If you come to me

Artist : Atomic Kitten
Song fiction by Tong

Viggo X Orli

----------------------------------------------------------


บนเบาะที่นั่งระดับ First class ของสายการบินชื่อดัง ดาราหนุ่มใหญ่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าบูดบึ้งถมึงทึง ปากก็พลางบ่นงึมงำไปด้วย ชวนให้ที่นั่งเบาะด้านข้างแทบจะเกาหัวกันแกรกกรากด้วยความงุนงง

ครืดดดดดดดดด ครืดดดดดดดดดดด
ระบบสั่นของโทรศัพท์มือถือที่เปิดเอาไว้ แต่เจ้าของโทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับสายสักที วิกโก้ มอร์เทนเซ่น เหลือบมองชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์สนใจกับข้อความนั้น หากแต่ก็เบือนหน้าเมินไปเสียทุกครั้ง

Orlando คือคำที่ปรากฏบนจอโทรศัพท์ทุกครั้งที่ระบบสั่นเริ่มทำงาน วิกโก้ปล่อยให้ปลายสายรออยู่อย่างนั้นจนความอดทนหมดไปแล้ววางสายไปเอง
---ชิ! เจ้าเด็กบ้า คนอุตส่าห์ว่างไปหา ดันทำกันได้ ปล่อยให้โทรไปเถอะ! อย่าหวังเลยว่าจะหายโกรธง่ายๆน่ะ--- เขาคิดในใจ ก่อนจะหันหน้าออกไปมองเมฆสีขาวปุยๆด้านนอกตัวเครื่องอีกครั้ง

.
.
.

“วิก~~ ขอร้องเถอะครับ รับโทรศัพท์หน่อยเถอะ”
ณ อีกฝากหนึ่งของฟากฟ้ากว้างใหญ่ บ้านหลังเล็กในเมืองลอสแองเจลลิส หนุ่มน้อยตัวการของอารมณ์ขุ่นในยามเช้าอากาศดีแบบนี้ของวิกโก้ เดินวนไปวนมาอยู่ทั่วบ้าน นิ้วมือก็กดโทรศัพท์ Re-dial ซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ไก่โห่

ออร์แลนโด้ บลูม ฟังสัญญาณจากหูโทรศัพท์ด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด นานจนสายตัดไปเองก็หลายครั้งแล้ว แต่ความพยายามในครั้งใหม่ของเขาก็ต้องมลายสิ้นไปต่อหน้าต่อตาด้วยเสียงหวานๆ เรียบๆ ชืดๆ เหมือนหนังสยองขวัญของหญิงสาวนางหนึ่ง... ไม่มีสัญญาณตอบรับ จากหมายเลขที่ท่านเรียก

“ฮ..เฮ้ย!! ปิดเครื่องไปแล้วเหรอ!?!” เขากระชากหูออกจ้องที่จอโทรศัพท์ พลางอุทานเสียงลั่น เด็กหนุ่มร้องโฮออกมาเสียดื้อๆ พลันทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวโปรดในห้องรับแขกของบ้านอย่างหมดหวัง

---วิกนะวิก อย่างอนเป็นเด็กๆแบบนี้สิ--- ออร์ลี่คิดในใจกระสับกระส่ายไปมา ในสมองตอนนี้เฝ้าคิดถึงแต่ภาพสุดท้าย ใบหน้าของวิกโก้บูดบึ้งที่สุด นึกแล้วก็ทำให้รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างให้อภัยตัวเองไม่ได้ “วิกกกกกกกกกกกก ผมขอโทษ!!”

แล้วเหตุผลที่ทำให้เจ้าหนุ่มสุดเฮี้ยวแบบออร์แลนโด้ต้องนอนฟุบ เฮ้วไม่ไหวแบบนี้เกิดจากอะไรน่ะหรือ? หึหึ มันเริ่มตั้งแต่เมื่อคืนก่อนนี้นี่เอง

.
.
.

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูสลับกับเสียงกดกริ่งที่หน้าบ้านดังรัว เมื่อรอเท่าไหร่เจ้าของบ้านก็ไม่ออกมาต้อนรับสักที วิกโก้ยืนยิ้มกริ่มอยู่หน้าบ้านเล็กๆของออร์แลนโด้ในแอล.เอ. ตอนนี้ให้ตายก็อดนึกถึงใบหน้าประหลาดใจของอีกคนไม่ได้เมื่อเจอหน้าเขา

พอมีโอกาสว่างจากงาน วิกโก้จับตั๋วเครื่องบินได้ก็ลัดฟ้าจากนิวซีแลนด์ มายังแอล.เอ.อย่างไม่ต้องคิด ป่านนี้ลูกชายคนเดียว เฮนรี่ก็โตขึ้นมากแล้ว ไม่มาออดอ้อนเรียกแด๊ดตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่จำต้องประคบประหงมกันมากให้น่ารำคาญอีก คุณพ่อสุดหล่ออย่างวิกโก้ก็เกิดเหงาขึ้นมาจนอึดอัด

---ใครมาตอนนี้เนี่ย?--- ร่างบางที่นอนแปะอยู่บนโซฟาตั้งแต่กลับบ้านมาอย่างเหนื่อยล้า ขยับเล็กน้อย สีหน้าไม่พอใจอย่างหนักเมื่อมีคนมาส่งเสียงรบกวนที่หน้าบ้าน ออร์ลี่นึกในใจ ก่อนที่แบกร่างอันหนักอึ้งเดินตรงมาที่หน้าบ้าน

“มาแล้วคร้าบ~~” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงียปนหงุดหงิด พลางเดินโซซัดโซเซไร้ทิศทางมาตามทางเดินของบ้าน กองถ่ายที่มีคนวุ่นๆ กับบทบาทของเจ้าชายทรอยทำเอาออร์ลี่มึนตึ้บ ออกอาการโลว์แบตเตอรี่ซะขนาดนี้ แถมยังมี //ไอ้บ้า// ที่ไหนไม่รู้มาปลุกเอาอีก แบบนี้มันน่าโมโหจริงๆ

“มาแล้ว!! เลิกกดกริ่งซะทีเหอะน่า” ออร์ลี่ตะโกน กว่าจะมาถึงประตูบ้าน รู้สึกว่าเส้นทางมันจะยาวไกลเหลือเกิน ก่อนที่จะบิดลูกบิดประตูแล้วผลักออกไป วิกโก้ยืนยิ้มรออยู่แล้ว เมื่อประตูเปิดก็แบกของพะรุงพะรังเข้ามาอย่างถือวิสาสะ

“หวัดดี” วิกโก้กล่าว พลางเดินผ่านออร์ลี่เข้าไปในตัวบ้าน เจ้าหนุ่มที่ยังไม่ตื่นดีแทบจะยังไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาขยี้ตาแรงๆแล้วเบิกตาดูเต็มๆตาอีกครั้ง เท่านั้นล่ะ...ปุ่ม pause ก็เหมือนกับถูกกดซ้ำ ออร์ลี่ยิ้มกว้างปากแทบฉีก ก่อนที่โผเข้ากอดวิกโก้เอาเต็มเหนี่ยว

“วิกกกกกกกกกกก คิดถึงงงงงงงง” เขาตะโกน วิกโก้ที่เพิ่งเอาของไปวางไว้บนโต๊ะรับแขกอย่าลวกๆ หันมารับกอดจากคนรักต่างวัยด้วยรอยยิ้ม
“เป็นไงบ้างเจ้าชายทรอย...เพิ่งได้พักหรือไง?” วิกโก้แซว เอามือลูบหัวคนตัวเล็กกว่าอย่างเอ็นดู ออร์ลี่ไม่ยอมคลายกอดหรือแม้แต่ยอมให้วิกโก้ไปทำอาหารมาสังเวย ไม่ได้เจอกันนานย่อมคิดถึงเป็นธรรมดา ทว่าวิธีที่ทำให้คลายความคิดถึงได้ของคู่รัก อย่างว่ะล่ะ...ก็รู้ๆกันอยู่

อยู่ในอ้อมกอดกันและกันจนเช้ามืด ท้องฟ้าในลอสแองเจลลิสสว่างไสวอยู่ตลอดคืน วิกโก้ที่ชินอยู่กับบรรยากาศของประเทศสุดสวยอย่างนิวซีแลนด์ก็เลยนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ หนุ่มใหญ่เหลือบมองอีกคนที่นอนเป่าลมหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่ข้างๆ แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ---เจ้าเด็กนี่ตอนนอนก็น่ารักไปอีกแบบแฮะ สเกตช์รูปไว้ดีกว่าเรา---

โถ...ป๋าวิกของเรา แค่มองไม่มองเฉย ความงามในสไตล์ออร์ลี่ยังชวนให้อารมณ์ศิลปินของวิกโก้พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างเอาไม่อยู่ เขาลุกขึ้นจากเตียง กอบผ้าห่มสีขาวที่ขมวดกันยุ่งให้พ้นทาง ตอนนี้มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายของเจ้าหนุ่ม

สะโพกขาวๆ ผายได้รูป กล้ามหน้าท้องเป็นลอนสวย ช่างงามล้ำอะไรเช่นนี้ วิกโก้อดปลาบปลื้มไม่ได้ งานนี้ต้องเป็นงานศิลป์ระดับต้นๆของเขาแน่ๆ คิดแล้วก็ลงมือเลย เดี๋ยวรุก(ทางสายตา)มากเหยื่อจะตื่นเอา ว่าแล้วก็เดินดุ่มไปคว้าเอาสมุดสเกตช์คู่ใจกับดินสอ กลับมานั่งที่เก้าอี้นวมตรงข้ามกับเตียง

วิกโก้ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นเล็ง พลางกระหยิ่มในใจ ---มุมนี้เยี่ยม--- ชื่นชมได้ก็ลงมือขีดๆเขียนๆ แสงภายนอกที่เริ่มสว่างสาดแทรกเข้ามาตามช่องว่างของม่านที่ถูกแง้มไว้ ตกลงกระทบออร์ลี่ที่นอนกึ่งตะแคงกึ่งคว้ำหน้าอย่างสบายอารมณ์ ในห้องนอนตอนนี้เงียบกริบ มีเพียงแค่โคมไฟข้างตัววิกโก้ที่เปิดอยู่ กับเสียงลากปลายดินสอลงบนกระดาษเท่านั้นที่ดังอยู่เนืองๆ

---อืม...ดูเหมือนจะขาดอะไรไป--- หัวครีเอทีฟยังไม่หมดเพียงเท่านั้น! วิกโก้ร่างภาพจนเสร็จแล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ร่างสูงวางสมุดกับดินสอไว้บนพื้นข้างเก้าอี้ แล้วก็หายออกไปจากห้องนอน เข้าไปในห้องครัว แลซ้ายแลขวาก็กลับมาพร้อมกับแจกันดอกไม้ ก่อนจะนำมาวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงให้เงียบเสียงที่สุด ---เท่านี้น่าจะเพอร์เฟ็ค--- เรียบร้อยแล้วก็กลับไปนั่งขีดเขียนต่อ

เวลานั้นมีจำกัดแบบสุดๆ วิกโก้เลยรีบร่างอย่างลวกๆเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวแสบจะตื่นขึ้นมาโวยวาย กะไว้ว่าจะได้ไปเก็บรายละเอียดทีหลัง จากนั้นก็ลงสี เก็บใส่กรอบ แล้วเอามาแปะไว้ที่พนังบ้านของออร์ลี่ก็คงจะดีไม่น้อย เหล่ไปเหล่มา ---เอ...มันยังขาดๆเกินๆอยู่นะ---

วิกโก้เดินไปหยุดอยู่ตรงข้างเตียง ก้มมองสำรวจตัวของออร์ลี่ โอ้โหเฮะ...บนผิวขาวๆของเด็กหนุ่มนี่มีจิตรกรรมฝาผนังโดยฝีมือของเขาอยู่เพียบเลยนี่ วิกโก้พิจารณาคิสมาร์คของตนแล้วก็ยกมือขึ้นลูบคาง ทำหน้าครุ่นคิด

ร่างสูงเดินวนไปวนมาอยู่พักหนึ่ง จัดแจงดึงผ้าห่มลงมาอีกสักเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยสักรูปดวงอาทิตย์เด่นอยู่ที่หน้าท้องของออร์ลี่ ---นี่แหละๆ--- วิกโก้กลับมานั่งที่เก้าอี้นวมอีกครั้ง ขยับที่นั่งให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนที่ลงมืดวาดต่อไป

“ฟู่~~ เสร็จแล้ว” วิกโก้พึมพำ พลางยกสมุดขึ้นตั้งแล้วมองสำรวจ เขายิ้มพอใจกับภาพเขียนนี้ของเขาจัง แบบนี้เห็นทีต้องขอบคุณนายแบบหน่อยแล้ว คิดแล้วก็หย่องเข้าไปนั่งอยู่ข้างเตียง วางสมุดสเกตช์ไว้ใกล้ๆกันนั้น ก่อนจะก้มลงจูบบนรอยสักที่หน้าท้องออร์ลี่ เจ้าตัวยุ่งขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นกระพริบปริบๆ

“อรุณสวัสดิ์ครับวิก” ออร์ลี่เอ่ย ก่อนจะค่อยๆยันตัวขึ้นนั่ง แต่ทว่า... ศอกที่ชันขึ้นกลับไปชนเข้ากับแจกันดอกไม้ที่ใส่น้ำไว้เต็มนี่สิ ภาพที่เกิดอยู่ต่อหน้าวิกโก้เหมือนกับภาพสโลว์โมชั่นก็ไม่ปาน แจกันดอกไม้ร่วงลงมาคว้ำแปะอยู่กับสมุดสเกตช์ของเขาเต็มๆ

“ออร์ลี่ ระวัง!!” แผละ! พูดได้ยังไม่ทันขาดคำ น้ำก็เจิ่งนองพื้นห้องบริเวณนั้นซะแล้ว ผลงานของวิกโก้แฉะไม่เหลือชิ้นดี ออร์ลี่เหลือบมองวัตถุบนพื้นห้องอย่างสะลึมสะลือ ก่อนจะครางออกมาเบาๆ “หือ? อะไรเหรอ??”
“ออร์--แลน--โด้!!!”

.
.
.

“โหยยยยย คิดแล้วเครียด” ออร์ลี่กุมขมับพลางบ่นพึมพำออกมาเบาๆ เขาลุกขึ้นนั่งบนโซฟาตัวเดิมอีกครั้ง แล้วเอาโทรศัพท์มาจับไว้ในมือ ---เอาล่ะนะ จะโทรอีกล่ะ--- คิดแล้วกำลังจะกด Re-dial แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเหลือบมองเห็นอะไรบางอย่าง

มองแล้วออร์ลี่ก็เผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา หึหึ เสร็จล่ะวิกโก้... เสื้อเชิ้ตลายทางสีขาวที่คุ้นตาถูกพาดเอาไว้ที่ปลายเตียงนอนภายในห้อง เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่ง ออร์ลี่เดินไปคว้าเสื้อตัวนั้นขึ้นพิจารณาให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะถือคติหัวเราะทีหลังดังกว่า! ใช่แน่ๆ เสื้อตัวนี้ตัวโปรดของวิกโก้

เย็นวันนั้น เสียงเคาะประตูสลับกับเสียงกดกริ่งรัวๆก็ดังขึ้นอีกครั้ง ออร์ลี่วิ่งเหยาะๆออกไปที่หน้าบ้าน หลังจากตั้งหน้าตั้งตาคอยมาเกือบทั้งวัน เจ้าหนุ่มเปิดประตูออกกว้างไม่แพ้กับรอยยิ้มบนใบหน้าเขาเลย

“สวัสดีครับวิก คุณลืมเสื้อไว้ในบ้านแน่ะ” ออร์ลี่ทักเมื่อประจันหน้ากับวิกโก้ที่กลับมาในโหมดหน้ายุ่งกว่าเก่าอีก ว่าแล้วดาราหนุ่มใหญ่ก็จ้ำอ้าวเข้ามาในบ้าน ก่อนจะมองซ้ายมองขวาหาเสื้อตัวโปรด แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ

“ออร์ลี่...เสื้ออยู่ไหน?” วิกโก้ถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่ก็รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆรดที่ต้นคอ ออร์ลี่เข้ามาโอบกอดเขาจากด้านหลัง ซุกหน้าลงบนต้นคอที่ชะโลมกลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำหอมมีราคาไว้ ออร์ลี่ตอบ “ผมเอาไปซักแล้วครับ เห็นทีวันนี้คุณคงต้องค้างรอเสื้อที่นี่แล้วล่ะ”

แค่คำพูดประโยคนี้กับท่าทีน่ารักๆ ต่อมโลลิคอนของวิกโก้ที่ดูเหมือนจะหลั่งสารอะไรผิดปกติบางอย่างออกมาอย่างช่วยไม่ได้ โอ้โห...อ้อนขนาดนี้ใครจะใจร้ายต่อไปได้เล่า วิกโก้ยิ้ม พลางนึกตลกตัวเอง “แบบนี้ฉันก็ต้องโทรจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวใหม่ซะแล้วสินะ”

.
.
.

“สัญญาครับ ว่าจะเป็นแบบวาดภาพให้อีกรอบ” ออร์ลี่พูดรอยยิ้มระบายไปทั่วใบหน้าขาวใส วิกโก้โน้มตัวลงจูบที่ปากแรงๆด้วยความหมันเขี้ยว ตอนนี้บนเตียงสีขาวนุ่มตัวเดิม ออร์ลี่ตอนนิ่งทำตาแป๋วอยู่ในครอบครองของวิกโก้แล้ว ที่ตรงฝาผนังยังมีสมุดสเกตช์ที่วางผึ่งไว้ ถึงแม้จะยู่ๆยี่ๆไปบ้าง แต่ก็พอให้เห็นความงามและองค์ประกอบสมบูรณ์แบบของรูปได้

Do you know where you go when you give it all away
I'll be there for you, care for you
Love you everyday, oh baby
And do you feel the same for me?
Everyday you're away and I feel a little low
I would cry for you, die for you Just to let you know, oh baby
And if you come to me you know I'll make it right

“อย่าผลุนผลันออกไปแบบนี้อีกนะครับ ผมล่ะตกใจแทบแย่ ไม่งั้นวันหยุดวันนี้ผมก็ต้องนั่งหง่าวอยู่กับบ้านคนเดียว” ออร์ลี่ว่าด้วยรอยยิ้ม วิกโก้มองแล้วก็หัวเราะหึๆอยู่ในลำคอ ทำเอาออร์ลี่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“สัญญาแล้วนะว่าจะเป็นนายแบบให้อีกภาพน่ะ” วิกโก้ทวงสัญญา ออร์ลี่ฟังแล้วก็ยิ้มแหยๆ เริ่มจะระแวงขึ้นมาซะแล้วล่ะ “งั้น...ขอทำคิสมาร์คก่อนล่ะนะ!”
“อ้ากกกกกกกกกกก วิกคร้าบบบบบบบบบบบบบบบ”

The End

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1