Baby Can I Hold You

:: Songfic by Tongkun ::
Artist : Tracy Chapman
Viggo Mortensen(POV) X Orlando Bloom

-------------------------------------------------------

ลำแสงขาวโพลนของไฟหน้ารถยนต์สว่างวูบวาบเป็นระยะ ส่องให้ภายในห้องโล่งซึ่งปกคลุมด้วยความมืดฉายภาพขาตั้งวาดภาพ และผืนผ้าใบวางระเกะระกะ ลมเย็นพัดลอดช่องบานกระจกหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ส่งเสียงหวีดหวิว พัดเศษกระดาษยับย่นปลิวกลาดเกลื่อน ไม่ช้ามือหนาที่เลอะเทอะไปด้วยสีก็กระชากมันให้งับปิดลงในที่สุด

ณ มุมห้องมืดมิดอับแสง ดวงจันทร์ไล้ประกายเหลืองนวลลงมาเป็นลำ ปรากฏให้เห็นร่างของคนคนหนึ่งเป็นเงาตะคุ่มในความมืดนั้น เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตรงหน้าขาตั้งวาดภาพขึงด้วยผืนผ้าใบ ร่างนั้นนั่งนิ่งไม่ไหวติงอีก จนกระทั่งความเงียบงันก็ถูกทำลายลงเมื่อกระป๋องสีหลุดลงจากมือของเขาส่งเสียงก๊อกแก๊งสะท้อนไปทั่วห้อง

“ บ้าชะมัด ” หนุ่มใหญ่พึมพำอย่างหัวเสีย พลางก้มลงเก็บของ เขาเหลือบมองบนผืนผ้าใบสีขาวว่างเปล่าไร้รอยลายเส้นใดๆ แล้วจึงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาในหัวสมองที่แทบจะว่างเปล่า ถึงแม้จะพยายามหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้คิดถึงมันอยู่ตลอดเวลาก็ตามที


.
.
.

ผมนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้มานานเท่าไรแล้ว? ข้อนี้ผมเองก็ตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าตั้งใจจะวาดภาพสักภาพตอนฟ้ายังสว่าง แต่กลับมารู้สึกตัวอีกทีตอนลมข้างนอกพัดแรง และท้องฟ้าก็มืดเสียแล้ว ผมนี่มัน...บ้าจริงๆ

หลายคนบอกว่ายิ่งเราพยายามจะลืม หรือวิ่งหนีอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างมันยิ่งทำให้เราหวนคิดถึงสิ่งเหล่านั้น ผมบอกว่าตั้งใจอยากจะวาดภาพอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้วาดมัน ไม่ใช่เพราะผมคิดไม่ออกว่าจะวาดอะไร แต่ทุกครั้งที่ผมเริ่มจะร่างภาพ มันกลับกลายเป็นภาพของบางสิ่งที่ผมต้องการจะหนี และทิ้งเอาไว้เบื้องหลังทุกครั้ง

ในขณะที่ผมยังนั่งอยู่กับที่ เข็มนาฬิกายังคงหมุนไป แต่ความรู้สึกของผมมันเหมือนกับว่าเวลานี้หยุดนิ่งและทุกข์ทรมาน เวลาที่ผมต้องอยู่คนเดียวในห้องเงียบๆ ต่อสู้กับความคิดที่ต่อต้านความต้องการของผม

ทุกอย่างมันเริ่มตั้งแต่ผมรับงานซึ่งผมห่างหายจากมันไปนาน ด้วยเหตุผลแค่เพียงว่ามันคือโปรเจ็คภาพยนตร์ที่ลูกชายผมยุให้เล่น

และในวันหนึ่งที่ลมบริสุทธิ์หอมหวนพัดต้องใบหน้าของผม ที่เมืองอันเงียบสงบแห่งนี้ ในสถานที่ห่างไกลออกไป ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีความวุ่นวายของฝูงมนุษย์ที่แสนเร่งรีบ ผมได้พบกับเขา … เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีช็อกโกแล็ตที่พยายามจะเข้ามาตีสนิทกับผม

เพื่ออะไร? ผมไม่เคยหาคำตอบได้เลย ผมไม่ใช่คนที่มีความคิดเหมือนใคร แต่ทุกคนกลับชื่นชมผมด้วยความคิดผ่าเหล่าผ่ากอนั้น ผมไม่น่าจะเป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมากมาย แต่มันกลับตรงกันข้าม อันที่จริงแล้วผมมักจะให้ความสำคัญกับทุกคนในกองถ่ายเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเก็บรายละเอียดหรืออะไรก็ตาม แต่กลับมีคนนี้นี่ล่ะที่ผมทำเป็นไม่สนใจอยู่เสมอ

บอกตามตรงว่าเขาทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและไม่พอใจ พลังแห่งวัยคึกคะนองทั้งที่ความคิดยังเหมือนเด็กๆ แล้วก็ไอ้ความบ้าบิ่นนั่นด้วย ผมไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้าเล่นกับผมในแบบที่ว่าบางครั้งมันก็ดูจะแรงเกินไป มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับโดนลูบคม แต่ยิ่งผมทำเป็นไม่สนใจเขาเท่าไร เขายิ่งพยายามเข้าหาผมมากเท่านั้น

ทีมงานคนหนึ่งบอกผมว่าเขามักถามไถ่ทุกคนในกองถ่ายเกี่ยวกับเรื่องของผม ลับหลังก็แอบนินทากับช่างแต่งหน้าบ้าง วิจารณ์ลักษณะท่าทางของผมบ้าง บอกว่าผมทำเมินเขาบ้างอย่างนั้นอย่างนี้

แต่ใครๆ ก็กลับบอกผมว่าเขาพยายามที่จะเข้าใกล้ผมอยากรู้จักผม เราเจอกันทุกวันแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง ด้วยบทของเราต้องเป็นเพื่อนสนิท นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาพยายามเข้าใกล้ผมก็ได้ ผมเคยคิดเช่นนั้น และวันเวลาที่แสนอึดอัดนั้นก็ค่อยๆหายไปเอง จนแล้วจนรอดเราสองคนก็กลายเป็นเพื่อนสนิทต่างวัยกันจนได้

ทุกอย่างในตัวเขาที่ผมเคยไม่ชอบ มันกลับสว่างไสวขึ้นทุกวันเมื่อผมอยู่ใกล้เขา เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำให้ผมรู้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่ใช่แค่เจ้าเด็กไฮเปอร์ที่เอาแต่ลิงโลดไปวันๆ เรามีอะไรคล้ายๆกันในบางจุดที่คนอื่นอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เรามักจะชอบหรือไม่ชอบอะไรเหมือนกัน ผมชอบถ่ายภาพ เขาก็เริ่มจะชอบถ่ายภาพตั้งแต่ได้มารู้จักผม

ผมดีใจที่ได้รู้จักเขา และผมก็เคยบอกกับเขาว่า “ ถ้าไม่รับงานนี้ ก็คงจะไม่ได้เพื่อนดีๆอย่างนาย ” ในวันนั้นเอง ใช่แล้ว...ในวันนั้นนั่นเอง เขาเงียบและก้มหน้านิ่ง แทนที่ผมจะได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาเหมือนอย่างเคย แต่กลับเป็นแววตาเศร้าดูลึกดิ่งและวาวรื้น ภายในนั้นผมมองไม่เห็นอะไร ทั้งที่ผมน่าจะมองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง

ทั้งที่ผมควรจะเห็น และคิดว่าตัวเองเห็น แท้จริงแล้วผมกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ผมกลับไม่เคยเข้าใจดวงตาคู่นั้นเลยจริงๆ

“ ผมรักคุณ ” เขาบอกกับผมในคืนนั้นเอง น้ำเสียงแหบพร่าของเขาทำให้ผมรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง ริมฝีปากบางสีแดงนั้นเม้มไว้จนเห็นเป็นเส้นตรง พร้อมกับสารภาพว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยทำ มันเป็นเพราะเหตุผลนี้เท่านั้นจริงๆ

“ ผมเคยปลื้มคุณ แล้วผมก็ชื่นชมคุณ ผมเคยชอบคุณ แล้วก็คลั่งไคล้ ผมอยากอยู่ใกล้คุณ ต้องการคุณ จนแล้วจนรอดผม...ผมก็รักคุณ ” ประโยคที่เรียงร้อยออกมาอย่างตะกุกตะกัก แต่ฟังแล้วช่างแสนบริสุทธิ์ดังก้องอยู่ในสมองของผม จนถึงตอนนี้ผมยังจำได้แม่นยำ

ผมไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้มานาน นานจนผมคิดว่าผมตายด้านและชินชาไปเสียแล้วอย่างสิ้นเชิง ผมอยู่คนเดียวในห้องมืดๆดำๆ กับความคิดไม่อยากจะเปิดรับ ตั้งแต่ครั้งหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากชีวิตผมไป พร้อมกับเผยนิยามคำว่ารักแบบที่เจ็บแสบที่สุด ผมปัดป้องความรักจากภายนอกทั้งหมด ขังตัวเองไว้กับลูกชายคนเดียวของผมอยู่ในห้องปิดตายนั้น

แต่วันนั้นเขา...กำลังเปิดประตูเหล็กที่กักขังผม ตัดโซ่สนิมเกรอะกรังนั้นจนขาดสะบั้น ผมมองเห็นแสงสว่างฉายลงบนทางอันยาวไกลเบื้องหน้า บนฟ้าสีสดมีรุ้งคาดเอาไว้

คุณคงเดาได้ไม่ยากว่าผมตอบรับเขาหรือไม่ ไม่...ผมไม่ได้พูดอะไร สักคำก็ไม่มีเล็ดรอดออกไปจากปากผม ผมเพียงกอดเขาไว้แนบแน่นและอบอุ่นที่สุดเท่าที่อ้อมกอดของผมจะให้เขาได้ ลูบเส้นผมสีทองยาวของเขาเบาๆ ผมมีความสุขมากเหลือเกิน

ทั้งระหว่างการถ่ายทำ และหลังจากภาพยนตร์ถ่ายทำเสร็จสิ้นไป เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ผมยิ้มทุกวันอย่างที่ไม่เคยเป็น ผมอุ่นใจเมื่อมีใครสักคนมานอนข้างๆในคืนที่หนาวเหน็บ ผมผ่อนคลายเมื่อริมฝีปากนุ่มนั่นจูบลงที่หน้าผากเนิ่นนาน แล้วบอกว่าเขาอยู่ตรงนี้กับผมเสมอ ผมดีใจที่ได้ยินคำว่า “ รัก ”

ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวเท่านั้น หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ผมมั่นใจว่าเขาไม่ได้ให้แค่กับผม ท้องฟ้าที่สดสวยด้วยความดีของเขานั้น ทำให้ลูกชายของผมมองเห็นสายรุ้งด้วยเช่นกัน

แล้วตอนนี้น่ะหรือ? หึ...

เขาไปแล้วล่ะ ไปนานแล้วด้วย … ผมล่ะเกลียดตัวเองเสียจริง ผมปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยที่ผมลืมเรื่องเล็กน้อยแต่แสนสำคัญ จนเมื่อเขาบอกกับผมว่าเขาต้องเดินต่อไปในเส้นทางของเขา ผมก็แค่สัมผัส โบกมือลา มองเขาเดินจากผมไป

อวยพรให้เขาโชคดี

.
.
.

ออร์ลี่...ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน? กำลังทำอะไรอยู่นะ? จะไม่ให้ผมยอมรับแต่โดยดีได้อย่างไรว่าผมคิดถึงเขาเสียจนแทบฟุ้งซ่าน พยายามไม่ทำตัวให้ว่าง รับงานภาพยนตร์มากขึ้น วาดรูป ถ่ายภาพ ออกงานนิทรรศการศิลปะ เปิดตัวหนังสือ ท้ายสุดแล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาเลยสักนิด

ออร์ลี่...บอกฉันทีสิ ถ้าคำว่า “ รัก ” มันออกจากปากของฉันไปสักครั้ง เวลานี้นายจะอยู่ข้างๆฉันไหม? นายจะอยู่ตรงนี้หรือเปล่า?

“Sorry”
Is all that you can't say
Years gone by and still
Words don't come easily
Like sorry like sorry

“Forgive me”
Is all that you can't say
Years gone by and still
Words don't come easily
Like forgive me forgive me

But you can say baby
Baby can I hold you tonight
Maybe if I told you the right words
At the right time you'd be mine

“I love you”
Is all that you can't say
Years gone by and still
Words don't come easily
Like I love you I love you

ร่างสูงเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า ใช้นิ้วคลึงบริเวณขมับเพื่อผ่านคลายจากความคิดที่แล่นปราดเข้ามา เสียงรถราภายนอกเริ่มเงียบลง เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไปอย่างสม่ำเสมอไม่เคยหยุดนิ่ง

เสียงกริ่งของโทรศัพท์บ้านดังขึ้นต่อเนื่อง มันเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจทราบได้ แต่คงจะนานอยู่พอสมควร หนุ่มใหญ่เหลือบมองโทรศัพท์นิ่งๆ สักครู่จึงลุกขึ้นเดินตรงไป พลางเช็ดมือลวกๆ กับกางเกงยีนส์ตัวเก่าของเขา ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้น แต่ปลายสายกลับหมดความอดทนวางสายไปเสียก่อนแล้ว

เขาทิ้งร่างที่แสนจะหนักอึ้งในความรู้สึกพิงกับพนังสีขาว ทรุดตัวลงในที่สุด มือหนาเสยผมมั่วๆ ด้วยทำอะไรไม่ถูกในยามที่ใบหน้าอ่อนวัยนั้นผุดเข้ามาในสมอง ความรู้สึกอึดอัดรุมเร้าพลุ่งภายในจมูก น้ำตาเอ่อในคลองตาสีเขียวอมเทาของเขา

“ คุณต้องการผมอยู่หรือเปล่าฮะ...วิกโก้ ” เสียงหนึ่งดังเข้ามาในโสธประสาทที่ว่างเปล่าและง่วงงุน วิกโก้ตื่นจากภวังค์ในทันที เขาส่ายศีรษะไล่ความคิดนั้น แต่กลับรู้สึกถึงมืออุ่นๆ แตะที่ข้างแก้มข้างหนึ่งของเขา

ใบหน้าคมรับกับเส้นผมสีบรอนด์เงยขึ้นมองภาพเบื้องหน้า เขามองเห็นอะไรไม่ถนัดนักในห้องที่อับแสง ยิ่งด้วยในอารมณ์ล่องลอย เพ้อเจ้อเช่นนี้ แต่เสียงนั้นเขายังจำได้เสมอ เสียงกังวานไพเราะที่สุดสำหรับเขา

ร่างบางโน้มตัวลงมาใกล้ แตะหน้าผากลงบนหน้าผากของวิกโก้แล้วหลับตา ขนตางอนยาวต้องตกลงเป็นเงาแผ่เรียงราวกับเป็นของขวัญจากพระเจ้า ใบหน้าขาวเนียนรับกับริมฝีปากแดงคลี่ยิ้มจางๆ แช่มช้าและงดงาม “ ผมนอนไม่หลับ จำบทไม่ได้เพราะคิดถึงคุณ ผมเลยมาหา ”

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว วิกโก้รวบตัวคนตรงหน้าเข้ามาซบไว้ในอ้อมกอด อีกฝ่ายก็ตอบรับกอดนั้นแนบแน่น ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาอีกนอกจากโอบกอดกันและกันไว้ให้เนิ่นนานที่สุด จะให้นานข้ามราตรีอันแสนเปลี่ยวเหงานี้ไปได้ยิ่งดี

.
.
.

ประโยคง่ายๆหนึ่งประโยคที่ผมใช้เวลาเนิ่นนานเหลือเกินกว่าจะพูดมันออกไป ทั้งที่ผมมีหัวใจยอมรับกับมันเต็มเปี่ยม กว่าผมจะคิดได้มันก็ผ่านมานานแล้ว เวลาไม่เคยหยุดเดิน จะเดินช้าหรือเร็วก็เจ็บทั้งนั้น แต่ตอนนี้...ขอร้องล่ะเวลา ช่วยหยุดทีได้ไหม

“ ฉันรักนายออร์ลี่ ได้ยินไหม...ฉันรักนาย ”

But you can say baby
Baby can I hold you tonight
Maybe if I told you the right words
At the right time you'd be mine

 

… Fin …

 

 
 


(C) 2004 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1