คำสารภาพบาปของโจรสลัดชีวภาพ: กรณีพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย

(ข่าววิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 9 พ.ย.44)

เมื่อโจรสลัดชีวภาพที่ฉกฉวยเอาพันธุ์ข้าวหอมมะลิดอกขาว 105 ไปวิจัยถูกจับได้ไล่ทัน คำมั่นสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่จะแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของพวกเขา (ทั้งอีรี่และนักวิจัยอเมริกัน) ยังควรค่าแก่การไว้ใจหรือ หากสืบสาวเบื้องหน้าเบื้องหลังแล้วพบว่า ชาติอุตสาหกรรมอย่างอเมริกา คือ ผู้ให้ทุนสนับสนุนสถาบันวิจัยเกษตรนานาชาติอย่างเช่นอีรี่ ก็เพื่อใช้เป็นช่องทางยักย้ายถ่ายเทพันธุกรรมอย่างชอบธรรมและแยบยล และนับสิบปีที่ผ่านมาพันธุ์พืชของไทยถูกเก็บออกนอกประเทศถึง 13,849 สายพันธุ์ โดยอเมริกาคือประเทศที่ได้รับประโยชน์จากพันธุ์พืชของไทยมากที่สุด

นักวิจัยอเมริกันให้คำสัญญาว่าจะไม่จดสิทธิบัตรพันธุ์พืชจากผลงานวิจัยที่ใช้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นเชื้อพันธุ์ และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (อีรี่) ก็สัญญาว่าจะหาทางพิจารณาแก้ไขเงื่อนไขข้อตกลงการส่งมอบพันธุ์ข้าว (MTA) เสียใหม่ให้มีความเป็นธรรมแก่ประเทศเจ้าของเชื้อพันธุ์ คำมั่นสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องสังคมไทยควรไว้วางใจต่อโจรสลัดชีวภาพในคราบเพื่อนที่แสนดีอย่างอีรี่และอเมริกาหรือไม่? 

สังคมไทยควรได้รับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ว่าเบื้องหลังแท้จริงในการจัดตั้งสถาบันวิจัยเกษตรระหว่างประเทศทั่วโลกอย่างอีรี่นั้น ก็คือการสร้างช่องทางที่ชอบธรรมในการยักย้ายถ่ายเทพันธุกรรมจากทุกซอกทุกมุมโลกไปยังประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่เบื้องหลังการก่อตั้งและให้การสนับสนุนสถาบันวิจัยเหล่านั้น โดยมีธนาคารโลกและองค์กรการเงินระหว่างประเทศรวมถึงองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ในประเทศอุตสาหกรรมเป็นผู้ร่วมควบคุมและกำหนดทิศทางให้การวิจัยตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นสำคัญ และหลังจากนั้นยังสร้าง "ระบบทรัพย์สินทางปัญญา" คุ้มครองการวิจัยที่ต่อยอดขึ้นไปจากฐานพันธุกรรมดั้งเดิมอีกด้วย 

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

แม้ภารกิจของคณะเจ้าหน้าที่หาข้อเท็จจริงที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ส่งไปยังอีรี่จะแถลงถึงความสำเร็จที่สามารถไขปริศนาเส้นทางเชื้อพันธุกรรมหอมมะลิไทยสู่อเมริกาได้ในเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ภารกิจสำคัญยิ่งกว่าหาได้บรรลุผลไม่ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตามหาคำตอบสุดท้ายให้ได้ ก่อนที่ปัญหานี้จะย่ำซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนดังกรณีที่บริษัทไรซ์เทค แห่งสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "จัสมาติ" เพื่อสร้างความสับสนต่อผู้บริโภคข้าวหอมมะลิหรือ "จัสมิน" จากประเทศไทย เมื่อปี 2541 ซึ่งบัดนี้เรายังไม่มีปัญญาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

คำถามที่ต้องแสวงหาคำตอบและทางออกอย่างหนักหน่วงที่รออยู่เบื้องหน้า เริ่มตั้งแต่คำถามพื้นๆ ที่ว่า ด้วยเหตุใดองค์กรระหว่างประเทศระดับอีรี่และสหรัฐอเมริกา จึง"หลงลืม"ไม่ลงนามในบันทึก MTA อันเป็นข้อตกลงที่กำกับว่า "ผู้รับเชื้อพันธุกรรมจะไม่นำไปจดสิทธิบัตรพันธุ์ และเงื่อนไขดังกล่าวมีผลบังคับครอบคลุมถึงบุคคล หรือสถาบันใดๆ ที่ได้รับเชื้อพันธุกรรมสืบทอดไปจากผู้รับเชื้อพันธุกรรมท่านแรก" เมื่อมีการส่งมอบเมล็ดพันธุ์ นี่เป็นความเลินเล่อหรือจงใจหลงลืมเพื่อหวังผลในการจดสิทธิบัตรเมื่อผลงานวิจัยสำเร็จกันแน่ ? เหตุใดสองสถาบันคือสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศกับกระทรวงเกษตรของสหรัฐจึงไม่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริจาคพันธุ์ข้าวคือประเทศไทย 

ในจดหมายของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่มีถึงสถานทูตไทยที่กรุงมะนิลายอมรับว่าไม่ได้มีการลงนามในเอกสารส่งมอบ แต่ไม่เฉลยเหตุผลว่าเพราะเหตุใด ข้อกล่าวอ้างของอีรี่ที่ตอบคณะเจ้าหน้าที่หาข้อเท็จจริงที่สรุปได้ว่า กรณีข้าวขาวดอกมะลิ ที่ ดร.เจ นีล รัทเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยอารคันซอร์ ได้ไปโดยส่งจากอีรี่เมื่อ 20 ธันวาคม 1995 "ในช่วงนั้น อีรี่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ MTA เพราะเป็นเรื่องใหม่ หลังจากลงนามกับ FAO เมื่อ 26 ตุลาคม 1996 จึงไม่มีการทำ MTA" เป็นข้อแก้ตัวที่รับฟังได้หรือไม่ แล้วถ้าหากว่า สังคมไทย ขบวนการชาวนาไทย ไม่มีความเคลื่อนไหวติดตามเรื่องนี้ ทั้งอีรี่และนักวิจัยอเมริกันที่กระทรวงเกษตรฯ สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน จะหันกลับมาให้คำมั่นสัญญาดังความข้างต้นหรือไม่? หากไม่มีการขัดขวางทักท้วงในวันนี้สุดท้ายนักวิจัยและสถาบันที่ให้การสนับสนุน จะจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชจากผลงานวิจัยที่เอาข้าวขาวดอกมะลิไปต่อยอดอย่างลอยนวล ใช่หรือไม่? 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีการจดสิทธบัตรหรือไม่จดสิทธิบัตรในพันธุ์พืชจากผลงานวิจัยที่ใช้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นเชื้อพันธุ์หรือไม่ก็ตาม ทั้งกระทรวงเกษตรสหรัฐฯและอีรี่ย่อมรู้อยู่แล้วว่า การที่อเมริกาเข้ายึดครองเชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ย่อมหมายถึงยอดส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ต่อปีจะต้องถูกแย่งไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งชาวนาไทยยังต้องประสบกับการแข่งขันอย่างดุเดือดในการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังยุโรปและที่อื่นๆ ดังนั้น การส่งเชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ จึงมิได้เป็นการกำจัดความยากจนหากกลายเป็นการสร้างความยากจนให้เพิ่มมากขึ้น คำมั่นสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่อีรี่และนักวิจัยอเมริกันมีให้ต่อไทย จึงดูเหมือนว่าจะไม่ก่อประโยชน์อันใดต่อผู้คนในแผ่นดินไทยชาวนาไทยเลย 

นอกจากนั้น เวลานี้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ ที่ควรเป็นทัพหน้าในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งกลับยังไม่รู้รายละเอียดและความคืบหน้าใดๆ ในโครงการดังกล่าวนี้ บันทึกสรุปผลหารือกับอีรี่ในประเด็นที่ 3.2 เรื่อง "การเจรจาทราบความก้าวหน้าของโครงการวิจัยของสหรัฐฯ โดยอาจผ่านทางอีรี่" ที่คณะเจ้าหน้าที่หาข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตร รายงาน ระบุเอาไว้ว่า "IRRI ไม่สามารถหาคำตอบได้เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดไว้ในการขอใช้เชื้อพันธุ์"

ยังมีคำถามและภารกิจที่สำคัญยิ่งท้าทายอยู่เบื้องหน้า นั่นคือ ทำอย่างไรถึงจะหยุดยั้งโครงการวิจัยข้าวหอมมะลิเพื่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินมากว่า 5 ปีแล้วนี้ได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องให้สหรัฐอเมริกากลับมาเจรจาทำความตกลงกับไทยไม่ใช่กับอีรี่ เพราะถ้าจะว่าไปแล้วการดำเนินการที่ผ่านมาของโครงการนี้ถือว่าเป็นการ "ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ" อย่างชัดแจ้ง การกระทำดังกล่าวยังเปรียบเสมือนการคุกคามต่อชาวนาไทยและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกข้าวหอมมะลิ ที่สำคัญ หากเราไม่สามารถหยุดยั้งโครงการนี้ได้ เมื่อผลงานการวิจัยนี้สำเร็จลงเราจะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ในฐานะเจ้าของเชื้อพันธุ์ข้าวหรือไม่ และแค่ไหน ฯลฯ ด้วย "ศักดิ์ศรีของประเทศไทย" จะมีความสามารถในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาเพียงใด

ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของบีบีซี เมื่อไม่นานมานี้ เดเรน หนึ่งในคณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยและการศึกษาเอฟเวอร์เกลด มหาวิทยาลัยแห่งฟลอริดา ระบุว่า งานวิจัยของเขายังจะต้องใช้เวลาอีกราวสองปีถึงจะผลิตพันธุ์ออกมาได้ หลังจากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาอีกนับสิบปีถึงจะผลิตในเชิงพานิชย์หรือขายได้ 

การเคลื่อนไหวต่อสู้กรณีสหรัฐฯ ฉกฉวยพันธุกรรมข้าวหอมมะลิไปวิจัยอย่างไม่ถูกต้องที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในเวลานี้เป็นการต่อสู้เพื่อบรรพบุรุษและเพื่ออนาคต และสังคมไทยมิได้ตื่นตระหนกอย่างขลาดเขลาเบาปัญญา แต่เมื่อคำถามยังไม่มีคำตอบ การต่อสู้ย่อมยังไม่เสร็จสิ้น และทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกัน 

ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาด่วน

แม้หลายฝ่ายมีความเห็นว่าเรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าหน่วยงานใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการให้สำเร็จโดยลำพังได้ แต่ก็ยังไม่มีใครยื่นมือเข้ามาเป็น "เจ้าภาพ" ติดตามเรื่องนี้อย่างเป็นกระบวนการ กระทั่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้โดยดำเนินการทั้งด้านกฎหมายและการเมืองโดยมุ่งเป้าไปที่อีรี่และกระทรวงเกษตรฯสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น ยังจะให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นแกนนำในการจัดเวทีสาธารณะเพื่อระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะทำให้แนวทางการตอบโต้มีพลังมากขึ้น

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการองค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย (ไบโอไทย) แกนนำเคลื่อนไหวคนสำคัญ กล่าวว่า องค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายชาวนาพร้อมที่เข้าร่วมให้ความเห็นและกำหนดท่าทีร่วมกับฝ่ายรัฐในเวทีสาธารณะที่จะจัดขึ้น และประเด็นปัญหาต่างๆ ควรมีความชัดเจนและมีข้อเสนอที่เป็นทางออก เขาเสนอว่า คณะทำงานควรจะยึดข้อเสนอของคณะอนุกรรมการของคณะกรรมาธิการต่างประเทศ ที่มีมาตรการจัดการปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ และควรจะมีสัดส่วนของฝ่ายราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้านเข้าร่วมในเวิร์กกิ้งกรุ๊ปเพื่อให้การทำข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหามีความชัดเจนขึ้น 

วิฑูรย์ กล่าวว่า คณะทำงานควรจะจัดตั้งขึ้นโดยเร็ว และควรทำหน้าที่ดำเนินการเจรจากับกระทรวงเกษตรฯ ของสหรัฐอเมริกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันและเสร็จสิ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปลายเดือนพ.ย.นี้ 

"ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ประเด็นการฉกฉวยพันธุกรรมข้าวหอมมะลิของไทยกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ หลายองค์กรถูกหยิบยกเป็นกรณีศึกษา ท่าทีของอีรี่ที่ติดต่อมายังไบโอไทยแสดงให้เห็นว่ามีความกังกลและขอโทษที่ไม่ได้ให้คำตอบในเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งที่อีรี่กังวลนั้นยังมีประเด็นเรื่องการปรับปรุง MTA ไปจนถึงการแสดงออกของฝ่ายรัฐและประชาชนชาวไทยที่เรียกร้องให้ทบทวนความสัมพันธ์กับอีรี่ เวลานี้อีรี่ได้กลายเป็นเป้าในการวิพากษ์วิจารณ์และถูกตั้งคำถามอย่างมาก" วิฑูรย์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ในถ้อยแถลงของอีรี่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าอีรี่จะลำเลิกบุญคุณกับไทยไม่ใช่น้อย ดังเช่นข้อที่ว่าไทยปลูกข้าวได้แพร่หลายและกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกเป็นเพราะความช่วยเหลือจากอีรี่ ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างที่เกินจริงเพราะไม่เช่นนั้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งอีรี่ตั้งสถาบันอยู่นั้นคงมีข้าวพอกินไม่ต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ 

อีรี่ นักบุญหรือซาตาน

ประเทศไทยได้รับประโยชน์อะไรจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ นั่นเป็นประเด็นที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พยายามออกมาอธิบายแทนอีรี่เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น สิ่งที่กรมวิชาการอธิบาย มีอยู่ว่า "ศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติและการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเชื้อพันธุ์ข้าวเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติที่เลื่องลือไปทั่วโลกคงไม่ต้องนำมาอธิบาย ในอดีต พันธุ์ข้าวไทยมีฐานพันธุกรรมที่ให้ผลผลิตต่ำ คือ มีต้นสูง ไม่ต้านทานโรคและแมลง มีลักษณะไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ที่ปลูกได้เฉพาะข้าวนาปี โครงการแลกเปลี่ยนเชื้อพันธุ์ข้าวของ IRRI ช่วยให้ประเทศไทยได้รับเชื้อพันธุ์ข้าวต่างๆ ที่มีฐานพันธุกรรมหลากหลาย มาใช้ในโครงการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวของไทยให้มีผลผลิตสูงและต้านทานต่อโรคแมลงที่สำคัญ

จากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ประเทศไทยจึงประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวของไทย ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมาจนถึงปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวของไทยที่ให้ผลผลิตสูงอยู่ถึง 33 พันธุ์ ที่มีการพัฒนาพันธุ์โดยใช้เชื้อพันธุ์ข้าวจากโครงการแลกเปลี่ยนเชื้อพันธุ์ข้าวของ IRRI ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น สามารถครองอันดับหนึ่งของโลกในการส่งออกสินค้าข้าวได้จนถึงปัจจุบัน 

ตามรายงานสถิติการเกษตรของประเทศไทย ปีเพาะปลูก 2517/18 ผลผลิตข้าวของไทยมีเพียง 13.410 ล้านตัน และผลจากการพัฒนาวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่องในปี 2541/2542 ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวได้ถึง 22.99 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นผลิตจากข้าวนาปี 18.66 ล้านตัน และข้าวนาปรัง 4.33 ล้านตัน ตัวอย่างของพันธุ์ข้าวไทยพันธุ์เด่นๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากเกษตรกรไทยตลอดจนผู้ประกอบการค้าข้าว ได้แก่ พันธุ์กข 1 (เหลืองทอง+IR8) กข 7 (C4-63/เก้ารวง88+Sigadis) กข 23 (กข7/IR32+ขาวดอกมะลิ105/IR26) ชัยนาท 1 (IR3146-158-1/IR5314-43-2-3-2+BKN6995-16-1-1-2) ปทุมธานี 1 (กข15/IR50+PTT85061-86-3-2-1) เป็นต้น"

การสำนึกในบุญคุณของอีรี่ของทางการไทยมักจะถูกโต้แย้งจากองค์กรพัฒนาเอกชนมาตลอด เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า การเข้ามาของอีรี่ทำให้ความหลากหลายในสายพันธุ์ข้าวของไทยที่มีอยู่นับหมื่นนับแสนสายพันธุ์หายสาบสูญไปรวมถึงข้าวปิ่นแก้วที่เคยชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวดพันธุ์ข้าวโลกด้วย พันธุ์ข้าวที่อีรี่ปรับปรุงขึ้นนั้น แม้จะให้ผลผลิตสูงแต่เป็นพันธุ์ข้าวที่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมี และต้องฉีดยาฆ่าแมลง เพราะมีความอ่อนแอไม่สามารถต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้ สุดท้ายชาวนาไทยก็ต้องพึ่งพิงปุ๋ยเคมี สารเคมี ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เขายังเคยวิจารณ์ว่า การที่นักวิชาการไทยถูกครอบงำโดยนักปรับปรุงพันธุ์อเมริกาอย่างมากเช่นนี้ ทำให้การพัฒนาข้าวหอมไทยล่าช้าไปหลายปีเพราะไปติดกับการใส่ปุ๋ย ฉีดยา และให้ผลผลิตสูง 

นอกจากนี้ ยังทำให้โครงสร้างการเกษตรของไทยเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ชาวนาเคยเป็นคนควบคุมทั้งการคัดเลือกพันธุ์ข้าว ทั้งเทคนิคและการตลาดกลับกลายมาถูกควบคุมโดยปัจจัยจากนอก เช่น พันธุ์ข้าวก็ต้องพึ่งพาสถาบันต่างๆ อย่าง IRRI หรือกรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน ขณะที่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงที่ใช้ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงเครื่องจักร น้ำมันต่างๆ ด้วย ข้าวเหล่านั้นต้องพึ่งตลาดส่งออกเพราะคนไทยไม่นิยมกินข้าวลูกผสมที่มีรสชาติไม่อร่อยถูกปาก อีกอย่างการปลูกข้าวพันธุ์ใส่ปุ๋ยฉีดยาเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ ต้องลงทุนสูง แต่กลับขายข้าวได้ราคาต่ำเพราะผลผลิตล้นตลาดทำให้ชาวนาไทยส่วนใหญ่ขาดทุนและมีปัญหาหนี้สินไม่จบสิ้น

สถาบันวิจัยนานาชาติ ช่องทางยักย้ายพันธุกรรมที่แยบยล

ในรายงานการวิจัยและผลการศึกษาของผู้อำนวยการไบโอไทย ต่อประเด็นโจรสลัดชีวภาพและการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพหลายชิ้น เขาระบุชัดว่า อีรี่และสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศอื่นๆ อีก 15 ศูนย์ ขณะนี้อยู่ภายใต้การบริหารขององค์กรภายใต้ธนาคารโลกนั้นเกือบทั้งหมด และสถาบันเหล่านั้นตั้งขึ้นโดยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุคสงครามเย็น ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการจัดตั้งสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศนั้น นอกเหนือจากเป็นการสกัดสกั้นลัทธิสังคมนิยมในขณะนั้นแล้ว ยังเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนในสหรัฐและประเทศอุตสาหกรรมด้วย ดังที่ Nelson Rockefellow ซึ่งต่อมาเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวได้ว่า 

"ปัญหาของนโยบายเศรษฐกิจโลกและการขยายการลงทุนคือความด้อยพัฒนา การตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างถูกต้องอยู่ที่การขยายพรมแดนผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐออกไป โดยวัตถุประสงค์ลำดับแรกสุดคือการผลักดันให้มีการเพิ่มผลิตอาหารขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาให้ได้ 25 % ซึ่งจะทำให้พวกเขาถูกยกระดับขึ้นเหนือเส้นต่ำสุดความต้องการเพื่อสุขภาพ การผลักดันนี้ต้องตามมาด้วยการพัฒนาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และท้ายที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของการส่งออกผลิตภัณฑ์และสินค้าจากอเมริกาและยุโรปไปสู่เขตด้อยพัฒนาเหล่านั้น นี่คือหนทางประการเดียวของการเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่ห่างไกลเหล่านั้น" 

กลไกสำคัญใช้สหรัฐอเมริกาใช้ในการขยายพรมแดนผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐอเมริกาออกไปโดยการผลักดันให้มีการเพิ่มผลผลิตอาหารนั้นก็คือ การจัดตั้งสถาบันวิจัยเกษตรระหว่างชาติ (International Agricultural Research Institute : IARCs) โดยมีเป้าหมายปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูง ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืชและระบบการชลประทานที่ดี สถาบันวิจัยเกษตรระหว่างชาตินี้ยังทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรพันธุกรรมเพื่อนำไปใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ในประเทศอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างเป็นระบบและดูชอบธรรมยิ่งขึ้น 

สถาบันวิจัยเกษตรระหว่างชาติแห่งแรกคือ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ อีรี่ (International Rice Research Institute : IRRI) ที่ตั้งอยู่ที่ลอสบันยอส ประเทศฟิลิปปินส์ อีรี่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2503 แต่เริ่มงานวิจัยจริงๆ ในปี 2505 โดยได้รับทุนสนับสนุนในการก่อตั้งครั้งแรกจากมูลนิธิฟอร์ดและร็อคกี้เฟลเลอร์ของอเมริกา ส่วนในปีต่อๆ มาอีรี่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี แคนาดา อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น รวมทั้งธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย 

อีรี่ เป็นองค์กรที่อยู่ใต้เงาของพญาอินทรีอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินและบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านบุคลากรนั้นจะเห็นได้ว่า ทั้งผู้อำนวยการหรือนักปรับปรุงพันธุ์คนแรกของที่นี่ คือ ดร. เฮนรี่ มอนโร ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนอเมริกันทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้การควบคุมนโยบายต่างๆ สามารถทำได้โดยเร็ว ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายข้าวนานาชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนของสหรัฐฯ คุ้มค่ามาก เพราะตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ชาวนาสหรัฐฯ นำพันธุกรรมข้าวจาก IRRI ไปใช้คิดเป็นมูลค่าถึง 1,024 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินสนับสนุนจำนวน 63 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมสิทธิบัตรในข้าวบัสมาติของไรซ์เทค ภายใต้ความสำเร็จในการผสมพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงของอีรี่ ทำให้มีการขยายบทบาทของศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการเกษตรนานาชาติออกไปครอบคลุมพื้นที่อื่นๆ และภูมิภาคอื่นๆ เพิ่มขึ้น 

จากนั้น เมื่อประมาณปี 2514 ภายใต้การผลักดันของธนาคารโลก โดยโรเบิร์ต แมคนามารา ประธานธนาคารโลกขณะนั้น ได้ทำให้เกิดการประสานงานกันระหว่างศูนย์วิจัยเกษตรนานาชาติต่างๆ ขึ้น โดยให้อยู่ภายใต้คณะกรรมการที่ชื่อว่า CGIAR : Consultative Group on International Agriculture Research ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนเงินทุนและเป็นที่ปรึกษาในการกำหนดทิศทางการวิจัยของสถาบันวิจัยนานาชาติที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การทำงานที่ได้ผลอย่างดีเยี่ยมของสถาบันวิจัยเกษตรนานาชาติ ทำให้พันธุ์พืชพื้นเมืองสูญหายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการนำพันธุ์พืชใหม่เข้ามาปลูกทดแทน ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่การปรับปรุงพันธุ์พืชจะพบกับวิกฤตเพราะไม่อาจหาพันธุกรรมมาเป็นฐานในการปรับปรุงพันธุ์ได้ต่อไป ดังนั้น เมื่อปี 2517 ได้มีการก่อตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า International Board of Plant Genetic Resources : IBPGR เพื่อดำเนินการวบรวมพันธุ์พื้นเมืองจากประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกภายในการสนับสนุนของ CGIAR โดยกิจกรรมดังกล่าว CGIAR ได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมทรัพยากรพันธุกรรมไว้อย่างสิ้นเชิง

ถึงเวลานี้ พันธุ์พืชพื้นเมืองอย่างน้อย 6 ล้านตัวอย่าง ได้ถูกเก็บไว้ในธนาคารพันธุกรรม 1,300 ธนาคารทั่วโลก ซึ่งอยู่ในความครอบครองของประเทศอุตสาหกรรมถึง 60% และอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา 28% ที่เหลือประมาณ 12% อยู่ในการดูแลของ IARCs ทั้งธนาคารพันธุกรรมและศูนย์วิจัยเกษตรนานาชาติถูกบริหารโดย CGIAR ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารของกรรมการที่มาจากประเทศอุตสาหกรรมทั้งสิ้น คณะกรรมการของ CGIAR ซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบายการวิจัยของสถาบันวิจัยการเกษตรนานาชาติทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบันนี้ มีคณะกรรมการที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างน้อย 60 คน มาจากองค์การระหว่างประเทศ 16 คน และมีเพียง 12 คนที่มาจากประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่โครงสร้างการบริหารของIBPGR ซึ่งเป็นองค์กรย่อยลงมาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

ข้อเท็จจริงนี้ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศอุตสาหกรรมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมและกำหนดทิศทางการวิจัยของการเกษตรอย่างแยบยล การดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมของหน่วยระหว่างชาติดังกล่าวจึงมักมีแนวโน้มตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว กรณีที่อีรี่เอื้อเฟื้อเชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิดอกขาว 105 แก่นักวิจัยชาวอเมริกันทั้งสองโดยไม่ได้ลงนามใน MTA จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

แพต รอย มูนี่ แห่งราฟี่ วิเคราะห์ว่า พันธุกรรมที่เก็บไว้ในธนาคารพันธุกรรมทั่วโลกนั้น ร้อยละ 91 มาจากประเทศด้อยพัฒนา ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมกลับกลายเป็นผู้ใช้พันธุกรรมดังกล่าวถึงร้อยละ 84 การศึกษาของมูนี่ สอดคล้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับภูมิภาคต่างๆ ที่เป็นแหล่งพันธุกรรมดั้งเดิมของ แจ๊ค คลอปเปนเบอร์ก และ ดี แอล ไคลน์แมน ที่พบว่า ประเทศอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโซนอเมริกาเหรือ ออสเตรเลีย เมดิเตอร์เรเนียลและยุโรป นั้นพึ่งพาพันธุกรรมจากประเทศที่อยู่ในโซนอื่นๆ แทบทั้งหมด กล่าวคือ มีพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ใช้ในการเกษตรปัจจุบันมาจากพันธุกรรมดั้งเดิมของตนเพียงร้อยละ 0-9.2 เท่านั้น 

แลกเปลี่ยนพันธุกรรม เพื่อไทยหรือเพื่อใคร ?

กระบวนการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ภายใต้การดำเนินการของ IBPGR เช่นกัน โดย IBPGR มีสำนักงานอยู่ที่ทำการของ FAO กรุงเทพมหานครก่อนที่จะปิดตัวเองลงเมื่อปี 2529 และไปก่อตั้งสำนักงานภาคพื้นเอเชียใต้ที่อินเดียแทน ในอดีตการดำเนินงานของ IBPGR ดำเนินงานโดยการประสานงานกับ "คณะอนุกรรมการประสานงานแหล่งพันธุกรรมทางพืช" ของประเทศไทย คณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ภายใต้สังกัดของคณะกรรมการสาขาเกษตรและชีววิทยาของสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ โดยการสนับสนุนของ IBPGR คณะกรรมการชุดนี้ได้ทำงานร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการรวบรวมเชื้อพันธุ์พืชต่างๆ ทั่วประเทศ พันธุ์พืชจำนวนมากที่รวบรวมได้สูญหายไปก่อนที่จะจัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์แห่งชาติขึ้นเมื่อปี 2527 

การดำเนินงานของ IBPGR ในประเทศไทย ได้ถูกตั้งคำถามอย่างมากโดยองค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชนนับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ข้อมูลการดำเนินงานของ IBPGR ที่สำคัญคือ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พันธุ์พืชของไทยถูกเก็บออกนอกประเทศถึง 13,849 สายพันธุ์ แต่ไทยได้รับเมล็ดพันธุ์เข้ามาเพียง 914 สายพันธุ์เท่านั้น โดยประเทศที่ได้รับประโยชน์จากประเทศไทยมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา โดยได้รับพันธุกรรมประมาณ 3,600 สายพันธุ์ หรือร้อยละ 27.49 พันธุ์พืชจำนวนมากที่สูญหายไปหลังจากที่รวบรวมไว้ที่ IBPGR แล้ว สะท้อนให้เห็นว่า การสนับสนุนของ IBPGR ที่ผ่านมา มุ่งประโยชน์ให้กับประเทศไทยน้อยกว่าสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมได้รับจากประเทศไทย ข้อวิจารณ์นี้สอดคล้องกับกระแสที่องค์กรสิ่งแวดล้อมรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาเมล็ดพันธุ์ในระดับสากลและสอดคล้องกับข้อเสนอของประเทศโลกที่สามที่เสนอต่อ FAO เมื่อปี 2524 ที่ต้องการให้ประเทศโลกที่สามมีบทบาทและได้รับประโยชน์มากขึ้นจากเชื้อพันธุ์พืช 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่นักวิจัยอเมริกันฉกฉวยเอาพันธุกรรมข้าวหอมมะลิดอกขาว 105 ที่ไทยฝากไว้กับอีรี่ที่กำลังเกิดขึ้นกับไทยในเวลานี้ สะท้อนให้เห็นว่า เงื่อนไข MTA ที่อีรี่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังเป็นเงื่อนไขที่ไม่รัดกุมและไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของเชื้อพันธุกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแบ่งปันผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของตัวเงิน องค์ความรู้ ความช่วยเหลือทางเทคนิก ฯลฯ ขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร โดยนายสมศักดิ์ สิงหลกะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามในคำสั่งที่ 2948/2544 แต่งตั้งคณะกรรมการร่างข้อตกลงการเปลี่ยนวัสดุทางชีวภาพ (MTA) เพื่อร่างข้อตกลง MTA ใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้ "คณะกรรมการชุดนี้จะรื้อ MTA ที่ไทยไปทำเอาไว้กับสถาบันต่างๆ ใหม่หมด" แหล่งข่าวกล่าว

การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ที่เป็นธรรม 

ในช่วงทศวรรษที่ 1980s มีความเคลื่อนไหวของประเทศกำลังพัฒนาและองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบทบาทของสถาบันวิจัยระหว่างประเทศว่าได้ทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริงหรือไม่เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองและการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ข้อเรียกร้องสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาทำให้เกิดสิ่งสำคัญสองประการเกิดขึ้นใน IARCs คือ
  1. เกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทขององค์กร ที่เรียกว่าInternational Board on Plant Genetic Resources ( IBPGR) ซึ่งเคยทำหน้าที่เสมือนเป็นองค์กรระหว่างประเทศในการรวบรวมพันธุ์พืชพื้นบ้าน ให้แยกออกจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติอย่างเด็ดขาดมิให้แอบอ้างว่าอยู่ภายใต้ร่มขององค์การดังกล่าวอีกต่อไป จนในปัจจุบัน IBPGR ได้เปลี่ยนชื่อเป็น IPGRI อันเป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศแทน
  2. ข้อเรียกร้องประการที่สอง ก็คือ การสร้างหลักการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทรัพยากรชีวภาพของธนาคารพันธุ์พืชที่อยู่ภายใต้โครงสร้าง IARCs กล่าวคือ เมื่อปี 1994 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ทำข้อตกลงร่วมกับ CGIAR เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายทรัพยากรพันธุกรรม (MTA : Material Transfer Agreement) 

ทั้งนี้โดยหลักการสำคัญคือ ทรัพยากรพันธุกรรมที่เก็บไว้ในศูนย์วิจัยการเกษตรระหว่างประเทศนั้นถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมเพื่อประโยชน์ของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศโลกที่สาม ทั้งนี้โดยครอบคลุมพันธุ์พืชแทบทุกชนิดตั้งแต่พันธุ์พืชของเกษตรกร พันธุ์พืชพื้นบ้าน พันธุ์พืชป่า พันธุ์พืชใหม่ สายพันธุ์ก้าวหน้า และสายพันธุ์ที่เป็นฐานสำหรับการผสมพันธุ์ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ข้ออ่อนสำคัญของข้อตกลงนี้ก็คือพันธุกรรมซึ่งได้ถูกนำออกไปจากศูนย์ก่อนปี 1994 อยู่นอกเหนือข้อตกลงการเคลื่อนย้ายทรัพยากรพันธุกรรมฉบับนี้ นั่นหมายความว่าพันธุ์พืชเป็นจำนวนมากจากสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศซึ่งถูกนำไปเก็บโดยธนาคารพันธุ์พืชในประเทศอุตสาหกรรม และพันธุ์พืชซึ่งถูกนำออกไปโดยบริษัทต่างๆ ก่อนปี 1994 ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน ตัวอย่างการนำข้อตกลงดังกล่าวไปใช้ เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายพันธุกรรมของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ มีข้อความสำคัญดังต่อไปนี้ 

  1. ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวที่เก็บรักษาในยีนแบงก์ของ IRRI ถือว่าเป็นการรวบรวมไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันของสังคมโลก 
  2. IRRI ได้ยึดมั่นในหลักการว่าด้วยการไม่หวงกัน ที่จะเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมข้าว ซึ่งเก็บรักษาเอาไว้ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 
  3. IRRI จะไม่ขอความคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมข้าว (intellectual property) ซึ่งได้เก็บรักษาเอาไว้ในรูปของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ทั้งสิ้น 
  4. IRRI คัดค้านการนำกฎหมายสิทธิบัตรมาใช้กับทรัพยากรพันธุกรรม ทั้งที่เป็นตัวต้นพืช ตัวทรัพยากรพันธุกรรม ซึ่งได้รวบรวมเอาไว้ 
  5. ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวที่เก็บรักษาโดย IRRI ต้องยินดีที่จะเผยแพร่ออกไปภายใต้ความเข้าใจว่า ผู้ที่ได้รับทรัพยากรพันธุกรรมข้าวนั้น จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการหวงกัน การจำหน่ายจ่ายแจกทรัพยากรนั้นต่อไปยังบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นปัญหาการฉกฉวยพันธุกรรมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ไทยฝากไว้ให้อีรี่เก็บรักษาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จึงท้าทายเจตจำนงที่อีรี่ประกาศไว้ข้างต้นอย่างยิ่ง และอีรี่ในฐานะผู้คุมกฎ จะต้องไม่ละเมิดต่อกฎที่บัญญัติขึ้นเสียเอง

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1