เข็ดกับการทำตัวเป็นกันเองจนสาวๆ หลายคนมาชี้หน้าด่าว่าผมให้ความหวัง ผมยังหนุ่ม ติดเพื่อน ติดดนตรี แล้วก็อยากจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าสุดๆ ให้เล่นดนตรีกับเพื่อนๆทั้งวันทั้นคืนยังดีซะกว่าการจะต้องเอาโซ่มาล่ามคอล่ะครับ

"ไหนแกบอกไม่สนใจไงวะ" บิลลี่มองผมอย่างล้อเล่น

"เอ...เอ...เอ......หรือว่าการจู่โจมอย่างสม่ำเสมอของแม่สาวเจ้านี้ จะทำให้แกเริ่มหวั่นไหว" ออร์ลันโด้ช่วยเสริม ก่อนที่เสียงเฮจะดังขึ้นมาจากเพื่อนๆอีกหลายคน

"ไอ้บ้าออร์ลี่..."

เสียงเฮฮาดังสะท้อนอาคารเรียนทรงยุโรปโบราณไปตลอดทางเดินที่ถูกครอบไว้ด้วยซุ้มเสาสลักลายสีขาวสะอาด ผมมีความสุขกับทุกวันนี้แล้ว ดีใจที่มีเพื่อนดีๆ ดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่รักจะทำทุกอย่างแล้ว เรื่องความรักมันยังไกลตัวผมเกินไปครับ พ่อแม่รักผม เพื่อนๆรักผม ผมคงไม่ต้องการความรักไปมากมายกว่านี้หรอก

"โมนากาน แอสติน บอยด์ แล้วก็แก๊งค์เธอน่ะ เลิกเอะอะโวยวายแล้วตามมาช่วยยกของที่ห้องอาจารย์ทีสิ ส่วนบลูม...ตามอาจารย์มา จะให้ช่วยจัดเอกสารที่ห้องชมรมหน่อย"

"คร้าบบบบบ อาจารย์มอร์เทนเซ่น"

จริงๆนะครับ...ตอนนี้ผมไม่อยากไขว่ขว้าอะไร นอกจากวิ่งแซงไอ้เจ้าพวกนี้แล้วไปให้ถึงห้องอาจารย์มอร์เทนเซ่นก่อนเท่านั้นแหละ

"ใครถึงที่โหล่เลี้ยงข้าวโว้ย!"

****************************************

ผมค้อมตัวมองผ่านช่องว่างเล็กรูปสี่เหลี่ยมตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปในตู้ล็อคเกอร์ของผม วันนี้เป็นช็อคบอลล์ในกล่องกระดาษสีขาวเรียกว่าตรงข้ามกับเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ผมพลิกกล่องไปมา ก่อนจะค่อยหันมองไปด้านหลังตัวเองเผื่อจะเจอใครซักคน แต่ก็คงยากเย็นที่จะมองเห็นใครที่แฝงอยู่ในกลุ่มนักเรียนที่เดินกันให้อึกทึก

"เฮ้ย วันนี้มีอะไรให้กินอีกวะดอม" ยังไม่ทันได้หันกลับ เพื่อนร่างท้วมของผมก็พุ่งตัวเข้าชาร์ตผมทันที ผมไหวตัวทันก็เลยรวบกล่องช็อคบอลล์มากอดไว้แน่น

"เมื่อกี้แกหันไปมองหาใครอ่ะดอม ไหนแกบอกไม่อยากรู้ไงวะว่าสาวนิรนามนี่เป็นใคร" บิลลี่เดินตามมาถึงไม่ทันไรก็หยอดลูกจับผิดผมซะอย่างนั้น

...นั่นสินะ ผมไม่อยากรู้นี่หน่า...

"ก็...หันมองหาพวกแกไง ถ้าไม่หันมองวันนี้ชั้นก็อดกินหนมอีกอ่ะดิ" ผมกระแทกปิดฝาตู้ล็อคเกอร์ก่อนจะเดินนำไปก่อน แต่เจ้าพวกตัวป่วนก็ไม่วายวิ่งตามมาตอกย้ำ

"เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแกชอบกินขนมพวกนี้ด้วยอ่ะ" ออร์ลันโด้นัมเบอร์วันแฟนคลับของอาจารย์มอร์เทนเซ่นทำท่าครุ่นคิดอย่างรู้จักผมดี ผมกับเจ้านี่สนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนประถมแล้ว เขารี่ดวงตาสีช็อคโกแลตเหล่มองผมอย่างมีเลศนัย "บอกแล้วว่าการคาดการของชั้นต้องไปพลาดแน่"

"คาดการบ้าบออะไร น่ารำคาญ" ผมพึมพำ ก่อนจะจ้ำอ้าวเดินหนีเจ้าพวกนั้นล่วงหน้าไปยังห้องซ้อมดนตรี ที่มักจะไปสุมหัวกันอยู่ทุกเช้า

"ถ้าไม่ใช่ก็จงส่งช็อคบอลล์มาให้ชั้นซะดีๆไอ้ดอม ไม่งั้นพ่อจะฟังธงว่าแกเริ่มสนใจ" ฌอนขู่ด้วยถือไพ่เหนือกว่า ผมรีบโยนช็อคบอลล์กล่องนั้นให้เจ้านั่นก่อนจะปัดกระเป๋าสะพายเฉียงคู่ใจไปด้านหลังอย่างฉุนๆ วิ่งขึ้นบันไดอาคารไปโดยไม่ยืนรอฟังเสียงหัวเราะเฮฮาของเจ้าพวกนั้น ได้ทีล่ะก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทีเดียวเชียวล่ะครับ

"เค้าต้องชอบแกมากแหงเลยดอม" ออร์ลันโด้วิ่งตามมาทัน ในขณะที่ผมกำลังก้มไขกุญแจเปิดห้องซ้อม เขาป้องปากกระซิบด้วยสีหน้าเอ็กไซท์ไม่จืด "ไม่งั้นไม่ทำให้ขนาดนี้หรอก ลำพังขนาดขนมเยอะขนาดถ้ารวมไว้คงเปิดร้านแคนดี้ช็อปได้สบาย หรือโปสการ์ดไม่เท่าไหร่นะ แต่ปิ๊กของมาร์ติน เทย์เลอร์ที่แกห้อยคออยู่ทุกวันนี้เนี่ย โคตรลงทุนเลยว่ะ" ออร์ลันโด้ตาเป็นประกายเมื่อพูดถึง พลางจ้อไม่หยุดตามนิสัย จนผมต้องยกมือปรามไว้ก่อนที่มันจะหายใจไม่ทันล้มหงายไปซะก่อน

ผมก้มดูปิ๊กกีตาร์ที่ว่านั่น พลางถอนหายใจ "ชอบมาก......แล้วแกว่ามันมากขนาดไหนวะ ออร์ลี่" ท้ายที่สุดผมก็ทนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ไหวจนได้

"อ้าว แล้วพวกชั้นจะรู้มั้ยวะ? แกก็ไปถามเค้าเองสิ" ฌอนเดินมาขนาบข้าง เขาพูดทั้งๆที่ปากยังเคี้ยวช็อคบอลล์อยู่เต็ม "อยากรู้ด้วยว่าคนนี้จะสวย เซ็กซี่ หรือว่าน่ารัก สวยเท่าน้องเคทที่เคยมาตอมๆแกอยู่หรือเปล่า" เจ้าอ้วนมือกลองประจำวงยกคิ้วเยาะผมต่ออีกสามที

เรื่องอยากรู้น่ะ ตัวผมเองก็อยากรู้ แต่ถ้าการที่จะรู้ได้ต้องเข้าไปทำความรู้จักด้วย ผมเองก็ยังกลัวๆกล้าๆ บางครั้งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากลัวอะไรกันแน่ แต่ก็อย่างที่เคยบอก การทำตัวเป็นกันเองกับเพื่อนต่างเพศมากเกินไปก็เคยทำให้ผมโดนเหมาว่าเป็น เพลย์บอย มาแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ

"งั้นขอคิดดูก่อนว่ะ"

ผมปิดบทสนทนาเรื่องนี้ด้วยประโยคสุดฮิต ก่อนจะได้รับเสียงโห่จากเพื่อนๆ ตามหลังมา อารามว่า 'หลอกให้ฟังตั้งนาน' ฌอนขยี้หัวผมเสียแรง ก่อนจะพุ่งตัวป้อมๆแต่พลิ้วสุดๆเข้าไปประจำที่กลองชุด จนผมที่ยุ่งอยู่แล้วของผมยุ่งหนักเข้าไปอีกด้วยแรงขยี้ของเพื่อนคนอื่นๆ อีกคนละมือละไม้ พวกเขาพากันไปเช็คอุปกรณ์ตามหน้าที่ของตัวเอง ปล่อยให้ผมยืนใช้ความคิดอยู่เพียงลำพัง

****************************************

เช้านี้ผมไม่ได้รี่มาเปิดตู้ล็อคเกอร์พร้อมเพื่อนๆ ในบรรยากาศผู้คนพลุกพล่านด้วยเวลาสายโด่งอย่างที่เคย บริเวณลานกว้างของห้องโถงอาคารดูสงบในเวลาเช้าตรูเช่นนี้ จะเรียกว่าเป็นครั้งแรกในรอบสามปีเลยก็ได้กระมังที่ผมสัมผัสได้ถึงความขลังของมหาลัยในเมืองเกิดตัวเองที่ใครก็ว่ามันเก่าแก่งดงาม ขนาดอาจารย์มอร์เทนเซ่นเพิ่งมาบรรจุได้ไม่นานยังบอกให้ที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีส

ผมเอนหลังพิงกับรูปวาดสีน้ำมันอันมโหราฬที่ดูเผิน ๆ แล้วคือกำแพงทาสีดี ๆ นี่เอง พลางถอนหายใจนึกสมเพชตัวเองขึ้นมา ผมใช้ความพยายามอย่างสูงสุดที่จะแหกขี้ตาพาตัวเองมาที่มหาลัยได้เช้ามาก จนขนาดพ่อแม่กับพี่ชายยังอึ้ง เพื่อที่จะมาค้นหาคำตอบของคำถามที่เล่นเอาผมนอนไม่หลับมาทั้งคืน

...แค่เพียงอยากจะรู้ว่า ความรักนี้มันมากแค่ไหน?...

คิดอยู่กับตัวเองได้ไม่ทันไร เสียงเอี๊ยด ๆ ของพื้นรองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้นหินอ่อนก็ทำให้ผมต้องรีบหาที่ซ่อนตัว


สายตาของผมจับจดอยู่ที่ร่างเล็ก ๆ ซึ่งซอยฝีเท้าถี่ ๆ พลางก้มหน้าก้มตาค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าเป้ของตัวเอง ใบหน้าสีขาวสว่างมดจดตัดกับเรียวคิ้วโก่งสีน้ำตาลที่ในขณะนี้ขมวดมุ่น จมูกเล็กๆ ริมฝีปากสีแดงสดถัดจากพวงแก้มสีชมพูอ่อน ดวงตาสีฟ้าอมเขียวใสดั่งลูกแก้วนั่นยังคงสอดส่องหาของในกระเป๋าอย่างรีบเร่ง จนในที่สุด...กล่องช็อคโกแล็ตก็ถูกนำออกมาจากกระเป๋าสีฟ้าใบนั้น ผมไม่แปลกใจอีกแล้วเมื่อเขาหันซ้ายหันขวา ก่อนจะเดินไปเปิดตู้ล็อคเกอร์ #398469

...ล็อคเกอร์นั่นเป็นของผม...

แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจที่สุดก็คือ เจ้าของตัวจริงของปิ๊กกีตาร์ที่มาร์ติน เทย์เลอร์นักกีตาร์สุดแสนโรแมนติกแจกให้ จะเป็นเด็กผู้ชายที่น่าตาโคตรน่ารัก!

"อ้าว โมนากาน มาทำลับๆล่อๆอะไรตรงนี้"

"อาจ๊ารย์.........ชู่~~~..........." อาจารย์มอร์เทนเซ่นพยักหน้าหงึกๆ ในขณะที่ผมเอามืออุดปากอาจารย์อย่างตกใจ จนเมื่อผมแน่ใจว่าน้องคนนั้นเดินหลบลับไปไกลแล้วจึงปล่อยอาจารย์มอร์เทนเซ่นที่จู่ๆ ก็เดินออกมาจากห้องกิจการนักศึกษาอีตอนไหนก็ไม่รู้ให้หายใจถนัด

"ขอโทษครับ'จารย์ แฮะๆ"

****************************************

เวลาบ่ายของวันเดียวกันนั้น บังเอิญผมได้พบน้องคนที่วันนี้เพิ่งสืบรู้มาหมาด ๆ ว่าเป็นคนที่หมั่นเอาของขวัญมาใส่ไว้ในล็อคเกอร์ผมเป็นประจำ ในขณะที่ผมกำลังจะเดินไปเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ผมเหลือบมองภาพเด็กชายที่ดูเด็กกว่าจะเป็นนักเรียนมหาลัย กำลังม้วนกระดาษที่สภาพคล้ายโน้ตเพลงยัดเข้าไปในล็อคเกอร์อย่างลวกๆ

ล็อคเกอร์ #173169

...ผมเผลอยิ้มให้กับภาพนั้น...

"ยิ้มกับใครอ่ะดอม บ้าไปแล้วเว้ยเฮ้ย" ออร์ลันโด้พยายามชะเง้อชะแง้มองตาม

"เห็นน้องที่ใส่สเวตเตอร์สีเทาคนนั้นมั้ย...คนนี้แหละที่เอาของมาใส่ล็อคเกอร์ชั้นประจำน่ะ"

"ห๊ะ!" เจ้าออร์ลันโด้ถลึงตาอย่างไม่เชื่อหู "พระเจ้า........พระเจ้าช่างปั้น! น่ารักโคตรๆเลยดอม น่าร้ากกกกกกกกกกกกก เข้าไปทักสิ เข้าไปทักเลย" เขาดันมือลงบนแผ่นหลังผมพลางเชียร์ไม่หยุดปาก เรียกได้ว่าถ้าผมไม่เซไปตามแรงผลักของมัน กระดูกสันหลังคงหักเป๊าะได้ง่าย ๆ

"แล้วแกจะให้ชั้นทักว่าอะไรวะออร์ลี่" ผมหันรีหันขวาง เจ้านั่นทำหน้าขมวด พลางสำรวจสัมภาระที่ตัวเองหอบหิ้วมา ก่อนจะส่งใบปลิวประชาสัมพันธ์การแสดงของวงดนตรีเราในวันงานนิทรรศการงานดนตรีที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้ ออร์ลันโด้ทำสัญญาณ OK! Let's GO! ให้ก่อนที่มันจะวิ่งหน้าอมยิ้มเข้าไปในห้องเรียนก่อน

ผมควรทำอย่างไรต่อไปดีครับ? ผมรู้ว่าถึงแม้จะถามออกไปแบบนี้ คงไม่มีใครสามารถตอบผมได้

รู้แต่ว่าเสียงหัวใจ มันบอกให้ผมเข้าไปทักเขาตอนนี้ทันทีเลย

"เอ่อ สวัสดีครับ" ผมสะกิดไหล่ของเขา ก่อนจะยิ้มให้ เขาหันมาอย่างไม่ได้ใส่ใจ แต่เมื่อเจอหน้าผมก็กลับทำสีหน้าตกใจอย่างกับเจอผีอย่างนั้น

"พี่ชื่อดอมินิกจากชมรมดนตรีครับ" ผมแนะนำตัวด้วยใบหน้าเป็นธรรมชาติมากอย่างคุ้นเคย โดยพยายามซ่อนความตื่นเต้นไว้ข้างใน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องตื่นเต้นด้วย อาจจะเพราะต้องเข้ามาทำความรู้จักกับใครซักคนโดยที่รู้ว่าเขาชอบเราอยู่ หรือไม่ก็เพราะผมเข้ามาทำความรู้จักกับเขาโดยหวังที่จะรู้อะไรบางอย่างก็เป็นได้

ผมยืนใบปลิวประชาสัมพันธ์ให้น้องเขา ก่อนจะยิ้มให้อีกที "เชิญชมคอนเสิร์ตวันนิทรรศการดนตรีที่จะถึงนี้ด้วยนะครับ น้อง......เอ่อ...น้อง?"

"ค...ครับ เอไลจาห์ครับ เรียกไลจ์ก็ได้ครับ" เอไลจาห์? ใช่...เอไลจาห์ตอบทั้งที่หน้ายังคงตื่น ๆ ดูเผินๆแล้วแอบคล้ายรายการที่ชอบเอาดารามาอำคนไม่มีผิด เขาทำให้ผมนึกสงสัยว่าตัวเองน่าหลงใหลอะไรขนาดนั้นเลยหรือไง แต่ความรู้สึกขอบคุณอยู่ลึก ๆ ก็ยังคงมีอยู่ไม่หาย... เอไลจาห์ ชื่อน่ารักดีครับว่ามั้ย

"ไว้เจอกันวันงานนะครับ"

"อ่า ค..ครับ เออ......พี่ดอมฮะ! เอ่อ...ขอโทษครับพี่ดอมินิก"

เอไลจาห์รับปาก แล้วผมกำลังจะเดินไป แต่เขาก็กลับเรียกชื่อผมขึ้นมาอีกครั้งอย่างสนิทสนม ผมไม่ได้ว่าอะไรก็เลยยิ้มตอบให้เขา "ว่าไงครับ?"

"ถ้าวันงานแล้วพอจะมีเวลาซักห้านาทีหรือมากกว่านั้น ยังไงเชิญไปดูชมรมดนตรีคลาสสิคแสดงด้วยนะครับ"

โอ่...ดนตรีคลาสสิค ชมรมของอาจารย์มอร์เทนเซ่นนี่เอง ฟังดูแล้วไม่ค่อยจะเข้ากับวงร็อคของผมซักเท่าไหร่ แต่นั่นก็ทำให้ผมรู้ว่ากล่องไวโอลินสีดำที่วางพิงไว้กับล็อคเกอร์ใกล้ ๆ กันนี้ต้องเป็นของน้องไลจ์แน่ ๆ ...เอ่อ...ผมก็เรียกชื่อน้องเค้าสนิทไปใช่มั้ยเนี่ย?

"คร้าบ" ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะในถ้อยคำที่พยายามสรรให้มันสวย แต่ฟังยังไง ๆ ก็ประหม่าของน้องไลจ์ พลางวันทยาหัตถ์เป็นเชิงตกลงและบอกลาไปในตัว "จะไปดูให้ได้เลย ยังไงเพื่อนพี่มันต้องไปดูอยู่แล้ว ถ้าฮอลล์นั้นเค้าเปิดให้พวกพี่เข้าอ่ะนะ" พูดจบผมก็กลับหลังหันวิ่งไปยังห้องเรียนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะโดนตัดจิตพิสัยเอาดื้อ ๆ เพราะเห็นอาจารย์บลานเช็ตเดินจ้ำอ้าวเข้าใกล้ห้องเรียนเข้าไปทุกทีแล้ว

จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ถามคำถามที่อยากถาม ทั้งที่คิดว่าจะได้คำตอบแน่แท้แล้ว

ภาพที่หางตาเบื้องหลังผม สาว ๆ ปีหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ นั้นออกันเข้ามาขอดูใบปลิวที่น้องไลจ์ถืออยู่อย่างสนอกสนใจ อย่างน้อยผมก็คงได้ช่วยวงโปรโมตคอนเสิร์ตไปในตัวด้วยล่ะนะ

****************************************

"นี่ครับ" ผมยิ้มจนตาปิด พลางส่งดินสอวาดรูปที่จู่ ๆ ก็กลิ้งมาสยมแทบเท้าอยู่ตรงหน้าผม สาบานนะครับว่าบังเอิญแน่ ๆ เพราะคุณอาจจะไม่เชื่อว่าดินสอสเก็ตภาพแท่งนั้นเป็นของเอไลจาห์

"อ่า...ขอบคุณฮะ" เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นรอยยิ้มของเขา ที่เผยออกมาหลังจากทำหน้าตะลึงพึงเพิดคล้าย ๆ กับครั้งแรกที่คุยกัน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใสขึ้นมาขนัดตาเลยทีเดียว ก่อนที่เสียงเจ้าออร์ลันโด้ที่เดินมาว่าจะกลับบ้านพร้อม ๆ กันดังขึ้นมาขัดจังหวะซะได้

"เฮ้ยยยยยย" เจ้าออร์ลี่ทำเสียงยาน "ชั้นว่าชั้นจะไปหาอาจารย์มอร์เทนเซ่นหน่อยว่ะดอม จะไปถามเรื่องรายงานที่อาจารย์บลานเช็ตให้วันนี้อ่ะ แกกลับไปก่อนเลยนะเว้ยยยยยย" แล้วมันก็ทิ้งผม วิ่งจู๊ดหายไปด้วยความเร็วเหนือแสง จอมสร้างสถานการณ์จริง ๆ ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริง ๆ ไอ้นี่... ผมคิดกับตัวเองเงียบ ๆ ก่อนจะหันมาจ๊ะกับรอยยิ้มนางฟ้าของเอไลจาห์ที่ยังคงยืนอยู่

"ไอ้บ้านั่น มันคือออร์ลันโด้ครับ" ผมพูดไปส่ง ๆ หลังจากหันไปชูนิ้วกลางให้เจ้าออร์ลันโด้มัวแต่วิ่งถอยหลังหันมาทำท่า OK! Let's Go! ให้ผม จนทะเล่อทะล่าวิ่งชนอาจารย์มอร์เทนเซ่นเต็ม ๆ นั่นก็ปัญหาของมันน่ะครับ ไม่เกี่ยวกับผมแล้ว

"..............................................."

"..............................................."

แฮ่........ ผมแยกเขี้ยวยิ้มเจื่อน "กำลังจะกลับบ้านหรือเปล่าครับเนี่ย"

"ครับ" เอาอีกแล้ว น้องยิ้มบาดใจผมเหลือเกิน ยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกหัวใจสูบฉีดด้วยรอยยิ้มใครอย่างนี้มานานแล้ว ยกเว้นครั้งสุดท้ายด้วยรอยยิ้มของจูเลีย โรเบิร์ตในหนัง Notting Hill เก่ามากใช่มั้ยครับเนี่ย

"เพื่อนพี่มันก็ทิ้งแล้วซะด้วยสิ ขอกลับด้วยคนได้มั้ยครับ"

"อ่า......." ใบหน้าของเอไลจาห์เปลี่ยนเป็นสีแดงฉ่า "ด...ได้ครับ" สถานการณ์เป็นใจแล้ว อย่างน้อยผมต้องรู้คำตอบนั้นอย่างที่ใจอยากรู้ให้จงได้เลย

.................................................................................................

ก่อนที่ผมจะกลับบ้าน ผมอาสาไปส่งเอไลจาห์ที่บ้านก่อน เราเดินมาเคียงข้างกัน โดยที่เขาถือกล่องไวโอลิน ส่วนผมสะพายกล่องกีตาร์ไว้บนไหล่ การสนทนาเป็นไปอย่างถามคำตอบคำ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเลยเมื่อได้อยู่กับเขา ผมก้มหน้ามองเท้าตัวเอง พลางยิ้มจาง ๆ อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเริ่มรู้สึกได้ว่ามีสายตากำลังจ้องอยู่ที่ผมไม่วาง

ผมหันหน้าไปทางขวา ไลจ์หลบหน้าผมทันควัน นั่นทำให้ผมหัวเราะ "มีอะไรหรือเปล่า คุยกันได้นะ ไม่ต้องทำเกร็งขนาดนั้นหรอกคร้าบ"

"เอ่อ...พี่ดอมจะว่ามั้ยถ้าผมขอดูสร้อยที่พี่ใส่......."

คำถามนั่นเล่นเอาผมยิ้มร่า ก่อนจะรีบปลดมันจากรอบคอแล้วส่งให้เขา เอไลจาห์รับมันไว้แล้วพลิกมันไปมา ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มที่แสนสดใสของเขาอีกครั้ง

ครั้งแรกที่ผมได้ค้นพบว่าเจ้าปิ๊กดีดกีต้าร์ซึ่งถูกห่อไว้ด้วยเบอร์ชัวร์คอนเสิร์ต พร้อมลายเซ็นของมาร์ติน เทย์เลอร์ในล็อคเกอร์ของผม น้ำตาแทบจะไหลพรากลงมาตรงนั้นเลยทีเดียว พ่อแม่ พี่ชายและเพื่อนสนิทต่างรู้ว่ามาร์ติน เทย์เลอร์เป็นฮีโร่ของผมมาตั้งแต่ยังเรียนม.ต้น ผมเล่นกีต้าร์ก็เพราะมีเขาเป็นต้นแบบ แล้วไอ้เจ้าปิ๊กที่เทย์เลอร์จับนี่ก็เป็นหนึ่งในห้าสิ่งในโลกที่ผมอยากได้ จากปิ๊กดีดกีต้าร์ธรรมดา ก็เลยโดนผมดัดแปลงจนกลายเป็นสร้อยคอที่ผมมักใส่ติดตัวอยู่ตลอดเวลา

"ขอบคุณนะครับ ไลจ์"

"เอ๋?"

"แล้วก็ขอบคุณสำหรับขนมกับโปสการ์ดด้วย"

ตอนนี้ตะวันเริ่มลับฟ้าแล้ว กลางวันที่ดูจะสั้นกว่าที่เคย บอกให้รู้ว่าฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะลาและฤดูหนาวกำลังเข้ามาใกล้ ผมยิ้มให้กับสีหน้าแปลกใจของเอไลจาห์ ผมไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีผมก็โอบรอบแขนเข้ากับคอของเขาแล้ว ร่างเล็กในอ้อมแขนผมไม่ได้พูดหรือแม้แต่จ้องตา เขาก้มหน้านิ่งทั้งที่มือซ้ายเย็น ๆ ของเขายกขึ้นจับมือผมไว้เช่นเดียวกัน

นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความกล้าที่จะเปิดใจ มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม แต่การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับได้ชัยชนะไปกว่าครึ่ง... และผมก็มั่นใจว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามมากเหลือเกินในความรู้สึกผม

ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ทำให้ผม ที่ได้รับสมญานามจากเพื่อน ๆ ว่าไอ้ตลกเส้นลึก จะยิ้มไม่หุบได้ครั้งละนาน ๆ เช่นนี้ จะเป็นเด็กน่ารักตาโตที่เอาแต่เขิน แล้วไม่เคยจะปล่อยมุกอะไรอย่างเอไลจาห์

.................................................................................................

ผมยืนอยู่หน้าบ้านของน้องไลจ์ ที่นี่เป็นบ้านสองชั้นหลังไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปสีขาว เขาบอกว่าอยู่ที่นี่กับพ่อแม่และพี่ชายหนึ่งคน เหมือนผมเลยล่ะครับ ผมบอกเขาว่าจะของส่งแค่ตรงหน้ารั้วบ้านเตี้ย ๆ สีขาวสะอาดนี้ เขายิ้มรับและกล่าวขอบคุณผมอย่างสุภาพที่สุด จนผมต้องบอกเขาไปว่าผมเองอยากรู้จักเขา ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพูดเพราะขนาดนั้นกับผมอีกแล้ว

เขารับคำ...และผมใช้เวลากับการมองหน้าเขาอยู่อย่างนั้นนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบ นานพอที่จะพินิจพิจารณารูปร่างหน้าตาของเขาให้ชัด ๆ อีกครั้ง... แล้วรู้ว่าไอ้คำว่าน่ารักที่เจ้าออร์ลันโด้มันลากเสียงยาวเสียโอเว่อร์ขนาดนั้น ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย เอไลจาห์...เขาสวยมาก ๆ สวยจนอดไม่ได้ที่จะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ ๆ ใบหน้าขาวหมดจด แม้จะอยู่ใกล้กันขนาดนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่รอยตำหนิซักรอย ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่โชยออกมาจากกายเขา ก่อนจะรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มและหวานละมุนของริมฝีปากสีแดงสด

...ผมชอบเด็กคนนี้จริง ๆ เลย...

****************************************

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เกือบสองสัปดาห์แล้วที่ผมกับเอไลจาห์รู้จักกัน เพื่อน ๆ เชียร์ให้ผมจีบน้องกันยกใหญ่ เพราะทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าเอไลจาห์เป็นเด็กที่น่ารัก แถมแสนดีแสนบริสุทธิ์ เขากลายเป็นเทวดาองค์น้อย ๆ ประจำห้องซ้อมที่จะคอยหอบหิ้วของฝาก ขนมนมเนย มาที่ห้องซ้อม เรียกได้ว่าเห็นเขาเป็นคนที่ทุกคนในห้องซ้อมจะต้องเคยมองหาตลอดเวลาเลยก็ว่าได้

ผมเองก็ชอบเขาครับ ถึงแม้จะเป็นแค่สองสัปดาห์ก็เถอะ แต่ผมก็ได้พูดคุยกับเขาทุกวัน แล้วก็ไปส่งที่บ้านทุกวันด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงยังลังเลว่าผมกับเอไลจาห์ ควรที่จะเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง หรือว่าจะเป็นอะไรมากกว่านั้นดี ออร์ลันโด้ว่าหากผมคิดกับน้องแค่เพื่อน น้องเขาคงจะเสียใจมาก ยิ่งสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือการทำให้เอไลจาห์ต้องเสียใจด้วย

ผมชอบเขา ผมรู้ แต่ผมชอบเขาพอที่จะเป็นอย่างอื่นนอกจากเพื่อนหรือเปล่า ผมยังไม่รู้

"เฮ้ย ซ้อมเร็วๆ อย่ามัวแต่กินกันอยู่ จะแสดงอยู่สองสามวันนี้แล้วนะโว้ย" เสียงออร์ลันโด้ตะโกนลั่นห้อง เล่นเอาเพื่อน ๆ กินขนมติดคอกันเป็นแถบ ๆ เจ้านั่นเอานิ้วรูดที่แป้นคีย์บอร์ดจนเป็นเสียงดังแนวค่อนข้างจะน่ารำคาญซักเล็กน้อย เรียกเสียงฮืออย่างอารมณ์เสียได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เอไลจาห์นั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ ผม เขาดูมีความสุขมากที่ทุดคนเอร็ดอร่อยกับของกินร้อยแปดที่เขาหอบหิ้วมา เจ้าออร์ลี่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่อร่อย แต่เพราะมันกินอิ่มแล้วนี่สิถึงได้ไปโลดเต้นอยู่ตรงนั้นด้วยพลังล้นปรี่ ผมมองเอไลจาห์ที่กำลังมองไปที่ออร์ลันโด้พลางหัวเราะร่าเริงอยู่ในมุมของผม

"ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เข้ามานั่งในห้องซ้อมนี้" เสียงเล็ก ๆ ของเขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงให้เขาพูดต่อ "...ทั้งที่อยากเข้ามาตั้งนานแล้ว"

"ชอบเพลงร็อคเหมือนกันเหรอ" ผมถามกลับ

"ชอบนักร้องเพลงร็อคมากกว่าฮะ"

"...อะไรนะ?" ผมเงี่ยหูเข้าไปใกล้เขา

"อ้อ เปล่าหรอกฮะ ไม่มีอะไร"

ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ยิน ผมได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เพียงแค่แกล้งทำเป็นได้ยินไม่ถนัดเพราะอยากฟังคำนั้นชัด ๆ อีกครั้ง ที่แก้มดูนุ่มน่าจับของเอไลจาห์เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ผมหัวเราะอย่างได้ใจซักพัก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องก่อนที่เขาจะไม่ทนคุยกับผมต่อ "แล้วไลจ์จะไปซ้อมตอนกี่โมงครับเนี่ย?"

"สี่โมงเย็นฮะ" คำตอบนั่นเล่นเอาผมคอตก เพราะวันนี้ตั้งใจจะไปดูเขาซ้อมเต็มที่หลังจากที่เคยชวดไปทุกครั้งอย่างน่าเสียดาย

"หา...สี่โมง เสียดายจัง อยากไปดูมากแต่ดันติดเรียนอีกวิชาเนี่ยสิ"

เอไลจาห์ยังคงยิ้ม ไม่แม้แต่จะแสดงสีหน้าโกรธเคืองผมแม้แต่น้อย "ถ้าพี่ดอมไม่รังเกียจ ไปบ้านผมสิฮะ ผมจะเล่นให้ฟัง"

"...ได้เหรอ?" รู้สึกตัวว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำหน้าตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้า

"ผมสะดวกอยู่แล้ว.......... วันนี้พ่อแม่กับพี่ชายไปเยี่ยมญาติที่มิชิแกนน่ะฮะ"

"โอ่...งั้นไปขอฝากท้องซักคืนคงไม่เป็นไรล่ะน้า" ผมยิ้มให้เขา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมเข้าไปร่วมซ้อมกับเพื่อน ๆ เอไลจาห์ก็ยิ้มตอบกลับมาเหมือนอย่างเคย

"แล้วผมจะรอ"

****************************************

เสียงน้ำจากฝักบัวตกลงกระทบพื้นดังแผ่ว ๆ ผ่านออกมาจากบานประตู ณ มุมในสุดของห้อง ผมใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัวตัวเองลวก ๆ ก่อนจะสบัดมันพาดบ่า เจ้าของบ้านกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ และส่วนตัวผมเริ่มต้นที่จะถือวิสาสะสำรวจห้อง ห้องนี้ถูกตกแต่งอย่างทันสมัยแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ของตกแต่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกับดนตรี ผมชอบรูปกีตาร์ที่ข้างประตูหน้านั่นจัง

คุกเข่าลงตรงหน้าตู้กระจกที่ภายในถูกจัดเรียงเป็นชั้น ๆ แต่ละแถวบรรจุซีดีไว้เต็ม ผมค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดตู้ เพลงที่เจ้าของห้องฟังส่วนใหญ่เป็นเพลงคลาสสิค แต่ก็ยังมีเพลง R&B บ้างก็ Pop ไม่ก็เพลง Pop Rock สบาย ๆ อย่างที่เด็กวัยนี้ชอบฟัง แต่ที่สะดุดตาผมที่สุดคงเป็นแผ่นเสียงของ Eric Clapton ที่มีกระดาษเขียนโน้ตสีขาวเสียบติดไว้ด้วยนี่สิ ผมยืดตัวขึ้นเปลี่ยนจากที่นั่งพื้น ขึ้นมานั่งเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานใกล้ ๆ กัน ก่อนจะพลิกมันดูไปมา

เมื่อผมตัดสินใจดึงกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกมาดู แผ่นกระดาษอะไรอีกมากมายก็ร่วงพลูลงมาด้วยมากมายจนผมรับไว้ไม่หมด ผมก้มตัวลงคว้าเก็บพวกมันขึ้นมามั่ว ๆ ทั้งที่สายตายังคงไม่ละไปจากกระดาษโน้ตไวโอลินแผ่นใหญ่นั่น ถ้าจำไม่ผิดเพลงนี้ชื่อเพลง Anything for your love อืม...ร้องยังไงนะ
God's got a plan, he's making it clear
Sweet little love song in your ear
Like hearts made of diamond, love will prevail
Put a little wind in your sail
I'd do anything, anything you can dream of
I'd do anything, anything for your love
For your love
For your love
Listen now baby, I'll tell you true
Just how much that I love you
I got a sweet feelin' I know is real
This kind of love you can't conceal
อ่ะแฮ่ม...ประมาณนี้ล่ะครับ ผมยิ้มกับเนื้อเพลงแล้วก็ลายมือแกะตัวโน้ตที่ถูกเขียนไว้แบบรีบ ๆ พออ่านออก แต่ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะขอยืมโน้ตนี้ไปแกะคอร์ดกีต้าร์ ก็ดันเหลือไปเห็นรูปถ่ายที่ผมถือไว้ในมือ เป็นกองเดียวกับที่ผมทำร่วงเมื่อครู่นี้ ทั้งหมดนี่...เป็นรูปของผม รูปแอบถ่ายบ้าง รูปที่เด็กปีหนึ่งคนอื่น ๆ ตั้งใจมาขอถ่ายบ้างปะปนกันไป แทนที่ผมจะรู้สึกแปลกใจ ผมกลับภูมิใจที่จับพลัดจับพลูกลายมาเป็นขวัญใจของเด็กน่ารักอย่างเอไลจาห์ สำหรับผมมันเป็นเรื่องน่ายินดีครับ

.................................................................................................

ผมทิ้งตัวเองลงนั่งบนเตียงสีน้ำเงินเข้มสลับขาวจนเตียงยวบ ก่อนจะรวบหมอนบนเตียงมากอดไว้ ตั้งหน้าตั้งตามองไปที่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมห่างไม่ถึงสามเก้า เขากระชับไวโอลินที่ถือไว้ในมือแล้วยกมันขึ้นพาดบ่า "เอาล่ะนะครับ" ผมพยักหน้าตอบ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่เพลง Anything for your love จะถูกบรรเลงในแบบฉบับที่ผมไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อน

ไม่แปลกใจที่เอไลจาห์เป็นนักศึกษาปีหนึ่งของชมรมดนตรี ในวงออร์เครสตร้ามหาลัยคนเดียวที่ได้โซโล่เดี่ยว ในสายตานักร้องนำและมือกีตาร์ประจำวงร็อคก๊อง ๆ ของมหาลัยที่ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีคลาสสิคซักเท่าไหร่ แต่ก็พอสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เอไลจาห์สื่อออกมาเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และ...ความรู้สึก

"I got a sweet feelin' I know is real...This kind of love you can't conceal" ผมฮัมเพลงตามมาตลอดจนถึงประโยคสุดท้าย ผมจ้องใบหน้างดงามเหมือนตุ๊กตา ดวงตาที่พริ้มหลับเวลาได้หยิบจับเครื่องดนตรีชนิดนี้ค่อย ๆ ลืมขึ้นเมื่อเพลงจบ ผิวหน้าตัดกับแพรขนตางอนยาวสีเข้ม ริมฝีปากสีแดงที่เผยอน้อย ๆ ของเอไลจาห์

"ผมรักพี่ดอมครับ"

คำตอบที่ผมพยายามเสาะหา ผมไม่ได้รับคำตอบ ผมกลืนคำถามลงคอตัวเองทุกทีที่จะถาม อาจเป็นเพราะว่าผมเริ่มชักจะไม่อยากรู้แล้วว่ารักนี้มันมากแค่ไหน

...ผมอยากรู้ว่ามันจะยาวนานเท่าไหร่มากกว่า...

ผมรวบร่างนั้นเข้ามากอดไว้...แน่น...... โน้มคอของเขาเข้ามาใกล้ ผมจูบที่ริมฝีปากนุ่มๆนั้น ลมหนาวโชยผ่านมาแล้ว อีกไม่นานฤดูหนาวก็คงมาถึง แต่ในคืนนี้ผมไม่รู้สึกหนาวเท่าที่เคยเป็น มือของเราประสานกัน โอบกอดกันและกันต่างผ้าห่มอุ่น ผมชอบกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากร่างกาย และผิวเนื้อนุ่ม ๆ นี้

****************************************

นิทรรศการดนตรีของมหาลัยจบลงไปอย่างราบรื่น ทุกคนหน้าชื่นตาบานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน วงดนตรีของผมหาเงินช่วยชมรมได้เป็นกอบเป็นกำ เหมือนกับวงออร์เครสตร้าของชมรมดนตรีคลาสสิคที่ได้เงินไปช่วยบริจาคให้กับมูลนิธิพิทักษ์ป่าไม้ได้หลายอยู่ เล่นเอาอาจารย์มอร์เทนเซ่นยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว

ส่วนผมกับเอไลจาห์...... จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่รู้ว่าเขารักผมมากแค่ไหน

แต่ผมรู้แล้วว่า...ผมรักเขามากมายเหลือเกิน

ผมค้อมตัวมองผ่านช่องว่างเล็กรูปสี่เหลี่ยมตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปเพื่อจะใส่กล่องช็อคโกแลตในล็อคเกอร์ #173169


::..::..::..::..::..::..::..::..::.. F I N ..::..::..::..::..::..::..::..::..::..::

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1