| ช็อกคนทั้งโลก
เมื่อมีเหตุการณ์ขับเครื่องบินเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์กเมื่อ
11 กันยายน 2544 อันเป็นการที่คาดไม่ถึงว่ามนุษย์จะทำกันอย่างโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้
แท้ที่จริงประวัติศาสตร์ของมนุษย์เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมรุนแรง ในศตวรรษที่เพิ่งผ่านไป
มนุษย์เข่นฆ่ากันตายไปประมาณ 200 ล้านคน! เฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ประมาณ
50 ล้านคน นาซีฆ่ายิว 6 ล้านคน การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ
แต่ละเมืองคนตายประมาณ 100,000 คน สงครามเวียดนาม คนหนุ่มอเมริกันตายไปประมาณ
50,000 คน คนเวียดนามตายไป 2 ล้านคน และการสังหารหมู่ชาวบ้านที่ไมลายยังเป็นความโหดเหี้ยมที่ลืมกันไม่ลง
ย้อนกลับไปอีกก็การฆ่าฟันชาวพื้นเมืองอย่างโหดเหี้ยมเพื่อแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เบื้องลึกของความโหดเหี้ยมรุนแรงของมนุษย์ที่ทำต่อกัน คือ อวิชชาอันยังให้เกิดอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ เสริมกำลังด้วยอำนาจจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้โลภะ โทสะ โมหะ มีพลังขับเคลื่อนรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้การแย่งชิงอย่างโหดเหี้ยมขยายไปทั้งโลก ในปัจจุบัน การแย่งชิงได้แปรรูปไป แต่ก็ยังเป็นการแย่งชิง ซึ่งรุนแรงมากขึ้น ในนามของการค้าเสรี การเงินเสรี การแข่งขันเสรี ทำให้โลกทั้งโลกเป็นระบบเปิดที่จะไปแย่งชิงกันอย่างเสรี ไม่ว่าจะมีประดิษฐกรรมทางคำพูด และทางวิชาการมาเรียกและอธิบายมันว่าอย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นขับเคลื่อนด้วยความโลภ และอำนาจอยู่เหมือนเดิม ความโลภ และอำนาจจะไม่มีวันสร้างสันติภาพในโลกได้เลย พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ พระมะหะหมัด ไม่เคยทรงสอนเช่นนั้นเลย พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ และพระมะหะหมัด เป็นบุคคลที่ทรงบรรลุธรรม ล้วนสอนสิ่งที่ตรงข้ามกับความโลภ และอำนาจ แต่สอนเรื่องความเมตตา และการอยู่ร่วมกัน ไม่เคยทรงสอนเรื่องการแข่งขันเสรีเลย ทรงสอนให้คนแข็งแรงช่วยเหลือค้ำจุนคนที่อ่อนแอกว่า ถ้าในการแข่งขันเสรี เด็กและคนแก่ก็จะตายหมด ขณะนี้คนที่รวยที่สุดในโลกเพียง 300 คนมีทรัพย์สินมากกว่าคนในโลกกว่า 2,000 ล้านคน โลกจึงเสียสมดุล ดุลยภาพเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้เกิดความปกติและความยั่งยืน การเสียดุลยภาพคือความไม่ปกติ หรือความเจ็บป่วย และทำให้ไม่ยั่งยืน เรือที่วิ่งไปในทะเลถ้ามีความสมดุลก็วิ่งไปได้ราบเรียบและวิ่งได้ไกล เรือที่ขาดความสมดุลก็จะโคลงวูบวาบพลิกคว่ำได้ง่าย ไปไม่ไกล ปกติธรรมชาติที่อยู่มาโดยไม่มีมนุษย์จะอยู่ในสภาวะสมดุล หรือปรับไปหาสมดุลเสมอ จึงอยู่มาเป็นพันๆ ล้านปี เพราะธรรมะหรือธรรมชาติคือการปรับไปสู่ดุลยภาพ แต่มนุษย์ เพราะกิเลสเหนือธรรมชาติ ได้ก่อให้เกิดการทำลายความสมดุลทางธรรมชาติบนโลกนี้อย่างรุนแรง จนโลกนี้จะเป็นไปไม่ได้ มนุษย์ได้ทำลายพืชและสัตว์ให้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำลายป่าไม้ ทำลายผิวดิน ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ สร้างชั้นคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำลังทำให้โลกร้อน การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการบริโภคที่เกินเลยความจำเป็นตามธรรมชาติ กำลังก่อหายนภัยอันใหญ่หลวงให้มนุษย์ ซึ่งถ้ายังดำรงอยู่ก็จะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ในขณะที่แมลงต่างๆ ยังคงอยู่ต่อไปได้ มนุษย์มีสติปัญญาสูงกว่าแมลงเป็นอันมาก แต่แมลงจะอยู่ยั่งยืนมากกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์มีความโลภมากกว่าแมลง ลัทธิวัตถุนิยมบริโภคนิยมที่ถูกความโลภสถาปนาขึ้นมาได้ครอบคลุมไปหมดทั้งโลก ด้วยความจงใจของผู้มีอำนาจที่จะทำให้โลกทั้งโลกมีอารยธรรมเดียวกัน คืออารยธรรมตะวันตก หรืออารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยม และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ขั้วเดียวคือสหรัฐอเมริกา การทำให้ทั้งโลกเป็นระบบเดียวที่เชื่อมโยงกัน และขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูลคือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะความหลากหลายต่างหากที่ทำให้เผชิญวิกฤตได้และยั่งยืน ความเหมือนกันหมดทำให้ไม่สามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤต ระบบรวมศูนย์จะมีความเครียดในระดับสูง เกิดอุบัติเหตุง่าย และพากันล้มครืนไปทั้งหมด เมื่ออเมริกาเป็นศูนย์อำนาจของโลก อะไรที่เกิดขึ้นที่นั่นก็กระเทือนไปหมดทั้งโลก ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อตึกเวิลด์เทรดฯซึ่งกินเนื้อที่นิดเดียวพังลง เกิดความกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจการเงินอย่างรุนแรงไปทั่วโลก เพราะศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่นั่น สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นขั้วอำนาจสูงสุดจะเครียดที่สุดและเสี่ยงที่สุด เพราะในการดูแลโลกทั้งโลกอยู่ในระนาบเดียวกัน เป็นการแบกรับภาระที่เป็นไปไม่ได้ และเผชิญกับการทำลายในรูปแบบต่างๆ เป็นสภาวะที่น่าสงสารและดิ้นไม่หลุด อย่างความขัดแย้งที่ร้อนที่สุดที่ตะวันออกกลางนับตั้งแต่ตั้งประเทศอิสราเอลในปี ค.ศ.1948 เป็นต้นมา อันก่อให้เกิดวินาศให้แก่ชีวิตของมนุษย์อย่างมหาศาล มหาอำนาจสูงสุดไม่สามารถช่วยคลี่คลายให้เกิดสันติภาพได้ เพราะฐานอำนาจทางความรู้ การเงิน และการเมืองมีคนเชื้อสายยิวเป็นกำลังสำคัญ ทำให้อเมริกาเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ความโหดเหี้ยมของการพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯและเพนตากอน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 เป็นการก่อกรรมอันรุนแรงท่ามกลางเหตุการณ์อันเลวร้ายอยู่แล้ว สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจสูงสุดในโลกย่อมทนไม่ได้ที่ถูกลูบคมและทำลายศักดิ์ศรี จะต้องตอบโต้อย่างรุนแรง และเนื่องจากเป็นผู้กุมขั้วอำนาจสูงสุดในโลกแต่ผู้เดียวย่อมต้องดึงส่วนอื่นๆ ของโลกเข้าเกี่ยวข้องกับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงครั้งนี้ เพลิงแห่งโทสะและการก่อกรรมการก่อเวรต่อกันจะขยายตัวเผาไหม้มนุษยชาติต่อไป นี่แหละผลของการขับเคลื่อนโลกด้วยอวิชชาและอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ อกุศลมูลสร้างสันติภาพในโลกไม่ได้ "มนุษยชาติจะอยู่รอดได้ต้องมีวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง" ตามคำของไอน์สไตน์ วิถีคิดใหม่คือ ความเมตตาและการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าเสรี การเงินเสรี ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของความโลภเสรี มนุษย์ต้องการการปฏิวัติทางจิตสำนึก (Consciousness Revolution) และการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ (Spirtual Revolution) ไม่ใช่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะสนองความโลภยิ่งๆ ขึ้น การปฏิวัติทางจิตสำนึกและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณเท่านั้นที่จะทำให้มนุษยชาติอยู่รอดได้ มนุษย์ควรจะมีจิตสำนึกใหม่ที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียว (The Same Oneness) ของมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด มีความเมตตา มีความเอื้ออาทร ส่งเสริมและสนับสนุนการอยู่ร่วมโลกเดียวกัน โดยแต่ละกลุ่มๆ มีสิทธิเสรีภาพที่จะดำรงชีวิตตามวัฒนธรรมอันหลากหลายของตนเอง ต่างดูแลรักษาวัฒนธรรมอันงดงามของตน อนุรักษ์และเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมให้ได้ดุลยภาพ เคารพในวัฒนธรรมที่หลากหลายของเพื่อนมนุษย์ แต่ละกลุ่มเชื่อมโยงสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นๆ ในเชิงเรียนรู้ ในเชิงเห็นคุณค่าในเชิงเกื้อกูล ให้แต่ละกลุ่มอยู่ได้อย่างดีประดุจพี่น้องของเรา ซึ่งแท้ที่จริง "โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกัน" ตามคำของท่านมหาตมะคานธี พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ พระมะหะหมัด ไม่เคยทรงสั่งสอนเรื่องการแย่งชิงกันเลย แต่ทรงสอนเรื่องความเมตตาและการอยู่ร่วมกัน ท่านอาจารย์พุทธทาสได้มอบมรดกไว้ให้แก่มนุษย์ 3 ข้อคือ
วัตถุนิยมก็คือ โลภจริตที่กำลังครองโลก วิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิงคือ การย้ายฐานคิดจากอกุศลมูลคือ โลภะ โทสะ โมหะ ไปสู่กุศลมูลคือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ มนุษย์นอกจากมีธรรมชาติของความเห็นแก่ตัวแล้ว ยังมีอีกธรรมชาติหนึ่งคือการไปพ้นความเห็นแก่ตัว (self transcending) การปลุกเร้าธรรมชาติความเห็นแก่ตัว คือ วิถีคิดเก่าที่นำมนุษยชาติเข้าสู่สภาวะวิกฤตและความอยู่ไม่รอด วิถีคิดใหม่คือการปลุกเร้าธรรมชาติของการไปพ้นความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติของสัตว์ การไปพ้นความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ควรเปลี่ยนเครื่องวัดความเจริญใหม่ ไม่ใช่การวัดจีดีพีอันเป็นดรรชนีของความโลภ แต่ควรวัดความเจริญกันด้วยความเป็นมนุษย์ (Humanity index) พระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชกระแสรับสั่งว่า "ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน" สังคมตามพระราชกระแสนี้เป็นสังคมคนละแบบกันที่เป็นกันอยู่ "ใครจะว่าเชย" คือไม่เป็นไปตามสมัยนิยม (อันขับเคลื่อนด้วยโลภจิต โมหจริต) การมีพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน หมายถึงความเมตตา และการอยู่ร่วมกัน นี้คือสันติสังคม หรือสังคมโดยธรรม นับว่ามีสายพระเนตรกว้างยาวไกล และเปี่ยมด้วยธรรม พี่น้องคนไทย และเพื่อนร่วมโลก ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนวิถีคิดใหม่ ออกจากโมหภูมิ ไปสู่มนุษยภูมิ ด้วยการมีจิตสำนึกใหม่ที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของเพื่อนมนุษย์ทั้งโลก มีความเมตตาต่อกัน นำความเอื้ออาทรและเกื้อกูลเพื่อการอยู่ร่วมกันเข้ามาแทนที่การแย่งชิงหรือโลภจริตเสรี เพื่อความไพบูลย์แห่งความเป็นมนุษย์ เพื่อสันติภาพ สันติสุข และความอยู่รอดของมนุษยชาติทั้งโลก |