How Deep Is Your Love

:: Songfic by Tongkun ::

Artist : Bee Gees
Dominic Monaghan X Elijah Wood(POV)

----------------------------------------------------------

“ น้องไฮสคูลน่ารักจังเลยครับ ~!!”
“ เฮ้ ~!! หันทางนี้หน่อยสิครับน้อง ”
เสียงแซวที่ฟังแล้วชวนให้โมโหตามด้วยเป่าปากดังๆ ระเบ็งเซ็งแซ่หลังเลิกเรียนของพวกรุ่นพี่มหาวิทยาลัย นี่ล่ะที่ผมเกลียดที่สุด... มันมักจะดังขึ้นรบกวนโสตประสาททุกๆเย็น ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินผ่าน ไม่รู้ว่าเขาเห็นเป็นเรื่องสนุกกันนักหรือไงที่ทำให้คนอื่นอารมณ์เสียได้

เหมือนกับทุกวัน ผมเดินออกจากตึกเรียนพร้อมกับกองหนังสือกอดไว้กับอก มายังท่ารถเพื่อกลับบ้านของผมที่อยู่ออกนอกเมืองไปอีกนิด
โรงเรียน Wellington High School กับมหาวิทยาลัย Wellington ตั้งอยู่ตรงข้ามกันในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ที่ผมเกิดแล้วก็โตที่นี่ ทั้งสองเป็นโรงเรียนและมหาวิทยาลัยประจำเมือง ไม่ใหญ่โตโอ่อ่าหากแต่เป็นที่แสนภาคภูมิใจของชาวเมืองอย่างเรานัก

กว่าจะฝ่าช่วงถนนที่อื้ออึงด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาของพวกรุ่นพี่ออกมาได้ก็เล่นผมเหนื่อย ผมเองก็เป็นพวกเก็บความรู้สึกไม่เก่งเสียด้วย เวลาที่พวกเขาแซวผม ผมก็มักจะขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแบบนี้ ทำให้ผมโดนแซวทุกวี่ทุกวัน ยิ่งเกิดปฏิกิริยาพวกเขาก็ยิ่งชอบ...ชอบที่จะแซวผม แต่วันนี้มันยิ่งกว่าทุกวัน

“ น้องครับ !”
หลังจากที่ผมเร่งฝีเท้า คิดแล้วว่าหลุดออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้นได้ ก็กลับได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งความเร็วขึ้นมาให้ทันผม พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกของคนคนหนึ่ง เสียงโห่ฮาของพวกรุ่นพี่ที่ยืนพิงกำแพงโรงเรียนสีแดงอิฐดังขึ้นอีกครั้ง ความอับอายเริ่มรุมเร้าผม และทำให้ผมต้องวิ่งหนี แต่แค่เพียงคิดก็มีความรู้สึกว่าข้อมือถูกฉวยเอาไว้

ผมหันควับกลับไปก่อนจะสะบัดมือออก แต่คนคนนั้นนอกจากจะไม่โกรธกลับยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนได้เสียนี่ ผมนิ่งไปครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มร่างสูงกว่าผมคะเนจากสายตาก็โขอยู่เอาการ ผมสีน้ำตาลแกมทองด้วยสารเคมีตามสมัยนิยม เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์ตัวโต ผมมองเขาอย่างฉงนใจสักครู่ เขาจึงพูดออกมาในที่สุด
“ สวัสดีครับ ” เขาอมยิ้ม เพียงประโยคเดียวกลุ่มวัยรุ่นมหาวิทยาลัยที่ยืนอยู่ห่างออกไปไกลก็โห่ขึ้นเสียงดังลั่น ตอนนี้เองก็ทำให้ผมรู้ว่าเขาคนนี้ต้องเป็นกลุ่มเดียวกับพวกวัยรุ่นกวนเมืองนั่นแน่ๆ และมันก็ทำให้โรคเก็บความรู้สึกไม่อยู่ของผมกำเริบขึ้นทันควัน

“ สวัสดีฮะ ” ผมขมวดคิ้ว ยิ้มยกมุมปากอย่างขอไปทีแล้วยักไหล่ เมื่อคิดว่าทำทุกอย่างตามมารยาทที่พึงจะทำแล้ว ผมก็ผละออกจากเขาหันหลังเดินจ้ำอ้าวไปทันที
“ เดี๋ยวครับๆ ” เขาตะโกน แล้วอาศัยช่วงตัวที่ยาวกว่ากระโดดมาขวางผมไว้อีก ผมถอนหายใจแรงๆ แบบให้เขารู้ว่าผมไม่ชอบหนึ่งทีเน้นๆ แต่ก็ไม่ทำให้รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปเลย
“ พี่ชื่อดอมินิก เรียกสั้นๆว่าดอมก็ได้ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก ” เขาพูด ก่อนจะยื่นมือขวามาตรงหน้าผม
ผมจ้องมองเขาอย่างหวาดระแวงนิ่งๆอยู่อย่างนั้นสักครู่ ก็จับมือเขาตอบ “ ยินดีที่ได้รู้จักฮะ ” พูดจบผมก็ปล่อยมือแล้วหันหลังเดินไปทันที แต่เขากลับคว้าแขนผมไว้อีก การกระทำของเขามันทำให้กลุ่มเพื่อนๆ ชอบอกชอบใจ แต่ผมกลับไม่...เขาเห็นผมเป็นตัวตลกหรือไงกันนะ !

“ ทำไมอีกล่ะฮะ? ” ผมถามอย่างมีน้ำโห แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มพอใจของเขาผมกลับรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณใบหน้าขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ น้องล่ะครับ...ชื่ออะไร? ”
“ เอ่อ...... ” ผมคิดอยู่นานว่าควรจะตอบออกไปดีไหม ในที่สุดผมก็ตอบออกไปด้วยหวังว่าเขาคงจะแกล้งผมจนหนำใจแล้วก็เลิกเล่นไปเอง “ วู๊ด ” ผมตอบเสียงแผ่ว
“ เอ...บอกนามสกุลมันดูห่างเหินกันจังเลยนะครับน้อง ไลจ์ ” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเขาพร้อมกับประโยคนั้นทำให้ผมฉงนใจ เขารู้ชื่อเล่นของผม ! ? ! เป็นไปได้ยังไงกัน?? ผมคิด สายตาของผมจับจ้องที่ใบหน้าของเขาไม่วาง ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาทำลายความคิดของผมไปหมดสิ้น
“ งั้นเราก็รู้จักกันแล้วนะครับ พรุ่งนี้ให้พี่ไปส่งที่บ้านนะ บ้านของไลจ์อยู่ห่างจากบ้านพี่ไปทางตะวันตกนิดหน่อยเท่านั้นเอง ” พูดจบเขาก็วิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อน ที่เป่าปากหวีดหวาดหนวกหู บ้างก็ชูนิ้วโป้งให้สนุกสนาน ส่วนผมก็ได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่อย่างนั้น ก่อนที่เดินขึ้นรถกลับบ้านไปอย่างไร้สติสุดๆ

นั่นคือจุดเริ่มต้นในวันหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วง จนถึงทุกวันนี้ ดอม ...ก็ยังคงตามจอแจกับผมอย่างไม่ลดละ บางวันผมก็จะเห็นร่างสูงโปร่งนั้นในชุดเครื่องแบบมหาวิทยาลัย บางวันก็จะเห็นร่างที่คุ้นตานั้นในชุดไปรเวทยืนรอผมที่หน้าโรงเรียน เราขึ้นรถบัสคันเดียวกันกลับบ้าน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย แต่เขาก็กลับยืนยันว่าเขาเห็นผมขึ้นรถประจำทางสายนี้กลับบ้านทุกวัน

ลองคิดทบทวนดูแล้ว เวลามันก็ผ่านไปเร็วจริงๆนะ ฤดูใบไม้ร่วงนั้นผ่านพ้นปลายช่วงฤดูหนาว เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิมาเร็วเหลือเกิน ผมนึกแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อก่อนผมเคยเกลียดชังเสียงรบกวนของพวกรุ่นพี่มหาวิทยาลัย แต่วันนี้ก่อนผมกลับบ้านก็มักจะหันไปโบกมือให้พวกเขา แล้วพูดว่าลาก่อนครับ ก่อนจะเดินขึ้นรถมาพร้อมกับรุ่นพี่คนหนึ่ง

I know your eyes in the morning sun
I feel you touch me in the pouring rain
And the moment that you wander far from me
I wanna feel you in my arms again

ผมกับดอม เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เขาบอกว่าเขารู้สึกดีกับผม ส่วนผมก็เช่นกัน หนึ่งเดือนผ่านไปเราเป็นพี่น้องที่เข้าใจกันมากๆ ชนิดที่ว่ามองตาก็รู้ใจได้เลยทีเดียว สองเดือนผ่านไป เขาโทรหาผมทุกคืน คุยกันแทบจะยันรุ่งสาง สามเดือน สี่เดือน หรือห้าเดือนผ่านพ้นไป ในที่สุด...เขาก็บอกกับผม

“ ไลจ์...ฉันชอบนาย ” เขาบอกผมผ่านสายโทรศัพท์หลังจากที่ผมเพิ่งจะเล่าเรื่องเปิ่นๆ ของหัวหน้าห้องสุดมึนของผมในการจัดเตรียมกิจกรรมนิทรรศการการแสดง
น้ำเสียงที่ปลายสายแผ่วลงราวกับกระซิบ ผมที่ยังหัวเราะค้างค่อยๆผ่อนเสียงหัวเราะสนุกสนาน กลายเป็นเสียงหัวเราะแฮะๆอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“ ว่าไงนะฮะ? ” ผมถามซ้ำ เขาไม่ตอบมาอีก เราทั้งคู่เงียบ ปล่อยให้สายลมแรกของฤดูร้อนพัดปะทะเข้ากับใบหน้าของผม หูโทรศัพท์ในมือผมเหมือนจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผมท้าวแขนซ้ายที่ขอบหน้าต่างพลางมองไปบนฟ้า ดาวบนนั้นสว่างไสวเกลื่อนกลาดไปหมด
หัวใจผมเต้นตึกตักอย่างเนิบนาบอยู่ภายใน ก่อนที่มันเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นมาฉับพลันด้วยประโยคหนึ่งจากปลายสาย มันทำเอาใจผมแกว่ง “ ฉับชอบนายมาตั้งนานแล้ว นายควรจะรู้ไว้ว่าตลอดเวลา...ฉันไม่เคยหวังแค่เพื่อน ”

เป็นไปได้อย่างไรกันนะ? เด็กธรรมดาๆอย่างผมที่วันๆไม่ค่อยพูดคุยกับใคร นอกจากหนังสือในห้องสมุด ปากกา กับสมุดโน๊ตที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือของผมจะมีคนมาบอกอะไรแบบนี้... ดอมบอกกับผมแล้วผมก็หลับตาลง ยิ้มออกมา ก่อนจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
“ ขอบคุณฮะ ”


And you come to me on a summer breeze
Keep me warm in your love and then softly leave
And it's me you need to show .... How deep is your love?

I really need to learn
'Cause we're living in a world of fools
Breaking us down
When they all should let us be
We belong to you and me

ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ ผมไม่ใช่คนที่จะป๊อปปูล่าขนาดจะมีคนมาคอยตามประกบ แล้วจะให้ผมเชื่อในทันทีหรือไง? ผมไม่อยากเสียใจหรอกนะ
“ ดอม...คุณรักผมไหม? ” ผมกระซิบ เสียงเล็กๆของผมที่ไม่ว่าปัจจุบันอายุจะย่างเข้าสิบเจ็บแล้วก็ตาม มันก็ไม่ได้ห้าวขึ้นเลยแม้แต่น้อยเหมือนกับลอยอยู่ในสายลม คำถามนี้ผมพยายามจะหาคำตอบ พยายามมาตั้งแต่เมื่อไรนั้นผมเองก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า...ผมวิ่งหามันอย่างเอาเป็นเอาตายเสียด้วยซ้ำไป

ร่างสูงโปร่งที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่ตรงหน้าผม ตาเขาปิดลงสนิท ทำให้ผมรู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในห้วงนิทราแบบลึกสุดกู่ ผมไม่อยากรบกวนเขาหรอกในเวลาที่ใบหน้าของเขาดูไร้พิษภัยอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นนัก แต่คงเป็นเขาคนเดียวเท่านั้นล่ะที่จะตอบคำถามของผมได้

วันหนึ่งคนคนนี้เดินเข้ามาในชีวิตผม สไตล์ของเขาแบบที่ผมเกลียด ดูหยอกล้อตลอดเวลาไม่มีความจริงใจ เหมือนผมเป็นตัวตลกอะไรสักอย่าง ทำผมอับอาย แล้วเขาคนนั้นก็กลับกลายเป็นคนที่เข้าใจผมที่สุด เป็นคนแรกที่บอกว่าชอบทุกอย่างที่เป็นผม ชอบผมมานาน

ในคืนนี้พระจันทร์รูปเคียวลอยอยู่กลางฟ้า เมฆสีเทาลอยผ่านมันเหมือนกระแสน้ำ ผมมองมันผ่านบานหน้าต่างบานเดิมในห้องนอนของผม ดอม...คุณรู้ไหม ผมมักจะมองฟ้าแล้วจินตนาการว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในเวลานี้ทุกทีที่ผมคิดถึงคุณ มันเกิดขึ้นจริงๆ และผมก็เพิ่งกล้าที่จะยอมรับตอนนี้เองว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้น...วันที่คุณพูดกับผมเป็นประโยคแรก

I believe in you
You know the door to my very soul
You're the light in my deepest darkest hour
You're my savior when I fall
And you may not think
I care for you
When you know down inside
That I really do
And it's me you need to show .... How deep is your love?

“ ผมนี่เอง...ที่รักคุณ ” ผมยิ้มพูด พลางสัมผัสใบหน้ายามหลับของเขาด้วยริมฝีปาก “ แล้วคุณล่ะฮะ? ดอม...คุณรักผมมากแค่ไหน? ” และเอนศีรษะลงแนบกับแผ่นอกอบอุ่นของเขา

คนที่กล้าพูดบางทีอาจจะรู้สึกมันได้ลึกล้ำน้อยกว่าคนที่ไม่กล้าปริปากนั่นสินะ ใบของต้นโอ๊คสูงชะลูดต้านลมที่พัดพริ้วในราตรีที่แสนเงียบงัน ผมไม่หนาวเลยเมื่อเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มบางเบา...ผมไม่กลัวอีกแล้ว ผมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในค่ำคืนนี้และผม...ก็กล้าที่จะรับฟังคำตอบของคุณ

How deep is your love?
I really need to learn
'Cause we're living in a world of fools
Breaking us down
When they all should let us be
We belong to you and me

ช่วยบอกผมชัดๆสักทีนะ ว่าคุณรักผมไหม? คุณต้องบอกผมนะฮะดอม เพราะผมน่ะ...รักคุณเข้าเต็มเปาเสียแล้ว

 

--The end--
…Thank you for reading…

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1