เรื่องเศร้าของหมีแพนด้า

หมีแพนด้า สัตว์ป่าที่ผู้คนเอ็นดูมากที่สุด ใครจะรู้บ้างว่ามันได้ถูกคุกคาม จากมนุษย์มาแล้วนับร้อยปี จนถึงวันนี้เจ้าหมีตัวน้อย กลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ปริวัตน์ จันทร์ แปลและเรียบเรียง จากนิตยสารสายการบิน ไชน่าเซ้าท์เวสท์แอร์ไลน์ ฉบับประจำเดือนกันยายน พ.ศ.2544 เรื่อง 'สูงเมากู้ซื่อ' หรือ Story of Panda 

"ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายในโลก บางทีอาจไม่มีสัตว์ชนิดใด ที่มนุษย์ให้ความสนใจมากเท่ากับหมีแพนด้า" 

ทุกคนคงจะคุ้นเคยกันดีกับใบหน้าอันขาวกลม โดยมีหู ตา มือ เท้า สีดำอันน่าพิศวงของหมีแพนด้านี้ดี มีตำนานพื้นบ้านเรื่องหนึ่งที่เล่าขานกันมาว่า แต่เดิมนั้น หมีแพนด้ามีขนกายสีขาวทั้งตัว จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดขึ้น เมื่อมีสาวน้อยคนหนึ่งได้ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องลูกหมีแพนด้าน้อยให้รอดพ้นจากอุ้งกรงเล็บของเสือดาว เหตุการณ์นี้ได้ยังความเศร้าสลดมาให้กับมวลหมู่หมีแพนด้า ต่างจึงได้พร้อมใจกันมาร่วมงานเผาศพของสาวน้อยผู้นี้ หมีแพนด้าทุกตัวคลุมไหล่ด้วยผ้าสีดำเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ และเมื่อมิอาจกลั้นน้ำตาแห่งความอาลัยได้ จึงได้ยกผ้าคลุมไหล่นั้นขึ้นมาซับน้ำตา ทำให้เกิดเป็นรอยดำที่รอบดวงตา และเมื่อมิอาจทนฟังเสียงร่ำไห้อันแสนรันทดนี้ได้ จึงได้ยกผ้าคลุมนั้นขึ้นมาปิดหู ทำให้เกิดเป็นรอยดำที่ใบหูทั้งสองข้าง จากนั้นก็เปื้อนเป็นรอยดำไปที่มือและขาทั้งสอง รวมถึงลำตัวของหมี จนกลายเป็นรูปลักษณ์ขาวสลับดำมาจวบจนถึงทุกวันนี้... 

นี่คือ ตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานกันมาอย่างยาวนาน และเป็นนิทานที่คุณครูมักนิยมเล่าให้เด็กนักเรียนตัวน้อยในชั้นอนุบาลประถมฟังกัน หากแต่ปริศนาของรูปกายที่มีสีขาวสลับดำของหมีแพนด้านี้ ได้มีนักสัตววิทยาอธิบายแตกต่างกันออกเป็นสองแนวคิด คือ 

แนวคิดที่หนึ่ง อธิบายว่า เนื่องจากหมีแพนด้าเป็นสัตว์ ผู้ถูกล่า ดังนั้น ธรรมชาติจึงได้สร้างสีสันของลำตัวมันให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เพื่อเป็นการอำพรางตัวที่มักจะอยู่อาศัยท่ามกลางหิมะขาวโพลน หากแต่มีนักสัตววิทยาบางกลุ่มได้โต้แย้งว่า หมีแพนด้าจะอยู่อาศัยในหิมะก็เฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น และโดยส่วนใหญ่ของวงจรชีวิตมัน มักจะอาศัยอยู่ในป่าไผ่สีเขียว ดังนั้น สีขาวสลับดำบนลำตัวกลับยิ่งเป็นจุดเด่นให้สัตว์ ผู้ล่า ชนิดอื่นมองเห็นได้อย่างชัดถนัดตา ดังนั้น นักสัตววิทยากลุ่มนี้จึงได้ทำการศึกษา และอธิบายว่า โดยธรรมชาติของหมีแพนด้า นอกจากในฤดูกาลผสมพันธุ์อันแสนสั้นในแต่ละปีแล้ว มันก็มักจะอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง และด้วยสีของเรือนกายนี้เอง ที่ได้ช่วยเตือนให้พวกมันด้วยกันเองมิให้เข้าใกล้ 

นอกเหนือไปจากนี้ ธรรมชาติของสัตว์ก็ไม่ต่างไปจากมนุษย์ ที่มักจะแสดงออกท่าทีด้วยแววตา หมีแพนด้าก็เช่นกัน ถ้ามันมีอาการที่ไม่ไว้ใจต่อผู้คุกคามความสงบอันสันโดษของมันแล้ว ก็จะแสดงออกผ่านทางดวงตาที่เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยรอยด่างดำที่รอบตา ตรงกันข้าม หากมันต้องการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อมนุษย์ หรือพวกมันด้วยกันเองแล้ว ก็มักจะแสดงอาการส่ายศีรษะเล็กน้อย แล้วนำมือมากวักแกว่งที่รอบขอบดวงตา เพื่อเป็นการผ่อนคลายอาการปฏิปักษ์ที่แสดงออก 

หมีแพนด้าในประวัติศาสตร์จีน 

ในประวัติศาสตร์จีนได้กล่าวถึงหมีแพนด้ามาแต่ช้านานแล้ว โดยก่อนที่ชาวจีนจะมาเรียกหมีแพนด้าในปัจจุบันว่า สูงเมา นั้น ตำนาน ซันไห่จิง ที่ถูกบันทึกไว้เมื่อกว่าสองพันปีก่อน ได้เรียกชื่อของหมีแพนด้าไว้ว่า โม่ พร้อมให้คำอธิบายว่า "เป็นสัตว์ลักษณะคล้ายหมีที่มีขนกายดำสลับขาว..." 

เชื่อกันมาว่า บรรพบุรุษของหมีแพนด้าได้เคยอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วไป ตามป่าเขาในเกือบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศจีนมากกว่าสามล้านปีก่อน แต่สำหรับทุกวันนี้ สัตว์อันแสนจะอุ้ยอ้ายและเฉื่อยชานี้ ได้คงเหลืออยู่แต่ในเฉพาะทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีสภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์เข้าไปในทุกขณะ เพราะในสภาพธรรมชาติที่มันจะสามารถดำรงชีพอยู่ได้นั้น มีเพียงเขตผืนป่าในภาคตะวันตกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เพียงหกแห่งเท่านั้น ที่มีสภาพภูมิประเทศและมีแหล่งอาหารที่เหมาะสมสำหรับพวกมัน 

หมีแพนด้าที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกที่มีจำนวนเกือบหนึ่งพันตัวนั้น ส่วนมากมักจะอยู่ในศูนย์อนุรักษ์หรือสวนสัตว์ต่างๆ มากกว่าในสภาพธรรมชาติ ด้วยสภาพอันน่าปริวิตกเช่นนี้เอง จึงไม่เกินเลยไปถ้าหากจะกล่าวว่า การสูญเสียหมีแพนด้าเพิ่มจากจำนวนที่มันมีอยู่ไปสักตัวหนึ่ง นั่นย่อมหมายถึง เป็นความสูญเสียที่ไม่เฉพาะแต่ของชาวจีนเท่านั้น หากแต่เป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของชาวโลกด้วยเช่นเดียวกัน 

ทำไมชาวจีนผู้มักกล่าวอ้างตนเองมาเสมอว่า 'เป็นคนรักสัตว์' จึงยอมปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้ขึ้นกับสัตว์อันแสนจะน่ารักชนิดนี้ได้? หรือว่า พวกเขารักแต่ที่จะแสวงหาประโยชน์จากเนื้อหนัง และราคาค่างวดของมัน มากเสียกว่าจะ 'รักในคุณค่า' ของชีวิตสัตว์ชนิดนี้กัน? 

ไป๋จวีอี้ (ค.ศ.772-846) กวีเอกในสมัยราชวงศ์ถัง ได้เคยเขียนพรรณนาถึงหมีแพนด้าไว้ โดยไม่ได้แสดงออกถึงซึ่งอารมณ์อันอ่อนไหวของกวีผู้โรแมนติกเลย ทว่า...เขาได้เขียนถึงแต่ประโยชน์จากการใช้สอยจากมัน โดยที่ข้างเตียงของเขานั้น มีผืนหนังหมีแพนด้าไว้ใช้ห่มนอนและที่หัวนอนก็ยังมีฉากบังลมที่ทำด้วยหนังหมีแพนด้าผืนใหญ่นี้เช่นเดียวกัน มีบันทึกในสมัยจักรพรรดิถังไท่จงแห่งราชวงศ์ถัง ว่า ในคราวที่พระองค์ทรงออกเสนาอำมาตย์เพื่อพระราชทานรางวัลให้แก่ขุนนางและทหาร ผู้ประกอบคุณงามความดีให้แก่ชาติบ้านเมืองนั้น พระองค์ทรงมอบผืนหนังสีขาวสลับดำอันอ่อนนุ่มของหมีแพนด้าให้เป็นรางวัล นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่า พระองค์ได้เคยมอบหมีแพนด้าเป็นๆ สองตัว พร้อมกับผืนหนังหมีแพนด้าอีกจำนวนหนึ่งให้กับชาวญี่ปุ่น และถ้าหากเรื่องนี้เป็นจริง หมีแพนด้าได้เคยถูกใช้เป็นของกำนัลไปยังต่างประเทศ มาตั้งแต่เมื่อกว่าหนึ่งพันสามร้อยปีมาแล้วเลยทีเดียว! 

จากเกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านี้ จะเห็นได้ว่า ชาวจีนรู้จักการใช้ประโยชน์จากหมีแพนด้ามาตั้งแต่ครั้งโบราณแล้ว โดยที่ไม่มีใครคำนึงถึงการดูแลคุ้มครองหมีแพนด้าเลย จะว่าไปแล้ว กว่าที่นักสัตววิทยาชาวจีนจะทำการศึกษาหมีแพนด้าก็ต้องอาศัยการเริ่มต้นจากชาวต่างชาติ ที่ได้มาจุดประกายส่องทางสว่างในการศึกษาสัตว์ที่มีพฤติกรรมอันแสนประหลาดชนิดนี้ 

การเดินทางไกลของ 'ซูหลิน' 

การค้นพบและศึกษาหมีแพนด้าอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่ได้ถูกบันทึกไว้ คือ ในเดือนมีนาคม ของปี ค.ศ.1869 โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในเมืองเป่าซิ่ง ซึ่งอยู่ในเขตป่าเขาทางภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน บาทหลวงท่านนี้ได้บันทึกไว้ว่า... "ในระหว่างที่ข้าพเจ้าเดินทางไปสอนศาสนาที่หมู่บ้าน ณ เชิงเขาแห่งหนึ่ง ข้าพเข้าได้เห็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายหมี โดยมีขนกายเป็นสีดำสลับขาว ตัวของมันใหญ่มาก ใหญ่จนทำให้ข้าพเจ้าถึงกับตกตะลึงทันทีที่ได้พบเห็นมัน..." ถัดจากนั้นอีกไม่กี่วัน ท่านได้ไปพบซากหมีแพนด้าขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ที่เพิ่งถูกพรานป่าสังหาร ท่านได้พินิจพิเคราะห์เจ้าหมีตัวนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วได้บันทึกไว้อีกตอนหนึ่งว่า... "ใช่...มันเป็นหมีที่มีลักษณะพิเศษจริงๆ นอกจากขนกายของมันจะมีสีที่ไม่มีสัตว์ชนิดอื่นใดจะเสมอเหมือนแล้ว บริเวณเท้าทั้งสี่ข้างของมันก็ยังปกคลุมไปด้วยขน มันเป็นสัตว์ชนิดใหม่ ที่เชื่อได้ว่า ยังไม่เคยได้มีการรับรู้จากโลกภายนอกมาก่อนเป็นอย่างแน่แท้..." 

นับแต่บัดนั้นมา โลกตะวันตกจึงได้เริ่มรับรู้ว่ามีสัตว์ที่สวยงาม และมีคุณลักษณะพิเศษเช่นนี้หลงเหลืออยู่ในประเทศจีน และหลังจากปี ค.ศ.1929 เป็นต้นมา ได้มีนักสำรวจและนักแสวงโชคชาวตะวันตก อำพรางตัวเข้าสู่ดินแดนในเขตป่าทางภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน เพื่อเข้าไปล่าหมีแพนด้า แม้นักแสวงโชคเหล่านี้ต้องการจะจับเป็น แต่เกือบทั้งหมดก็ได้ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด ท่ามกลางความตื่นตระหนก และหวาดกลัวของมวลหมู่หมีแพนด้า ที่ต้องพาตัวอันแสนอุ้ยอ้ายหลบเร้นกายเข้าไปยังป่าทึบที่อยู่ลึกขึ้นไปบนขุนเขา และแล้ว ในปี ค.ศ.1936 ตำนานของหมีแพนด้าก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกวาระหนึ่ง เมื่อได้มีคณะนักสำรวจที่นำโดยหญิงชาวอเมริกัน สามารถจับเป็นหมีแพนด้าวัยรุ่นได้ตัวหนึ่ง เธอผู้นี้มีนามว่า ลูซี อาคันซู 

ลูซีเธอมีสามีชื่อวิลเลียม เป็นนักสำรวจธรรมชาติผู้มีฐานะดี ในปี ค.ศ.1934 วิลเลียมได้เดินทางไปสำรวจสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โคโมโตตราก้อน ที่เกาะโคโมโต ในประเทศอินโดนีเซีย ที่นั่นเขาประสบความสำเร็จในการสำรวจด้วยดี จึงได้นำเจ้าสัตว์ชนิดนี้กลับไปยังสวนสัตว์ที่เมืองนิวยอร์กด้วยหลายตัว และในระหว่างที่กลับไปนิวยอร์กนั้นเองเขาได้แต่งงานกับลูซี สองเดือนถัดมา วิลเลียมก็ได้จากเธอมาเพื่อปฏิบัติภารกิจในการสำรวจ และจับเป็นหมีแพนด้า เพื่อส่งไปให้สวนสัตว์ในเมืองนิวยอร์ก แต่เนื่องด้วยภาวะสงครามในประเทศจีน และความไม่สะดวกในการหาข้อมูลเดินทาง เขาได้ใช้เวลาท่องป่าเพื่อหาแหล่งพำนักของหมีแพนด้าอยู่นานถึงกว่าสองปี กระทั่งในปี ค.ศ.1936 จึงได้ล้มป่วย และไปเสียชีวิตลงที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ลูซีจึงต้องเดินทางจากสหรัฐอเมริกามารับกระดูกของสามี เพื่อนำกลับไปฝังยังบ้านเกิด 

หลังจากนั้นไม่นาน เธอได้เดินทางกลับมายังประเทศจีนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสืบสานภารกิจนี้ต่อจากสามี ลูซีพร้อมกับผู้ชำนาญไพรชาวท้องถิ่นสองคน ได้เดินทางไปยังเขตป่าอั้วหลง ณ ที่นั่นเองพวกเขาสามารถจับเป็นหมีแพนด้าเพศเมียที่กำลังอยู่ในวัยรุ่นได้ตัวหนึ่ง และจากผลงานนี้เองจึงทำให้ลูซีเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการจับเป็นหมีแพนด้าได้เป็นครั้งแรก และเธอได้ตั้งชื่ออันแสนน่ารักให้กับมันว่า ซูหลิน 

ในระหว่างที่ลูซีได้นำซูหลินผ่านพิธีการทางศุลกากร เพื่อนำออกนอกประเทศจีนนั้น สัตว์อันแสนซื่อและน่ารักตัวนี้ได้ถูกกักกันไว้ที่ท่าเรือ เธอจึงจำต้องใช้อุบายและให้สินบน โดยเขียนตัวอักษรจีนเก้าตัวบนกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ว่า "สุนัขตัวหนึ่ง ราคายี่สิบหยวน" พร้อมสอดธนบัตรยี่สิบหยวนไว้ใต้กระดาษแผ่นนั้น และด้วยวิธีดังกล่าวนี่เอง 'ซูหลิน' หมีแพนด้าเพศเมียตัวแรกของโลก จึงได้ถูกนำออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อไปถึงนิวยอร์ก ลูซีหมายที่จะนำซูหลินไปเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ของสมาคมอนุรักษ์สัตว์แห่งเมืองนิวยอร์ก ทว่าทางสวนสัตว์ได้ปฏิเสธ เพราะได้ตรวจพบว่าในบริเวณง่ามฝ่าเท้าของซูหลินได้มีอาการติดเชื้อโรคบางอย่างมาด้วย จึงเกรงว่าอาการติดเชื้อนี้อาจลุกลามไปยังสัตว์อื่นๆ 

ในที่สุด ลูซีจึงได้พาซูหลินไปพำนักอยู่ในสวนสัตว์แห่งเมืองชิคาโก ที่นั่นซูหลินได้พยายามปรับตัวในการใช้ชีวิตในดินแดนต่างถิ่นอย่างทรหดอดทน ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมและภูมิอากาศที่แตกต่างกันอย่างมากกับบ้านเกิด กระทั่งในวันที่ 1 เมษายน ปี ค.ศ.1938 หลังจากที่ซูหลินได้มาอยู่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ราวหนึ่งปี มันก็สิ้นลมลง ณ สวนสัตว์แห่งนั้นด้วยโรคปอดบวม 

ชะตากรรมของหมีที่ใกล้สูญพันธุ์ 

ในปัจจุบัน แม้นักสัตววิทยาของจีนจะได้ทำการศึกษาวิจัย และติดตามพฤติกรรมในการดำรงชีพของหมีแพนด้า ทั้งที่ได้นำมาเลี้ยงในศูนย์อนุรักษ์และวิจัย และในเขตป่าเขาธรรมชาติมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่การขยายพันธุ์ของมันในธรรมชาติก็ยังคงอยู่ในภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ก็เพราะตราบจนถึงทุกวันนี้ มนุษย์ก็ยังคงรุกล้ำเข้าไปยังถิ่นที่พำนักของมันในป่าลึก เพื่อโค่นต้นไม้ ตัดป่าไผ่ที่เป็นอาหารหลักของหมีแพนด้าเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย หรือขยายพื้นที่เพื่อเพาะปลูกข้าวโพดตามจำนวนประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังคงมีพรานป่าที่ปรารถนาจะล่าเอาขนอันอ่อนนุ่มของมันมาขาย เพื่อตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มราคาแพง ในเขตป่าเขาทางด้านภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน 

ว่าไปแล้ว ชะตากรรมของหมีแพนด้าในธรรมชาตินั้น ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากตำนานพื้นบ้านของเด็กชั้นอนุบาลประถมข้างต้น เพราะเรื่องราวของชีวิตพวกมันยังคงน่าสงสาร จนไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งรินออกมาจากเบ้าดวงตาอันด่างดำทั้งคู่ของมันได้ ซ้ำร้ายจะหาใครที่จะมาเป็นสาวน้อยผู้ใจบุญเพื่อคอยช่วยเหลือชีวิตของพวกมันให้รอดพ้นจากศัตรู ที่ได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากอุ้งกรงเล็บของเสือดาวที่ใกล้จะสูญพันธุ์ไปตามธรรมชาติเช่นเดียวกับพวกมัน มาเป็นกระสุนปืนของนักล่า หรือรถแทรกเตอร์ของผู้บุกเบิกถากถางป่า ที่ยังคงดังกระหึ่มกึกก้องกลางพนาไพรมาจนถึงทุกวันนี้... 

ที่มา : เรื่องเศร้าของเจ้าแพนด้า กรุงเทพธุรกิจ 18 ม.ค. 45

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1