เมื่อการแพทย์กลายเป็นธุรกิจ
นายแพทย์ ดร. วิศาล  เยาวพงศ์ศิริ

….การครอบงำทางความคิดของแพทย์วิธีหนึ่ง คือ เสนอผลงานการวิจัยที่มีแต่ข้อมูลที่ลำเอียง (bias) เพื่อสนับสนุนการขายยา  ส่วนผลงานที่ไม่เอื้อประโยชน์การขายยา แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็มักจะถูกซ่อนกลบ  ยากที่จะมีโอกาสให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณะชน…..

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้ามาก  ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและให้ผลการรักษาโรคบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ   แต่บ่อยครั้งก็เกิดปัญหาค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มสูงมากจนเกินกว่ารัฐและสาธารณะชนจะรับได้   การใช้ยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แพง บ่อยครั้งก็มิได้มีประสิทธิผลอย่างที่คาดหวังหรือไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป   จึงมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการบริการและเสริมสร้างสุขภาพ โดยมีเป้าหมายคือ  “Good health at  low cost” หรือ “สุขภาพดี แต่ค่าใช้จ่ายต่ำ”   แม้รัฐอาจมีความประสงค์ที่จะบรรลุเป้าหมายนี้   แต่ก็มีอุปสรรคมากมาย  เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อและผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย

สังคมไทยเป็นสังคมที่มักง่ายและไม่ค่อยมีระเบียบ  จึงเกิดโรคมากมายที่มีสาเหตุจากการละเลยวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อมีสุขภาพที่ดี  (healthy life style) และต้องสูญเสียเงินทองมหาศาลเพื่อการรักษา  การรณรงค์ “เพื่อการไม่สูบบุหรี่” และ “เมาไม่ขับ” เป็นส่วนหนึ่งที่พยายามลดการเจ็บป่วยจากพฤติกรรมเสี่ยง (risky behavioีr) บางโรค เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AID) ต้องรักษาด้วยยาราคาแพง  และในกรณีรัฐหรือเงินภาษีเป็นผู้จ่ายค่ารักษา  จึงมีคำถามว่าเป็นเรื่องสมควรและยุติธรรมหรือไม่  ที่ผู้อื่นต้องร่วมเป็นผู้จ่ายค่ารักษาโรค  ทั้ง ๆที่เจ้าตัวเป็นคนก่อ

การบริการสุขภาพกลายเป็นธุรกิจ(commercialization)  ก็เป็นสาเหตุทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพแพง ในยุคก่อนนั้น   แพทย์มีคติว่า “Medicine is an art, not a trade” หรือ “การแพทย์เป็นศิลปะ   มิใช่เป็นธุรกิจ”  แต่สำหรับยุคปัจจุบัน  ทุกคนกลับยอมรับความเป็นธุรกิจในการบริการทางการแพทย์  ซึ่งก็มีข้อดีคือทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อให้ผู้มารับบริการประทับใจมากที่สุด        และนำไปสู่การพัฒนายาและเครื่องมือใหม่ ๆ  เพื่อการบริการและการรักษาที่ดีขึ้น แต่บ่อยครั้งการเน้นความเป็นธุรกิจมากเกินไปก็เกิดผลเสีย การทำธุรกิจก็ย่อมต้องมี่การส่งเสริมการขายและการตลาด ต้องมีการโฆษณาชวนเชื่อ  เช่นมีอาคารและห้องพักที่หรูเทียบโรงแรมห้าดาว  หรือมีเครื่องมือแพทย์หรือมีวิธีการการรักษาที่พิเศษกว่าที่ที่อื่น

การแพทย์มีความเจริญจนสามารถพิชิตโรคต่างๆ และทำให้คนมีอายุยืนมากขึ้น  แต่การแพทย์เริ่มพัฒนาขยายวงเพื่อพิชิตสิ่งที่เป็นขบวนการธรรมชาติและไม่สามารถนับว่าเป็นโรค  เช่นคนไม่สวยก็ผ่าตัดให้สวยได้   คนผิดหวังเกิดความเครียดก็มียาลดเครียด   คนแก่ก็รักษาไม่ให้ดูแก่  มียาปลูกผมสำหรับคนหัวล้าน  ยาช่วยขยายหลอดเลือดที่อวัยวะเพศสำหรับผู้ชายที่สมรรถภาพทางเพศเสื่อม จนเส้นแบ่งระหว่างพยาธิสภาพ (pathology) ของความเป็นโรคและการเสื่อมถอยของสังขารตามธรรมชาติ (senescence) ก็ดูคลุมเครือ  ยาที่ใช้พิชิตขบวนการธรรมชาติที่มนุษย์ไม่พึงประสงค์นั้นเรียกว่า “ยาเปลี่ยนวิธีชีวิต” หรือ life style drugs ยาเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์โดยตรงกับสุขภาพของประชาชน  แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำเงินทำทองมหาศาลให้อุตสาหกรรมยา

สาเหตุที่ค่ารักษาแพงอีกประการหนึ่ง คือ สถานพยาบาลมีการลงทุนทางเทคโนโลยีและเครื่องมือแพทย์ที่ไม่คุ้มค่า  เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เราใช้ส่วนใหญ่จะต้องซื้อจากต่างประเทศ และมักมีราคาแพง    การลงทุนทางเทคโนโลยีและเครื่องมือแพทย์อาจมีประโยชน์ แต่บ่อยครั้งก็เป็นการลงทุนเพียงหวังการสร้างภาพว่า สถานพยาบาลของตนมีสิ่งที่พิเศษกว่าซึ่งที่อื่นไม่มี    ประเทศไทยมีการสั่งซื้อเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์อย่างฟุ่มเฟือย  บางแห่งเมื่อลงทุนทางอุปกรณ์ที่มีราคาแพง   ก็ย่อมต้องพยายามให้ผู้ป่วยใช้บริการไม่ว่าจะมีความจำเป็นมากหรือน้อย และบางรายเกือบไม่มีความจำเป็นด้วยซ้ำไป เช่นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพยายามออกข่าวว่าตัวเองสามารถผ่าตัดหัวใจแบบพิเศษ  ซึ่งแน่นอนก็ต้องมีการลงทุนทางอุปกรณ์และบุคลากรสูง ถ้าเป็นธุรกิจเอกชนก็ย่อมไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัด และสามารถจ่ายค่ารักษาคงมีไม่มากนัก   แต่ก็พยายามลงทุนเพื่อใช้เป็นการสร้างภาพ และเมื่อมีการบริการเช่นนี้   ก็จะพยายามชักชวนให้ผู้ป่วยทำการผ่าตัดทั้งๆที่อาจมีความจำเป็นไม่มากนัก

นอกจากนี้  สถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนมีการลงทุนแข่งขันกัน  เกิดมีเครื่องมือแพทย์ที่ซ้ำซ้อน (redundancy) และมักกระจุกตัวเช่นแค่บางส่วนในกรุงเทพฯ  อีกทั้งมีการใช้อย่างไม่คุ้มค่า  เมื่อครั้งเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ   โรงพยาบาลเอกชนที่กู้เงินมาลงทุนมาก  ก็ต้องเผชิญกับปัญหาขาดทุนและไม่สามารถชำระหนี้  (และบางแห่งก็ตกเป็นของบริษัทต่างชาติไป) อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่มักมีราคาแพง ล้าสมัยและเสื่อมค่าเร็วมาก  และบ่อยครั้งที่เทคโนโลยีใหม่นั้นอาจมิได้มีประสิทธิผลอย่างที่คาดหวังหรือคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุน  สำหรับรัฐหรือโรงเรียนแพทย์  หากการซื้อเทคโนโลยีมาเพื่อการพัฒนาว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราสามารถผลิตเครื่องมือหรือเทคโนโลยีแบบนี้มาใช้เองหรือออกจำหน่ายก็อาจฟังมีเหตุผล  แต่ก็ไม่ค่อยอยากจะหวัง  เพราะประสพการที่ผ่านมา  สังคมไทยมักเป็นแบบชอบซื้อแต่ไม่ชอบคิดทำ หรือที่กล่าวว่า  “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา”

สาเหตุที่ทำให้ค่ารักษาแพงอีกประการหนึ่งคือ การโฆษณาชวนเชื่อให้ใช้ยาแพง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มีมากมายและเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  มีการกะเกณฑ์ว่า ครึ่งหนึ่งของความรู้จะล้าสมัยภายในเวลาทุกๆ ห้าปีหรืออาจสั้นกว่านั้น  จึงเป็นภาระหนักและยากสำหรับแพทย์ที่จะติดตามให้ทัน  บริษัทยาใช้เงินมหาศาลเพื่อมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของแพทย์  การครอบงำทางความคิดของแพทย์ วิธีหนึ่งคือ เสนอผลงานการวิจัยที่มีแต่ข้อมูลที่ลำเอียง (bias) เพื่อสนับสนุนการขายยา   ส่วนผลงานที่ไม่เอื้อประโยชน์การขายยา แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็มักจะถูกซ่อนกลบ  ยากที่จะมีโอกาสให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณะชน

ปัจจุบัน มีอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ครอบงำทางความคิดของแพทย์ (ซึ่งรวมทั้งแพทย์ที่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ)ได้ดี      คือสร้างกระแสว่าการแพทย์ที่ดีคือ การรักษาที่มีข้อมูลเปรียบเทียบทั้งมีการวิเคราะห์ทางสถิติ เช่น Randomized control trial หรือ meta-analysis และจะต้องมีการลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ  ไม่ควรใช้ข้อมูลที่ได้มาโดยประสบการณ์  นั่นยอมหมายความว่าต่อไปนี้  ผู้สูงอายุที่ปวดเข่าแพทย์ไม่ควรแนะนำการใช้ลูกประคบซึ่งมักจะไม่มีการวิจัย (เพราะไม่มีใครสนับสนุนให้ทุนวิจัย)  แต่ควรแนะนำให้ใช้กินยาแก้ปวดที่มีการวิจัยเปรียบเทียบ และถ้าจะดีก็ต้องเป็นยาประเภท COX-2 inhibitor ซึ่งมีราคาสูงมาก (และทำให้เลือดออกในกระเพาะได้เช่นกัน)  อีกทั้งแพทย์จะได้ข้อมูลการใช้ยาอย่างดี เพราะมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งสื่อทางการแพทย์และสื่อสำหรับประชาชน  และด้วยผลประโยชน์ร่วมของผู้วิจัยและบริษัทยา บ่อยครั้งที่บทความวิจัยมักจะให้คำสรุปว่าการรักษาด้วยยาได้ผลดี  ทั้ง ๆที่ข้อมูลในงานวิจัยอาจจะบ่งบอกว่ามิใช่เช่นนั้น หรืออาจมีผลข้างเคียงด้วยซ้ำไป 

เวลาดูว่างานวิจัยจะเชื่อถือได้หรือไม่  ผู้อ่านจะต้องสามารถอ่านแบบวิเคราะห์ (critical reading) ต้องระวังการอ้างข้อมูลทางชีวะการแพทย์ (biomedicine) ที่บิดเบือนและสถิติที่ซ่อนเงื่อน อีกทั้งต้องเข้าใจขบวนการวิจัยและวิธีการวิเคราะห์ทางระบาดวิทยาด้วย สำหรับแพทย์ทั่วไปจะไม่ใช้เป็นสิ่งง่ายและมักจะขาดความสามารถในระดับนี้ อีกทั้งมีข้อมูลมากมายที่ต้องรับรู้ จึงทำให้แพทย์มักจะเชื่อคำสรุปในบทความวิจัยและบริษัทยาอย่างง่ายดาย   

ความจริงปรากฏการณ์เช่นนี้อาจไม่รุนแรง  หากอาจารย์แพทย์ในมหาวิทยาลัยและองค์กรของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน  อีกทั้งมีโอกาสและสิ่งเอื้ออำนวยในการศึกษาวิจัย   ได้ทำหน้าที่ที่สังคมมอบหมาย  คือช่วยทำการประเมินและการวิเคราะห์ข้อมูล (critical appraisal) ด้วยความบริสุทธิใจว่ายา หรือการรักษาที่แพงนี้ี้ว่าจะมีประโยชน์และคุ้มค่าต่อชีวิตประชาชนเพียงใด  และเผยแพร่ให้แพทย์ทั่วไปและประชาชนได้รับรู้    แต่ก็มีแพทย์และอาจารย์แพทย์ส่วนน้อยที่ทำเช่นนั้น ยิ่งซ้ำร้ายคือ แพทย์และอาจารย์แพทย์บางท่านได้รับผลประโยชน์จากบริษัทยา   จนมีการวิจารณ์ถึงความถูกต้องเหมาะสมที่ “แพทย์รับสินบน” สังคมก็มิอาจจะหวังใช้คำชี้แนะของท่านเหล่านี้เป็นที่พึ่งได้ และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่แพทย์บางกลุ่มนิยมใช้ยาแพง และบ่อยครั้งเป็นยาที่มีฤทธิ์ข้างเคียงสูงและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ด้วยซ้ำไป

การโฆษณาชวนเชื่อมิได้จำกัดเฉพาะในภาคธุรกิจเอกชน  แม้แต่องค์กรและโรงพยาบาลของรัฐก็ทำบ่อยจนดูขาดความสง่างาม  และมักใช้ข้ออ้างว่าทำ “เพื่อการบริการประชาชน” หรือ “เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ” แต่ความเป็นจริงแล้วผู้ได้ประโยชน์มักจะเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ วิธีการการโฆษณาชวนเชื่อก็ได้พัฒนาไปมาก จนแพทย์สภาซึ่งมีหน้าที่ดูแลกำกับการโฆษณาชวนเชื่อในวงการแพทย์ ก็เหนือความสามารถที่จะจัดการอะไรได้   

การโฆษณาชวนเชื่อโดยบริษัทยาและผู้ให้บริการ (แพทย์และสถานพยาบาล) ทำให้ผู้ใช้บริการมีความเชื่อว่า ยาหรือการรักษาที่แพงเท่านั้น จึงจะมีประสิทธิผลทางการรักษาที่ดีกว่า   และจะเห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นในรายที่ผู้รับบริการมิได้เป็นผู้จ่าย จะเป็นกรณีเบิกได้กับรัฐ  หรือองค์กรที่สาม (third party) เช่นประกันสังคมหรือบริษัทประกันเป็นผู้จ่าย   

หากเราไม่สามารถเปลี่ยนคติของประชาชนที่ว่า “การรักษาที่แพงถึงเป็นการรักษาที่ดี”  นโยบาย “สุขภาพดี  แต่ค่าใช้จ่ายต่ำ” ก็อาจเป็นเพียงความฝันที่ไกลเกินเอื้อม

บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันพุธที่ 17 เมษายน 2544

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1