'ไซโล'
หมื่นล้านดึงราคาข้าวในประเทศได้จริงหรือ?
ศูนย์วิจัย
ธนาคารกสิกรไทย
| หมายเหตุ - นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคชาติไทย ประกาศว่า ในวันอังคารที่ 11 กรกฎาคมนี้ จะผลักดันโครงการไซโลเก็บข้าวเปลือกระดับชาติ มูลค่า 10,692 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ได้ แม้จะมีผู้กล่าวหาว่าเป็นโครงการอภิมหาโปรเจ็กต์ และมีนักธุรกิจและนักการเมืองได้ผลประโยชน์ก็ตาม เพื่อทำความเข้าใจกับโครงการนี้อย่างละเอียด "มติชน" เรียบเรียงรายงานของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ที่ทำการศึกษาความเป็นมาวิเคราะห์ และมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจมานำเสนอดังต่อไปนี้ |
ความเป็นมาของโครงการสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือก
| โครงการสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกริเริ่มขึ้นในคณะอนุกรรมการวางระบบและปรับโครงสร้างการค้าข้าวเชื่อมโยงภายในและต่างประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2542 โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการวางระบบฯ ได้มอบหมายให้องค์การคลังสินค้าดำเนินการเป็นการนำร่องโครงการไปก่อน ซึ่งทางองค์การคลังสินค้าจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในการสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือก และคลังสินค้าเก็บข้าวสารทั่วทุกภาคของประเทศ โดยระบุจังหวัดที่จะเสนอให้สร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกรวม 15 จังหวัด คิดเป็นความจุรวม 403,000 ตัน ในวงเงินก่อสร้าง 2,304.46 ล้านบาท และเสนอให้สร้างคลังเก็บข้าวสารใน 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา ความจุรวม 250,000 ตัน ในวงเงิน 782.089 ล้านบาท
ซึ่งผลการศึกษาการสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกของทางองค์การคลังสินค้านั้น
อิงการพิจารณาจากจังหวัด
ที่เป็นแหล่งที่มีการผลิตข้าว และพิจารณาผลผลิตข้าวของพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงด้วย
นอกจากนี้ ยังพิจารณาถึงสต๊อกข้าวปลายปีภายในประเทศเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งจะอยู่ในระดับที่จะไม่เกิน 3.5 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี หรือเท่ากับว่าประเทศไทยจะมีสต๊อกข้าวเปลือกคงเหลือประมาณร้อยละ 13 ของผลผลิตข้าวทั้งประเทศ หลังจากนั้นจึงมากำหนดจุดที่จะตั้งไซโล ซึ่งคาดว่าความจุของไซโลนั้นเป็นเพียงร้อยละ 20 ของความต้องการไซโลของจังหวัดนั้น เนื่องจากการจัดเก็บข้าวในไซโลนั้นต้องเป็นการเก็บในลักษณะหมุนเวียนตามระยะเวลาที่ต้องการ หลักเกณฑ์ในการประเมินว่าสถานที่ใดควรจะมีการจัดตั้งไซโลข้าวเปลือกของกระทรวงเกษตรฯอิงพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องข้าวล้นตลาดกว่า 1 แสนตันขึ้นไป โดยกำหนดว่าจังหวัดที่มีข้าวล้นตลาด 1 แสนตัน ต้องมีการสร้างไซโล 1 แห่ง ถ้าข้าวล้นตลาด 2 แสนตัน ก็จะสร้าง 2 แห่ง ต้องมีการคมนาคมที่สะดวก และต้องมีที่ดินขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร หรือสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือที่สาธารณะ รวมไปถึงที่ดินที่ภาคเอกชนบริจาคให้สร้างไซโลไม่ต่ำกว่า 20-40 ไร่ |
นานาปัญหาของการสร้างไซโลข้าวเปลือก
| บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
มีความเห็นว่าแนวคิดการก่อสร้าง
ไซโลอบพืชในแหล่งปลูกข้าวหลักนั้น
เป็นแนวคิดที่ดีในการเพิ่มสิ่งอำนวย
ความสะดวกพื้นฐานให้ชาวนา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดความชื้นข้าว และเก็บรักษาข้าวบรรเทาภาวะผลผลิตล้นตลาดในช่วงต้นฤดูการผลิต
อย่างไรก็ตาม
การก่อสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกนั้น
เป็นโครงการที่ต้องใช้เงิน
ลงทุน
และเงินหมุนเวียนในการดำเนินการอยู่ในเกณฑ์สูง
ซึ่งคงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความคุ้มค่าในการลงทุน |
สำหรับประเด็นที่จะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการตัดสินใจสร้างไซโลข้าวเปลือก มีดังนี้
| 1. แหล่งงบประมาณในการก่อสร้างไซโล แม้ว่า กนข.จะมีมติอนุมัติในหลักการจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯแล้ว แต่ทาง กนข.ไม่ได้อนุมัติวงเงินในการก่อสร้างด้วย เท่ากับว่าในปัจจุบันโครงการก่อสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกมีปัญหาในเรื่องงบประมาณ ซึ่งทางเลือกของกระทรวงเกษตรฯคือ รูปแบบแรกการใช้งบประมาณปกติ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีการตั้งงบประมาณไว้ รูปแบบที่สองใช้งบประมาณพิเศษ เช่นโครงการเงินกู้ต่างประเทศ เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้มีการกันเงินไว้ การจะดันโครงการเข้าไปเพิ่มเติมทำได้ลำบากเนื่องจากเป็นโครงการใหญ่ และรูปแบบที่สามกระทรวงเกษตรฯจะไปกู้เงินโดยให้ทางกระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ในปัจจุบันทางกระทรวงการคลังมีปัญหาภาระหนี้มหาศาล
2. ต้องมีการทบทวนในเรื่องต้นทุนการก่อสร้าง ต้นทุนในการจัดสร้างไซโลตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯนั้นควรจะมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับผลการศึกษาการจัดสร้างไซโลขององค์การคลังสินค้า เนื่องจากงบฯการจัดสร้างของกระทรวงเกษตรฯนั้นสูงกว่างบฯเดิมถึง 7,292 ล้านบาท โดยทางองค์การคลังสินค้าตั้งงบฯก่อสร้างไซโลไว้เพียง 3,400 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้คงต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกว่าพื้นที่ใดควรจะมีการสร้างไซโล และไซโลที่จะสร้างควรจะมีขนาดความจุเท่าใดเพื่อความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากการสร้างไซโลไม่ควรกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งมากเกินไป นอกจากนี้ผู้ส่งออกไทยยังไม่กล้าทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้าเนื่องจากไม่แน่ใจถึงผลกระทบจากนโยบายการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาลต่อราคาข้าวในประเทศ คาดว่าผลของราคาข้าวที่ยังตกต่ำอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในประเทศ และจะเป็นแรงกระตุ้นให้ชาวนาในเขตภาคกลางที่เป็นแหล่งปลูกข้าวหลักออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับราคาข้าวอีกครั้งหนึ่ง |
สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไปคือ การวางแผนในระยะยาวในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ดังนี้
| 1. เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ รัฐบาลต้องส่งเสริมให้เกษตรกรมีข้าวพันธุ์ดีเพื่อเพาะปลูกอย่างทั่วถึง ช่วยให้มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิต จัดหาน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของการเกษตรกร ให้ความรู้ในเรื่องการใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชในอัตราส่วนที่เหมาะสม
2. ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวพันธุ์ดี พันธุ์ข้าวของไทยที่ปลูกอยู่ในปัจจุบันเกือบร้อยละ 60 เป็นข้าวคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าข้าวนาปรังที่ปลูกทั้งหมดนั้นเป็นข้าวคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำทั้งหมด และเมื่อถึงฤดูกาลที่ข้าวนาปรังออกสู่ตลาดก็จะมีปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ซึ่งในปีนี้ราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องที่การส่งออกลดลงด้วย ทางออกของรัฐบาลก็คือ ทำอย่างไรที่จะลดปริมาณผลผลิตข้าวคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำซึ่งมีปัญหาในการส่งออก และหันไปเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวคุณภาพดีโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เนื่องจากเมื่อพิจารณาแล้วไทยไม่มีทางที่จะแข่งขันในการส่งออกข้าวคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำได้ในตลาดโลก 3. ส่งเสริมการผลิตภัณฑ์ข้าว ปัญหาของการส่งออกข้าวคือ ไทยไม่สามารถแข่งขันในการส่งออกข้าวคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำได้ ซึ่งทางเลือกของรัฐบาลนั้นสามารถเร่งส่งเสริมการผลิตภัณฑ์ข้าว เช่น แป้งข้าว เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปังกรอบ แผ่นแป้ง เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ข้าวเหล่านี้ต้องใช้ข้าวคุณคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำเป็นวัตถุดิบในการผลิต เนื่องจากในปัจจุบันการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยมีแนวโน้มแจ่มใส เท่ากับเป็นการลดปัญหาในการแข่งขันที่จะต้องส่งออกแล้วยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอีกด้วย 4. ส่งเสริมการปลูกข้าวปลอดสารพิษ ข้าวปลอดสารพิษนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งการส่งออกยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติและการบริโภคสินค้าที่การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงเอกชนเท่านั้นที่เข้าไปส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวปลอดสารพิษ ดังนั้นรัฐบาลควรเข้าไปมีบทบาทเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อให้การปลูกข้าวปลอดสารพิษขยายตัวเพิ่มขึ้น 5. ส่งเสริมการปลูกข้าวเมล็ดสั้น เพื่อส่งตลาดญี่ปุ่นตามพันธกรณีที่ผูกพันกับองค์การการค้าโลก ทำให้ญี่ปุ่นต้องเปิดตลาดข้าวตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกข้าวของไทย แต่ติดปัญหาอยู่ที่ผู้บริโภคในญี่ปุ่นนิยมบริโภคข้าวเมล็ดสั้น ในขณะที่ข้าวของไทยที่ปลูกได้เป็นข้าวเมล็ดยาว |
Go back to the Main
Page