ถล่มศูนย์การค้าโลก : เพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

ประทุมพร วัชรเสถียร

ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เครื่องบินแอร์อเมริกา 2 ลำ ที่บินเข้าชนยอดอาคารศูนย์การค้าโลก(World Trade Center) 2 ยอดซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเวลาห่างจากกันเพียง 18 นาที เมื่อเช้าวันอังคารที่ 11 กันยายนศกนี้(ตามเวลาท้องถิ่น) ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมของชาวอเมริกันผู้บริสุทธิ์ ซึ่งต้องเสียชีวิตในการก่อวินาศกรรมครั้งนี้(ในจำนวนผู้ตายที่อาจมากนับหมื่นคน) เพื่อสังเวยนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่กำหนดด้วยบุคคลเพียงไม่กี่คน

ขณะที่เขียนบทความนี้ วินาทีวิกฤตครั้งนั้น(รวมทั้งการก่อวินาศกรรมในลักษณะคล้ายคลึงกันในเวลาใกล้เคียงกัน ต่ออาคารที่ทำการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา) เพิ่งผ่านไปยังไม่ครบ 72 ชั่วโมงดี ยังคงมีคำถามมากมายที่ต้องการให้ความลึกลับมืดมนของเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ เปิดเผยกระจ่างออกมา เป็นทั้งคำถามของประมุขและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเอง และจากประมุขของทุกประเทศทั่วโลก และจากชาวอเมริกาทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตรหรือเพื่อนฝูง ของผู้ที่สูญเสียชีวิตกลางอากาศ บนตึกสูงหรือบนพื้นดินก็ตาม คำถามเหล่านั้นมีมากมายหลายคำถาม ตั้งแต่ใครทำ ... ทำเดี่ยวหรือเป็นขบวนการ ... เป็นปัญหาภายในประเทศหรือข้ามชาติ ... ทำเพื่อจุดประสงค์อะไร ... จะมีการผลิตซ้ำอีกไหม ... และต่อๆ ไป

คำถามหนึ่งซึ่งควรจะมีผู้ถามอย่างยิ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ยินชัดเจน นั่นคือ ... สหรัฐอเมริกาได้ไปรังแกใครเขาไว้อย่างสาหัสสากรรจ์ จึงได้ถูกแก้แค้นอย่างรุนแรงขนาดนี้ คำถามนี้ ประมุขและรัฐบาลอเมริกัน ควรจะถามตัวเองให้ดังและชัดเจนที่สุด เพื่อที่ว่าความลับดำมืดในการคลำหาต้นตอผู้ปฏิบัติการครั้งนี้จะได้ปรากฏตัวชัดเจนขึ้นมาได้

เท่าที่เวลาผ่านมาราว 3 วัน คณะผู้นำของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และสื่อต่างๆ ทั่วโลกพยายามพุ่งสงสัยขั้นปักใจเชื่อจริงจังไปยัง นายโอซามา บิน ลาเดน (Osama Bin Laden) และขบวนการต่อต้านชาวตะวันตกของเขา มากกว่าจะสงสัยต้นตออื่น ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันดีว่า ในโลกปัจจุบัน มีขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ(Organized Crime) นับเป็นพันเป็นหมื่นขบวนการ และในจำนวนนี้ มีขบวนการที่จัดเข้าข่ายเป็น "องค์การก่อการร้าย" (Terrorist Organizations) ซึ่งเป็นที่รู้จักผลงานไปทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30 องค์การ ไม่ว่าใครหรือองค์การใดจะอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมครั้งนี้แน่ แต่รูปการณ์และสิ่งแวดล้อมหลายอย่างในขณะนี้ ชวนให้ชาวโลกเอนเอียงไปทางความเชื่อที่ว่า กลุ่มผู้ปฏิบัติการครั้งนี้น่าจะมาจากกลุ่มชนมุสลิมกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ซึ่งมีความคับแค้นใจต่อกลุ่มชนผิวขาวชาวตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสเตียน โดยเฉพาะรัฐบาลอเมริกันซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และทางทหาร ในโลกยุคหลังสงครามเย็น

การตั้งเป้าทำลายศูนย์การค้าโลก และอาคารเพนตากอน บ่งชี้ชัดว่า กลุ่มผู้ปฏิบัติการครั้งนี้ต้องการทำลายสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกัน(American Capitalism) และ 'ลัทธิทหารนิยมอเมริกัน'(American Militarism) อย่างชัดเจน เหตุใดจึงคาดการณ์ว่าผู้ปฏิบัติการเป็นกลุ่มมุสลิมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำตอบก็คือ ในจำนวนศัตรูของชาติจะวันตก และศัตรูของสหรัฐอเมริกา กลุ่มชาติที่มีความคับแค้นมากที่สุด (ทั้งที่มีเหตุผล และใช้อารมณ์โดยไม่มีเหตุผล) น่าจะเป็นกลุ่มชนมุสลิมมากที่สุด โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มคนชาติอื่น โดยจะมีเหตุผลประกอบต่อไป

ส่วนประกอบของกลุ่มชนมุสลิมในปัจจุบัน

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างยุคแรกเริ่มของการประกาศสถาปนาศาสนาอิสลามเมื่อศตวรรษที่ 7 กันในปัจจุบันนี้ ประเทศและกลุ่มชนชาติมุสลิมเมื่อก่อน และขณะนี้แตกต่างกันมาก ในปัจจุบัน ประเทศอิสลามซึ่งเป็นที่พำนักอาศัยของชนมุสลิม ยังคงรวมกลุ่มในบริเวณตะวันออกกลางเช่นในอดีต แต่ที่ทวีปแอฟริกาด้านเหนือ และทวีปเอเชีย รวมทั้งในทวีปยุโรปและดินแดนระหว่างเอเชียกับยุโรป ก็ได้มีกลุ่มประเทศของชนมุสลิมใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่นในยุโรปซึ่งเคยมีแต่ประเทศตุรกีที่เป็นประเทศอิสลามมาเป็นเวลาช้านาน ภายหลังการล่มสลายของระบบสังคมนิยมเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ได้มีประเทศบอสเนีย และกลุ่มประเทศมุสลิมในเอเชียกลางซึ่งแตกแยกมาจากอดีตสหภาพโซเวียตเพิ่มเข้ามาอีกด้วย

บรรดาประเทศของชนมุสลิมเหล่านี้ส่วนใหญ่รวมเป็นสมาชิกอยู่ในองค์การ Islamic Conference Organization(ICO) แต่ประเทศเหล่านี้ได้มีเอกภาพในด้านรูปแบบการปกครองภายในประเทศ และมิได้มีแบบแผนของนโยบายต่างประเทศ ไปในทำนองเดียวกันทั้งหมด ถ้าศึกษาโดยละเอียดแล้วกลุ่มประเทศเหล่านี้มีต่างมีเอกลักษณ์ และมีความเป็นปัจเจกนิยม ในลักษณะของตัวเองทั้งสิ้น ซึ่งเป็นไปตามประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์ของที่ตั้งประเทศ และโดยการนำของประมุขที่มีกรอบความคิด บุคลิก ประสบการณ์ส่วนตัว ฯลฯ ต่างๆ กันไป

ด้วยเหตุนี้ ในจำนวนสมาชิก ICO ราว 50 กว่าประเทศ เราจะเห็น 'สี' แนวหลักที่แตกต่างกันของประเทศมุสลิมเหล่านี้ พอเป็นสังเขป ดังนี้คือ

  1. ประเทศมุสลิมที่ปกครองในระบอบกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองในลักษณะสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือกึ่งๆ ได้แก่ โมร็อกโก จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย บรูไน และรัฐเล็กๆ ริมอ่าวเปอร์เซีย
  2. ประเทศมุสลิมประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตุรกี
  3. ประเทศมุสลิมสมัยใหม่ที่ประชาธิปไตย ได้แก่ ปากีสถาน อัลจีเรีย อียิปต์ ตูนิเซีย เลบานอน
  4. ประเทศมุสลิมแนวปฏิวัติ ได้แก่ อิรัก ซีเรีย ลิเบีย ซึ่งมีผู้นำในลักษณะเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการ
  5. ประเทศมุสลิมสายเคร่ง(ศาสนามีอำนาจเหนือรัฐ) มักรู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Islamic Fundamentalism ได้แก่ อัฟกานิสถาน และอิหร่าน(ซึ่งเคร่งน้อยลงกว่าในทศวรรษ 1980)
  6. ประเทศมุสลิมผสมอิทธิพลของวัฒนธรรมสลาฟ ได้แก่บรรดาประเทศในบริเวณเอเชียกลาง และคอเคซัสที่เคยรวมอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียต คืออุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิสถาน คาซักสถาน ทิกิร์เซีย และอาเซอร์ไบจาน

บรรดาประเทศมุสลิมเหล่านี้ มิใช่จะตั้งแง่เป็นศัตรูกับกลุ่มประเทศตะวันตกเสมอไป แม้ว่าในอดีตหลายประเทศ เคยเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกก็ตาม ปัจจุบันนี้ มีประเทศมุสลิมหลายประเทศเช่น อียิปต์ โมร็อกโก จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย ตูนิเซีย ปากีสถาน รัฐเล็กๆ ริมอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้งประเทศมุสลิมในเอเชียคืออินโดนีเซีย และบรูไน มีความสัมพันธ์อันดีต่อสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตก แม้แต่มาเลเซีย ถ้าไม่นับนโยบายและถ้อยคำแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือมหาธีร์ โมฮัมหมัด ที่มีต่อสหรัฐอเมริกา และประเทศตะวันตกบางครั้งบางคราวแล้วต้องนับว่ามาเลเซียมิได้จัดอยู่ในกลุ่มมุสลิมที่ต่อต้านตะวันตกแต่อย่างใด

เหตุผลของประเทศมุสลิมสายเคร่งที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา และอารยธรรมตะวันตก

ปัญหาที่สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตกต้องเผชิญกับ "ชนมุสลิม" มักจะมาจากประเทศหรือกลุ่มมุสลิมสายเคร่ง(Islamic Fundamentalists) เช่น อัฟกานิสถาน อิหร่าน ขบวนการของชาวปาเลสไตน์บางกลุ่มเช่น "ฮามาส" (Hamas) และ "ฮิซโบเลาะห์" (Hezbollah) รวมทั้งมุสลิมแนวปฏิบัติ เช่น อิรักและลิเบีย เหตุผลที่กลุ่มหรือประเทศเหล่านี้ 'ตั้งแง่' ที่จะก่อการร้ายต่อสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศตะวันตก เกิดจากหลายสาเหตุซึ่งมีทั้งแยกกัน และปะปนกันไป ซึ่งพอจะกล่าวให้เห็นได้ชัดขึ้นในระดับหนึ่งดังนี้ คือ

  1. บางประเทศมุสลิม หรือมุสลิมบางกลุ่ม ยึดมั่นในคำสั่งสอนของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด และต้องการนำเอากฎหลักของศาสนามาใช้เป็นกฎหลักของสังคมอย่างเคร่งครัด เช่นนำเอาหลัก Sharia ในศาสนาอิสลามมาเป็นกฎหมายของบ้านเมืองและสังคมเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน และอัฟกานิสถาน อย่างเข้มข้น และในบางประเทศอื่นอย่างเจือจางลงไป

ดังนั้น วิถีชีวิตแบบตะวันตก โดยเฉพาะแบบอเมริกัน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับความเคร่งครัดและบริสุทธิ์ของหลักศาสนาอิสลามแล้ว สังคมอเมริกาจะเต็มไปด้วยความเลวทราม อุจาด ลามก ทุจริต คดโกง เห็นแก่ตัว ฯลฯ ดังนั้น คราวใดหรือที่ใดที่มีอิทธิพลของอเมริกันและวัฒนธรรมตะวันตกแทรกเข้ามาแล้ว ผู้ปกครองและผู้นำทางสังคมของประเทศเหล่านี้จะพยายามทำลาย ขจัด กีดกัน โค่นล้ม เท่าที่จะสามารถทำได้ ทั้งโดยวิธีสงบและวิธีรุนแรง ในกรณีเหล่านั้น แทนที่สหรัฐอเมริกาและฝ่ายตะวันตก จะ 'เคารพ' และยอมรับกฎหลักของศาสนาและสังคมมุสลิมดังกล่าว ว่าเป็นอารยธรรมของพวกเขา แต่สหรัฐอเมริกา และ(บางกรณี) ฝ่ายตะวันตกกลับประณามหยามเหยียดว่า วิถีและกฎหลักเหล่านั้นเป็นสิ่งโพ้นสมัย ป่าเถื่อน โหดร้าย ไม่เป็นประชาธิปไตย และ 'ผิด' สิ่งที่ 'ถูกต้อง' คือ 'วิถีตะวันตก' เท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเป็นศัตรูและความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เป็นอยู่และดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ผลทางด้านรูปธรรมก็คือจะมีการริเริ่ม การใช้กำลังรุนแรงจากฝ่ายหนึ่ง และก็มีการตอบโต้อย่างสาสมกันจากฝ่ายที่ถูกกระทำ จนเกิดความสูญเสียระดับต่างๆ ทั้ง 2 ฝ่าย ทุกครั้ง โดยที่ต้นเหตุปัญหามิได้ยุติลง เพราะมิได้มีการใช้สติปัญญาแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาอย่างจริงจัง

  1. ในบางสังคมมุสลิม ผู้นำได้นำเอากฎหลักแบบเคร่งครัดของศาสนาอิสลามมาใช้เป็น 'เครื่องมือทางการเมือง' เพื่อต่อต้าน 'การครองโลกแบบครบวงจรของสหรัฐอเมริกา และอารยธรรมของชนผิวขาวชาวคริสเตียน' ในลักษณะเช่นนี้ ความเป็นศัตรูที่เกิดขึ้นระหว่าง 'ฝรั่ง' กับ 'มุสลิม' จะปรากฏออกมาในแนวทางที่ แซมวล ฮันติงตัน เรียกว่า "The Clash of Civilizations"(ตั้งแต่ 1993 มาแล้ว) ผู้นำจำนวนนี้มักเป็นผู้นำที่มีความนับถือตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเองสูง เช่น ซัดดัม ฮุสเซน ในอิรัก หรือโมอามาร์ กาดาฟี ในลิเบีย รวมทั้งผู้นำขบวนการบางองค์การ เช่น โอซามา บิน ลาเดน ที่เห็นว่า 'ฝรั่ง' โดยการนำของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ใช้ความได้เปรียบและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของพวกตนสร้างอำนาจ พันธะ และการกดขี่ขูดรีดต่อประเทศและสังคมที่ยากจนกว่า

กฎระเบียบที่มีลักษณะเป็น 'กฎโลก' ซึ่งใช้อยู่ในองค์การระหว่างประเทศหลายองค์การเช่น สหประชาชาติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก องค์การการค้าระหว่างประเทศ องค์การกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ฯลฯ เหล่านี้ มักมีสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง กฎเกณฑ์เหล่านี้เมื่อถูกใช้ในระดับโลกจะมีผลเป็นการขูดรีดทรัพยากรในประเทศเล็กไปเป็นประโยชน์เพื่อการผลิตและการขายในตลาดโลกที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรผูกขาดการขายและการหากำไร

ผลที่ตามมาคือ ประเทศมุสลิมมักจะรวมอยู่ในประเทศที่ถูกกระทำให้จนลงเป็นลำดับ เพราะลักษณะพื้นฐานของสังคมไม่เอื้อให้ต่อสู้สหรัฐอเมริกาและชาติฝรั่งได้ทันท่วงที เพราะโดยธรรมชาติประเทศเหล่านี้มักกันดารขาดแคลนน้ำ อาหาร เทคโนโลยี และมีประชากรมากเกินเลี้ยง หากประเทศเหล่านี้ต้องการอยู่รอดก็ต้องยอมถูกรวมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และสังคมของตะวันตกซึ่งบงการโดยสหรัฐอเมริกา เป็นการเข้ากระแสโลกาภิวัตน์ไปอย่างเบ็ดเสร็จ โดยที่ต่อต้านไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ ประเทศมุสลิมใดพอที่จะมีทรัพยากรมาต่อสู้ได้ เช่น 'น้ำมัน' ก็จะใช้น้ำมันเป็นอาวุธทางการเมือง และถ้าหากจะต่อสู้ให้รุนแรงเพื่อประสิทธิผลมากกว่านั้น ก็ต้องใช้ความรุนแรงชนิด 'จับไม่ได้มั่น คั้นไม่ตาย' เช่นการก่อการร้ายขนาดใหญ่เล็กตามแต่กรณี

  1. มุสลิมบางประเทศมีปัญหาในการยื้อแย่งอำนาจการปกครองของชนต่างกลุ่มภายในประเทศของตนเอง สหรัฐอเมริกา(และหรือสัมพันธมิตรบางประเทศ) กลับเข้าไปช่วยเกื้อหนุนกลุ่มอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของคนส่วนมากในประเทศ เช่น กรณีที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนพระเจ้าซาห์ในอิหร่าน ตลอดมาทั้งๆ ที่กดขี่ประชาชนส่วนใหญ่จนถูกกลุ่มของอยาตอลเลาะห์ โคไมนี โค่นล้ม กรณีเช่นนี้ก็คือกลุ่มอำนาจใหม่ย่อมเห็นว่าสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเป็นศัตรูที่ร้ายกาจต่อไป
  1. ในปัญหาเฉพาะบางเรื่องเช่น ปัญหาการยื้อแย่งดินแดนระหว่างยิงกับปาเลสไตน์ โดยลักษณะของปัญหาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่แก้ไขยากอยู่แล้ว แม้จะไม่มีผู้แทรกแซงจากภายนอกก็ตาม แต่ในปัญหานี้ สหรัฐอเมริกาเป็น 'ตัวแสดง' (actor) ที่สำคัญตลอดมาตั้งแต่การก่อตั้งรัฐยิวใน ค.ศ.1948 เนื่องจากมีวัฒนธรรมผสมผสานกับชาวยิว(ศาสนายูเดว-คริสเตียน) และต้องการให้รัฐยิวเป็นหลักประกันในการรักษาผลประโยชน์ที่จะได้จากนี้เป็นในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ในความขัดแย้งระหว่างยิวกับปาเลสไตน์ สหรัฐอเมริกาจึงมีพฤติกรรม 'ถือหาง' ฝ่ายยิวตลอดมา จึงช่วยไม่ได้ที่ปาเลสไตน์ทุกกลุ่มจะมองเห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือศัตรูของพวกตน และยิ่งปาเลสไตน์เป็นฝ่ายเสียเปรียบในการที่ยังไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในดินแดนใดที่จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นประเทศภายใต้อธิปไตยของตน ความโกรธแค้นต่อสหรัฐอเมริกาก็ย่อมต้องเข้มข้นและแข็งกร้าวขึ้นกว่าที่ควร

ปัญหาและความรู้สึกต่อสหรัฐอเมริกาทั้งหลายทั้งปวงในหมู่ชาวมุสลิมกลุ่มต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมานี้ที่มากพอที่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดจะจ้องทำลายล้างสหรัฐอเมริกาได้ทุกเมื่อ หากมีโอกาส โดยเฉพาะตั้งแต่สหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีและรัฐบาลใหม่เมื่อต้นปี ค.ศ.2001 ซึ่งมีท่าทีไม่จริงใจในการแก้ปัญหายิว-ปาเลสไตน์ และไม่ปรองดองในการที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับรัฐและกลุ่มมุสลิมต่างๆ อีกทั้งสหรัฐอเมริกายังยืนผงาดเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารในลักษณะ 'ขั้วเดียว' ภายหลังการล่มสลายของสังคมนิยมเช่นนี้ ความเป็น 'เป้า' ของสหรัฐอเมริกาที่ 'ควรถูกกระทำ' ก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น

อาคารศูนย์การค้าโลกที่กรุงนิวยอร์ก ที่มีความสูง 110 ชั้น เป็นสัญลักษณ์ของ 'ความเด่นผงาด' ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่เจ็บแค้นสหรัฐอเมริกาถือว่าจะต้องทำลายลงให้ได้ เพื่อให้ความสูญเสียทางด้าน 'รูปธรรม' จะได้เป็นผลกระเทือนไปถึงการสยบอำนาจของสหรัฐอเมริกาในด้าน 'นามธรรม' ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ขอสรุปว่า การตอบโต้จากสหรัฐอเมริกาในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ 'เป้าสถานที่' และ 'เป้าศัตรู' ไม่แน่ชัดเช่นในขณะนี้ จะไม่ใช้วิถีทางที่ถูกต้อง และจะไม่ให้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่จะสร้างปมเกลียวปัญหาขดใหม่สืบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่จะตามล้างตามเช็ดไม่หวาดไม่ไหว หนทางแก้ไขปัญหาที่จะให้ผลสำเร็จในระยะยาว ซึ่งจะนำสันติภาพมาสู่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรก็คือ การเร่งทบทวนนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เคยไปกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของผู้ใด และได้สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ผู้ใดบ้าง...จะต้องมิให้เกิดขึ้นเช่นนั้นอีกโดยเด็ดขาด

โลกาภิวัตน์ที่ถูกต้อง คือความเจริญของโลกที่เกิดขึ้นร่วมกันและพร้อมกันจากทุกภูมิภาคและทุกท้องถิ่น มิใช่เป็นการภิวัตน์โลกาโดยฝ่ายเดียวจากผู้ที่ใช้ 'อำนาจ' ใดก็ตามเป็นเครื่องมือ โดยไม่ตระหนักถึงความสูญเสียและความชอกช้ำใจของผู้อื่น

ที่มา: ์มติชน 15 ก.ย.2544

Key facts about the World Trade Center complex in New York.

  • Size: Seven buildings, including the twin 110-floor towers. The others: a 47-storey office building, two nine-storey office buildings, eight-storey US Customs office and 22-storey hotel.
  • Height: Both the twin towers were each 405 metres tall.
  • Cost: Roughly $1.25 billion
  • Workers: Roughly 50,000 people were employed in the twin towers.
  • Tourists: On average, the twin towers had 90,000 tourists and business visitors each day.

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1