หนี้สาธารณะของชาติเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ


สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ประเมินตัวเลขหนี้ สาธารณะเอาไว้ล่าสุด พบว่าหนี้ของประเทศได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3.611 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ (ดูตารางประกอบ) แต่หนี้จำนวนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอีกด้หากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประเมินความเสียหายจากการเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประเมินผลความเสียหายกองทุนเพื่อการฟื้นฟ ูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งได้จัดส่งเอกสารต่อกระทรวงการคลังเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนว่า สูงกว่าประมาณการจนนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังรู้สึกตกใจ เหตุคิดไม่ถึงว่ายอดความเสียหายจะสูงถึงขนาดนี้ และยังไม่แน่ใจด้วยว่าเป็นตัวเลขที่หมกเม็ดอะไรไว้หรือไม่

"ท่านรัฐมนตรีเห็นตัวเลขแล้ว ถึงกับช็อกว่าทำไมถึงสูงขนาดนี้" แหล่งข่าวกล่าว ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังได้จัดส่งเอกสารผลประเมิน ของธปท. ต่อไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อทำการวิเคราะห์ผลเสียหายที่ควรจะเป็นจริงใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งได้มีคำสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดปกปิดความเสียหายนี้ไว้เป็นความลับสุดยอดของรัฐบาล

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับต่อหน้าสื่อมวลชนในงานสัมมนานโยบายการเงินใหม่ของธปท. โดยระบุว่า ความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูฯอาจจะสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมาทางการได้ออกพระราชกำหนดชดเชยให้จำนวน 500,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือยังเป็นปัญหาอยู่ว่าจะแก้ไขอย่างไรเพราะเป็นภาระที่หนักมาก ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายที่ ธปท.ได้ยื่นต่อ กระทรวงการคลังเ มื่อต้นสัปดาห์ก่อน ระบุว่า รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพิ่มอีก 350,000 แสนล้านบาท แต่ผลเสียหายรวมดังกล่าวนี้ไม่ครอบคลุมถึงเงินทุนที่กระทรวงการคลังได้ให้ ธปท. เข้าแทรกแซง 4 ธนาคารพาณิชย์ และ 12 สถาบันการเงินเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541

แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นายธารินทร์ได้ตัดสินใจในเบื้องต้น ถึงมูลค่าการออกพันธบัตรรอบใหม่เพื่อชดเชยผลขาดทุนให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เพียง 100,000 ล้านบาท -150,000 ล้านบาท ด้วยหวังจะนำเงินดังกล่าวเข้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 2 เรื่องคือ

1. ออกพันธบัตรชดเชยผลขาดทุนเนื่อง จากการขายสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงิน โดยองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และ 

2. เพื่อใช้รองรับการจ่ายคืนบัตรเงินฝาก (NCD) ของ 56 สถาบันการเงินที่กำลังจะครบกำหนด จ่ายคืนแก่ผู้ฝากเงินในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2543 

ส่วนยอดความเสียหาย ที่เหลืออีกประมาณ 200,000- 250,000 ล้านบาทนั้น แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง ได้ระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะทิ้งไว้เพื่อให้เป็น ภาระในการตัดสินใจจัดการปัญหาของรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากนายธารินทร์ตระหนักดีถึง ภาระหนี้สาธารณะที่นับวันมีแต่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังจะไม่ตัดสินใจจัดการกับปัญหานี้ เนื่องจากไม่ต้องการ ตกเป็นเป้าการโจมตี จากการเมืองหรือจากสังคมอีกต่อไป

หากการตัดสินใจของนายธารินทร์เป็นไปในแนวทางดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมานั้น รมว.คลังพูดเท็จต่อสังคมมาโดยตลอดว่า รัฐบาลของเขาสามารถรับมือกับ การเพิ่มขึ้นของ ภาระหนี้สาธารณะได้ และไม่ยอมรับถึงตัวเลขที่มีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ประเมิน โดยได้ให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะชี้แจงตัวเลข ซึ่งได้ยึดถือตามแนวทางของตน เป็นมาตรฐานตัวเลขที่ออกมาน้อยกว่าที่หลายฝ่ายมอง "ครั้งนี้กล่าวได้ว่า ท่านธารินทร์ จำนนภาระหนี้ที่ตัวเองก่อเป็นครั้งแรก" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับการจัดทำรูปแบบเพื่อรองรับการออกพันธบัตรชดเชยความเสียหายเพิ่มเติมให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินรอบใหม่จะเป็นเช่นไรนั้น แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะมีการหารือเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมอีกครั้ง เช่นพิจารณาพระราชกำหนดฉบับใหม่รองรับความเสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ใช้อำนาจตามพระกำหนดเพื่อออกพันธบัตรชดเชย ความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินครบ 5 แสนล้านบาทแล้ว

"นายธารินทร์รู้ว่าประเทศมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาก และมีภาระจ่ายคืนหนี้ในแต่ละปีสูงมากจนไม่อยากออกพันธบัตรเพิ่ม หรือกู้ยืมจากใครเข้ามาเพื่อให้มีภาระมากไปกว่านี้ จึงเลือกที่จะลากยาวปัญหานี้ออกไปอีก เพื่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินกันเองว่า จะทำอย่างไรกับภาระเหล่านี้ของ กองทุนฟื้นฟูฯ" แหล่งข่าว กล่าว ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2543 กระทรวงการคลังได้จ ัดเตรียมเงินเพื่อจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไว้เป็นวงเงิน 40,000 ล้านบาท และขยับเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2544 ขณะที่ในปีงบประมาณ 2542 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายชดเชยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไว้ 32,000 ล้านบาท โดยการจัดเตรียมวงเงินงบประมาณเพื่อการณŒดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานการคำนวณถึงแนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในแต่ละปีแล้ว

ปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนพยายามชี้ว่า การก่อหนี้ของรัฐบาลชวน หลีกภัย โดย นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่างบ้าระห่ำ ซึ่งเงินกู้บาง โครงการนั้นได้ผลไม่คุ้มค่า และสูญเปล่า จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะเข้าสู่ระดับอันตราย ต่อเสถียรภาพความแข็งแกร่งทางการเงินการคลังของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และวันนี้ ภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้น เป็นลำดับ องค์ประกอบที่สำคัญของภาระหนี้ของแผ่นดินมาจาก หลายทาง ซึ่งแบ่งเป็นหนี้ในประเทศ ประกอบด้วย ภาระการขาดทุนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน การขาดดุลงบประมาณโครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุน ให้สภาบันการเงินหนี้ต่างประเทศ  มาจากการลดค่าของเงินบาท จากการเปลี่ยนแปลง ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเงินกู้ที่เบิกเพิ่มขึ้นจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย มิยาซาวา นอกจากนั้นเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

หนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทย ภาระหนี้ดังกล่าวจะเริ่มเป็นภาระของรัฐบาล ในการ จัดสรรงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544 เป็นต้นไป ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่า รัฐบาลจะมีรายจ่ายที่กระจุกตัวเพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้วางแผนภาระจ่ายที่เป็นระบบ "แบงก์ชาติเองก็เพิ่งมาตื่นตัว ติดตามวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ และภาระจ่ายของประเทศ เมื่อเร็วๆนี้เอง ขณะที่คลังได้ตั้งสำนักบริหารหนี้สาธารณะขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้เดินเครื่อง อย่างเต็มที่ เพิ่งอยู่ในขั้นตอนประกาศรับสมัครงานเอง" นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่ง ให้ความเห็นเหตุผลที่หลายฝ่ายได้เรียกร้องให้รัฐบาลหันกลับมามองภาระหนี้ของประเทศจริงจังขึ้น เพราะเกรงว่า เมื่อรัฐบาลได้ผูกงบประมาณไปแบ่ง ชำระหนี้ และเริ่มทยอยชำระหนี้ ตามที่รัฐบาลได้ขอกู้เงินไปกับแหล่งเงินกู้ต่างๆ รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาล กู้เงินจากประชาชน จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศเพราะงบลงทุนจะถูกบีบให้ ลดลงต่ำที่สุด

สถาบันวิจัย บริษัทเมอร์ริล ลินช์ ภัทร ได้ประเมินว่า ภาระจ่ายของรัฐบาลตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544 จะสูงขึ้นเป็นลำดับ เฉพาะดอกเบี้ยจ่ายเพียงอย่างเดียวจะสูงถึง 150,000 ล้านบาท โดยที่ไม่นับรวมเงินต้นที่จะต้องคืนในบางส่วน "แน่นอนสิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อผู้เสียภาษี ประชาชนทั่วไป เพราะนอกจากงบลงทุนจะน้อยลงไปแล้ว ผู้เสียภาษียังจะถูก คุมเข้ม ให้จ่ายภาษีในอัตราที่สูงต่อไปเพื่อนำเงินไปเป็นรายได้ในการ ใช้หนี้" นักเศรษฐศาสตรคนเดิมกล่าว

ข่าวประจำวันที่ 24 มกราคม 2543

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1