วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับเศรษฐกิจพอเพียง
ปาฐกถาพิเศษโดย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทุกวันนี้ทุกชีวิตจะมีเรื่องของเศรษฐกิจเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ
เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการดำรงชีวิต
ทั้งนี้เรื่องของเศรษฐกิจนั้นมีอยู่หลายระดับ
และหลายระบบซึ่งตัวเศรษฐกิจหลายระดับในประเทศเดียวกันที่มาประจันหน้ากันนั่นเอง
ที่ทำให้เกิดความสับสนในขณะนี้
ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น
ถ้าเป็นสมัยก่อนทุกอย่างเราทำเองหมด
และต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง
คนไทยสามารถผลิตสิ่งต่างๆ
ได้จากเทคโนโลยีที่เป็นพื้นฐาน
ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษมากมาย
มีการวิจารณ์กันว่า
ระบบเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เสียความหลากหลาย
เพราะก่อนหน้านี้ทำอะไรได้ด้วยตัวเองหมด
การเพาะปลูกก็ปลูกอะไรแบบตามใจฉัน
แต่เดี๋ยวนี้จะปลูกเป็นระบบ
ปลูกที่ละมากๆ
เพื่อนำไปขาย
ระบบการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
การพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีนั้นมี
2 ระบบ
คือการพัฒนาอย่างก้าวหน้า
และพัฒนาอย่างเหมาะสม
ในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมคือ
การพิจารณาความสมควรอย่างเช่น
ในสมัยก่อนที่เศรษฐกิจยังรุ่งเรืองอยากได้อะไรก็ซื้อมาทุกอย่าง
ทุกอย่างเลยกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งหมด
เมื่อมาถึงยุคที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้
สิ่งของที่เคยคิดว่าไม่จำเป็นต้องประหยัด
ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว
เพราะความเคยชิน ทำให้ทุกอย่างจำเป็นไปหมด
เมื่อเรายังมั่งคั่งนั้นมักจะคิดว่าสินค้าทุกอย่างที่มีความจำเป็นถูกไปหมด
แต่เมื่อหลายๆ
อย่างมารวมกันก็ราคาสูง
อย่างในสมัยก่อนนั้นราคาค่าหน่วยกิตถูก
แต่ในสมัยนี้คนยากจนหลายคนแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียน
นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเริ่มติดต่อกับต่างประเทศนั้น
เศรษฐกิจเจริญเร็วมาก
อย่างเครื่องจักรกลบางอย่างก็ถือเป็นความจำเป็นที่ต้องซื้อ
แต่หลายอย่างเราก็ยังซื้ออย่างไม่จำเป็น
ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดจากรสนิยมที่เราสร้างขึ้นมาเอง
เมื่อมองตัวเลขของสิ่งของที่เริ่มมีความจำเป็นต้องใช้ในขณะนี้ปรากฏว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งที่สมัยก่อนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นเลย
แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มตกต่ำจะสั่งห้ามใช้ของไม่จำเป็นเหล่านั้นก็ห้ามไม่ได้เสียแล้ว
สมัยก่อนหากสั่งห้ามของเหล่านี้เสียก็หมดเรื่อง
แต่ตอนนี้ห้ามไม่ได้เพราะถูกคิดว่าเป็นของที่จำเป็น
ตอนนี้เรายังไม่ค่อยมีความพอเพียงของบางอย่างที่เราไปซื้อเขามามีคุณภาพต่ำกว่าที่เราผลิตได้เองอีก
เช่นเรื่องของอาหาร
สมัยก่อนเราจับปลา
เอาปลามากินเราได้รับคุณค่าทางอาหารจากปลาสูง
แต่สมัยนี้เมื่อจับปลามาแล้ว
เอาปลาไปขายแล้วไปซื้อของที่ไม่มีประโยชน์มากิน
ซึ่งเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดๆ
หรือบางทีในเรื่องการใช้งบประมาณหลายครั้งที่ไม่ควรจะเสียก็เสีย
เรามักจะคิดกันว่าถ้ามีเงินงบประมาณมาไม่จำเป็นต้องประหยัด
เพราะเงินนั้นคือ
เงินงบประมาณ
แต่จริงๆแล้วเงินก็คือเงิน
จะเป็นเงินใครหากถูกใช้อย่างไร้ประโยชน์ก็น่าเสียดายทั้งนั้น
ยิ่งเป็นเงินงบประมาณก็ยิ่งน่าเสียดายเพราะเป็นเงินของเรา
ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเมื่อ
3-4 ปีก่อน เรารู้สึกลำบาก
ส่งออกไม่ได้
รัฐไม่มีเงินทุนปล่อยสินเชื่อ
คนไม่มีงานทำ
ที่ทำอยู่ก็ถูกให้ออกตอนนั้นก็นึกถึงเรื่องความพอเพียง
แต่ความพอเพียงบางครั้งก็ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง
เราจึงต้องใช้วิจารณญาณในการสร้างสิ่งที่ดีและคุ้มค่ามากขึ้น
วันก่อนไปตลาดโต้รุ่ง
เห็นหลายคนที่เคยอยู่ในธนาคารในหนังสือพิมพ์หลายคนไปขายของ
พูดถึงเรื่องนี้ที่เรายังมีปัญหาเรื่องการขายของไม่ได้
เพราะของราคาถูกอย่างของโหลเรายังสู้หลายประเทศไม่ได้
เพราะค่าแรงบ้านเราสูง
ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีเราก็สู้เขาไม่ได้
เมื่อพูดถึงเรื่องความละเอียดอ่อนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ยังสู้เขาไม่ได้อีก
เพราะความประณีตถี่ถ้วนและเงินทุนเรายังมีไม่พอ
วันที่ไปตลาดโต้รุ่งเผอิญแม่ค้าที่ตลาดจำได้
เลยเอาอาหารมาให้กินกันใหญ่
เลยถามไปว่า
คนขายกันเยอะอย่างนี้จะขายได้หรือ
เขาตอบกลับมาว่า
เมื่อก่อนก็ขายดีค่ะ
แต่เดี๋ยวนี้พวกเงินทุนพวกธนาคารมาขายแข่งกับพวกหนู
เลยลำบากหน่อย
ในการพัฒนาความพอเพียงทางเทคโนโลยี
ประการแรก
เราจะต้องมีความรู้เรื่องเหล่านี้ให้ดี
เพื่อให้รู้เท่าทันผู้อื่นและให้ปฏิบัติได้
เพราะบางทีเดี๋ยวนี้เราก็พูดกัน
และต่อต้านของสมัยใหม่สมมุติว่าถ้าเราจะต่อต้าน
แล้วไม่มีความรู้ก็ต่อต้านไม่ถูก
ก็แพ้เขาอยู่ดี
อันนี้ก็ต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น
ประการที่
2
ต้องรู้ว่าจะทำการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ เช่น
ควรลงทุนเท่าไหร่ถึงจะคุ้ม
การค้นคว้าวิจัยเรื่องที่จะมาเป็นประโยชน์ได้
เพราะบางครั้งมีผู้คิดค้นอุปกรณ์การเกษตรโทรคมนาคมอุปกรณ์การแพทย์มากมาย
หรือบางครั้งคิดเรื่องวิชาการระบบต่างๆ
เสร็จพอวิจัยออกมาแล้ว
เอามาใช้ไม่ได้หรือไม่มีภาครัฐและเอกชนสนับสนุนพัฒนาความคิดให้เป็นประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ
การวิจัยนั้นก็เป็นการสูญเปล่า
ก็ต้องคำนึงถึงว่าจะวิจัยอะไรให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่สักแต่วิจัย
บางทีวิจัยอะไรก็ไม่ทราบ
แล้วก็ทำไม่ได้หรือว่าบางทีอัตราการลงทุนในการวิจัยพื้นฐานกับวิจัยวิจัยประยุกต์
ควรจะเป็นเท่าไร
บางคนก็บอกว่าวิจัยอะไรไปก็ไม่ได้ใช้
เพราะว่าเป็นเบสิกซายน์ที่ตอบความอยากรู้
อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ส่วนบุคคลมากกว่า
ซึ่งอันนี้ก็ไม่จริงเสมอไป
เพราะหากว่า
ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานพวกนี้แล้ว
มาประยุกต์อะไรก็ไม่ได้ก็ต้องอาศัยส่วนพื้นฐานจากคนอื่น
แต่ก่อนอันนี้จะคุ้มแต่ตอนนี้ไม่ค่อยแน่ใจแล้ว
เพราะทุกคนเขาเริ่มปิดความรู้พื้นฐานของตนเอง
ประการที่
3 คือ
การพัฒนาบุคลากรทางวิทยาศาสตร์
คือการคัดเลือกบุคคลไปศึกษาต่อนอกประเทศ
ก็เป็นเรื่องจำเป็นมีข้อต้องระวังถ้ามีเงินน้อยก็ต้องเลือกบุคคลที่มีความสามารถเพียงพอจะได้ไม่สูญเปล่าหรือคนที่มีความตั้งใจจริง
ประการที่
4
ข้อสำคัญมีเรื่องของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในชนบท คือหลักสูตรและสื่อการศึกษา
เท่าที่สังเกตและมีอยู่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้เกื้อกูลให้คนในประเทศมีโอกาสศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่าเทียมกัน
ก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า
คนไม่สนใจศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แต่เขามีสิทธิหรือเปล่าหรือว่าเขามีโอกาสเท่าเทียมหรือเปล่าก็เป็นที่น่ายินดีว่านักวิทยาศาสตร์ของ
สวทช.และมหาวิทยาลัยหลายๆ
แห่งได้ไปทำโครงการที่พัฒนาการวางหลักสูตรให้เยาวชนในชนบทได้มีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์
ใช้สื่อที่มีราคาย่อมเยา
ให้โอกาสให้พวกเขาได้ใช้ความคิด
สังเกตการศึกษาวิชาต่างๆ
โดยใช้หลักของสหวิทยาการ
และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในการที่จะแก้ไขภาวะความเป็นอยู่พื้นฐานของเยาวชนเหล่านี้ได้พร้อมๆ
กัน
บางทีความที่ไปเยี่ยมโรงเรียนมาก
โดยเฉพาะในชนบทเห็นเลยว่าเขาขยายชั้นมัธยมศึกษา
ม.ปลาย
แต่ว่าแผนกวิทย์เรียนไม่ได้
แผนกศิลป์ก็ต้องใช้ภาษาต่างประเทศก็เรียนไม่ได้อีก
เป็นแผนกอะไรปนๆ กลางๆ
เพราะว่า
เพื่อที่จะให้ได้สถิติว่ามีคนเรียนต่อ
ม.ปลายมาก
แต่ว่าที่จริงเอาเงินไปเรียน
ก็ไม่ได้
เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้
ความรู้พวกนั้นคือ
เรียนวิทย์ไม่ได้เลย
ในเมื่อเรียนไม่ได้
ก็บอกว่า หน่วยกิตทางวิทย์ไม่พอ
ไปเข้าอะไรที่ว่าจะมีประโยชน์ก็เข้าไม่ได้
ก็ไปเข้าอะไรที่โหลๆ
ออกมาเลยกลายเป็นคนผู้มีปริญญาที่ว่างงานไปอีกแยะ
ก็คงจะต้องมาคิดกันใหม่
อีกเรื่องหนึ่งคือว่า
เศรษฐกิจพอเพียงในยุคปัจจุบันโลกาภิวัตน์อาจจะต้องไปทำกับคนต่างประเทศบ้าง
ไม่ใช่ว่าเฉพาะพอเพียงแล้วปิดตายอยู่ในประเทศเหมือนเมื่อก่อน
อีกอย่างหนึ่งคือ
แนวเศรษฐกิจพอเพียงก็อาจจะมีส่วนสำคัญที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมไว้
ซึ่งต้องพึงระวังให้ใช้แต่พอประมาณ
ไม่ใช่ว่าทำลายไปเลยแบบรวยแล้วเลิก
หรือว่าไม่เอาใจใส่ในด้านนี้
แล้วเทคโนโลยีที่มีอยู่ก็จะสามารถที่จะทำให้เราปกปักษ์รักษาธรรมชาติ
สิ่งที่เรามีอยู่และวัฒนธรรมของเราไว้ได้ให้ใช้เป็นประโยชน์ต่อไป
จากการประชุมครั้งนี้ทำให้มั่นใจว่า
แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงจะสามารถสร้างความมั่นคงให้แก่บุคคล
ครอบครัว
ชุมชนและประเทศชาติ
โดยอาศัยวิชาการของผู้ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช่วยกันระดมความคิด
วางแผนพัฒนาให้สมดุล
ให้เหมาะสมและมีประสิทธิผลสูง
หมายเหตุ -
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
ทรงปาฐกถาพิเศษในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)
กระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
เรื่อง "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับเศรษฐกิจพอเพียง"
ณ
ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543
จาก มติชน 25 เมษายน 2543
Go back to the Main Page