ส่วนนี้คือไฟล์แบบ HTML ของ http://academic.obec.go.th/doc/basic_learning.doc.
G o o g l e สร้างไฟล์ดังกล่าวขึ้นโดยอัตโนมัติ ในขณะที่เราไต่เว็บเพื่อเก็บลงดัชนี.
ถ้าต้องการลิงก์มาหา หรือบุ๊คมาร์คหน้านี้, โปรดใช้ url ดังต่อไปนี้: http://www.google.com/search?q=cache:vcdzv5SDwO0J:academic.obec.go.th/doc/basic_learning.doc+%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94&hl=th


Google ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ที่สร้างเว็บหรือไม่มีส่วนรับผิดชอบสำหรับเนื้อหา
ผลการค้นหาถูกเน้นสี:  คนตาบอด 

 
 
 
 

        การปรับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔  สำหรับคนพิการ เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศที่กำหนดหลักสูตรการศึกษาให้มีเอกภาพ แต่หลากหลายในทางปฏิบัติ          จึงกำหนดหลักการในการปรับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นสำหรับคนพิการ  ดังนี้

        เป็นการจัดการศึกษาเพื่อปวงชนซึ่งรวมทั้ง บุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษโดยประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน (Education for All) และสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (All for Education) ดังนั้นหน่วยงานของรัฐจะต้องเป็นกลไกพื้นฐานที่จัดหาสถานศึกษาหรือจัดการศึกษาสำหรับทุกคน

        เป็นการจัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบ ทุกประเภทของความพิการ ซึ่งเป็นการศึกษาแบบไม่แยกสิ่งแวดล้อมทางการศึกษา ให้ทุกคนได้อยู่ร่วมในสังคมเดียวกันโดยไม่มีข้อจำกัด/ สิ่งกีดกั้นในเรื่องวิชาการ สิ่งอำนวยความสะดวก  และการบริหารจัดการ

        เป็นการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมให้บุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต   โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด บุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจะต้องได้เรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นทันทีที่รู้ว่าพิการหรือมีความต้องการจำเป็นพิเศษ และสามารถพัฒนาได้ตามธรรมชาติอย่างเต็มศักยภาพ

        เป็นการปรับการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในแต่ละประเภท  โดยเน้นผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษเป็นสำคัญเน้นการปรับสาระการเรียนรู้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระและการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพพื้นฐานมากกว่าสาระการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชา 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

        การศึกษาที่จัดให้สำหรับคนพิการจะต้องเหมาะสมกับความต้องการและ     ความสามารถของคนพิการ จึงจะสามารถทำให้คนพิการเหล่านั้นได้รับประโยชน์เต็มที่จากการศึกษา คนพิการแต่ละคนควรมีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลสำหรับตนเอง เพื่อให้สามารถเลือกเรียนตามรูปแบบที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละบุคคล เช่น การเรียนร่วมในชั้นปกติ  การเรียนในโรงเรียนเฉพาะความพิการ และการเรียนนอกระบบ ซึ่งมีความจำเป็นที่ครูผู้สอนจะต้องมีความสามารถในการปรับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้      ช่วงชั้นให้เหมาะสมกับความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนและการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันด้วย การปรับเปลี่ยนมิใช่เป็นการปรับจุดใดจุดหนึ่งหรือมิใช่ปรับให้ง่ายอย่างเดียว    เท่านั้น แต่เป็นการปรับกระบวนการและวิธีการจัดการเรียนรู้ในสิ่งต่อไปนี้คือ กลุ่มผู้เรียน การจัดที่นั่ง สภาพแวดล้อม เอกสารประกอบการเรียนการสอน แบบเรียนและสื่อช่วยในการสอน ขอบข่าย เนื้อหาที่จะสอนจุดประสงค์และเป้าหมาย วิธีการและเทคนิควิธีที่ใช้ในการสอน   รวมทั้งการปรับเกณฑ์การวัดผลให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ที่แท้จริงของผู้เรียน         แต่ละคน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

การวัดและประเมินผลสำหรับคนพิการ  แบ่งเป็น    กลุ่ม คือ

    กลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษเรียนร่วมเต็มเวลา หากผู้เรียนมี     ความสามารถเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกับผู้เรียนทั่วไป  ให้วัดและประเมินผล โดยใช้มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น / ความคาดหวัง และเกณฑ์ต่าง เช่นเดียวกับผู้เรียนทั่วไป  โดยปรับวิธีการ/ เวลาให้ยืดหยุ่นตามความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนแต่ละคน  รวมทั้งจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามความเหมาะสมแต่ละบุคคล

    กลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่เรียนร่วมเต็มเวลา และ/หรือ        บางเวลาทั้งที่เรียนในโรงเรียนทั่วไป โรงเรียนเฉพาะความพิการ และที่เรียนนอกระบบ ซึ่งปรับ     มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นให้เหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภท ต้องประยุกต์เครื่องมือ      วัดผล ปรับสิ่งแวดล้อม ปรับวิธีการวัดและประเมินผล และเกณฑ์การให้คะแนนให้สอดคล้องกับปัญหา/ความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนแต่ละคน

    . กลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่มีความบกพร่องขั้นรุนแรง ที่ไม่

สามารถปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น  การจัดการเรียนการสอนผู้เรียนกลุ่มนี้ มุ่งเน้น          การเรียนรู้ทักษะชีวิต เพื่อการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข การวัดและประเมินผลจะเป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program : IEP)

        ดังนั้น  การวัดและประเมินผลของคนพิการต้องจัดให้มีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลทุกคน โดยถือเป็นเครื่องมือประเมินผล และการพัฒนาผู้เรียนที่สำคัญ

        แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลของคนพิการ  เป็นเอกสารหลักฐานทาง     การศึกษาที่สำคัญที่ต้องมีการบันทึกพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องทุกช่วงชั้นจนจบ        การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสาระการจัดทำคล้ายเอกสารหลักฐานทางการศึกษา ปพ. (เอกสาร     รายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคลกล่าวคือ  เป็นเอกสารสำหรับบันทึกข้อมูล   เกี่ยวกับผลการเรียน พัฒนาการในด้านต่าง และข้อมูลอื่นของผู้เรียนทั้งที่สถานศึกษาและที่บ้าน เพื่อใช้สำหรับสื่อสารระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครองของผู้เรียนให้รับทราบและเกิดความเข้าใจในตัวผู้เรียนร่วมกัน   
 

        ปพ.  เป็นเอกสารที่สถานศึกษาเป็นผู้ออกแบบ จัดทำเอกสารนี้ใช้เอง  ดังนั้น  ถ้าออกแบบแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลให้มีข้อมูลด้านความรู้ คุณลักษณะ                    อันพึงประสงค์ของผู้เรียนรวมกับข้อมูลสุขภาพของแต่ละบุคคลให้ครบถ้วนจะสามารถใช้เป็นเอกสารหลักฐานทางการศึกษา ปพ.   ได้  โดยลดภาระการทำเอกสารซ้ำซ้อนของครู 

การประเมินผลระดับชาติ   

        คนพิการกลุ่มที่   และ กลุ่มที่   สามารถจัดให้สอบประเมินผลระดับชาติได้  โดยจัดสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนแต่ละคน เช่น คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการเขียน       เครื่องบันทึกเสียง เอกสาร/หนังสืออักษรเบรลล์ ผู้อ่าน ครูพี่เลี้ยง รวมทั้งการยืดหยุ่นเวลา  เป็นต้น โดยอาจให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเฉพาะ เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษเป็นผู้จัดประเมินผลหรือแปลเอกสารอักษรพิมพ์เป็นอักษรเบรลล์ ฯลฯ 

        อนึ่ง เพื่อมิให้โรงเรียนทั่วไปปิดรับคนพิการเรียนร่วม จึงไม่นำคะแนนของกลุ่มคนพิการมาคิดเฉลี่ยกับผู้เรียนทั่วไป  เพราะอาจทำให้ผลการประเมินระดับชาติของ      สถานศึกษานั้น ต่ำลง  โดยกรมวิชาการจะประกาศการคิดคะแนนให้สถานศึกษาทราบ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

                     แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

               สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

         บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีสภาพร่างกาย จิตใจ  อารมณ์  สติปัญญา การรับรู้ทางสายตา  ความจำและทักษะทางสังคม ในระดับต่างกันเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป  แต่มีข้อจำกัด ในการ       สื่อสารด้วยการใช้ภาษามือแทนการรับรู้และใช้ภาษาพูด  ดังนี้

         . คนหูตึง  มีความบกพร่องทางการได้ยิน ไม่สามารถได้ยิน เสียงในระดับเดียวกันคนทั่วไป

กล่าวคือ สามารถได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังพอดีกับระดับความบกพร่องทางการได้ยิน  แม้ใส่เครื่องช่วยฟังก็   ไม่สามารถได้ยินเสียงครบทุกเสียง  และสามารถสื่อสารด้วยภาษาพูดได้ตามระดับการสูญเสียการได้ยิน กล่าวคือ  ถ้าสูญเสียการได้ยินน้อยก็สามารถพูดได้มากและชัดเจน  ถ้าสูญเสียการได้ยินมาก จะพูดได้น้อยและไม่ชัดเจน อนึ่ง การใส่เครื่องช่วยฟังต้องได้รับการพิจารณาเลือกใช้เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aids)  พร้อมทั้งพัฒนาทักษะการรับฟังเสียงและการพูดโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น ครูฝึกพูด และนักแก้ไขการพูด เป็นต้น

         . คนหูหนวก  คนหูหนวกไม่สามารถรับรู้ทางการได้ยิน และไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาพูดได้ ดังนั้น จึงต้องสื่อสารด้วยภาษามือ (Sign Language)  ซึ่งเป็นการสื่อสารด้วยการใช้มือและการ       เคลื่อนไหวร่างกายและแสดงสีหน้า  (ภาษามือของแต่ละประเทศ เช่น ภาษามือไทย  ญี่ปุ่น  อเมริกา มีความ     แตกต่างกัน) ทั้งนี้ ภาษามือมีโครงสร้างของภาษาเทียบเท่าภาษาหนึ่ง นับได้ว่าภาษามือเป็นภาษาแม่ หรือภาษาที่หนึ่งของคนหูหนวก ดังนั้น ในการสื่อสารกับคนปกติทั่วไปที่ไม่รู้ภาษามือ คนหูหนวกจึงต้อง       สื่อสารด้วยภาษาไทย  โดยวิธีอ่านและเขียน  อ่านริมฝีปาก  การดูผู้พูด  และสิ่งอื่น รอบตัว 

วิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 

         บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งมีระดับสติปัญญาปกติ  และไม่บกพร่องด้านอื่น สามารถเรียนรู้ได้เท่ากับคนปกติทั่วไป  ทั้งนี้ต้องจัดวิธีการสื่อสารให้สอดคล้องกับระดับการบกพร่อง     ทางการได้ยิน ดังนี้

                      . คนหูตึง  ต้องจัดให้คนหูตึงได้ใช้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม ได้รับการฝึกอบรมฝึกและพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างเหมาะสมเต็มศักยภาพของแต่ละคน เนื่องจากคนหูตึงจำเป็นต้องดูริมฝีปากและการเคลื่อนไหวของอวัยวะที่ใช้ในการพูด เพื่อใช้การอ่านริมฝีปาก ดูผู้พูด และดูสิ่งอื่น รอบตัว  เพื่อเสริมการฟังให้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ดียิ่งขึ้น  ดังนั้น จึงควรจัดให้คนหูตึงได้เห็นปากผู้พูดอย่าง      ชัดเจน โดยจัดที่นั่งของผู้เรียนให้เหมาะสมและมีแสงสว่างเพียงพอ 

                      . คนหูหนวก  ต้องสื่อสารโดยการใช้ภาษามือ  การสะกดนิ้วมือ  การอ่านริมฝีปาก   การดูผู้พูดและสิ่งอื่น รอบตัว ดังนั้น ถ้าครูสอนด้วยภาษาพูด จึงต้องจัดให้มีล่ามภาษามือในการเรียนการสอนทุกครั้ง  นอกจากนั้น  จะต้องจัดให้มีผู้ช่วยจดคำสอน/บรรยาย  เพื่อให้เด็กนำไปใช้ศึกษาทบทวนได้  ซึ่งอาจเป็นเพื่อน ผู้ปกครอง อาสาสมัคร หรือผู้ที่สถานศึกษาจัดให้ตามความเหมาะสมหรืออาจใช้การถ่ายเอกสารบันทึกคำสอนของเพื่อน

                      สำหรับคนหูหนวก และคนหูตึงระดับรุนแรงบางคนที่ไม่สามารถสื่อสารโดยการใช้ภาษาพูดเพียงอย่างเดียวได้  ควรใช้ภาษามือช่วยหรือที่เรียกว่าระบบรวม  (Total Communication)  โดยเฉพาะ    คนหูหนวกต้องจัดให้คนหูหนวกได้เรียนภาษามือไทยเป็นภาษาที่หนึ่งและเรียนรู้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง เพื่อให้คนหูหนวกสามารถสื่อสารทั้งสองภาษาได้คล่องแคล่วเท่าเทียมกัน   

วิธีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อบริการ  และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 

             . สิ่งอำนวยความสะดวกในการศึกษา สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน         ที่สำคัญ คือ

                  - การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในสถานศึกษา โดยจัดให้มีล่ามภาษามือ  การปิดประกาศ  เป็นตัวหนังสือหรือภาพ ให้คนหูหนวกรับข่าวสารได้และการใช้สัญญาณไฟแทนสัญญาณเสียง

                  - การสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี เช่น อักษรวิ่ง  การสื่อสารทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  และโทรศัพท์ที่สื่อสารโดยใช้ตัวหนังสือ

             . สื่อ ที่ใช้ในการเรียนการสอนบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ต้องไม่เป็นสื่อที่ใช้การฟังเพียงอย่างเดียว  ต้องเป็นสื่อที่สามารถเห็นได้เป็นหลัก หรือมีล่ามภาษามือประกอบในสื่อวีดิทัศน์ เป็นต้น

             . บริการ เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน  เช่น

                  - การจัดให้ผู้เรียนใช้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม

                  - จัดให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาพูด  โดยการฝึกฟัง  การฝึกพูด  การแก้ไขการพูด  การอ่านริมฝีปากและการใช้การดูผู้พูดและสิ่งที่สามารถเห็นได้

                  - การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการสื่อสารด้วยภาษามือและการสะกดนิ้วมือ

                  - ล่ามภาษามือ 

                  - ผู้ช่วยจดบันทึกคำสอน

             . ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน          ที่สำคัญ ได้แก่ 

                  - การให้คำปรึกษาแนะแนวแก่บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และ            ผู้ปกครอง

                   -  การสอนภาษามือแก่ผู้ปกครองและผู้สนใจ

                  - การจัดอบรมแก่ผู้ปกครองและคนทั่วไปในสถานศึกษา เพื่อให้มีความรู้       ความเข้าใจและเจตคติเชิงสร้างสรรค์ต่อคนหูหนวก  หูตึง

             - บริการติดต่อประสานงานให้คนหูหนวกหูตึงได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความต้องการจำเป็นพิเศษที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

             ประสานงานส่งต่อให้คนหูหนวกหูตึงได้รับการศึกษาต่อตามความต้องการของแต่ละบุคคล

             - ปรับการจัดกิจกรรมให้เด็กหูหนวกหูตึง สามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับคนปกติ  ทั่วไปได้

             - ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนหูหนวกหูตึงได้เข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนและสังคมเช่นเดียวกับผู้เรียนทั่วไป

             - สำหรับการอ่านภาษาไทยและภาษาต่างประเทศของคนหูหนวก ให้ใช้การทำ    ท่าภาษามือไทยแทนการออกเสียง 

การวัดและประเมินผล

             การวัดและประเมินผลต้องจัดให้สอดคล้องกับศักยภาพในการสื่อสารของบุคคลที่มี    ความบกพร่องทางการได้ยินของแต่ละคนตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  เช่น  จัดให้คนหูตึงประเมินผลโดยใช้การอ่านและเขียนแทนการฟังและพูด หรือจัดให้คนหูหนวกประเมินผลโดยการใช้ภาษามือแทนการอ่านและเขียนในบางสาระ 

หลักการปรับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น

             . ใช้สาระการเรียนรู้เช่นเดียวกับคนทั่วไป  โดยปรับบางสาระให้สอดคล้องกับศักยภาพในการสื่อสารของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทั้งคนหูตึงและคนหนูหนวก

             . มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศให้ใช้การทำท่าภาษามือแทนการอ่านออกเสียง  การฟัง และการพูดตามศักยภาพของผู้เรียน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

   แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

    บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็น ตั้งแต่ระดับ 
เล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท
  อาจแบ่งได้ ประเภท  คือ

    คนตาบอด หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็นมากจนไม่สามารถอ่าน เขียนอักษรตัวพิมพ์ได้  ต้องใช้อักษรเบรลล์หรือสื่อทางเลือกอื่น หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดี เมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ /๖๐ เมตร หรือ ๒๐/๒๐๐ ฟุต ลงมาจนถึงบอดสนิท (หมายถึง คนตาบอดสามารถมองเห็นวัตถุได้ในระยะห่าง 
น้อยกว่า
เมตร หรือ ๒๐ ฟุต ในขณะที่คนปกติสามารถมองเห็นวัตถุเดียวกันได้ในระยะ ๖๐ เมตร หรือ  
๒๐๐ ฟุต) หรือมีลานสายตาแคบกว่า ๒๐ องศา (หมายถึง สามารถมองเห็นได้ในมุมแคบน้อยกว่า             ๒๐ องศา)

    คนเห็นเลือนราง หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็นแต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ขนาดใหญ่ได้ หรือต้องใช้แว่นขยายหรืออุปกรณ์พิเศษบางอย่างที่ทำให้เห็นชัดเจนในการอ่าน หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดี เมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับระหว่าง (/๑๘ เมตร หรือ ๒๐/๗๐ ฟุต ถึง /๖๐ เมตร หรือ ๒๐/   ๒๐๐ ฟุต หรือมีลานสายตาแคบกว่า ๓๐ องศา) 

อุปสรรคบางประการของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 

             มีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนอักษรภาษาไทยทั่วไป แต่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้โดยการใช้อักษรเบรลล์  

             มีข้อจำกัดในการรับรู้ภาพ สื่อต่างๆ การสาธิต การสังเกต ฯลฯ ด้วยสายตา

             มีข้อจำกัดในการสร้างรูป วาดรูป ทำแผนผัง เขียนลายเส้นด้วยวิธีการเดียวกับผู้เรียนทั่วไป

             อาจมีข้อจำกัดในการเดินทาง ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

             บางคนอาจมีบุคลิกภาพบางอย่างไม่เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการฝึกอบรม         และ/หรือเป็นบุคคลที่มีความพิการอื่นร่วมด้วย

             การประมวลสาระการเรียนรู้ ข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ จากการรับฟังเพียงอย่างเดียว        ไม่เพียงพอ

             การสื่อความหมายในเรื่องทิศทางและท่าทางอาจมีปัญหาบ้าง

             การทำงานอาจช้ากว่าผู้เรียนทั่วไป เพราะความจำกัดในการเห็นและกระบวนการอ่าน เขียนอักษรเบรลล์อาจใช้เวลามากกว่าการอ่าน  เขียน อักษรตัวพิมพ์ที่คนทั่วไปใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน    การฝึกอบรมและความสามารถเฉพาะบุคคล 
 

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 

             ผู้เรียนที่ตาบอดเรียนรู้โดยการฟังและการใช้ประสาทสัมผัสอื่น ทั้งที่เป็นการใช้แบบแยกส่วนและแบบบูรณาการ เช่น  การอ่าน-เขียนใช้การอ่านและเขียนอักษรเบรลล์ (Braille)  ส่วนสื่อการเรียนรู้     ใช้สื่อที่สัมผัสได้หรือสื่อที่มีเสียงประกอบ เช่น หนังสือที่เป็นอักษรเบรลล์  ภาพนูน  ของจริง  ของจำลอง สื่อเสียง วีดิทัศน์ เป็นต้น  การสื่อสารด้วยภาษาเขียนกับบุคคลทั่วไป ใช้การพิมพ์สัมผัสหรือคอมพิวเตอร์     ที่มีโปรแกรมพิเศษ ชนิดต่างๆ

             ผู้เรียนที่เห็นเลือนรางสามารถใช้การเห็นที่เหลืออยู่ร่วมกับประสาทสัมผัสอื่นๆ ข้อควรสังเกตของผู้เรียนกลุ่มนี้ คือ  อาจก้มหน้าลงอ่านหรือเขียนหนังสือหรือยกหนังสือขึ้นชิดหน้าขณะอ่าน                การพิจารณาว่าควรใช้อักษรเบรลล์หรืออักษรตัวพิมพ์ขนาดใหญ่หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเห็นและประสิทธิภาพในการอ่าน-เขียน ทั้งนี้ อาจพิจารณาให้ใช้สื่อทั้งสองชนิดควบคู่กันไปโดยความสมัครใจของผู้เรียน สิ่งที่ไม่ควรสนับสนุนผู้เรียนให้กระทำคือ การอ่านอักษรเบรลล์ด้วยสายตา สำหรับสื่อการเรียนรู้     ที่ใช้กับผู้เรียนเหล่านี้ สามารถใช้สื่อเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  เพียงแต่เน้นให้ชัดเจน  โดยใช้สีที่เข้มขึ้น  โดยอักษรตัวพิมพ์ขนาดใหญ่ขึ้นและลักษณะตัวอักษรที่อ่านง่าย บางคนมีความสามารถเขียนงานส่งครูด้วยอักษรตัวพิมพ์ขนาดใหญ่ แต่อาจดูไม่เรียบร้อยเพราะข้อจำกัดทางการเห็น อย่างไรก็ตาม  การเลือกใช้สื่อชนิดเดียวกับผู้เรียนที่ตาบอดอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนกลุ่มนี้ด้วย  เช่นกัน

             จากการเรียนรู้ที่กล่าวข้างต้นครูสามารถนำวิธีสอนต่าง มาประยุกต์ใช้กับบุคคลที่มี           ความบกพร่องทางการเห็นได้  ดังนี้

             การสอนแบบให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง ซึ่งใช้มากในวิชางานบ้าน เกษตร พลศึกษา ขับร้อง 
ดนตรี
ศิลปะประดิษฐ์ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติตามกระบวนการ ซึ่งต้องสังเกตหรือรับรู้จากการฟังและ 
การสัมผัส
ปฏิบัติตามคำอธิบายภายใต้การแนะนำดูแลของครู ปฏิบัติด้วยตนเอง ฝึกจนชำนาญ  
วิธีการสอนเช่นนี้ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นจะได้รับประโยชน์มากเพราะได้มีประสบการณ์     ในการทำงาน ได้เปลี่ยนอิริยาบทสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน  เหมาะสมกับวัยทำให้เรียนอย่างมี      ความสุข

             การสอนแบบสาธิต เช่น การให้ผู้สอนแสดงอากัปกริยา  ในลักษณะต่าง ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเหมาะสม ทั้งท่าทางและตำแหน่งที่ถูกต้อง

             . การสอนแบบบรรยายประกอบสื่อประเภทต่าง เป็นการให้สาระการเรียนรู้ที่เป็นทฤษฎีหรือข้อเท็จจริง  ทั้งนี้ ผู้สอนอาจมีความจำเป็นต้องบรรยายเพิ่มเติม เพื่อให้รายละเอียดในสิ่งที่กล่าวถึง โดยเฉพาะภาพหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวลา และสถานที่

             การสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วม และทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย  ฝึกการทำงานเป็นทีมและความสามัคคี ควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

             การสอนแบบอภิปราย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกซึ่งความรู้ ความคิดเห็น

เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้และประสบการณ์

             การสอนแบบสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ       ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจน โดยใช้สื่อทางเลือก เหตุการณ์  บทบาทสมมุติ และประสบการณ์ตรง 

    การสอนโดยตรง เพื่อบอกให้ผู้เรียนทราบว่าจะเรียนอะไร อย่างไร โดยให้มีความสมบูรณ์ 
ชัดเจนของเนื้อหาและกระบวนการ
เหมาะสำหรับบทเรียนที่ซับซ้อน และกลุ่มผู้เรียนที่ค่อนข้างเรียนช้า

             การสอนแบบผสมผสาน เป็นการสอนที่ใช้หลาย วิธีมาผสมผสานกันเพื่อให้ผู้เรียน      เกิดการเรียนรู้มากที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นมากที่สุด

         อย่างไรก็ตามไม่ว่าครูจะสอนด้วยวิธีใดดังกล่าว   ควรมีข้อพิจารณา  ดังนี้

                  สอนอย่างไร / อะไรที่เหมาะกับความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนมากที่สุด

                  สอนอะไรที่ทำให้สามารถพัฒนาทักษะของผู้เรียนได้หลายด้านที่สุด

             ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นดูเหมือนจะยุ่งยากแต่แท้จริงแล้ว บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นสามารถเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เพียงครูปรับเปลี่ยนวิธีสอนหรือวิธีจัดการเรียนรู้และสื่อให้เหมาะสมกับสภาพความพิการ     เท่านั้น ทั้งนี้เพราะบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นส่วนมากมีความสามารถทางสมองสติปัญญา        เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

             วิธีจัดการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระโดยสังเขป  คือ

             ภาษาไทย สามารถสอนสาระต่าง เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  แต่ใช้การอ่าน-เขียน 
อักษรเบรลล์แทนการใช้อักษรตัวพิมพ์
การจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยจึงเริ่มเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เมื่ออ่าน เขียนอักษรเบรลล์ได้แล้วก็จะใช้เป็นสื่อสำคัญในการเรียนรู้ การเรียนสาระอื่น ก็จะง่ายขึ้น     ดังนั้นครูควรเรียนรู้อักษรเบรลล์เช่นกัน ผู้เรียนจะอ่านอักษรเบรลล์โดยใช้นิ้วสัมผัส ส่วนการเขียนอักษรเบรลล์จะใช้สเลท (Slate) หรือแผ่นรองเขียนและสไตลัส (Stylus) หรือดินสอ อาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์ (Brailler) ในการทำงานหรือการบ้านให้ครู  อาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดสัมผัส อาจใช้คอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรม

อ่านจอภาพ (Screen Reader) ร่วมกับโปรแกรมการสังเคราะห์เสียง (Speech synthesizer) หรือใช้โปรแกรม

ขยายจอภาพ (Screen Enlargement) สำหรับผู้เรียนที่เห็นเลือนราง ครูอาจพิมพ์อักษรเบรลล์ด้วยเครื่อง    พิมพ์ดีดอักษรเบรลล์ในการพิมพ์โจทย์การบ้านหรือเอกสารต่าง หรือครูพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว

ใช้โปรแกรมแปล Braille  เป็นอักษรเบรลล์ สิ่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์เบรลล์ (Braille Printer หรือ Braille

Embosser) และในขณะที่ครูเขียนกระดานให้ครูอ่านออกเสียงให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ยินด้วย หรือควรแจกเอกสารการเรียนล่วงหน้า หรือจัดอาสาสมัครช่วยอ่านข้อความบนกระดานให้

             คณิตศาสตร์ สอนเครื่องหมายต่าง ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นอักษรเบรลล์   ในเด็กเล็กใช้ 
การสอนแบบรูปธรรมไปสู่นามธรรมเป็นหลัก
ให้ใช้ลูกคิดช่วย ส่วนการสอนเรขาคณิตสามารถใช้        เครื่องมือเรขาที่ทำพิเศษสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น เช่น วงเวียนที่มีปลายเป็นลูกกลิ้ง           ไม้บรรทัดที่มีสเกลนูน กระดานยางเพื่อสร้างลายเส้นนูน กระดานแม่เหล็กอเนกประสงค์ กระดานกราฟ ส่วนการเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูงก็มีสัญลักษณ์เบรลล์ในทุกแขนงวิชา

             งานศิลปะประดิษฐ์ การสอน  การมีใบงาน ต้องบอกขั้นตอนละเอียดชัดเจน ใช้คำที่เข้าใจง่ายและมีความแม่นตรง มีตัวอย่างสำเร็จในแต่ละขั้นตอน ฝึกให้ผู้เรียนทำงานได้เองตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ

             . การงานอาชีพและเทคโนโลยี    งานเกษตร     งานช่าง      งานบ้าน

             การสอนควรใช้การวิเคราะห์งานและสำรวจว่าผู้เรียนทำได้ในจุดไหนให้ผู้เรียน 
ลองทำดู
  บรรยายและให้ทำ  สาธิตแล้วให้ทำ  ปรับปรุงแก้ไข  และฝึกให้เป็นนิสัย (ทั้งนี้ อาจใช้เทคนิควิธีที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป เพื่อบรรลุผลเดียวกัน) ในการสอนด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาเต็มตามศักยภาพ  ควรจัดให้มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อสืบค้นและมีข้อมูล เช่น โปรแกรมอ่านจอภาพ (Screen Reading)  และโปรแกรมสังเคราะห์เสียงพูด เป็นต้น

             วิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นสามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในการทดลองได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป โดยครูช่วยผู้เรียนให้รู้จักอุปกรณ์ในการทดลอง ขั้นตอนวิธีดำเนินการและผลการทดลอง ทั้งนี้  ผู้เรียนจะได้ประโยชน์มาก จากการปฏิบัติงานเป็นกลุ่ม

             . สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม  เพื่อให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมในบางสาระ ผู้สอนควรปรับหรือจัดหาสื่อที่บุคคลสามารถรับรู้และเข้าใจได้ เช่น แผนที่นูน      หุ่นจำลอง  การจัดสภาพจำลองหรือนำไปศึกษาในสถานที่จริง เป็นต้น

             . สุขศึกษาและพลศึกษา  ควรให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ร่วมกิจกรรมมาก     ที่สุด หากกิจกรรมใดไม่สามารถมีส่วนร่วมได้ ควรจัดกิจกรรมทางเลือกที่หลากหลาย ให้เหมาะสมกับ           จุดประสงค์การเรียนรู้

             . ภาษาต่างประเทศ  การสอนภาษาต่างประเทศควรใช้สื่อที่เหมาะสมกับการเรียนรู้              ทั้งสื่อเสียง สื่อที่เป็นรูปธรรม  สื่อภาพนูนในบทเรียน  และใช้คำบรรยายภาพแทนภาพ และใช้วิธีเช่น      เดียวกันในการประเมินผลด้วย  

             ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละสาระการเรียนรู้รายวิชานั้น  ผู้สอนควรจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล  (Individual Implementation Plan-IIP)  ให้สอดคล้องกับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (Individualized Education Program-IEP) 
 

ข้อเสนอแนะทั่วไปในการจัดการเรียนรู้

             ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้การพูด เช่น การรายงาน การจัดรายการเสียงตามสาย  
การอภิปราย  การโต้วาที  การกล่าวสุนทรพจน์  การตอบปัญหา  การแข่งขันการพูดในที่ชุมชน  ฯลฯ

             ส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับภาษา ดนตรี ขับร้อง การรับโทรศัพท์ การเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ 
   ๓
ส่งเสริมกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้สายตาเป็นหลัก เช่น กิจกรรมกีฬา กิจกรรมทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยดัดแปลงสื่อการเรียนและวิธีการสอนให้เหมาะสม

             เสริมความรู้ต่าง ให้เหมาะตามวัยหรือความต้องการจำเป็นพิเศษ

             ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรมต่าง เต็มตามศักยภาพทั้งในและนอกหลักสูตร      โดยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด

             ให้งานที่ท้าทายหรือข้อสอบที่มีระดับความยากง่าย  แต่วิธีการทำงานอาจแตกต่างกัน

             ควรจัดหาหนังสืออักษรเบรลล์ หนังสือเสียงและอักษรตัวพิมพ์ขนาดใหญ่ เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนไว้ให้อ่านตามอัธยาศัย

             ควรใช้คำอธิบายประกอบกับให้ผู้เรียนสัมผัสภาพนูน  (ภาพนูนสามารถทำได้ในทุกวิชา)

             ควรใช้ของจริง ของจำลองที่สามารถสัมผัสได้ และให้มีขนาดที่เหมาะสม

              ๑๐ในการสาธิตครูต้องอธิบายให้ละเอียดและให้ผู้เรียนสัมผัสอุปกรณ์ต่าง

             ๑๑ในการอธิบายควรอธิบายเป็นลำดับขั้นตอน

             ๑๒สอนทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม และการเคลื่อนไหวของคนตาบอด  (Orientation and Mobility- O & M)

             ๑๓ควรส่งเสริมทักษะในการดำเนินชีวิตประจำวัน

             ๑๔การสื่อความหมายเกี่ยวกับทิศทาง (ทิศเหนือ  ทิศใต้  ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกอย่างแม่นยำ ชัดเจน และถูกต้อง

             ๑๕. ในการบอกทิศทาง  (ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง)   หรือตามหน้าปัดนาฬิกา  ต้องยึดตำแหน่ง

ผู้เรียนเป็นหลัก

             ๑๖ในการทำงานกลุ่มอาจจัดกลุ่มให้เล็กลง หรือถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ต้องจัดงานที่บุคคลที่มี        ความบกพร่องทางการเห็นทำได้ และให้มีส่วนร่วมเต็มตามศักยภาพ

             ๑๗ควรจัดเวลาในการทำงานบางอย่างให้แก่บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นตามความเหมาะสม เช่น  เวลาในการสอบ และทำกิจกรรม

             ๑๘. เวลาครูมอบสิ่งของให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นควรให้รายละเอียดที่จำเป็น

สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา

             มนุษย์จะเรียนรู้ได้ต้องรับรู้สิ่งต่าง หรือข้อมูลจากประสาทสัมผัสหลายด้าน  ที่สำคัญคือ 
การรับรู้ด้วยการเห็น
แต่สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้สูญเสียการรับรู้ส่วนนี้ไปแล้ว 
การรับรู้ที่เหลืออยู่จะเป็นการรับรู้จากการฟัง
การสัมผัส การดมกลิ่น และการชิมรส ดังนั้น การจัดหาสื่อ 
เพื่อสนองตอบต่อการรับรู้ดังกล่าวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
สื่อสำหรับบุคคลที่มี 
ความบกพร่องทางการเห็น
  ได้แก่

             สื่อสำหรับเตรียมความพร้อมในการอ่าน เขียนอักษรเบรลล์ ผู้เรียนที่เข้าเรียนในระดับก่อนประถมศึกษาจะต้องได้รับการเตรียมความพร้อมหลาย ด้าน ที่สำคัญด้านหนึ่งคือการเตรียมความพร้อมเพื่อการอ่าน -เขียนอักษรเบรลล์ การแยกความแตกต่างระหว่างผิวสัมผัสที่หยาบ ละเอียด  การแยกตำแหน่งซ้าย ขวา บน ล่าง การแยกขนาดใหญ่ เล็ก สื่อเหล่านี้ จะเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์กับจุดและตำแหน่งของอักษรเบรลล์ตัวอย่างของสื่อ เช่น ลูกบิดเบรลล์  กระดานหมุด กระดาษทรายที่มีความหยาบ  ความละเอียดแตกต่างกัน เนื้อผ้าชนิดต่าง กระดุมเม็ดเล็ก เป็นต้น

             สื่อและอุปกรณ์ในการอ่าน เขียนอักษรเบรลล์ ได้แก่ แผ่นรองเขียน (Slate) และดินสอ  
(Stylus)
เครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์  (Brailler) เป็นต้น

             สื่อการสอนคณิตศาสตร์ที่ดัดแปลงจากสื่อของบุคคลทั่วไป เช่น ไม้บรรทัดเบรลล์ 
สายวัด
  เครื่องชั่ง  เส้นจำนวน  ลูกคิด  เป็นต้น  ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อในการเรียนเรขาคณิต ประกอบด้วย  วงเวียน  ครึ่งวงกลม  กระดานยาง  รูปทรงเรขาต่าง สื่อเหล่านี้ใช้ในการสร้างรูปเรขาที่เป็นเส้นนูน โดยจะใช้กระดาษวางบนกระดานยางแล้วสร้างรูปบนกระดาษนั้น เมื่อกลับด้านของกระดาษเส้นนูนของรูปเรขาต่าง ก็จะปรากฏชัดเจน  นอกจากนี้ยังมีสื่อที่ผลิตขึ้นใช้เอง  เช่น  กระดานเรขาหรือกระดานกราฟ และกระดานแม่เหล็ก เป็นต้น

             สื่อภาพนูนที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น สังคมศึกษา            วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  เป็นต้น

             สื่อที่เป็นของจริงและของจำลองในวิชาต่าง   เช่น  พืช ผัก สวนครัว  ลูกโลก  สัตว์จำลอง  เป็นต้น

             สื่อประเภทหนังสือเบรลล์  พจนานุกรมไทย อังกฤษ  ฉบับอักษรเบรลล์

             หนังสืออักษรตัวพิมพ์ขนาดใหญ่  (Large Print) สำหรับผู้เรียนที่มีการเห็นเลือนราง

             สื่อในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา  เช่น  ลูกปิงปองและลูกบอลที่มีเสียง เป็นต้น

              สื่อในการสอนภาษา  เช่น  เทป  อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางภาษา  เป็นต้น

             ๑๐สื่อสำหรับวิชาเฉพาะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น เช่น ไม้เท้าที่ใช้ในการ     เรียนรู้ การทำความคุ้นเคยสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว (Orientation & Mobility) และสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ทักษะในการดำรงชีวิตประจำวัน (Activities of Daily Living) ได้แก่ อุปกรณ์ในการทำงานบ้าน              งานเกษตร  งานช่าง เป็นต้น

             ๑๑สื่อในการสอนกลุ่มสาระศิลปะ ในการสอนดนตรี เช่น เครื่องดนตรีไทย อังกะลุง        เครื่องดนตรีสากล เช่น คีย์บอร์ด แซกโซโฟน เปียโน เมโลเดียน ขลุ่ยฝรั่ง กีตาร์ กลอง ซึ่งผู้เรียนได้เรียนเพื่อความสุนทรีย์ทางดนตรีและเป็นพื้นฐานอาชีพที่ดีต่อไป

             ๑๒สื่อที่ใช้ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการเห็นสำหรับบุคคลที่มีการเห็นเลือนราง เช่น เลนส์ขยาย

โทรทัศน์วงจรปิดขยายภาพ (CCTV)  เครื่องถ่ายเอกสาร  เป็นต้น

             ๑๓. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น  ได้แก่  คอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมอ่านจอภาพ  (Screen Reader) ร่วมกับโปรแกรมการสังเคราะห์เสียง (Speech Synthesizer)  หรือใช้โปรแกรมขยายจอภาพ  (Screen Enlargement)  สำหรับผู้เรียนที่มีการเห็นเลือนราง โปรแกรมแปลอักษรจากอักษรตัวพิมพ์เป็นอักษรเบรลล์ (Braille Translation Software)         เครื่องพิมพ์อุปกรณ์เบรลล์อิเล็กทรอนิกส์  (Braille Embosser)  หรือ Braille Printer เครื่องจดบันทึกอักษรเบรลล์อิเล็กทรอนิกส์  (Braille note taken)  เครื่องอ่านหนังสือมัลติมีเดีย ระบบเดซี เป็นต้น 

            สื่อการเรียนการสอนเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น ดังนี้

             ทำให้เกิดความคิดรวบยอด (Concept) ในเรื่องต่าง ได้ถูกต้อง

             ช่วยสร้างจินตภาพในสมอง  ทำให้เกิดความทรงจำที่ดี

             ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรับรู้ข้อมูลจากการฟังหรืออ่านให้ชัดเจนขึ้น การสัมผัส

ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการฟังหรืออ่านจากบทเรียน เช่นเดียวกันกับบุคคลทั่วไปที่ใช้ภาพประกอบ

             ช่วยให้เรียนรู้ในเรื่องที่ซับซ้อนที่ไม่สามารถสัมผัสของจริงได้ เช่น อวัยวะภายในของ 
ร่างกายและระบบการทำงาน

             ช่วยให้มีความเข้าใจในบทเรียน ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพสัมฤทธิ์ผลตาม

จุดมุ่งหมาย

             ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนที่ตาบอดและผู้เรียนที่มีการเห็นเลือนรางมีความใฝ่รู้  ใฝ่เรียนมากขึ้น

             ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการใช้สื่อและอุปกรณ์ต่าง เพื่อเป็นพื้นฐาน 
ในการเรียนบทเรียนต่อไปที่ยากขึ้นตามลำดับ

             ช่วยฝึกประสาทการรับรู้ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพในการใช้งาน

               ช่วยให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนได้เรียนรู้จากสื่อ 
และอุปกรณ์ต่าง
ซึ่งสามารถถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง

         ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรจัดให้มี  อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อ สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น  ตามความในมาตรา  (๑๐วรรค   และมาตรา ๖๐  แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ .. ๒๕๔๒  เช่น

             กระดาษต้นแบบ  (Master ) และกระดาษเบรลล่อน

             เครื่องอัดสำเนาภาพนูน  (Thermofrom Duplicator)

             เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์  (Brailc Printer)

             เครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์  (Brailler)

             เครื่องอัดสำเนาเทป (Cassette Duplicator)

             เครื่องตัดต่อและบันทึกเทปแบบมาตรฐาน (Mixer Console)

             เครื่องคอมพิวเตอร์  (Computer)

             เครื่องถ่ายเอกสาร  
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

         บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง คนที่มีพัฒนาการช้ากว่าคนทั่วไป มีความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ตั้งแต่ความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ขึ้นไปร่วมกับมีความจำกัดของทักษะในการปรับตัวอย่างน้อย ทักษะ จาก ๑๐  ทักษะ และเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาก่อนอายุ  ๑๘ ปี  ซึ่งภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเกี่ยวข้องกับ    องค์ประกอบ คือ  ความสามารถ           การทำงานหรือการดำรงชีวิตและสภาพแวดล้อม 

         ในการจัดระดับสติปัญญานั้น ปรากฎข้อมูลจากคู่มือทางสถิติและการวินิจฉัยทางจิตเวช (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorder ใช้ชื่อย่อว่า DSM III)  และองค์การอนามัยโลก  World Health Organization ใช้ชื่อย่อว่า WHO)  ต่างเห็นพ้องต้องกันในการจัดระดับสติปัญญาแบ่งออกเป็น    ระดับ ได้แก่

         . ขั้นเล็กน้อย (Mild)    ระดับเชาวน์ปัญญา   ๕๐-๗๐

         . ขั้นปานกลาง (Moderate)  ระดับเชาวน์ปัญญา ๓๕-๔๙

         . ขั้นรุนแรง (Severe)    ระดับเชาวน์ปัญญา ๒๐-๓๔

         . ขั้นรุนแรงมาก (Profound)   ระดับเชาวน์ปัญญา ต่ำกว่า  ๒๐

ลักษณะเฉพาะ

         จากการจัดระดับสติปัญญาของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ออกเป็น     ระดับนั้น  องค์การอนามัยโลกได้จำแนกลักษณะเฉพาะ ในแต่ละระดับสติปัญญาไว้ ดังนี้

  1. ขั้นเล็กน้อย (Mild)  ระดับเชาวน์ปัญญา  ๕๐–๗๐ 

         มีพัฒนาการด้านภาษาช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน  แต่สามารถพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันได้  ช่วยเหลือตนเองได้  เช่น  การรับประทานอาหาร  การอาบน้ำ  การแต่งตัว รวมถึงทักษะที่ใช้ในชีวิตทั่ว   ไป  เรียนในระดับประถมศึกษาได้ เรียนวิชาชีพง่าย ได้  ประกอบอาชีพเลี้ยง    ตนเองได้  ปัญหาพฤติกรรม  อารมณ์และสังคม ต้องการการแก้ไขและการสนับสนุนช่วยเหลือ โดยรวมแล้วมีลักษณะคล้ายคลึงกับบุคคลที่มีสติปัญญาปกติทั่วไป 
 
 
 
 
 

         . ขั้นปานกลาง  (Moderate)  ระดับเชาวน์ปัญญา ๓๕-๔๙

         มีพัฒนาการด้านภาษาค่อนข้างจำกัด  ระดับการพัฒนาของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน บางคนสามารถร่วมสนทนาและเข้าใจคำสั่งง่าย ได้ บางคนทำได้แต่เพียงใช้เพื่อสื่อความต้องการ          ขั้นพื้นฐาน การดูแลตนเองและทักษะด้านการเคลื่อนไหวล่าช้า มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้จำกัด  สามารถฝึกหัดเกี่ยวกับการทำงาน กิจวัตรประจำวันพัฒนาความสามารถทางสังคม ในการสร้างปฏิสัมพันธ์            สื่อความหมายกับผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมง่าย ได้เท่ากัน

         . ขั้นรุนแรง (Severe)  ระดับเชาวน์ปัญญา  ๒๐-๓๔

         ลักษณะคล้ายคลึงกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลางมาก  แต่มักพบสาเหตุทางพยาธิสภาพ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาของความบกพร่องด้านอื่น ที่เกิดร่วมอย่างชัดเจน ต้องการการดูแลเอาใจใส่จากผู้ใกล้ชิด

         . ขั้นรุนแรงมาก  (Profound)  ระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า  ๒๐

         มีความจำกัดอย่างมากในด้านความเข้าใจ หรือทำตามคำขอร้องหรือคำสั่ง  ส่วนใหญ่ไม่เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวน้อยมาก  ไม่สามารถควบคุมตนเองได้  การดูแลตนเอง ในระดับพื้นฐานทำได้เพียงเล็กน้อย หรือทำไม่ได้เลย  จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาและแนะนำ

         จากลักษณะเฉพาะดังกล่าวข้างต้น นับว่าเป็นประโยชน์มาก  สามารถนำข้อมูลเหล่านี้       มาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้เรียนในแต่ละระดับสติปัญญา

         ในระบบการศึกษาได้แบ่งระดับภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาของผู้เรียนตามความต้องการจำเป็นพิเศษ และความสามารถที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลเป็น    ระดับ ดังนี้

         . ระดับเรียนได้  หมายถึง  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มอาการดาวน์มีพัฒนาการด้านการฟัง  พูด และเขียนล่าช้า มีความสามารถในการทำงานเชิงปฏิบัติการมากกว่าด้านวิชาการ  สามารถเรียนร่วมชั้นปกติได้ถ้ามีรูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสม

         . ระดับฝึกได้   หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลางถึงรุนแรง  มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้จำกัดอยู่เฉพาะทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการฟัง  พูด  อ่าน  เขียน และ           นับจำนวนเท่านั้น  จำเป็นต้องเรียนในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนทั่วไปหรือโรงเรียนศึกษาพิเศษ

         . ระดับที่ไม่สามารถเรียนหรือฝึกได้ หมายถึง  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย ต้องอยู่ในความดูแลของบุคลากรทางการแพทย์และต้องมีคนคอยดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด  จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในสถาบันเฉพาะเท่านั้น 
 
 
 
 

ความสามารถ/ข้อจำกัด

    ความสามารถและข้อจำกัดของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ได้แก่

         . ด้านสติปัญญา บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีระดับสติปัญญาแตกต่างจาก 
คนทั่วไปมากที่สุดเมื่อเทียบกับด้านอื่น
การวินิจฉัยระดับสติปัญญามักเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ เช่น เรียนรู้ 
ช้ากว่าปกติหรือมีความสามารถในการเรียนรู้น้อยกว่าคนทั่วไป
ซึ่งจะพบลักษณะเหล่านี้เมื่อเข้าโรงเรียนและเริ่มเรียนวิชาการ  ดังนี้

         .   อัตราเร็วของการเรียนรู้ (Rate of Learning) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  
ใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่าคนทั่วไป

         .๒ ระดับการเรียนรู้ (Level of Learning) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามักมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านวิชาการ คือ เรียนได้ในระดับต่ำกว่าคนทั่วไป แต่อาจพัฒนาการเรียนรู้ได้ดี    ในวิชาพลศึกษา  การงานและอาชีพหรือด้านศิลปะ  เป็นต้น

         .๓ อัตราเร็วของการลืม (Rate of Forgetting) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 
มีแนวโน้มที่จะลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้วเร็วกว่าคนทั่วไป
การฝึกฝนในลักษณะซ้ำ บ่อย และให้ฝึกเป็นระยะ จะช่วยให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถจำข้อมูลที่เรียนไปแล้วได้ดีขึ้น

         .๔ การถ่ายโยงการเรียนรู้ (Transfer of Learning) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีปัญหาความยากลำบากในการถ่ายโยงการเรียนรู้จากสถานการณ์หนึ่งไปยังสถานการณ์หนึ่ง ทักษะหรือความคิดรวบยอดที่กำลังเรียนอยู่ ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่กำหนดในขณะเรียนได้ดี แต่ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลยในสถานที่แตกต่างจากสถานการณ์เดิมเล็กน้อยหรือแตกต่างโดยสิ้นเชิง

         .๕ การเรียนรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม (Concrete Versus Abstract Learning) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถจะเรียนรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ตรงไปตรงมาได้ดีกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม

         .๖ การเก็บรายละเอียดในการเรียนรู้ (Incidental Learning) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในขณะเรียนรู้จะสนใจเฉพาะสิ่งสำคัญ แต่ไม่สามารถเก็บข้อมูลที่เรียนรู้ส่วนอื่น ที่อยู่ใน    สถานการณ์นั้น ในขณะที่คนทั่วไปสามารถทำได้

         .๗ รูปแบบการเรียนรู้ (Learning Set) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ต้องใช้ 
เวลานานมากกว่าคนทั่วไปในการที่จะพัฒนารูปแบบการเรียนรู้
ซึ่งหมายถึงกระบวนการแก้ปัญหา 
อย่างมีระบบ
จะใช้วิธีแก้ไขเป็นขั้นตอนไปจนประสบผลสำเร็จ เมื่อประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา 
บ่อยๆ
แล้วมนุษย์จะพัฒนารูปแบบการแก้ปัญหาของตนเอง บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  
มักมีปัญหาความยากลำบากมากในเรื่องนี้ แต่ถ้าได้เรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีระบบได้แล้ว  
ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป  
 
 
 

         ภาษาและการสื่อสาร บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะเรียนรู้ภาษาได้ช้ากว่าปกติ รวมทั้งในด้านวิชาการอื่น   เช่น  คณิตศาสตร์ สังคม เป็นต้น จึงควรกระตุ้นพัฒนาการสื่อสาร        โดยเฉพาะทางภาษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝึกพูด

         ทักษะทางสังคม  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะต้องดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับ      ผู้อื่น จึงควรพัฒนาทักษะทางสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

         ทักษะกลไกกล้ามเนื้อ บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อย จะมีพัฒนาการด้านร่างกายและความสามารถทางทักษะกลไกกล้ามเนื้อน้อยมาก ดังนั้นจึงควรพัฒนาการด้านนี้    ตั้งแต่  แรกพบ  เพื่อให้การฟื้นฟูสมรรถภาพมีผลดี

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

         การสอนบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำเป็นต้องมีวิธีสอนที่แตกต่างไปจาก      คนทั่วไป   ดังนี้

    . ครูต้องคำนึงถึงความพร้อมของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เพราะมีความพร้อมช้ากว่าปกติ ก่อนทำการสอนสิ่งใดครูจะต้องเตรียมความพร้อมและเมื่อผู้เรียนมีความพร้อมแล้วครูจึงทำ  การสอนวิชานั้น

    สอนตามความสามารถและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน โดยจัดสภาพการเรียน 
การสอนให้เหมาะสมกับสภาพและลักษณะของผู้เรียน

    สอนตามระดับสติปัญญา เพราะบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีระดับสติปัญญา 
ต่ำกว่าคนทั่วไปที่มีอายุเท่ากัน

    ยอมรับความสามารถและพยายามสร้างเสริมความสามารถของผู้เรียนอย่าตามใจ 
คอยช่วยเหลือหรือลงโทษทั้งทางกายและวาจามากเกินไป

    พยายามฝึกให้ผู้เรียนช่วยตัวเองให้มากที่สุด จะเป็นการช่วยพัฒนาความเชื่อมั่น 
ในตนเองเพิ่มขึ้น
  ทำให้ผู้เรียนรู้สึกภูมิใจในคุณค่าของตน  และแบ่งเบาภาระจากผู้เลี้ยงดู

    สอนตามการวิเคราะห์งาน (Task Analysis) โดยการแบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย  
หลาย ขั้น เรียงตามลำดับจากง่ายไปหายาก เพื่อไม่ให้ผู้เรียนสับสน ให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในงาน  
ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่ผู้เรียน

    ใช้หลักการสอนแบบ คือ

         Repetition คือ การสอนซ้ำและใช้เวลาสอนมากกว่าคนทั่วไป ใช้วิธีสอนหลาย วิธี 
ในเนื้อหาเดิม
 
 
 

    Relaxation คือ การสอนแบบยืดหยุ่น ไม่สอนเนื้อหาวิชาเดียวนานเกิน ๑๕ นาที  
ควรปรับเปลี่ยนกิจกรรมการสอนให้สนุกสนาน เช่น ร้องเพลง ดนตรี เล่านิทาน หรือให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง

    Routine คือ การสอนให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นกิจกรรมที่ต้องทำสม่ำเสมอในแต่ละวัน

ใกล้เคียงกัน

    เมื่อฝึกผู้เรียนทำกิจกรรมต่าง ต้องพยายามสอดแทรกการฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะหลาย ด้าน

    ๑๐ต้องช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง ผู้เรียนทุกคนจะเรียนได้ดีถ้าเขามีความ    รู้สึกประสบความสำเร็จ

    ๑๑สอนทีละขั้น จากสิ่งใกล้ตัวไปหาสิ่งไกลตัว จากง่ายไปหายาก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน  
บางอย่างคนทั่วไปในวัยเดียวกันเห็นว่าง่าย  แต่ผู้เรียนเหล่านี้อาจสับสนไม่เข้าใจ

    ๑๒สอนโดยการลงมือปฏิบัติจริง

    ๑๓สอนสิ่งที่มีความหมายสำหรับผู้เรียนและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นสิ่งที่ผู้เรียนเข้าใจยาก  ครูต้องพยายามอธิบายโดยใช้คำง่าย และยกตัวอย่างประกอบ

    ๑๔ต้องพยายามจัดการสอนให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ฝึกการคิด

    ๑๕สอนโดยใช้ของจริง  มีสื่อหรืออุปกรณ์ประกอบทุกครั้ง

    ๑๖การสอนบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ต้องอาศัยแรงจูงใจและการเสริมแรง

    ๑๗มีการประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียนในทุกด้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ๑๘ครูต้องเชื่อว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความสามารถและศักยภาพ 
ในตนเอง
สามารถพัฒนาให้เป็นบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีคุณภาพ และ 
มีประสิทธิภาพ

    ๑๙การสอนบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ต้องส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ภาษาและพัฒนาบุคลิกภาพไปพร้อม กัน

         บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ  และส่งเสริมทักษะด้านต่าง ต่อเนื่องทั้ง  ด้าน  ดังนี้

         . การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์  (Medical Rehabilitation)  การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์  ได้แก่ การรักษาโรคที่เกิดร่วมกับภาวะความบกพร่องทางสติปัญญา  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาบางคนที่มีความพิการด้านอื่น ร่วมด้วย  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขความพิการ  และ     การฟื้นฟูสภาพทางร่างกาย  เช่น   โรคลมชัก  Cretinism PKU Cerebral Palsy (C.P)  นอกจากการใช้ยารักษาตามอาการแล้วยังต้องให้การบำบัดด้วย  ดังนี้ 
 

             . กายภาพบำบัด  (Physical Therapy) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มักมีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกายช้ากว่าวัยมาก  นอกจากนี้แล้วมีบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงและรุนแรงมาก  ส่วนใหญ่จะมีความพิการทางระบบประสาทส่วนกลางด้วย  ทำให้มีการเกร็งของแขน  ขา  ลำตัว  จึงจำเป็นต้องแก้ไขอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ  เพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อและการสูญเสียของกล้ามเนื้อ และการทรงตัว โดยวิธีการบริหารร่างกาย  การนวด  การดัด  การดึง  และการฝึกหัดท่าต่าง ตลอดจนฝึกการใช้กายอุปกรณ์เสริมหรือเทียม และเครื่องช่วยการเคลื่อนไหว    กายภาพบำบัดจะสามารถช่วยให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น

             . กิจกรรมบำบัด  (Occupational Therapy)  บุคคลที่มีความบกพร่องทาง         สติปัญญา ส่วนใหญ่มักมีความบกพร่องของการใช้ตาสัมพันธ์กับมือ  (Eye-Hand co-ordination)  ซึ่งจำเป็นต้องฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก  ได้แก่  การฝึกการใช้มือและนิ้ว  เช่น  การใช้มือจับสิ่งของ  ฝึกการร้อยเชือก   รองเท้า  การเสียบหมุด  ฯลฯ  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน  เช่น  การรับประทานอาหาร 

การอาบน้ำ  แปรงฟัน  แต่งตัว ฯลฯ  ตลอดจนการแก้ไขปรับปรุงทักษะอื่น ที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติ       กิจกรรมด้วยตนเองและเพื่อประกอบอาชีพ

             . อรรถบำบัด  (Speech Therapy)  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา       มากกว่า ร้อยละ  ๗๐  มีความบกพร่องทางการพูด และการสื่อความหมาย  จึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกการใช้อวัยวะที่ใช้ในการพูด ตลอดจนการแก้ไขการพูดที่ผิดปกติ  ฝึกการออกเสียงให้ถูกต้อง การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและการพูดแก่บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  โดยการฝึกเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มย่อย  ซึ่งการฝึกพูดนี้ ต้องฝึกฝนตั้งแต่อายุต่ำกว่า    ปี  จึงจะได้ผลดี         ที่สุด

         นอกจากการบำบัดดังกล่าว  สิ่งที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทาง    สติปัญญาในเด็กก่อนวัยเรียนก็คือ  การช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention)  หรือการกระตุ้นพัฒนาการ  (Early Stimulation)  ซึ่งหมายถึง การจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่พัฒนาการปกติตามวัยของเด็ก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ตั้งแต่เยาว์วัยจะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อเด็กโตแล้ว  ทันทีที่เด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องสติปัญญา เช่น  เด็ก  Down Syndrome หรือเด็กที่มีอัตราเสี่ยงสูงว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา   เช่น  เด็กคลอดก่อนกำหนด มารดาตกเลือดขณะตั้งครรภ์  เป็นต้น  สามารถจัดโปรแกรมส่งเสริมพัฒนาการให้แก่กลุ่มนี้ได้     ทันที โดยไม่ต้องนำเด็กมาไว้ที่โรงพยาบาล ได้แก่  การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งบิดามารดาและผู้เลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญยิ่งในการฝึกเด็กให้พัฒนาการตามโปรแกรมได้อย่างสม่ำเสมอ ผลความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความตั้งใจจริงของบุคคลในครอบครัวของเด็ก       มากกว่าผู้ฝึกซึ่งเป็นนักวิชาชีพ 
 
 

         . การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา (Educational Rehabilitation)  การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอย่างมาก เพราะการที่บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้รับการศึกษาจะสามารถช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านต่าง ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้    โดยให้โอกาสผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้เรียนร่วม  (Integration)  หรือเรียนรวม  (Inclusion) กับคนทั่วไป  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับคนทั่วไป

         . การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม  (Social  Rehabilitation)  เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมจะช่วยให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญารู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อม           ในชุมชน และเรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมการเรียนในโรงเรียนจะช่วยพัฒนาทักษะพื้นฐานทางสังคมของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้สามารถดำรงชีวิตใน       ครอบครัวและในสังคมได้อย่างมีความสุข

         . การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ  (Vocational Rehabilitation) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพมีความจำเป็นสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ควรฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับระดับความ

สามารถ  โดยฝึกทักษะวิชาการพื้นฐาน และทักษะที่ใช้ในชุมชน  เช่น  การใช้เงิน  การซื้อของ  การทำงานบ้าน และงานครัว ฯลฯ  ทักษะทางสังคมและสื่อความหมาย  เช่น การปฏิบัติตามระเบียบ  การฟังคำสั่งการพูด    ที่เหมาะสม ฯลฯ และทักษะพื้นฐานในการทำงาน  ทักษะที่เป็นที่ยอมรับของผู้ร่วมงานและนายจ้าง  การปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานและมารยาทสังคม  เพื่อให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถประกอบอาชีพง่าย ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้  โดยการประกอบอาชีพช่วยแบ่งภาระของครอบครัว และ   พึ่งตนเองได้     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ
 

    บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง คนที่มีอวัยวะไม่สมส่วน  
อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดขาดหายไป เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง  มีความพิการของระบบประสาท มีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ ทั้งนี้ ไม่รวมบุคคลที่มีความบกพร่องทางประสาทสัมผัส ได้แก่ บกพร่องทางการเห็นหรือการได้ยิน  อาจจำแนกบุคคลที่มีความบกพร่องทาง      ร่างกายหรือสุขภาพได้ ดังนี้

    (โรคของระบบประสาท (Neurological)  เช่น  โรคสมองพิการหรืออัมพาตเนื่องจากสมอง (Cerebral Palsy-C.P) โรคลมชัก  โรคมัลติเพิลสเคลอโรซีส  (Multiple  Sclerosis)  โรคเยื่อบุสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส เป็นต้น

    (โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Muscularskeleton)  เช่น ข้ออักเสบ เท้าปุก                โรคกระดูกอ่อน  กระดูกสันหลังคด  แขนขาพิการแต่กำเนิด  เตี้ยแคระ  เป็นต้น

    (โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular) เช่น โรคศีรษะโต โรคสไปนา         ไบฟิดา (Spina Bifida)  โรคโปลิโอ การบาดเจ็บของไขสันหลัง เป็นต้น

    (สภาพความพิการและบกพร่องทางสุขภาพอื่น   ได้แก่

         สภาพความพิการอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและโรคติดต่อ เช่น ไฟไหม้ แขนขาขาด 
โรคเรื้อน
  เป็นต้น

         ความบกพร่องทางสุขภาพ  เช่น  หอบ  หืด  โรคหัวใจ   วัณโรคปอด  ปอดอักเสบ เป็นต้น

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

สุขภาพ มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะในการดำรงชีวิตเต็มตามศักยภาพ มีพัฒนาการทั้งทาง

ร่างกาย อารมณ์  สังคม และสติปัญญา  ตลอดจนสามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงตนเองได้   และบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่สังคม

         จากสภาพความบกพร่องทางร่างกายที่แตกต่างกัน ทั้งลักษณะและระดับความรุนแรงของความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว บางรายอาจมีความบกพร่องทางการสื่อสาร  สติปัญญา  หรืออื่น ร่วมด้วย  การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อบริการ  และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามกฎกระทรวง  
 
 

จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึง  ตามที่ระบุในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (Individualized Education Program : IEP)  ดังเช่น 

         . สิ่งอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหว  เช่น  เครื่องช่วยคนพิการ กายอุปกรณ์        โต๊ะ/เก้าอี้พิเศษ    บันได ทางลาด  ราว  ประตูห้องเรียน    ห้องน้ำ  พื้นที่ไม่ลื่น  สวิตซ์ไฟฟ้าพิเศษ  เป็นต้น

         . สื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกในการสื่อสาร เช่น บัตรคำ บอร์ดสื่อสาร พิมพ์ดีด อุปกรณ์สื่อสารอิเล็คทรอนิกส์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสาร  โปรแกรมภาพ  คอมพิวเตอร์สำหรับ           พิมพ์โต้ตอบแทนการพูดและการเขียน  เป็นต้น

         . บริการ เช่น  กายภาพบำบัด  กิจกรรมบำบัด  ธาราบำบัด  อรรถบำบัดหรือการแก้ไข     การพูด  ศิลปบำบัดและดนตรีบำบัด เป็นต้น  นอกจากนี้  ควรจัดให้มีบุคลากรให้บริการช่วยเหลือผู้เรียน      ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ  เช่น  ผู้ช่วยครู หรือพี่เลี้ยง  เป็นต้น

         . ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา เช่น  การฝึกอบรมทักษะด้านอาชีพ  การแนะแนวครอบครัว และการจัดอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว  หรือทำกิจกรรมต่าง เป็นต้น

         เนื่องจากบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ โดยทั่วไปจะมีสติปัญญาปกติ     สามารถเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับคนทั่วไปได้และสามารถใช้สาระการเรียนรู้    และมาตรฐานการเรียนรู้  กลุ่มสาระ  และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่ครูควรปรับวิธีหรือใช้เทคนิคการสอนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความสามารถในการเคลื่อนไหวของบุคคลกลุ่มนี้     นอกจากนั้น  ควรมุ่งเน้นสาระการเรียนรู้ด้านการงานอาชีพและเทคโนโลยีรวมทั้งกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายในทุกช่วงชั้น

         บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพบางราย อาจมีความบกพร่องทางการสื่อสารและสติปัญญาร่วมด้วย การจัดการเรียนการสอนผู้เรียนกลุ่มนี้ สามารถนำสาระและมาตรฐานการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา/ออทิสติกมาใช้ได้ โดยเพิ่มเติมทักษะเฉพาะให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว และทักษะการสื่อสารด้วยอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เป็นต้น 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

ลักษณะของบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

         บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้   หมายถึง  บุคคลที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้  (Learning  Disabilities :  L.D.)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือหลายอย่างในกระบวนการ    พื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา  อาจเป็นภาษาพูด และ/หรือ  ภาษาเขียน   ซึ่งอาจแสดงออกทางความสามารถที่ไม่สมบูรณ์ในการฟัง  การพูด  การคิด  การอ่าน   การเขียน   การสะกดคำ   หรือการคิดคำนวณ   รวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้ภาวะที่สมองถูกกระทบกระเทือน  การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป ซึ่งทำให้มีปัญหาในการอ่าน และปัญหาในการเข้าใจภาษา   ทั้งนี้  ไม่รวมบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  เนื่องจากสภาพความบกพร่องทางการเห็น   การได้ยิน   การเคลื่อนไหว  ปัญญาอ่อน   ปัญหาทางอารมณ์หรือความด้อยโอกาส   เนื่องจากสิ่งแวดล้อม  วัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ

ความบกพร่องในการเรียนรู้  แบ่งเป็นประเภทต่าง   ดังนี้

         ) ความบกพร่องทางด้านการอ่าน  (Reading Disorders)  เป็นที่รู้จักในนามของ             ดิสเล็กเซีย  (Dyslexia)  เป็นความบกพร่องที่พบบ่อยที่สุด  และมีผลกระทบต่อผู้เรียนวัยประถมศึกษา        ซึ่งในกระบวนการของสมองที่จำเป็นสำหรับการอ่าน  และต้องเกิดขึ้นพร้อม   กัน ได้แก่

             ไม่สามารถแยกแยะเสียงในคำพูดได้  เช่น   ไม่สามารถที่จะแยกแยะคำว่า  BAT  โดยการออกเสียงตัวหนังสือแต่ละตัว  คือ  บี-เอ-ที  (B-A-T)   ทำให้ไม่สามารถอ่านออกเสียงคำว่า   “แบ๊ท”  ได้ ก็อาจมีปัญหาในการเล่นเกมคำที่มีสัมผัส

             - ไม่สามารถแยกแยะหรือจำตัวอักษร  เช่น  มีความสับสนระหว่างตัวอักษร             กับ    b  กับ  d   เป็นต้น   ทำให้การเรียนรู้คำศัพท์เป็นเรื่องยาก

             - ไม่สามารถถอดรหัสคำจากเสียงเป็นภาษาเขียน เช่น  ได้ยินเสียงโดยที่มีประสาทการได้ยินปกติ  แต่เขียนสัญลักษณ์แทนเสียงไม่ได้ 
 
 

         ) ความบกพร่องทางด้านการเขียน  (Disorders  of Written  Expression) หรือที่เรียกว่า  ดิสกราเฟีย  (Dysgraphia) เป็นเหตุที่ทำให้มีความยากลำบากในการเขียนตัวอักษรหรือเขียนบนพื้นที่ที่กำหนดให้ต้องใช้เวลานานในการเขียน ใช้เวลานานที่จะทำให้งานตนเองมีความประณีต  บางครั้งแม้จะใช้ความพยายามสักเพียงใด   ลายมือของเขาก็อ่านแทบไม่ออก   ปัญหาที่พบในความบกพร่องด้านการเขียน  ได้แก่

         ความบกพร่องทางด้านคณิตศาสตร์  (Mathematics  Disorders)    การคิดคำนวณเลขเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก   แม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโจทย์เลขง่าย   ก็ตาม   การคิดคำนวณเลขเกี่ยวข้องกับการจดจำจำนวนและสัญลักษณ์  การจดจำข้อเท็จจริง  เช่น  สูตรคูณ   การเรียงลำดับตัวเลขหรือความ    เข้าใจความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม   เช่น   หลักการพื้นฐานต่าง   ทางคณิตศาสตร์   ความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนระดับสูงขึ้นไปมักเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในการใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์

         ความบกพร่องอื่น ที่ไม่สามารถเจาะจงได้ (Learning   Disorders  Not Otherwise  Specified)  ความบกพร่องทางการเรียนรู้ประเภทอื่น    ที่ไม่เข้ากฎเกณฑ์ของการอ่าน  การเขียน             การคำนวณ   ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่อง   ทั้ง    ด้านร่วมกัน

         .   ความบกพร่องทางด้านสมาธิ   (Attention  Disorders)   บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  หากมีความบกพร่องด้านสมาธิร่วมด้วยจะไม่สามารถจดจ่อและสนใจกับสิ่งที่ตนเองต้องเรียนรู้    บางครั้งจะดูเหมือนเหม่อลอย    ฝันกลางวันมากเกินไป   วอกแวกง่าย  ผลีผลาม   หุนหันพลันแล่น  อดทนรออะไรไม่ได้   หากมีภาวะบกพร่องร่วมที่รุนแรง   จะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้มากและแก้ปัญหาได้ยาก

         ความบกพร่องทางด้านการสื่อสาร  (Communication  Disorders)  ปัญหาการ          สื่อสารทางการพูดและภาษา   เป็นตัวบ่งชี้แรกเริ่มที่สุดของความบกพร่องทางการเรียนรู้    เช่น  

             .  ความบกพร่องทางด้านการแสดงออกด้วยภาษา   ผู้เรียนจะมีปัญหาเรื่องการถ่ายทอดความคิด   ความรู้สึกออกมาด้วยการพูด 
 
 
 
 

             . ความบกพร่องทางด้านการรับรู้ภาษาและการแสดงออก   ผู้เรียนบางคนมีปัญหาในการทำความเข้าใจคำพูดในบางแง่หรือบางด้าน   เช่น   สมองที่รับความถี่ของข้อมูลที่แตกต่างกันออกไปและรับคลื่นคุณภาพต่ำ  มีประสาทรับการได้ยินปกติแต่ไม่สามารถทำความเข้าใจกับเสียง กับคำ  หรือประโยคบางประโยคที่เขาได้ยิน     ซึ่งอาจดูเหมือนว่าเขาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ

             . ความบกพร่องทางด้านการออกเสียง   ผู้เรียนมีปัญหาในการควบคุมอัตราการพูดของตนเอง หรืออาจมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ที่จะออกเสียงพูดล้าหลังจากเพื่อนในวัยเดียวกัน            ซึ่งปัจจุบันสามารถรับการแก้ไขโดยการฝึกพูดหรือแก้ไขการพูด

ปัญหาในการเรียนรู้

         ผู้เรียนที่ไม่สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีสาเหตุจากสิ่งต่าง   ดังต่อไปนี้

         . สติปัญญาบกพร่อง   ผู้เรียนมีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน  ทำให้    ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้เร็วหรือทัดเทียมกับเพื่อนในวัยเดียวกัน

         . ภาวะสมาธิสั้นและไม่อยู่นิ่ง   (Attention  Deficit   Hyperactivity  Disorder - ADHD)  ผู้เรียนซึ่งอาจจะมีสติปัญญาปกติ  ต่ำกว่าหรือสูงกว่าปกติ  แต่ไม่สามารถจะมีสมาธิได้นานที่จะรับข้อมูลเข้าไปในสมอง เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้   ทำให้ไม่สามารถที่จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีได้

         . ความเครียด   ผู้เรียนที่มีปัญหาจากสภาพครอบครัว หรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจ  ก็อาจมีอาการซึมเศร้า   วิตกกังวล   ทำให้ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ดีเท่าที่ควร

         . ปัญหาทางกายภาพ  ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ความบกพร่องทางการได้ยิน ก็ทำให้เกิดความสามารถที่แตกต่างในการรับรู้และเข้าใจข้อมูลได้ไม่เหมือนกับคนทั่วไป  นอกจากนั้นยังมีปัญหาอื่น   ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองอีก  เช่น  ปัญหาสุขภาพ  โรคทางสมองบางชนิด  เป็นต้น   

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

         ในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนกลุ่มนี้ นอกจากจะจัดการเรียนการสอนเช่นเดียวกับผู้เรียนทั่วไปแล้ว ต้องจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะด้านต่าง   เพื่อพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล        ผู้เรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้ควรเน้นการแก้ไขข้อบกพร่องในด้านต่าง   ดังนี้

         ด้านการเคลื่อนไหวส่วนต่าง    ของร่างกาย  ทั้งกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก   ควรมี    กิจกรรมพัฒนาการเคลื่อนไหวในเรื่องจังหวะ การทรงตัว  การยืดหยุ่นทางกล้ามเนื้อ  ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ   ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของร่างกาย

         . ด้านการรับรู้  ควรฝึกการรับรู้ด้านการฟัง และฝึกการรับรู้ทางการเห็นร่วมกับการรับรู้ทางการได้ยิน

         ด้านภาษา  ควรฝึกทั้งการพูดและการเขียน โดยเฉพาะภาษาพูดครูควรจัดกิจกรรม     เกี่ยวกับการพูดเน้นให้ผู้เรียนสื่อสารกับผู้อื่นให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง   จะได้มีโอกาสสื่อสารกับผู้อื่น        ถามคำถามบ่อย   เพื่อไม่ให้ผู้เรียนหันเหความสนใจไปในทางอื่น ให้แรงเสริมเพื่อกระตุ้นให้พูด

         . ด้านทักษะทางสังคม  ฝึกให้ผู้เรียนมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและทำงานเป็นหมู่คณะได้ด้วยความราบรื่น

         . ด้านวิชาความรู้พื้นฐาน วิชาพื้นฐานที่เป็นปัญหาในการเรียนรู้  ซึ่งมี   ด้านที่สำคัญ  คือ   การอ่าน   การสะกดคำ  ลายมือและคณิตศาสตร์   ครูควรฝึกผู้เรียน  ดังนี้

                  การอ่าน  ควรฝึกทักษะเบื้องต้น    ด้าน  คือ    การจำตัวอักษรและจำคำ          เข้าใจความหมายของคำ   และสามารถเข้าใจในสิ่งที่อ่าน

             -   การสะกดคำ   ใช้เทคนิคในการสอนสะกดคำ   เช่น   หาคำที่เขียนถูกต้องจากกลุ่มคำที่กำหนดให้   เติมอักษรลงในคำให้เป็นคำที่มีความหมาย  และแก้คำผิด  เป็นต้น

             การเขียน  ฝึกให้ผู้เรียนมีการเขียนที่ดี  คือ  สะอาด  อ่านง่าย  ลายเส้นคงที่  สม่ำเสมอ  โดยใช้แบบฝึกคัดลายมือในรูปแบบต่าง เช่น  เขียนตามลูกศร    เขียนตามเส้นประ  เป็นต้น

             - คณิตศาสตร์ ควรฝึกให้ผู้เรียนได้มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในด้านการคำนวณและการใช้เหตุผล

         . ด้านการงานพื้นฐานอาชีพ   เป็นการเตรียมความพร้อมการฝึกทักษะในการประกอบอาชีพ  โดยสำรวจข้อมูลเบื้องต้นในด้านผลการเรียน  บุคลิกลักษณะส่วนตัวและความสนใจความถนัด        ในวิชาชีพต่าง

         บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จะทำงานได้ดี   หากมีการช่วยเหลือจัดโครงสร้างชีวิตให้เหมาะสมกับเขา และครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่สามารถตอบสนองได้ตามที่เขาคาดหวัง หากทุกคนในครอบครัวเข้าใจถึงผลของความบกพร่องในการเรียนรู้  เข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเขาจะทำให้มีผลเชิงบวกต่อสมาชิกทุกคนภายในบ้าน  นอกจากนั้นในการวินิจฉัยบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจำเป็นต้องแยกแยะสาเหตุของปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อจะได้           ช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง  ผู้เรียนก็จะพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สามารถที่จะเรียนรู้ได้มากขึ้นและจะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

    บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องในเรื่องของ 
การออกเสียงพูด
เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ หรือบุคคลที่มีความบกพร่อง 
ในเรื่องความเข้าใจและ
/หรือการใช้ภาษาพูด การเขียน และ/หรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร  
ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบของภาษา  เนื้อหาของภาษา  และหน้าที่ของภาษา 

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา แบ่งเป็นประเภทต่าง ดังนี้

ความสามารถ
ข้อจำกัด
แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

    ในการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ควรเตรียม        ความพร้อม และใช้วิธีการสอน/การฝึก  ดังนี้

    ทักษะเบื้องต้น

         การเตรียมความพร้อมของผู้เรียน  ฝึกให้ผู้เรียนมีความสนใจในบุคคลและสิ่งของ  พยายามใช้การสื่อสารหลาย แบบ  เพื่อจะทำให้ผู้เรียนนิ่งแล้วทำตามคำสั่งง่าย ได้ 
 
 

    .       การพัฒนาทางด้านภาษา ควรให้ความช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ดังนี้

เป็นต้น

เกิดความเบื่อหน่ายกิจกรรมบางอย่างควรกระทำเป็นประจำ

ยืดหยุ่นปล่อยตามใจผู้เรียนบ้าง ค่อย เพิ่มกิจกรรมให้มากขึ้นเรื่อย

คำที่ถูกต้องและชัดเจน

    การเลียนแบบการเคลื่อนไหว/ท่าทาง

         การเลียนแบบเป็นวิธีหนึ่งที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการสอนผู้เรียนที่มีความ      ล่าช้าทางภาษา ถ้าผู้เรียนเลียนแบบเสียงไม่ได้ดีเท่าที่ควร เราต้องให้ผู้เรียนเลียนแบบท่าทางก่อน เราสามารถช่วยผู้เรียนเลียนแบบท่าทางในคำที่เลียนแบบเสียงได้ยาก “ทำตามที่ฉันทำ” ผู้เรียนจะเลียนแบบท่าทาง       และโดยปกติแล้ว จะมีเสียงประกอบท่าทางนั้นด้วย

    การรับรู้ภาษา

         การเข้าใจภาษาโดยปกติจะเกิดก่อนที่เราจะใช้ภาษาในการพูดจา เราเข้าใจของจริง 
ก่อนที่เราจะเข้าใจภาพ
ดังนั้นเราจะเริ่มฝึกการเข้าใจภาษาจากของจริง และพัฒนาในขั้นที่ยากขึ้นโดยใช้     รูปภาพ และการเข้าใจภาษาด้วยท่าทางประกอบ อีกทั้งต้องรับรู้และเข้าใจภาษาในเรื่องเกี่ยวกับทิศทางได้

    การเลียนแบบเสียง  (การเลียนเสียง)

         การเลียนเสียงเป็นขั้นแรกของการพูด โดยปกติเราจะฝึกให้ผู้เรียนเลียนเสียงตนเองซ้ำ ก่อน แล้วเลียนเสียงเราให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อไปให้จับคู่เสียงของผู้เรียนกับสิ่งของที่ผู้เรียนเข้าใจ/     รู้จัก  ให้ทำกิจกรรมที่เลียนเสียงคำพูดต่าง และฝึกให้ออกเสียงคำโดยไม่มีต้นแบบ 
 
 
 
 

    การเลียนเสียงคำเดี่ยว  และการพูด

         ผู้เรียนจะเริ่มต้นเลียนเสียงและพูดชื่อสิ่งของและก้าวต่อไปถึงการพูดคำกริยาและ          คำอื่น ที่เป็นประโยชน์ เมื่อผู้เรียนสามารถเลียนเสียงคำพูดได้ ผู้เรียนจะถามว่านี่คืออะไร ฉันกำลังทำอะไร ดังนั้นเขาจะพยายามหาคำใหม่ ในการตอบคำถาม การเลียนเสียงคำพูดและการพยายามพูด           คำใหม่ ในการตอบคำถาม มีความสำคัญที่จะช่วยให้เด็กได้ใช้ภาษาของเขาในการสื่อสารได้ทันที

    การเริ่มต้นการสนทนากับผู้อื่น

         เมื่อใดที่ผู้เรียนสามารถเชื่อมคำ คำที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาก็จะเกิดเป็นวลี ผู้เรียนจะเรียงลำดับคำด้วยกฎเกณฑ์ของเขา พยายามให้ผู้เรียนใช้เกณฑ์การพัฒนาทางภาษาเช่นคนทั่วไป สอนให้ผู้เรียนต่อคำหรือเชื่อมคำ  เช่น  คนทั่ว ไปทำ เขาจึงสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษา

สำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะของบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ 

    บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ หมายถึง คนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจาก 
ปกติเป็นอย่างมากและปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมหรือ 
วัฒนธรรม

    จากการศึกษาผลงานการวิจัยของนักจิตวิทยาและนักการศึกษาจำแนกพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้เรียนได้ ประเภท  ดังนี้

    พฤติกรรมซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาการและการปรับตัวของตนเอง หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนจะไปยับยั้งขัดขวางความเจริญงอกงามของตนเอง

    พฤติกรรมที่ขัดขวางการดำเนินชีวิตของผู้อื่น หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวผู้เรียนหรือรอบตัวผู้เรียน

ลักษณะของบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม

    จากสาเหตุของพฤติกรรมซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาและการปรับตัวของผู้เรียนและพฤติกรรม 
ที่ขัดขวางการดำเนินชีวิตของผู้อื่น
สามารถจัดลักษณะของบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมแยกตามประเภท 
ได้ดังนี้
 

 
 
 
 
 
 

พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาการ

และการปรับตัวของตนเอง

พฤติกรรมที่ขัดขวางการดำเนินชีวิตของผู้อื่น

  • ขาดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างเห็นได้ชัด
  • เด็กก้าวร้าวและก่อกวน
  • หนีสังคม
  • ชอบชกต่อย
  • ขี้อาย  พูดไม่เก่ง
  • ทารุณโหดร้ายต่อสัตว์
  • ไม่กล้าพูดต่อสาธารณชน
  • ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น
  • เจ้าอารมณ์
  • ขู่คุกคาม
  • ไม่มีมนุษยสัมพันธ์
  • หวีดร้อง
  • ไม่อยู่นิ่ง  เคลื่อนไหวอยู่เสมอ
  • กระทืบเท้า
  • ความสนใจสั้น
  • ไม่เคารพเชื่อฟังครูและพ่อแม่
  • ขาดสมาธิในการเรียน
  • ชอบฝ่าฝืนคำสั่ง
  • หันเหความสนใจไปสู่สิ่งอื่น
 
 

ความสามารถ/ข้อจำกัด

    บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ มีความสามารถทั่วไปที่ทำได้และมีข้อจำกัด 
ดังต่อไปนี้

    ความสามารถทั่วไป บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมมีความสามารถเช่นเดียวกับคนปกติ  หากได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้องและเหมาะสม

    ข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม 
มีพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน
ทำให้บุคคลไม่สามารถเรียนหนังสือได้เต็มที่  
จึงจำเป็นต้องช่วยเหลือให้บุคคลที่มีปัญหาพฤติกรรมนั้น สามารถปรับพฤติกรรมได้ควบคู่ไปกับ 
การเรียนการสอน
 
 
 
 
 
 
 

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม

    การเรียนการสอนบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม ควรมีทั้งการสอนเป็นรายบุคคลและสอนเป็นกลุ่มย่อย เมื่อผู้เรียนมีพัฒนาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอ ที่จะสอนเป็นกลุ่มย่อยได้ ควรสอนเป็นกลุ่มย่อย  
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกและพัฒนาทักษะทางสังคมและการเข้ากับเพื่อน  ก่อนที่ผู้เรียนจะกลับ 
เข้าไปเรียนในโรงเรียนปกติ
การจัดการเรียนในชั้นปกติ ผู้เรียนทุกคนควรมีแผนการจัดการศึกษา 
เฉพาะบุคคล
(IEP) ครูจะต้องจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคลให้สอดคล้องกับแผนการศึกษา 
เฉพาะบุคคลของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
และจะต้องประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียนให้เป็นไปตาม 
จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ในแผนนี้
จุดมุ่งหมายที่กำหนดในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลควรเน้นความสำเร็จ 
ทางการเรียน
การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อตนเอง พัฒนาการทางสังคม ตลอดจนการรู้จักปรับตัว 
ให้เข้ากับคนอื่นและสิ่งแวดล้อม
วิธีสอนจะยึดหลักการสอนเหมือนกับคนทั่วไปทุกอย่าง โดยคำนึงข้อจำกัด 
ของผู้เรียนที่จะต้องมีวิธีจัดการกับปัญหาทางพฤติกรรมของผู้เรียนแต่ละคนเป็นราย
ไปตามสภาพปัญหาที่มีเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง การติดต่อผูกมิตรกับผู้เรียนและการคบเพื่อน ฝึกให้ผู้เรียนมีความ            รับผิดชอบในการเรียน การตั้งใจฟังคำสั่งของครู การตั้งใจเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มทั้งในชั้นเรียนและ 
ในโรงเรียนและการจัดการสอนซ่อมเสริม

วิธีการจัดการกับปัญหาทางพฤติกรรม

    จากคำจำกัดความในความหมายของบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว  
นักวิชาการมีความเชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์รวมถึงพฤติกรรมที่เป็นปัญหาบางอย่างสามารถ 
เปลี่ยนแปลงได้
เช่น อารมณ์ฉุนเฉียว การก้าวร้าว ความกลัว การท้อถอย เป็นต้น เพราะปัญหาดังกล่าว 
มิได้มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์หรือความบกพร่องทางชีววิทยา
วิธีการจัดการกับปัญหาทางพฤติกรรม 
จึงเป็นวิธีที่นำมาใช้ได้ดีในการจัดการกับปัญหาของผู้เรียนที่มีความปรวนแปรทางอารมณ์และพฤติกรรม

สื่อและบริการที่เกี่ยวข้อง

    สื่อการเรียนรู้ของบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมใช้สื่ออย่างเดียวกันกับคนทั่วไป  
ไม่มีอะไรแตกต่างออกไป นอกจากการจัดบริการที่เกี่ยวข้องเสริมให้แก่ผู้เรียนที่มีปัญหาทาง 
พฤติกรรม
  ซึ่งได้แก่

    บริการสอนซ่อมเสริม  ทั้งในชั้นเรียนและนอกห้องเรียน

    พฤติกรรมบำบัด

    จิตบำบัด

    การบำบัดด้วยวิธีทางจิตวิทยาอื่น เช่น  ดนตรีบำบัด  ศิลปะบำบัด  ฯลฯ

    การให้คำปรึกษา

    การให้บริการแนะแนว

                    การสร้างมิตรสัมพันธ์

    การบริการตรวจสุขภาพ

         .   การให้บริการการฝึกอาชีพ

ข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้

    บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์สามารถใช้หลักสูตรเดียวกับคนทั่วไปทุกประการ  
แต่ต้องพัฒนาผู้เรียนไปพร้อม กับการจัดการปรับแก้พฤติกรรมตามสภาพปัญหาผู้เรียนแต่ละคน  
ซึ่งแตกต่างกันออกไปโดยการปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การสร้าง 
ทัศนคติที่ถูกต้องต่อตนเอง
พัฒนาการทางสังคม การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม  
การเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว  ชุมชน  สังคม  และประเทศชาติ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติกและ PDD 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติกและกลุ่ม PDD 

ลักษณะของบุคคลออทิสติกและกลุ่ม PDD

         บุคคลออทิสติก  หมายถึง  บุคคลที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการอย่างหลากหลายรอบด้าน  ทั้งในด้านสังคม  ภาษาและการสื่อสาร  พฤติกรรม  อารมณ์และจินตนาการ   ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดปกติทางโครงสร้างหน้าที่การทำงานของสมองในระบบประสาทส่วนกลางบางส่วนและสารสื่อประสาทบางตัวและความผิดปกตินี้พบได้ก่อนวัย  ๓๐  เดือน

    กลุ่ม  PDD  หมายถึง  กลุ่มความผิดปกติทางพัฒนาการอย่างหลากหลายรอบด้าน  (PERVASIVE DEVELOPMENTAL DISORDER)  ซึ่งมีอยู่มากมายที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น   AUTISTIC,  CDD,  RETT,  ASPERGER, PDD - NOS…….

    .  AUTISTIC DISORDER

    .  CHILDHOOD DISINTEGRATIVE DISORDER

    .  RETT'S SYNDROME

    .  ASPERGER'S SYNDROME

    .  PERVASIVE DEVELOPMENTAL DISORDER (NOT OTHERWISE

       PECIFIED)    ฯลฯ  

**  บุคคลออทิสติก  จัดอยู่ใน     ใน    ของกลุ่มผู้ที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการอย่างหลากหลาย  

      รอบด้าน  

ประเภทหรือกลุ่มอาการ

    โดยทั่วไปมีการจำแนกบุคคลออทิสติกและกลุ่มที่มีอาการคล้ายคลึงกันออกเป็น  กลุ่มใหญ่ ตามระดับอาการ เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือการพัฒนาและการจัดการศึกษาให้ถูกต้อง      เหมาะสมกับศักยภาพ  ความสามารถและความต้องการของบุคคล  ดังนี้

    กลุ่มที่มีความสามารถสูงหรือกลุ่มที่มีอาการเพียงเล็กน้อย

         ผู้เรียนกลุ่มนี้จะมีความบกพร่องเล็กน้อย มีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติและดี   บางคนมีระดับสติปัญญาที่สูงมาก  สามารถใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเรียนร่วมกับคนทั่วไปได้ เพียงแต่พยายามขจัดข้อบกพร่องที่มีอยู่และกระตุ้นความสามารถของผู้เรียนให้เต็มที่  เช่น  ผู้เรียนที่มีอาการสมาธิสั้นมีความสนใจในระยะสั้นๆ ครูผู้สอนก็ต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในกิจกรรมการ    เรียนรู้บ่อยๆ หรือถ้าชอบลุกเดินบ่อย คุณครูก็ต้องพยายามเรียกให้กลับเข้าที่ จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ           ให้ทำพร้อมกับวางเงื่อนไขว่าเมื่อทำกิจกรรมเสร็จจะอนุญาตให้ลุกเดิน    นาที อย่างนี้เป็นต้น 
 

         ผู้เรียนในกลุ่มนี้จะมีความสามารถพิเศษในสิ่งที่เขาสนใจและชอบในบางด้าน       บางเรื่องและสามารถเรียนได้จนถึงระดับปริญญา  อยู่ในสังคมได้  ช่วยเหลือตนเองได้  ประกอบอาชีพได้  และอาจมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขามีความสามารถเป็นพิเศษ

    กลุ่มที่มีความสามารถในระดับกลางหรือกลุ่มที่มีอาการปานกลาง

         ผู้เรียนกลุ่มนี้มีความบกพร่องในระดับปานกลาง  มีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติจนถึงใกล้เคียงระดับปกติ  สามารถเรียนได้ในระดับหนึ่ง  แต่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเข้มข้นขึ้น อาจจะต้องมีพี่เลี้ยงหรือครูผู้ช่วยคอยกระตุ้นให้เด็กสนใจในการเรียนรู้ พร้อมทั้งขจัดข้อจำกัดต่าง ที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการให้ตรงกับความสามารถและความต้องการของผู้เรียน

         ผู้เรียนกลุ่มนี้สามารถฝึกอาชีพ  ประกอบอาชีพในระดับพื้นฐานได้  ช่วยเหลือตนเองได้ แต่ยังต้องการผู้ช่วยเหลือคอยชี้นำทักษะการดำเนินชีวิตในสังคมอยู่  ควรเน้นการเรียนรู้เพื่อการประกอบอาชีพในสังคมและการดำรงชีวิตในสังคมเป็นหลัก

    กลุ่มที่มีอาการรุนแรง

         ผู้เรียนกลุ่มนี้มีความบกพร่องค่อนข้างมากและมีปัญหาทางด้านสติปัญญาต้องได้     รับการช่วยเหลือจากบุคลากรหลายฝ่าย  เพื่อกระตุ้นพัฒนาการขั้นพื้นฐานทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระตุ้นทักษะกล้ามเนื้อใหญ่  กล้ามเนื้อเล็ก ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย  ทักษะการเลียนแบบ  ทักษะทางสังคม ทักษะการสื่อสาร ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะก่อนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน  ทักษะการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม  เป็นต้น

         เมื่อภาวะอาการรุนแรงต่าง ลดลงในระดับหนึ่ง  ผู้สอนสามารถแทรกสาระการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาตามศักยภาพที่มีอยู่

ความสามารถ / ข้อจำกัด

    บุคคลออทิสติกโดยทั่วไปจะสูญเสียปฏิสัมพันธ์ทางสังคม   มีความบกพร่องทางภาษาและการสื่อสาร  มีพฤติกรรมความสนใจและการกระทำซ้ำๆ  มีความล่าช้าหรือผิดปกติก่อนอายุ    ขวบ   บุคคลออทิสติกแต่ละคนอาจจะมีลักษณะเฉพาะที่มีความสามารถ  (จุดเด่นและหรือมีความบกพร่อง  (ข้อจำกัดดังนี้

    ความสามารถ  (จุดเด่น)

    มีทักษะความจำดี  เช่น  จดจำในรายละเอียดปลีกย่อย  เหตุการณ์  เนื้อหาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือประวัติบุคคล  สารานุกรม  ตัวเลข  ทิศทาง  เป็นต้น 
 
 
 
 

         -          มีระบบประสาทสัมผัสการรับรู้ที่ไวและอ่อนไหวกว่าคนทั่วไป  เช่น  ในเรื่องการฟัง (แยกแยะเสียงได้ดีการดม  (แยกแยะกลิ่นการมอง  (รายละเอียดปลีกย่อยและการบันทึกสิ่งที่เห็นการชิมและการสัมผัส

    มีความสามารถเป็นพิเศษในบางด้าน  เช่น  การวาดภาพ  การปั้น  การประดิษฐ์สิ่งของการเล่นดนตรี - ร้องเพลง  การคิดคำนวณตัวเลข  การประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ยากๆ  หรือบางคนมีความสามารถพิเศษทางคอมพิวเตอร์  เป็นต้น

    มีพลังมากกว่าคนปกติทั่วไปจนดูเหมือนขยันและอดทน

    มีสมาธิที่ยาวนานในกิจกรรมที่สนใจและชอบเป็นพิเศษ

    มีความซื่อตรง  บริสุทธิ์  ไร้เดียงสา  โกหกไม่เป็น  ตรงไปตรงมา

    ความบกพร่อง  (ข้อจำกัด)

    ขาดทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  เช่น  ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว  ไม่เข้ากลุ่มเพื่อนไม่สนใจทำงานกับผู้อื่นๆ ขาดทักษะการผูกสัมพันธ์ฉันทน์เพื่อน ไม่สามารถประคับประคองหรือคงความสัมพันธ์ให้ต่อเนื่องยาวนาน   เป็นต้น

    ขาดทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  ขาดไหวพริบ

    ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์และมารยาททางสังคม

    มีปัญหาการจัดระบบตัวเองหรือการควบคุมตัวเอง  เช่น  วอกแวกง่าย  อารมณ์      แปรปรวนง่าย  ก้าวร้าว  มีการแสดงออก  ทั้งทางร่างกาย  และอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมในสังคม  หัวเราะอย่างไม่มีเหตุผล  ขาดความเข้าใจเรื่องบทบาทและลำดับหน้าที่

    มุ่งความสนใจเฉพาะความต้องการของตัวเองเท่านั้น  เช่น  พูดฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจว่าใครจะสนใจฟังหรือไม่  เป็นต้น

    สนใจเฉพาะสิ่งของเล็กๆ  น้อยๆ  มากกว่าภาพรวม

    ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง  มีพฤติกรรม - การกระทำซ้ำๆ  ในสิ่งที่ชอบที่สนใจ

    ไม่เข้าใจความหมายในรูปประโยค  เช่น  ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบจะตอบโดยพูดตามหรือพูดทวนคำถาม

    มีปัญหาในการใช้หลักภาษา  เช่น  การเรียบเรียงประโยค  การใช้คำ  (สลับกัน         ในประโยค)

    พูดซ้ำๆ  ถามคำถามซ้ำๆ  ในสิ่งที่รู้แล้วหรือได้รับคำตอบไปแล้ว

    มีปัญหาในการสื่อสารท่าทาง เช่น  ผงกหัวและส่ายหัวไม่เป็น  ชี้นิ้วไม่เป็น

    ไม่ยืดหยุ่นทางด้านความคิด  มักยึดติดกับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว

    ไม่มีจินตนาการในการเล่น   เช่น  เล่นสมมุติไม่เป็น

    ไม่สามารถแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องสมมุติ

    มีปัญหาในการประยุกต์ความรู้ที่ได้เรียนรู้จากการสอนไปใช้กับเหตุการณ์

ในสถานการณ์อื่นๆ  ที่คล้ายกันหรือในทำนองเดียวกัน

    หมกมุ่นในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งนานเกินไป 

    มีความสนใจสั้น

    มีปัญหาในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่  เช่น  การเคลื่อนไหวและการทรงตัวไม่ดี

เดินงุ่มง่าม   เดินชนสิ่งของบ่อยๆ  ชอบลุกเดินไปมาไม่อยู่นิ่ง

    บางคนมีปัญหาการใช้กล้ามเนื้อหาเล็ก  เช่น  การเขียน  การหยิบจับ

    บางคนมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อเกร็งและอ่อนแรง

    บางคนขาดทักษะในการช่วยเหลือตัวเอง

    ด้านระบบประสาทสัมผัสทั้ง   มีการรับรู้ที่แตกต่างจากคนปกติ  อาจจะไวหรือช้ากว่าหรือละเอียดอ่อนกว่าปกติ  เช่น  

             สัมผัสทางหู  บางคนจะทนไม่ได้กับเสียงบางเสียง  เช่น  นกหวีด  เสียงรถไฟ  เสียงน้ำไหล  เสียงปิดประตู  หรือแม้กระทั่งเสียงลมพัด

    สัมผัสทางตา  เช่น  ไม่ชอบภาพบางภาพ  สีบางสี

    สัมผัสทางจมูก  ในเรื่องกลิ่นบางอย่าง  เช่น   ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอม 

กลิ่นอาหารบางชนิด

    สัมผัสทางปาก  เช่น  รสชาติของอาหารบางชนิด บางคนชอบกินอาหารรสเดิมๆ   

    สัมผัสทางผิวหนัง   บางคนไม่ชอบการกอด  การสัมผัส หรือเสื้อผ้าบางชนิด

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลออสทิสติกและกลุ่ม  PPD

    การจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลออทิสติกหรือกลุ่มบุคคลที่มีอาการคล้ายคลึงกัน  ต้องอาศัยหลักเกณฑ์หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้   วิธีการจัดการเรียนรู้  วิธีสอน  สื่อการเรียนรู้   การจัดทำแผน     การจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  การวัดและประเมินผลเพื่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างถูกต้องและเหมาะสม  ดังนี้

    หลักเกณฑ์หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้

         จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  โดยยึดพัฒนาการความสามารถและความต้องการบุคคลออทิสติกแต่ละคนเป็นหลัก

         จัดและเตรียมสถานศึกษาและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับบุคคลออทิสติก       แต่ละกลุ่ม

         บุคลากรทุกฝ่ายมีความพร้อมทั้งในด้านเจตคติ องค์ความรู้ และการจัดการและมีอัตรากำลังให้อย่างเหมาะสมกับจำนวนบุคคลออทิสติก  เป็นคณะหรือเป็นทีม  ซึ่งประกอบด้วย  จิตแพทย์  นักจิตวิทยา  ผู้บริหารสถานศึกษา  ครูประจำชั้น   ครูประจำวิชา  ครูผู้ช่วย  และครูพี่เลี้ยง  โดยต้องทำงานร่วมกับครอบครัว  ชุมชน  องค์กรวิชาชีพต่าง

         จำนวนบุคคลออทิสติกเข้าเรียนร่วมควรจัดในจำนวนที่เหมาะสมกับห้องเรียน         ชั้นเรียน  เช่น  บุคคลออทิสติก เพียง - คนต่อหนึ่งห้องเรียน  โดยมีครูผู้ช่วยและ/หรือ ครูพี่เลี้ยงคอย        ช่วยเหลือ  เป็นต้น

         เปิดโอกาสให้บุคคลออทิสติกมีส่วนร่วมในการเรียนรู้กับเพื่อนและสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ  อย่างเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล

         จัดการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นให้บุคคลออทิสติกสามารถดำรงชีวิตโดยการ               พึ่งตนเองอย่างมีความสุข  เป็นอิสระ  มีศักดิ์ศรี

         ส่งเสริมและสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพ  โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านต่าง ที่ต้องดำเนินการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  เช่น  นักแก้ไขการพูด นักวจีบำบัด  นักกายภาพบำบัด  นักกิจกรรมบำบัด  นักดนตรีบำบัด  นักจิตวิทยา  นักสังคมสงเคราะห์  เป็นต้น

         ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องทำงานร่วมกับครอบครัว  ชุมชน  นักวิชาชีพต่าง   ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับบุคคลออทิสติก

         วัดและประเมินผลเพื่อพิจารณาความก้าวหน้าและการพัฒนาผู้เรียนตาม        ศักยภาพ

    วิธีการจัดการเรียนรู้

         พิจารณาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของบุคคลออทิสติกทุกระดับอาการ

         จัดโครงสร้างการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน  เช่น  ตารางกำหนดการจัด         กิจกรรมของชั้นเรียนทั้งหมด  และตารางกำหนดการเรียนของบุคคลออทิสติกแต่ละคน

         นำเทคนิคการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบุคคลออทิสติกมาประยุกต์ใช้  เช่น  เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม  เทคนิคการปรับพฤติกรรม  เทคนิคการฝึกทักษะทางสังคม  ฯลฯ

         ใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและหลากหลาย  เป็นเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างชัดเจน  เช่น  สื่อวัสดุอุปกรณ์  สื่อภาพ  สื่อสิ่งพิมพ์  สื่ออิเลกทรอนิกส์  (คอมพิวเตอร์สื่อประสม  สื่อบุคคล  และสื่อจากสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

         บุคคลออทิสติกที่สามารถเรียนร่วมได้ให้จัดเข้าชั้นเรียนปกติ โดยปรับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นและการวัดประเมินผลตามศักยภาพ

         สอนเป็นรายบุคคลและสอนตามระดับความสามารถและความต้องการของ       ผู้เรียน

         สอนเป็นกลุ่มย่อย  โดยจัดให้มีกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน

         สอนจากง่ายไปหายาก  สอนจากสิ่งใกล้ตัวไปหาสิ่งไกลตัว หรือจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหาสิ่งที่เป็นนามธรรม

         สอนโดยใช้หลัก R ซึ่งตรงกับธรรมชาติการเรียนรู้ของบุคคลออทิสติก คือ  Repetition -  สอนซ้ำไปซ้ำมา  Relaxation - สอนแบบผ่อนคลาย  สนุกสนาน  Routine จัดกิจกรรม        การเรียนรู้ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

         สอนโดยให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง

         สอนให้เหมาะสมกับเวลาและกิจกรรมที่ผู้เรียนสนใจ

         สอนโดยใช้เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม  เช่น  การวิเคราะห์งาน  (Task Analysis)  การกระตุ้นเตือน  (Prompting)  การตะล่อมกล่อมเกลา  (Shaping)  การสร้างแรงจูงใจและให้รางวัล  (Motivation and Reward)  การเลียนแบบ  (Imitation)  การลงโทษ  (Punishment)  การนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น  (Generalization)

    สื่อการเรียนรู้

         บุคคลออทิสติก  สามารถที่จะเรียนร่วมกับคนทั่วไปได้  หากได้รับการปรับ     พฤติกรรมเบื้องต้น    ดังนั้น จึงควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมฟื้นฟูและพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสม

         สื่อการเรียนรู้ที่เป็นเครื่องมือต่าง ที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างชัดเจน  เช่น  สถานที่จริง  เหตุการณ์จริง  หรือจำลองสถานการณ์

         สื่อวัสดุอุปกรณ์  สื่อรูปภาพ  สิ่งพิมพ์  สื่ออิเลคทรอนิกส์  (คอมพิวเตอร์)          สื่อประสม  สื่อบุคคลและสื่อสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับสภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน

    การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (IEP)

         เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ปกครองกับสถานศึกษา  ในการจัดการศึกษาให้กับบุตรของตน

         เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการเรียนการสอนของบุคคลออทิสติกว่าได้จัดการศึกษาให้ตามความเป็นจริงและสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของ     ผู้เรียน

         เป็นแผนที่กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อบริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาสำหรับผู้เรียนเป็นรายบุคคล  

         จัดทำโดยคณะองค์บุคคล  ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เรียน

    การวัดและการประเมินผล

         เพื่อดูความก้าวหน้าในการเรียนรู้

         วัดตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้

         สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาและสอดคล้องกับแผนการ

จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แนวทางและวิธีการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความพิการซ้อน

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะของบุคคลที่มีความพิการซ้อน 

    บุคคลพิการซ้อน หมายถึง คนที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากกว่าหนึ่งประเภท 
ในบุคคลเดียวกัน
  เช่น  คนปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน  เป็นต้น

ความสามารถ/ข้อจำกัด
    ความสามารถ

    บุคคลบางคนแม้จะมีความพิการซ้อนในด้านการรับรู้  แต่อาจมีความสามารถทางสติปัญญา

    บุคคลพิการซ้อนสามารถเรียนรู้ได้ทุกคนตามสภาพของแต่ละบุคคล

    ข้อจำกัด

    บุคคลมีความบกพร่องหลายด้านทำให้มีปัญหามากขึ้น บางคนมีปัญหาทางการรับรู้ บางคน 
มีปัญหาทางอารมณ์และสังคม
  บางคนมีปัญหาทางด้านสติปัญญา หรืออาจมีปัญหารวมกันหลาย ด้าน 

แนวการจัดการเรียนรู้สำหรับบุคคลที่มีความพิการซ้อน

    การจัดการเรียนรู้ต้องจัดให้สอดคล้องกับความบกพร่องของแต่ละคน โดยต้องพิจารณา 
ทั้งความพิการที่มีความรุนแรงมาก
และความพิการที่มีความรุนแรงน้อยกว่า โดยเป็นการจัดการเรียนรู้ตาม 
ประเภทความพิการที่รุนแรงมากและจัดบริการเสริมตามสภาพความพิการที่รุนแรงน้อยกว่า
 

วิธีการจัดการเรียนรู้

    ครูต้องมีจุดหมายที่สำคัญ คือ การให้ผู้เรียนช่วยตนเองได้

    ครูต้องเป็นผู้อยู่เคียงข้างผู้เรียน  ให้การเอาใจใส่และดูแลอย่างใกล้ชิด

    สอนทักษะที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตหรือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ

    สอนทักษะในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ/ธรรมดา  ไม่ใช่การเล่นละครหรือการล้อเลียน

    แยกงานที่สอนออกเป็นขั้นตอน

    จัดสิ่งอำนวยความสะดวก/เตรียมเครื่องช่วย/อุปกรณ์ที่จำเป็นให้

    พูดกับผู้เรียนด้วยน้ำเสียงและภาษาที่ธรรมดา 
 
 

    พยายามใช้สื่อ/อุปกรณ์ที่เป็นของจริง

    การสอนต้องใช้ประสาทสัมผัสหลาย ด้านจะดีที่สุด

    ๑๐พยายามหาโอกาสที่จะให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่าง ซ้ำ

    ๑๑ในขณะที่สอนถ้าเห็นว่าวิธีที่สอนอยู่ไม่ได้ผล ให้เปลี่ยนกระบวนยุทธ์ในการสอนทันที และระลึกว่าผู้เรียนจะต้องได้รับผลประโยชน์จากการสอนมากที่สุด

    สิ่งสำคัญที่เป็นสาระของการฝึกทักษะในการช่วยตนเองหรือการทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับ 
อายุ
หมายถึง อายุปฏิทิน มิใช่อายุสมอง ครูควรทราบว่าอะไรคือทักษะที่เหมาะกับอายุของผู้เรียนในวัย     นั้น เช่น บุคคลพิการซ้อนอายุ ๑๖ ปี ไม่มีความจำเป็นที่จะมานั่งต่อจิกซอ ชิ้น ภาพสุนัข แต่ควรฝึกการรับประทานอาหาร  การพับผ้า  การเปิด ปิดโทรทัศน์  การเข้าสังคม  เป็นต้น 

    คำแนะนำสำหรับครูที่มีบุคคลพิการซ้อนเรียนรวม

    จำกัดจำนวนบุคคลพิการซ้อนที่จะเรียนรวมในห้องเรียน  ไม่ควรมีมากเกินไป

    บุคคลพิการซ้อนที่มีความแข็งแรง มีพัฒนาการกล้ามเนื้อใหญ่ที่ดี สนับสนุนให้เล่นกีฬา 
ดีกว่าสนับสนุนในด้านศิลปะ

    จัดความช่วยเหลือพิเศษให้ทันทีเมื่อเริ่มเข้าไปเรียนรวม

    จัดให้ผู้เรียนในห้องเรียนเป็นเพื่อนช่วยให้เรื่องการเรียนและเป็นเพื่อนเล่น

    ควรพูดถึงบุคคลพิการซ้อนในทางบวกกับครูคนอื่น หรือนักเรียนในห้อง

    ควรจัดตารางเรียนเพื่อให้บุคคลพิการซ้อนได้เรียนอย่างเต็มที่

สื่อ/สิ่งอำนวยความสะดวก/บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา

         ในการจัดสื่อ / สิ่งอำนวยความสะดวก / บริการอื่น   ควรพิจารณาตามลักษณะเฉพาะความพิการและพิจารณาตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่โรงเรียนและผู้ปกครองจัดทำร่วมกัน เช่น

    การฝึกประสาทสัมผัสการรับรู้หลาย ด้านรวมกัน  (Sensory  Integration)

    กายภาพบำบัด

    การแก้ไขการพูด

    กิจกรรมบำบัด

    ดนตรีบำบัด

    ศิลปะบำบัด

    พฤติกรรมบำบัด/การบำบัดทางด้านจิตวิทยา

    อาชีวะบำบัด

    การสอนซ่อมเสริม 

บรรณานุกรม

กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับออทิสติกการจัดวางโครงสร้างการจัดการ       

                     ศึกษาพิเศษกลุ่มออทิสติกในทุกระดับความหนักเบาของกลุ่มอาการ, ๒๕๔๔.

                     (เอกสารอัดสำเนา)

__________.เทคนิคการสอนเรื่องพฤติกรรมสำหรับบุคคลออทิสติก, ๒๕๔๔  . (เอกสาร              

                     อัดสำเนา)

คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติสำนักงาน. ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองเรื่อง  การจัดการ

             ศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว

             กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา  ลาดพร้าว, ๒๕๔๑.

__________.แนวการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ      

                     เรียนรวม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 

                     กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๕.

บังอร  ต้นปานการฝึกฟังฝึกพูดภาควิชาการศึกษาพิเศษ  คณะวิชาครุศาสตร์  มหาวิทยาลัย         

                      รัตนโกสินทร์  สวนดุสิต๒๕๓๕

ผดุง  อารยะวิญญูการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษภาควิชาการศึกษาพิเศษ         

                      คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  วิทยาเขตประสานมิตร

                      ๒๕๓๙.

__________.การเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษกรุงเทพมหานคร :

                      บริษัทรำไทยเพรส  จำกัด๒๕๔๒.

__________.เด็กทีมีปัญหาทางพฤติกรรมกรุงเทพมหานครบริษัทรำไทยเพรส  จำกัด

                      ๒๕๔๒.

__________.เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร : บริษัทรำไทยเพรส จำกัด, ๒๕๔๔

มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์. ยิ้มสู้. (เอกสารอัดสำเนา),

                     ๒๕๔๒

ศึกษาธิการกระทรวงคู่มือการคัดแยกและส่งต่อคนพิการเพื่อการศึกษากรุงเทพมหานคร :

                     โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๔๓. 
 

ศรีนครินทร์วิโรฒ, มหาวิทยาลัยการฝึกฟัง. สารานุกรม ศึกษาศาสตร์  ฉบับเฉลิมพระเกียรติ

                      สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 

                      รอบ เล่มที่    ๒๕๓๕ : ๑๗๑ - ๑๗๓

ศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเด็กปัญญาอ่อนระดับเรียนได้สารานุกรม ศึกษาศาสตร์

                      ฉบับเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ ในมหามงคล

                      เฉลิมพระชนมพรรษา รอบเล่มที่    (๒๕๓๕) : ๑๙๐

ศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเด็กพิการซ้ำซ้อนสารานุกรม ศึกษาศาสตร์ ฉบับเฉลิม        

                      พระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ ในมหามงคลเฉลิม          

                      พระชนมพรรษา รอบเล่มที่    (๒๕๓๕) : ๑๙๓

ศรียา  นิยมธรรมการเรียนร่วมสำหรับเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร : บริษัทต้นอ้อแกรมมี่ 

                      จำกัด๒๕๔๑.

สามัญศึกษา, กรม. คู่มือการจัดการเรียนรวมในระดับมัธยมศึกษา.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์

                      การศาสนา, ๒๕๔๓.

__________.ชุดเอกสารศึกษาด้วยตนเอง เรื่อง  การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่อง

                      ทางร่างกายหรือสุขภาพกรุงเทพมหานครโรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๔.

สมาคมผู้ปกครองเด็กออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่เด็กออทิสติก วารสารออทิซึม ฉบับที่              

                      ปีที่  ๒๕๔๓ .

หทัยพร  คลังกำแหงเดช และ อิสเรศ  อัศวเมธาพันธ์.  PDD / ความผิดปกติทางพัฒนาการอย่าง

                     หลากหลาย, ๒๕๔๔. 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ภาคผนวก 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

คณะผู้จัดทำ 

คณะที่ปรึกษา

ผู้ทรงคุณวุฒิ

    รองศาสตราจารย์วิชัย  วงษ์ใหญ่

    รองศาสตราจารย์วิริยะ  นามศิริพงศ์พันธุ์

    นางพวงแก้ว  กิจธรรม

    นายชูศักดิ์  จันทยานนท์

คณะทำงานดำเนินการประมวลผลข้อมูล

    นางสาวนัยนา    สุรีย์ชัยนิรันดร์

    นางประชุม    หนูจ้อย

    นางภาวิณี    แสนทวีสุข

คณะบรรณาธิการกิจขั้นต้น

    นางเรณู    เดือนดาว

    นายจักรกฤษณ์     เมธชนัน

    นายประหยัด    ภูหนองโอง

    นายมณเฑียร   บุญตัน

    นางสาวมารีนา    วงศ์เงินยวง 

    นางสุจิตรา      ติกวัฒนานนท์

    นางดารณี    ธนะภูมิ

    นางระพีพร    ศุภมหิธร

    นางสาวนภาพร    ยอดเวียงชัย

    นางณัฐกานต์    ต่อเจริญ

    นางลำพึง    ศรีมีชัย

    นางมาลินี     วรรณวงศ์

    นางจรีรัตน์    ไกรเพ็ชร์

    นางสาวอุณาวรรณ     มั่นใจ

    นางอุรุดา    สุดมี

นางพิกุล     เลียวสิริพงศ์

นางสุมาลี    จิยะจันทน์

    นางภูวดี    เค้าฝาย

    นางสาวสุขพัชรา    ซิ้มเจริญ

    นางสาวพรรณา    นรินทร

    นางสาววัลยา    สุทธิพิบูลย์

    นางอุไรวรรณ   มะลิทอง

    นางสาวพรพรรณ   สิริปทุมรัตน์

    นางอาภา    ตันกบดี

    นางกมลพร    พัวชัยกุล

    นางสาวอุมาพร     รังสิยานนท์

    นางสาวสุขใจ    ไชยมาตย์

    นางมนัสวี     พยัคฆนันทน์

    นางวัชรินทร์      ฮ่ำรัตนาพร

    นางสาววรรณี    จินตะเกษกรณ์

    นางอัจฉราวรรณ     จันทรมหา

    นางหทัยพร     คลังกำแหงเดช

    นางศศมน     กี่มายนต์ 

    นางสาววีณา     อัครธรรม

    นางอรนุช      มั่งมีสุขศิริ

    นางเสาวภา     นาคทอง

    นางภาวิณี   แสนทวีสุข

    นางสาวนัยนา    สุรีย์ชัยนิรันดร์  เลขานุการ

    นางประชุม     หนูจ้อย    ผู้ช่วยเลขานุการ

บรรณาธิการกิจขั้นสุดท้าย

    นางสาวศรีสมร    พุ่มสะอาด   ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาหลักสูตร

                               กรมวิชาการ

    นางสาวนัยนา     สุรีย์ชัยนิรันดร์  ศูนย์พัฒนาหลักสูตร   กรมวิชาการ

    นางประชุม    หนูจ้อย    ศูนย์พัฒนาหลักสูตร