เศรษฐกิจและการตลาด
รองศาสตราจารย์
ไพศาล เล็กอุทัย
คณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
| โครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยประกอบด้วยภาคเศรษฐกิจ (economic sectors)ที่สำคัญๆ เช่น เกษตร อุตสาหกรรม เหมืองแร่ ก่อสร้าง สาธารณูปโภค โทรคมนาคม ขนส่ง ค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจการเงิน ที่ดิน บริหารและป้องกันประเทศ บริการ สืบเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 (1961-1966), แผนฯ 2 (1967-1971), แผนฯ 3 (1972-1976), แผนฯ 4 (1977-1981), แผนฯ 5 (1982-1986), แผนฯ 6 (1987-1991)และแผนฯ 7 (1992-1996) สัดส่วนของแต่ละภาคเศรษฐกิจในผลิตภัณฑ์์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product - GDP) ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน (1992-1996) จากสัดส่วนของแต่ละภาคในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะพบว่าการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นภาคอุตสาหกรรม ทำให้สัดส่วนมูลค่าของผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรลดลง และสัดส่วนของภาค อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง ภาคเกษตรเล็กลง และภาคอุตสาหกรรม โตขึ้น จึงมีผล กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของสังคมไทย |
|
ตารางที่
1
ที่มาู้
: กองรายได้ประชาชาติ
สำนักงานคณะกรรมการ
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติิ |
ในระบบเศรษฐกิจไทย ภาคเกษตรมีบทบาทที่สำคัญกล่าวคือ : 1. เป็นภาคที่สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (agro-processing Industries)
2. ช่วยดูดซับแรงงานส่วนเกิน และเป็นแหล่งแรงงานให้ภาค อุตสาหกรรมในฤดูแล้ง
3. การส่งออกสินค้าเกษตรทำรายได้ ในรูปเงินตราต่างประเทศ จำนวน มหาศาล
ในด้านการกระจายตัวของประชากรตามพื้นที่มีดังนี้ : ตารางที่ 2
พื้นที่รายภาคและประชากรรายภาค
ภาค
พื้นที่
ตารางกิโลเมตรร้อยละ ประชากร
ร้อยละเหนือ 169,644 33.1 19.5 ตะวันออกเฉียงเหนือ 168,854 32.9 35.2 กลาง 103,902 20.2 32.7 ใต้ 70,715 13.8 12.6 รวม 513,115 100.0 100.0 ตารางที่ 3
ประชากรรายภาคจำแนกตาม เมือง ชนบท
และฐานะยากจน (หน่วย : ร้อยละ)
ภาค คนเมือง คนชนบท รวม คนยากจน เหนือ 7.6 92.4 100.0 23.4 ตะวันออกเฉียงเหนือ 5.7 94.3 100.0 52.2 กลาง 38.6 61.4 100.0 10.9 ใต้ 12.6 87.4 100.0 13.5 ที่มา : สถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ NESDB
จากตารางที่ 2 และ 3 จะเห็นได้ว่าภาคเหนือและภาคอีสานต่างมีพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่ส่วนที่เหลือคือ ภาคกลาง และภาคใต้รวมกัน ภาค อีสานมีประชากรชนบท และประชากรยากจนมากที่สุดในประเทศ กล่าวคือ ร้อยละ 94.3 ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในชนบทและร้อยละ 52.2 ของ ประชากรชนบท เป็นคนยากจน ประชากรในชนบทส่วนใหญ่มีอาชีพทางการ เกษตร สืบเนื่องจากการที่รัฐบาล เน้นพัฒนาภาคอุตสาหกรรม เพราะมูลค่าเพิ่ม สูงกว่า จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนในปี ค.ศ. 1985 มูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก เริ่มสูงกว่าสินค้าเกษตรส่งออก และเพิ่มสูงขึ้น ตามลำดับ ในระยะนั้นประเทศไทยถึงกับได้รับการจำแนก โดยองค์การ สหประชาชาติ (UN) และธนาคารโลก (World Bank) ว่าเป็นประเทศผู้นำ ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (newly industrialized countries - NICs) (ดูตารางที่ 4)ตารางที่ 4
มูลค่าส่งออกของไทยจำแนกตามภาค
(หน่วย : ล้านบาท)
ปี มูลค่าส่งออก % เกษตร
%อุตสาหกรรม
%อื่นๆ 1977 71,198 100.0 56 31 13 1978 83,065 100.0 54 30 16 1979 108,179 100.0 53 30 17 1980 133,197 100.0 51 51 19 1981 153,001 100.0 52 35 13 1982 159,728 100.0 50 39 11 1983 146,472 100.0 51 40 9 1984 175,237 100.0 50 42 8 1985 193,366 100.0 43 48 9 1986 233,178 100.0 41 53 6 1987 299,853 100.0 34 61 5 1988 403,570 100.0 32 64 4 1989 515,315 100.0 28 65 7 1990 589,813 100.0 22 71 7 1991 690,000 100.0 1994 1,137,600 100.0 11 81 8 ที่มา : กระทรวงพาณิชย์์
ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจ อันสืบเนื่อง มาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ช่องว่างด้านรายได้ (income gap) กว้างขึ้น และช่องว่างระหว่างภูมิภาค (regional gap) กว้างขึ้นเช่นกัน ประชาชน ในเขตชนบทยากจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ปัญหาในภาคเกษตรกรรม ในพื้นที่ซึ่งที่ดินมีคุณภาพดีและน้ำอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรจะประสบปัญหาด้านการตลาด (marketing problem) กล่าวคือ ไม่สามารถหาตลาดรองรับผลผลิตของตนเองหรือจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาต่ำ ส่วนพื้นที่แห้งแล้งดินเค็ม หรือดินมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรจะประสบปัญหาด้าน การผลิต (production problem) รุนแรงกว่าด้านการตลาด
ปัญหาด้านการผลิตและการตลาดของภาคชนบทพอสรุปได้ดังนี้ :
1.
การขาดแคลนน้ำ
ในชนบทห่างไกลประชาชนจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ 3 ประเภท
|
2. ดินเค็ม
ในภาคอีสานพื้นที่ส่วนใหญ่มีปัญหาดินเค็ม ระดับความเค็มจะแตกต่างกันในแต่ละ พื้นที่ บางพื้นที่น้ำในสระที่ขุดใหม่ๆ ระดับความเค็ม สูงกว่าความเค็มของน้ำทะเล จึงไม่สามารถ นำมาใช้ เพื่อทำการเกษตรได้ ระดับความเค็มของดิน และของน้ำย่อมจะมีผลกระทบต่อระดับ ผลผลิตโดยตรง
ตารางที่ 5
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเค็มกับผลผลิต
Conductivity
(micromhos/cm)Salinity
(gram/ litre)Cropping
Condition100 - 250 0.01 - 0.05 very good 250 - 750 0.05 - 0.28 good 750 - 2,250 0.28 - 1.15 moderate 2,250 - 5,000 1.15 - 2.85 requiring good drainage Over 5,000 above 2.85 crop dies Source : Lab. of Toban Northeast Project, Faculty of Economics,
Chulalongkorn Universityจากตารางที่ 5 จะพบว่าระดับความเค็มของน้ำหนึ่งลิตรที่มีเกลือ 0.01 - 0.28 กรัมจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช แต่ถ้ามีเกลือเกิน 2.85 กรัม พืชจะไม่สามารถทนความเค็มระดับนี้ได้ส่วนใหญ่จะตาย ดังนั้นการวางแผนการผลิตทางการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพดิน น้ำ อุณหภูมิ ในขณะเดียวกันจะต้องสอดคล้องกับ ความต้องการของตลาด ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ค่าใช้จ่ายในการหีบห่อ (Packaging) และการขนส่ง (Transportation)
3.
ประสิทธิภาพในการผลิตต่ำ
| เกษตรกรในชนบทใช้วิธีการผลิตแบบโบราณ ไม่ค่อยใช้ปุ๋ย เพราะฐานะยากจนไม่มีเงินทุนพอที่จะซื้อปุ๋ยหรือยาปราบศัตรูพืช ไม่มีการวางแผนด้านการผลิต เคยชินกับพืชชนิดใดก็จะเน้นผลิตแต่พืชนั้น ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพต่ำ ประกอบกับ การขาดแคลนน้ำและมีปัญหาดินเค็มดังที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงมีผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ |
|
ตารางที่
6
ที่มา: กระทรวงเกษตรฯ เราจึงสรุปได้ว่า ผลผลิตข้าวเปลือกต่อไร่ในภาคอีสานต่ำที่สุดในประเทศ เพราะ สภาพดินเค็ม ดินไม่มีคุณภาพ ขาดแคลนน้ำ เกษตรกรยากจน จึงไม่สามารถซื้อ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวของตนได้ |
4.
เกษตรกรไม่สามารถหาตลาดรองรับผลผลิตหรือขายผลผลิตได้ในราคาต่ำ
| เกษตรกรแต่ละรายมีผลผลิตส่วนเกิน
(surplus) น้อย จึงมีอำนาจในการต่อรองต่ำ
ครัวเรือนเกษตรกรเพียงร้อยละ 15
เท่านั้น ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรในชนบท
และมีผลผลิตประมาณร้อยละ 10
ของเกษตรกรที่จำหน่ายผ่านสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิก แสดงว่าร้อยละ
85 ของครัวเรือนเกษตรไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร
ต้องซื้อปัจจัยการผลิต
และจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง
ไม่มีอำนาจต่อรอง
จึงถูกกดราคาได้ง่าย
หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต
เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตไว้ระยะหนึ่งเพื่อรอให้ราคาซื้อเพิ่มขึ้น
เพราะภาระหนี้สิน บีบบังคับให้ต้องรีบขายผลผลิตเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
ระยะการถือครองผลผลิตที่สั้นสะท้อน
ให้เห็นถึงราคาที่ได้รับนั้นต่ำเนื่องจากเพิ่งเสร็จฤดูเก็บเกี่ยว
ผลผลิตล้นตลาดราคาจึงต่ำ
นอกจากนี้
ในการขายผลผลิตทางการเกษตร ต้องผ่านตัวกลาง
(middlemen) จำนวนหลายรายหลายระดับ ตั้งแต่ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ อำเภอเมือง
ฯลฯ มีทั้งพ่อค้าท้องถิ่น นักอุตสาหกรรม แปรรูปผลผลิตการเกษตร ฯลฯ ทุกขั้นตอนมีค่าใช้จ่ายและกำไร
เมื่อราคาผู้บริโภค หรือราคาส่งออกถูกควบคุม หรือจำกัดโดยสภาพการแข่งขัน
ราคาที่เกษตรกรได้รับ
จะถูกกดให้ต่ำลง
เพราะเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง |
5.
รายได้ต่ำและการอพยพย้ายถิ่น
| สืบเนื่องจากการขาดแคลนน้ำ ดินคุณภาพต่ำหรือเค็ม ประสิทธิภาพในการผลิตต่ำ ขายผลผลิตได้ ในราคาต่ำ จึงทำให้เกษตรกรในชนบทมีรายได้ต่ำ ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว ส่วนใหญ่จะอพยพย้ายถิ่นไปหางานทำในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีความต้องการแรงงานจำนวนมากตลอดทั้งปี ดังนั้นในพื้นที่เกษตรกรรมที่พึ่งน้ำฝน ในฤดูแล้งเกษตรกรวัย 15 - 29 ปีจะอพยพไปทำงานต่างถิ่นเป็นการชั่วคราว เมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนก็จะย้ายกลับภูมิลำเนา เพื่อทำการเกษตรตามปกติ การอพยพย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัด และปัญหาต่างๆทางสังคม |
ตารางที่
7
แรงงานอพยพที่อาศัยในกรุงเทพฯจำแนกตามภาค
(หน่วย : ร้อยละ)
| ภาค | ร้อยละ |
| เหนือ | 19.6 |
| ตะวันออกเฉียงเหนือ | 48.4 |
| กลาง | 24.2 |
| ใต้ | 7.8 |
| รวม | 100.0 |
ที่มา : NESDB
6.
ปัญหาการผลิตและการตลาดของสินค้าหัตถกรรม
| ประชากรชนบทส่วนที่ไม่ต้องการหรือไม่พร้อมที่จะอพยพย้ายถิ่นไปทำงาน ในเมืองใหญ่ๆ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงประกอบอาชีพเสริมโดยผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น เสื่อกก ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ทอไหม ทอผ้า สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม ดอกไม้ประดิษฐ์ หมวกใบตาล ขนมพื้นบ้าน เครื่องปั้นดินเผา สิ่งประดิษฐ์จากผักตบชวา ตีเหล็ก ตีมีด สิ่งประดิษฐ์ทองเหลือง เครื่องนอน ตุ๊กตา ไม้กวาด ไข่เค็ม อาหารแห้ง ฯลฯ ปัญหา ที่ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมประสบคือขาดแคลนวัตถุดิบ เงินทุน ไม่สามารถพัฒนารูปแบบสินค้าและหาตลาดรองรับผลผลิต |
แนวทางการแก้ไขปัญหา
1. การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
|
น้ำเป็นปัญหาที่ค่อนข้างวิกฤตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ถึงแม้ในช่วงฤดูฝนก็มักเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ในระยะตกกล้าหรือหลังดำนาเสร็จ มีผลทำให้ต้นข้าวแห้งตายได้รับความเสียหายทุกปี นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อ ปริมาณน้ำสำหรับดื่มและใช้ในครัวเรือน จากการทดลองในภาคอีสานระหว่างปี 2523 ถึง 2530 ได้ พบว่าการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อ การเกษตร โดยสร้างสระน้ำอเนกประสงค์ สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจากการทดลองในภาคอีสานโดยทีมงานวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยเกียวโต กรมชลประทาน และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ความสำเร็จของสระน้ำการเกษตรดังกล่าว ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ |
ก. สถานที่ตั้งของสระ จะต้องเป็นที่ลุ่ม พื้นที่นารอบๆสระ จะทำหน้าที่เป็น พื้นที่รองรับน้ำฝนในฤดูฝนน้ำฝนจากนาจะไหลเข้าสู่สระ อนึ่ง สระการเกษตรดังกล่าวนี้เป็นสระที่กักเก็บน้ำฝน ไม่ใช่สระที่ได้น้ำจากใต้ดิน ที่ตั้งสระจึงอยู่ในที่สูงไม่ได้ เพราะน้ำฝนจะไม่สามารถไหลเข้าไปในสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข. การออกแบบสระ สระการเกษตรควรมีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด เกษตรกรจะต้องเสียสละพื้นที่ของตนบางส่วน เพื่อเป็นสถานที่ขุดสระ สระน้ำควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 4 เมตร เนื่องจากผลการวิจัยแสดงว่า อัตราการระเหยของน้ำ (รวมอัตราการรั่วซึม) ในภาคอีสานประมาณปีละ 0.90 ซม. หรือประมาณ 1 เมตร สระน้ำที่ลึก 4 เมตร จึงเสียปริมาณน้ำไป 1 เมตรเนื่องจากการระเหย เนื่องจากเป็นสระน้ำอเนกประสงค์ ใช้เลี้ยงปลาในสระ ต้องไม่ให้ระดับน้ำต่ำกว่า 1 เมตร ดังนั้นสระที่มีความลึก 4 เมตร เท่ากับเกษตรกรใช้น้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกไ้ด้เพียง 2 เมตรเท่านั้น สระที่ขุดจึงเสนอให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 4 เมตร เพื่อให้สระสามารถเก็บน้ำได้มากขึ้น อาจขุดสระได้ลึกมากกว่า 4 เมตร แต่จะมีอุปสรรค 2 ประการที่จำเป็นต้องพิจารณาคือ (1) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาน้ำใต้ดินเค็มในหลายพื้นที่ ควรให้สระอยู่เหนือระดับน้ำใต้ดินที่เค็ม เพื่อป้องกันมิให้น้ำเค็มเข้ามาผสมกับน้ำฝนที่สะสมในสระมากเกินไป และ (2) การเลี้ยงปลาในสระอเนกประสงค์ มีปัญหาว่าสระที่ลึกเกินไป ทำให้ปลาไม่โต เพราะ แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงก้นสระ ความลึกของสระจึงควรพิจารณาด้วยความเหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะค่าขุดสระมีราคาแพงถ้าต้องขุดลึกมากๆ ปกติเกษตรกรนิยมขุดสระที่ความลึกประมาณไม่เกิน 3 เมตร ซึ่งเท่ากับเจ้าของสระมีน้ำใช้เพียง 1 เมตรเท่านั้นตลอดปี ค. ลักษณะของสระ ตลิ่งของสระควรมีอัตราลาดชันไม่มากนัก เพื่อลดปัญหาน้ำเซาะตลิ่งพัง เนื่องจากสระมีค้นสระสูง เพราะเรานำดินก้นสระมาถม จึงต้องก่อสร้างท่อส่งน้ำเข้าสระ เพื่อให้ี่้น้ำฝนจากท้องนาโดยรอบ สามารถไหลเข้าสระได้ ที่ปากท่อด้านนอกสร้างบ่อดักตะกอนดินป้องกันตะกอนดินไหลเข้าสระ ในพื้นที่ดินเค็ม เมื่อขุดสระเสร็จใหม่ๆ น้ำในสระจะยังมีความเค็มอยู่พอควร แต่หลังฝนตก น้ำฝนที่ไหลเข้าสระจะทำให้น้ำในสระค่อยจืดลงๆ ในที่สุด เราสามารถนำน้ำในสระไปใช้เพื่อการเกษตรได้
|
ประโยชน์ที่จะได้รับจากสระน้ำอเนกประสงค์มีดังนี้
:
|
2.
ส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสาน (Integrated Farming)
|
การเกษตรเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงทั้งในขั้นตอนการผลิตและการตลาด
ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการผลิตและการตลาดที่ดีไว้ล่วงหน้า วิธีลดความเสี่ยงในภาคเกษตรคือการกระจายกิจกรรมเพื่อกระจายความเสี่ยง
เช่น เดิมเน้นผลผลิตข้าวเพียงชนิดเดียว ควรเปลี่ยนเป็น "ไร่ นา สวน" เกษตรกรแบ่งพื้นที่บางส่วนผลิตพืชไร่
บางส่วนผลิตข้าว บางส่วนผลิตผลไม้ ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือเกษตรครบวงจร ผลพลอยได้หรือกากของเสียจากกิจกรรมหนึ่งจะถูกใช้เป็นปัจจัยการผลิต ของอีกกิจกรรมหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อขุดสระน้ำเสร็จ เหนือสระจะสร้างคอกเลี้ยงสุกร มูลจากสุกรเป็นอาหารปลา ตะกอนดินในสระ ใช้เป็นปุ๋ยธรรมชาติสำหรับพืช ผัก ผลไม้รอบๆสระ เศษพืชผักใช้เป็นอาหารสุกร ผลไม้ที่มีต้นขนาดใหญ่จะให้ร่มเงาแก่พืชผักและมนุษย์ |
3.
ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยธรรมชาติเพื่อเพิ่มผลผลิต
| เกษตรกรฐานะยากจนไม่สามารถซื้อปุ๋ยเพื่อใช้เพิ่มผลผลิต ดังนั้นปุ๋ยธรรมชาติ เช่น โสนจีน (Sesbania Cannabina) ควรจะได้รับการส่งเสริมให้นำมาใช้อย่างแพร่หลายในการเพิ่มผลผลิต โสนให้ประโยชน์มากมาย และเนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตโสน ราคาจึงค่อนข้างถูก ( 25 บาทต่อกิโลกรัมในขณะสำรวจ) แต่เกษตรกรมักไม่รู้จัก วิธีใช้และการเลือกสายพันธุ์ การใช้โสนเป็นปุ๋ยนั้นง่าย เพียงหว่านเมล็ดพันธุ์โสนต้นฤดูฝน ปล่อยให้โสนเจริญงอกงามก่อนดำนาไถกลบต้นโสน ต้น ใบ กิ่ง รากจะค่อยๆสลายตัวให้ปุ๋ยธรรมชาติแก่ต้นข้าว ถ้าทำอย่างถูกวิธี โสนอาจเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากกว่าร้อยละ 30 ทีเดียว โสนทนความเค็ม ทนความแห้งแล้ง และทนต่อภาวะน้ำท่วมได้ดี โสนจะทำให้ดินมีคุณภาพดีขึ้น นุ่ม ปราศจากสารเคมี เท่ากับเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เกษตรกรซื้อเมล็ดโสนเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นสามารถหมุนเวียนใช้ เมล็ดพันธุ์ที่เก็บในฤดูเพาะปลูกต่อๆไป โดยไม่ต้องหาซื้อทุกฤดูกาลเพาะปลูกดังเช่นปุ๋ยเคมี โสนจึงช่วยลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และประหยัดค่าปุ๋ยไม่ใช่้น้อยทีเดียว |
4. การปรับเปลี่ยนผลผลิต เพื่อแสวงหารายได้ให้สูงขึ้นและลดความเสี่ยงลง
| เกษตรกรจะต้องขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลและอำเภอ
เกี่ยวกับ
การวางแผนการผลิต การตลาดและความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนผลผลิต
จากผลผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำไปผลิตผลผลิตที่มี มูลค่าเพิ่มสูงกว่า
ในปัจจุบันนี้การผลิตข้าวทำรายได้
945 บาทต่อไร่ใช้เวลาผลิตถึง 6 เดือน เกษตรกรที่อำเภอศรีสมเด็จจังหวัดร้อยเอ็ด
เปลี่ยนไปปลูกแคนตาลูป ทำรายได้้ 72,000
บาทต่อไร่
ใช้ระยะเวลาในการผลิตเพียง
3 เดือนโดยมีสัญญากับบริษัทซึ่งจัดส่งปัจจัยการผลิตให้ทุกชนิด
และรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาประกันขั้นต่ำ ที่อำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรผลิตเห็ด ทำรายได้ 40,000 บาทต่อไร่ใช้เวลาผลิตเพียง 1 เดือน ผลผลิตอื่นๆที่ประสบผลสำเร็จ เช่น ผลิตดอกไม้รายได้ 30,000 บาทต่อเดือนต่อไร่ เลี้ยงปลามีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือนต่อไร่ เลี้ยงกบทำรายได้ให้ 30,000 บาทต่อเดือนต่อไร่ เป็นต้น ปัญหาหลักอยู่ที่แหล่งน้ำ ดังนั้นถ้าเกษตรกรสามารถ ขุดสระการเกษตรอเนกประสงค์ ก็จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้แล้ว การปรับเปลี่ยนชนิดผลผลิต เลือกผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงคุณภาพดิน และสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย มีการวางแผนการผลิตและติดต่อหาตลาดรองรับผลผลิตไว้ล่วงหน้า เกษตรกรย่อมมีโอกาสที่จะมีรายได้ที่สูงขึ้นและมั่นคง |
5.
การรวมตัวเป็นองค์กรหรือศูนย์
| เพื่อที่จะสามารถลดต้นทุนในการผลิต และขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม
เกษตรกรจะต้องรวมตัวเป็นองค์กรหรือศูนย์เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองซื้อปัจจัยการผลิตและ
ขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม
แต่โดยอุปนิสัยของคนไทยกิจกรรมร่วมมักจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนัก
สหกรณ์การเกษตรทั้งประเทศมีเพียง 2 -3 รายเท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จ
ทั้งนี้เพราะมีผู้นำที่เข้มแข็งมีประสบการณ์และเสียสละเพื่อส่วนรวม
ในกรณีปัญหาด้านการผลิต และการตลาดสินค้าหัตถกรรม
"ศูนย์สินค้าหัตถกรรม" จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาได้
ประชาชนในชนบทที่ประกอบอาชีพ ผลิตสินค้าหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริมน่าจะรวมตัวจัดตั้ง
"ศูนย์สินค้าหัตถกรรม"ในระดับจังหวัดโดยมีผู้ผลิตทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ เสียค่าสมาชิกรายปี
หาสมาชิกสมทบโดยการชักชวน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า บริษัทท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปให้เป็นสมาชิก
์
ศูนย์ฯมีหน้าที่หลักดังนี้ |
6.
การแก้ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคขาดแคลน
| เคยพบว่า
การปั้นโอ่งในหมู่บ้านเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพเสริมได้ไม่ยาก
ถ้าองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ
อบต.ให้การสนับสนุน เช่น
การจัดหาแบบหรือแม่พิมพ์โอ่งประจำหมู่บ้าน
จัดหาปูนซิเมนต์ในราคาพิเศษ
และฝึกอบรมชาวบ้าน
ต้นทุนโอ่งจะต่ำมาก
ชาวบ้านจะมีโอ่งมากพอที่จะกักเก็บน้ำฝนไว้ดื่มตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เอกชนสร้างระบบประปาหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้ในแต่ละปีรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้สร้างระบบประปาหมู่บ้าน โดยใช้แหล่งน้ำธรรมชาติหรือน้ำบาดาล กรมทรัพยากรธรณีสำรวจแหล่งน้ำ กรมโยธาธิการออกแบบก่อสร้าง กระทรวงสาธารณสุขทดสอบคุณภาพน้ำ ประปาหมู่บ้านมี 2 ระบบ ระบบถังสูงค่าก่อสร้าง 265,000 บาท ระบบถังแรงดันค่าก่อสร้าง 179,700 บาท ระบบแรกค่าลงทุนสูง แต่ค่าดำเนินการต่ำเพราะจ่ายน้ำด้วยหอสูง ระบบถังแรงดันค่าลงทุนต่ำแต่ค่าดำเนินการสูงเพราะต้องใช้ปั้มน้ำไฟฟ้าในการจ่ายน้ำ ถ้าให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดสร้างและบริหารโดยให้เก็บค่าน้ำ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร หักค่าเสื่อมร้อยละ 10 ต่อปี และให้ได้รับกำไรมาตรฐานร้อยละ 16 ระบบแรกจะคุ้มทุนใน 9 ปีและระบบหลังจะคุ้มทุนใน 7 ปี เมื่อครบระยะเวลาคุ้มทุนแล้วให้เอกชนโอนกิจการให้ อบต. ดำเนินการต่อไป ถ้าให้เอกชนเข้าดำเนินการประชาชนในชนบทจะมีน้ำประปาใช้ใน ครัวเรือนภายในระยะเวลา 1 - 3 ปี หากรองบประมาณแผ่นดินอาจต้องรอ 25 - 30 ปี ในเวลาที่รัฐบาลกำลังมีปัญหาเรื่องงบประมาณขณะนี้ การร่วมมือกับเอกชนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด |
สรุป
การกระจายความเจริญเติบโตสู่ภูมิภาคและชนบทโดยรวมประสบปัญหามาโดยตลอด พื้นที่ชนบทที่ยากจนในอดีต ปัจจุบันก็ยังคงยากจนอยู่เหมือนเดิม สาเหตุสืบเนื่องมาจากประชากรในชนบทส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทางการเกษตร และรัฐบาลให้ความสนใจภาคการเกษตรน้อยเกินไป ในแต่ละพื้นที่ความรุนแรงของปัญหาอาจจะแตกต่างกัน แต่ผลที่ชาวชนบทได้รับเหมือนกัน กล่าวคือ ความยากจน ความลำเค็ญในการดำรงชีวิต บางส่วนต้องอพยพย้ายถิ่นเพื่อความอยู่รอด ในการแก้ไขปัญหาหากเป็นโครงการเล็ก ใช้งบประมาณน้อย ประชาชนมีส่วนร่วม หน่วยราชการให้คำแนะนำ เกษตรกรปรับเปลี่ยน ประเภทของผลผลิต โดยมีการวางแผนการผลิตและการตลาด ปัญหาที่ชาวชนบทประสบก็อาจจะบรรเทาเบาบางลงไปได้ และในอนาคตอาจจะหมดไปในบางพื้นที่ ความสนใจของรัฐบาลในการพัฒนาชนบท โดยมีโครงการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมดังกล่าวไปแล้ว น่าจะเป็นหัวใจของความสำเร็จ ขอเพียงมีการสนับสนุนอย่างจริงจังเท่านั้น เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ก็อาจพออยู่รอดได้ ไม่ต้องลำบากเหมือนเช่นปัจจุบัน |
Go back to the Main Page