เดินหลงทาง:ทศวรรษแห่งการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด
ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี
![]()
สารบัญ
| ตอนที่ 1 | อารัมภบท | |
| ตอนที่ 2 | หอมกลิ่นเงินนอก | |
| ตอนที่ 3 | อยากเป็นเสือแห่งเอเชีย | |
| ตอนที่ 4 | เปิดตลาดรับเงินนอก | |
| ตอนที่ 5 | ลืมจัดบ้าน | |
| ตอนที่ 6 | การเมืองนำเศรษฐกิจ | |
| ตอนที่ 7 | กันฟองสบู่แตก | |
| ตอนที่ 8 | ถูกจับตาจากนักค้าเงิน | |
| ตอนที่ 9 | สู้สงครามเงินตรา | |
| ตอนที่ 10 | สถาบันการเงินล่มสลาย | |
| ตอนที่ 11 | ตามหลัง ไอ เอ็ม เอฟ | |
| ตอนที่ 12 | หยุดหลงทาง | |
| ตอนที่ 13 | สู่ทางใหม่ |
ตอนที่ 1 อารัมภบท
| ผมเขียนบันทึกเรื่อง
"เดินหลงทาง:
ทศวรรษแห่งการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด"
ขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานให้สังคมพิจารณาว่า
ที่เราต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงอยู่
ณ ขณะนี้
เพราะพวกเราหลายคน "เดินหลงทาง"
พวกเราหลายคนนี้
มีทั้งภาครัฐ
ทั้งราชการและการเมือง
ภาคเอกชน
ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อม
และภาควิชาการ
รวมทั้งตัวผมด้วย
และเราเดินหลงทางกันมานาน
ไม่น้อยกว่าสิบปี ที่เศรษฐกิจเสียหายอย่างมากจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านบาท แสดงว่าต้องหลงทางกันมานาน และหลงทางกันหลายคน หลายกลุ่ม เพราะฉะนั้น ที่กล่าวหากันว่า ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลพลเอกชวลิต ปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนช้าไป รัฐบาลคุณบรรหารหยุดยั้งเศรษฐกิจฟองสบู่ไม่สำเร็จ รัฐบาลคุณชวน/คุณธารินทร์เปิดเสรีทางการเงินเร็วไป รัฐบาลพลเอกชาติชาย และรัฐบาลคุณอานันท์ส่งเสริมการลงทุนเอกชนมากไป ฯลฯ คำกล่าวหาเหล่านี้มีส่วนถูกทั้งนั้น หมายความว่า ในการดำเนินนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจทุกยุคสมัย ทุกรัฐบาล ในรอบสิบปีที่ผ่านมานี้ มีความผิดพลาด มีส่วนที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ความผิดพลาดเหล่านี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลเท่านั้น คนกลุ่มอื่นก็มีส่วนด้วย รวมทั้งเอกชนคนไทยและคนต่างประเทศ ในเมื่อสาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจมาจากการตัดสินใจ การกระทำของคนหลายกลุ่ม หลายสถาบัน จึงต้องสรุปว่าสาเหตุของปัญหาเป็นที่ระบบ เพราะระบบการบริหารเศรษฐกิจ / ธุรกิจของเรา ยังไม่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ / ธุรกิจของโลก เมื่อเรายอมให้เศรษฐกิจของเราไปผูกพันกับเศรษฐกิจ / ธุรกิจของโลก โดยที่เรายังไม่พร้อม ทำให้เศรษฐกิจ / ธุรกิจของเราต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่คนต่างชาติเขาเห็น เขาคิดว่าเราเป็นอย่างไร ยามที่เขานิยมเรา เขาก็ยกย่องชื่นชมเรา เอาเงินมาให้เราใช้จนเราลืมตัว เราเปิดรับเงินนอก รับเงินเขาเต็มที่ เพราะดูในระยะสั้น เราได้ประโยชน์ เศรษฐกิจของเราขยายตัวเร็ว คนมีงานทำ มีรายได้ พอเขาเห็นว่าเราชักจะมีปัญหา เขาก็ว่าเรามีข้อบกพร่องสารพัดอย่าง เลิกให้เงินเรากู้ เลิกลงทุน เลิกซื้อหุ้น แถมยังเอาเงินของเขาออกอีก เศรษฐกิจ / ธุรกิจของเราก็เลยล่มสลายอย่างง่ายดาย บันทึกเรื่อง "เดินหลงทาง" นี้ จึงต้องการจะบอกว่า ปัญหาของเราอยู่ที่ระบบ และอยู่ที่เราพึ่งเงินนอกมากเกินไป เพราะฉะนั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปโทษว่าเป็นความผิดของคนนั้น คนนี้ คนกลุ่มนั้น คนกลุ่มนี้ เราควรจะยอมรับว่า ระบบเศรษฐกิจ / ธุรกิจของเราที่มีอยู่ จะให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วไม่ได้ เราจะต้องสร้างระบบเศรษฐกิจ / ธุรกิจที่สอดคล้องกับพื้นฐานทางสังคม / เศรษฐกิจ / การเมืองของไทย และสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ / ธุรกิจของโลก โดยที่เราต้องไม่พึ่ง "เงินนอก" มากเกินไปซึ่งจะทำให้เรามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจช้าหน่อย แต่จะเป็นการเจริญเติบโตที่มีเสถียรภาพ และมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในสังคมไทย บันทึกฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อให้คนส่วนมากอ่านได้ง่าย จึงได้พยายามไม่ใช้ภาษา และแนวทางการวิเคราะห์ที่เป็นวิชาการ ผมหวังว่า ข้อวิเคราะห์และแนวคิดที่เสนอในบันทึกฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ในการทำความเข้าใจต่อปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทย ที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้บ้าง |
ตอนที่ 2 "หอมกลิ่นเงินนอก"
| ใครที่มีอายุไม่เกิน
30 ปี คงได้เห็น
และรับรู้อย่างไม่ยากเย็นนักว่า
ในอดีตประเทศไทยของเรายากจนเพียงไร
เรื่อง "เงินนอก"
ที่เป็นปัญหาหนักอกหนักใจอยู่ในขณะนี้
คนไทยทั้งประเทศเมื่อกว่า
20 ปีที่แล้ว
แทบจะไม่มีสิทธิคิดถึงแทบจะไม่มีโอกาสสัมผัสเลยด้วยซ้ำไป
มีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศ
ในรูปของรัฐบาลกับรัฐบาล
หรือรัฐบาลกับองค์การระหว่างประเทศ
เช่น ธนาคารโลก
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย
(ADB)
กองทุนความร่วมมือโพ้นทะเลของประเทศญี่ปุ่น
(OECF)
หรือองค์การเพื่อการพัฒนานานาชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา
(USAID) เงินนอกที่กู้มาได้ รัฐบาลก็เอาไปใช้สร้างถนนหนทาง เขื่อน ไฟฟ้า ประปา และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั่วโลก ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินนอกนี้ด้วย ยกเว้นที่ต้องเสียภาษีที่ส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องเอาไปชำระหนี้ต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2528 ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศเท่ากับ 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 46.5% ของรายได้ประชาชาติในปีนั้น ซึ่งก็เป็นหนี้ของรัฐเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สำหรับประชาชนที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินนอกบ้าง ก็มีเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจส่งออก นำเข้า และผู้ที่ลงทุนกับต่างประเทศ ซึ่งใช้เงินนอกเพียงเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนท่านั้น ไม่ได้มีบทบาทอื่นใดมากไปกว่านั้น การลงทุนจากต่างประเทศ เป็นเพียงเงินทุนที่เข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการลงทุนเพราะต้องการนำของเข้ามาขายในประเทศไทย บางทีก็ใช้ในรูปของ "ซัพพลายเออร์เครดิต" คือให้สินเชื่อเพื่อซื้อของ หรือเครื่องจักรของเขา โดยให้เป็นของ หรือนำเครื่องจักรเข้ามาแล้วก็บอกว่าติดหนี้ค่าเครื่องจักรเอาไว้ก่อน ขายของได้แล้วค่อยไปชำระหนี้คืนในภายหลัง ไม่ได้เป็นตัวเงินจริงๆ รัฐบาลเองเมื่อเห็นว่าประชาชนไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเงินต่างประเทศ ก็ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่เป็นสำคัญ โดยในอดีตอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 20 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ จนกระทั่งถึงสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทที่สำคัญสองครั้ง คือในปี 2524 เปลี่ยนเป็น 23 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และอีกครั้งหนึ่งในปี 2527 เป็น 27 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ถึงจะเปลี่ยนก็เป็นการเปลี่ยนแบบตายตัว โดยการลดค่าเงินเป็นสำคัญ ในการเปลี่ยนครั้งหลัง มีการเริ่มใช้ระบบตะกร้าเงินหลายๆ สกุลมากำหนดค่าเงินบาทเป็นรายวัน ไม่ได้ปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว การลดค่าเงินสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลไม่ค่อยอยากทำเพราะประชาชนแสดงความรู้สึกว่า การลดค่าเงินเป็นเสมือนการลดฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ การลดค่าเงินเมื่อปี 2527 ประกาศตอนเย็นวันลอยกระทง คือวันที่ 2 พฤศจิกายน เกิดการโต้แย้งกันทางโทรทัศน์ โดยผู้ไม่เห็นด้วย คือ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกในตอนนั้น และผู้สนับสนุนคือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่หลายวัน เพราะฉะนั้นที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้ระบบตะกร้า ก็เพื่อให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐเปลี่ยนค่าได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันในอดีต เงินนอกเองก็มีข้อจำกัด เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหน ไม่สะดวกเหมือนสมัยนี้ เนื่องจากเงินดอลล่าร์สหรัฐในอดีตผูกติดกับทองคำ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งในสมัยประธานาธิบดีนิกสัน ได้มีการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศสหรัฐอเมริกา จากการที่เทียบเงินดอลล่าร์กับทองคำ เป็นเงินดอลล่าร์แยกตัวจากทองคำเมื่อปี 2514 และจากนั้นเป็นต้นมา ระบบอัตราเแลกเปลี่ยนของโลกก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่มีอัตรายืดหยุ่นมากขึ้นเป็นลำดับ โดยที่ค่าของเงินดอลล่าร์ก็ยังค่อนข้างแข็งเกินไป ในที่สุด ประเทศสหรัฐอเมริกาก็อดรนทนไม่ไหว เนื่องจากค่าเงินดอลล่าร์แข็งมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลก เช่น เงินเยนของญี่ปุ่น เงินดอยช์มาร์คของเยอรมนี เป็นต้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ เสียเปรียบ สหรัฐฯมีดุลการค้าขาดดุลกับนานาชาติมากมาย ดังนั้น กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโดยการผลักดันของสหรัฐอเมริกา จึงได้ให้มีการประชุมกันที่นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนกันยายน 2528 โดยใช้โรงแรมพลาซ่าเป็นสถานที่จัดการประชุม หัวข้อในการประชุมก็คือ การปรับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลล่าร์สหรัฐกับเงินเยน และเงินสกุลหลักอื่นๆ ได้มีการตกลงให้ปลดแอกเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีผลทำให้เงินดอลล่าร์สหรัฐลดค่าอย่างรวดเร็ว ข้อตกลงนี้รู้จักกันในชื่อ "พลาซ่าแอคคอร์ด" (Plaza Accord) จากนั้นเป็นต้นมา เงินนอกไม่ว่าจะเป็นเงินเยน เงินดอลลาร์ หรือเงินสกุลอื่นๆ ต่างก็ต้องหาที่ไปลงทุน เพราะเหตุว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ทำให้เงินเปลี่ยนค่าทุกวัน พอเปลี่ยนค่า เปลี่ยนผลตอบแทน เงินเหล่านั้นก็ต้องวิ่งไปตามที่ต่างๆ เพื่อหาที่ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ทำให้เกิดการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนไปทั่วโลก ในขณะเดียวกัน วิวัฒนาการทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของโลกก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนสามารถที่จะซื้อขายทรัพย์สินที่เป็นเงินตรา ที่เป็นหุ้น ที่เป็นตราสาร เป็นหลักทรัพย์ เป็นเงินกู้ เป็นอะไรต่อมิอะไรได้อย่างรวดเร็ว วิวัฒนาการอันนี้เกิดขึ้นมาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ส่วนหนึ่ง เกิดขึ้นมาจากระบบดาวเทียมที่ยิงไปทั่วโลกและสายเคเบิลที่ทำด้วยฉนวนใยแก้วต่อเชื่อมกันระหว่างทวีปใหญ่ๆ ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้หมดส่วนหนึ่ง และเกิดขึ้นมาจากการเปิดเสรีโทรคมนาคมอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ประเทศต่างๆ ในโลกมีระบบสื่อสารและมีการสื่อสารที่แพร่หลายติดต่อถึงกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเงินนอกก็เริ่มโชยกลิ่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็ คือ ประเทศที่ต้องประสบปัญหาที่ค่าเงินแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ อย่างญี่ปุ่นก็ดี ไต้หวันก็ดี ประเทศพัฒนาอื่นๆ ก็ดี พยายามทุกวิถีทางที่จะย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ ไปลงทุนในประเทศต่างๆ ที่กำลังพัฒนาที่มีค่าเงินอ่อน รวมทั้งประเทศไทยด้วย ในระยะนั้น มีบริษัทญี่ปุ่น บริษัทไต้หวัน ได้เข้ามายังประเทศไทยพร้อมกับเงินลงทุนจำนวนมหาศาล คือประมาณปี 2529 เป็นต้นมา และเริ่มลงทุนกันอย่างจริงจังในปี 2530 มีโครงการลงทุนเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการให้การสนับสนุนการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีหน้าที่ให้ใบอนุญาตตั้งโรงงาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิพิเศษทางภาษีในช่วงนั้นทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ จากปี 2528 โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 35,000 ล้านบาท และ 68,000 ล้านบาท ในปี 2529 และ 2530 ตามลำดับ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนของญี่ปุ่นถึงร้อยละ 39 และ ไต้หวัน ร้อยละ 10 นี่เอง ที่ทำให้คนไทยเริ่มได้กลิ่นเงินนอกจากตลาดการลงทุนโดยตรง และเริ่มเรียนรู้ว่าเงินนอกนี้มันช่างหอมหวนเหลือเกิน ช่างมีมากมายเสียเหลือเกิน เป็นหลักฐานอีกจุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า กลิ่นเงินนอกนี่ ทำให้คนไทยเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นทุกที เข้าไปเกี่ยวข้องในเชิงที่มาลงทุนโดยตรง ทำให้บริษัทในประเทศไทยมีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างประเทศ หรือบริษัทต่างประเทศมาลงทุน แล้วก็จ้างคนไทยไปทำงาน เพราะฉะนั้นการทำงานกับบริษัทที่ต่างประเทศลงทุนในช่วงนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และโดยเหตุที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นนี่เอง ก็ทำให้เขาเริ่มรู้จักบริษัทไทย บริษัทไทยจึงมีโอกาสที่จะกู้เงินจากต่างประเทศได้โดยตรงด้วย โครงสร้างเงินกู้ต่างประเทศในช่วงปลายสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็เริ่มเป็นเอกชนกู้ต่างประเทศมากขึ้นกว่าเดิม คือเป็นร้อยละ 30 ของหนี้ต่างประเทศเมื่อ พ.ศ.2531 ขณะเดียวกันจากการที่มีสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น มีเงินที่วิ่งไปวิ่งมาทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ก็มีอีกที่หนึ่งที่เงินนอกส่งกลิ่นเช่นเดียวกัน นั่นคือ ตลาดหลักทรัพย์ หลักฐานที่ปรากฏคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงมาเป็นระยะเวลานานหลายปี ตั้งแต่เมื่อปี 2522 ก็เริ่มมากระดิกตัว ฟื้นตัวอีกทีหนึ่งในปี 2529 และกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2530-2531 ซึ่งในการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินตราจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาก ความรู้สึกของคนไทยตอนนั้นคือว่า หุ้นตัวไหนก็ตามถ้าฝรั่งลงทุน ถ้าฝรั่งซื้อเมื่อไรละก็ ราคามันจะวิ่ง นั่นเป็นกลิ่นเงินนอกอีกทางหนึ่ง การซื้อขายของชาวต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2531 มีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นการซื้อ 24,000 ล้านบาท สูงกว่าการขายซึ่งมีจำนวน 16,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 13 ของมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งมีการซื้อขาย 25,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการซื้อ 17,000 ล้านบาท มากกว่าการขาย ซึ่งมีมูลค่า 8,600 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 ของมูลค่ารวม จากจุดนี้เอง ทำให้ประเทศไทย ประชาชนชาวไทย ในช่วงประมาณปี 2530-2532 รู้จักเงินนอก ได้กลิ่นเงินนอก ได้เห็นถึงแสนยานุภาพของเงินนอกว่าสามารถดลบันดาลอะไรๆ ได้หลายสิ่งหลายอย่าง จึงได้มีการเริ่มกระบวนการที่จะนำไปสู่การเปิดให้มีการใช้เงินจากต่างประเทศ หรือให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ามันเกือบจะนำไปสู่ความหายนะของประเทศไทยในที่สุด |
ตอนที่ 3 อยากเป็นเสือแห่งเอเชีย
| เรื่องมันเริ่มต้นจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ในช่วงปี 2522-2524
ที่ตอกย้ำความยากจนของประเทศ
ซึ่งเดิมก็ลำบากอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก
สภาวะความยากจนของประชาชนชาวไทยในขณะนั้น
ไม่ว่าจะคิดในเงื่อนไขอะไรภายใต้เส้นวัดความยากจน
ก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคนยากจนของคนในประเทศไทยมีเพิ่มสูงขึ้น
เริ่มตั้งแต่ปี 2525
แล้วก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ ในตอนนั้นมีความคิดกันว่า ต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและให้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้แก้ปัญหาความยากจน ในความคิดนั้นได้โยงไปถึงเรื่องกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศที่มีการเปรียบเทียบกันว่า ในอดีต การพัฒนาประเทศอาศัยภาคการเกษตรเป็นสำคัญ โดยการใช้ปริมาณพื้นที่ในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็สามารถรักษาอัตราการขยายตัวได้ในระดับหนึ่ง มีความสำเร็จในเรื่องการลดอัตราความยากจนได้ระดับหนึ่ง แต่ต่อมาถึงช่วงปี 2524-2525 หลักฐานที่ปรากฏก็คือ พื้นที่ที่จะเปิดใหม่เพื่อการเกษตรก็หมดไป เพราะฉะนั้นสินค้าเกษตรที่เคยเพิ่มได้ ที่เคยช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ก็เริ่มมีปัญหา ขณะเดียวกัน ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ก็เริ่มกระบวนการกีดกันสินค้าเกษตรนำเข้าในรูปแบบต่างๆ ให้เงินอุดหนุนสินค้าในประเทศของตนเองบ้าง ตั้งกำแพงภาษีบ้าง กำหนดโควต้าบ้าง ทำให้การค้าสินค้าเกษตรทำได้ลำบาก พวกเราบางคนคงจะจำเพลง "อเมริโกย" ที่มีเนื้อหาปลุกใจต่อต้านกฎหมายสนับสนุนกิจการฟาร์ม (Farm Act) ของสหรัฐอเมริกา ของแอ๊ด คาราบาวได้ โจทย์ที่คิดในขณะนั้นก็คือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนกลยุทธ์กันอย่างไร ในตอนนั้นรัฐบาลไทยได้ให้ธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งผมเองก็เป็นสมาชิกในทีมที่ปรึกษานั้นด้วย ธนาคารโลกได้เข้ามาศึกษากลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วได้มีข้อสรุปตรงกันในขณะนั้นว่า ถ้าประเทศไทยจะพึ่งพาภาคเกษตรต่อไป การแก้ปัญหาความยากจนจะทำได้ลำบาก ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว คือพื้นที่เพื่อเกษตรที่จะเปิดใหม่ไม่มีแล้ว และสินค้าเกษตรถูกกีดกันมาก ในข้อเสนอของที่ปรึกษาทั้งหลาย ได้หยิบยกแนวทางการพัฒนาของประเทศที่เรียกว่าเป็น "เสือแห่งเอเชีย" ทั้งสี่ประเทศ คือ ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง และสิงคโปร์ มาเป็นตัวอย่างว่า สามารถเร่งรัดการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และได้รับความสำเร็จในเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ที่ปรึกษาได้อ้างอิงด้วยว่า ประเทศไทยมีแรงงานเหลือเฟือ เพราะแรงงานที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่สามารถไปทำงานในภาคเกษตรได้ เพราะที่ดินมีจำกัด มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกิน ประเทศไทยก็เลยมีแรงงานเกินอยู่มาก สามารถจัดให้เข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ ที่สำคัญก็คือ แรงงานไทยในตอนนั้น ได้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าก่อนนั้นแล้วว่า ให้เรียนสายวิชาชีพให้มากๆ โดยการไปขอกู้เงินจากธนาคารโลกมาเพื่อการขยายปริมาณนักเรียน นักศึกษาทางด้านอาชีวะอย่างมากมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าว ในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นจึงได้ตัดสินใจว่า กลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศ คือเน้นการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้เน้นการลงทุนผลิตเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ และใช้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกในการนำการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในปี 2528 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินงานเรื่องนี้โดยตรง โดยมอบหมายให้คุณศุลี มหาสันทนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีม มีการประสานงานกันระหว่างคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกระทรวงพาณิชย์ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อที่จะส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศกันอย่างเต็มที่ ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2530 เป็น "ปีการท่องเที่ยวไทย" ขึ้น และมีการรณรงค์โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนมาเที่ยวเมืองไทยไปทั่วโลก โดยอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งในตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง รับผิดชอบสายท่องเที่ยวอยู่ ส่วนในด้านการส่งเสริมการลงทุน ได้มีการจัดคณะส่งเสริมการลงทุนเดินทางไปพบปะนักลงทุนในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป อเมริกา ซึ่งผมเองก็มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับคณะส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวหลายครั้ง ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็ได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการส่งออก ให้มีความสะอาดมากขึ้น พร้อมๆ กับการลดอัตราการคุ้มครองสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกสามารถซื้อสินค้าที่จำเป็นมาใช้ในการผลิตในตุ้นทุนที่ต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าขั้นกลางอะไรก็ตาม การดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจในขณะนั้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย จากการที่ค่าเงินบาทผูกติดกับดอลล่าร์สหรัฐโดยตรง เป็นการคำนวณค่าเงินบาทตามตะกร้าของเงินสกุลต่างๆ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2527 และเป็นผลให้ค่าเงินบาทลดลงจาก 23 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ มาเป็น 27 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ประจวบเหมาะกับข้อตกลง "พลาซ่า แอคคอร์ด" เมื่อเดือนกันยายน ปี 2528 ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ในโลกแล้วลดค่าลง เงินบาทที่แม้จะผูกไว้กับตะกร้าเงินหลายสกุล แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นดอลล่าร์สหรัฐก็พลอยมีค่าอ่อนลงด้วย ในขณะที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น เงินดอลล่าร์ของไต้หวัน เงินวอนของเกาหลีใต้ มีค่าแข็งขึ้น การลดค่าเงินครั้งนั้น รวมทั้งข้อตกลง "พลาซ่า แอคคอร์ด" ช่วยในเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนของประเทศไทย โดยตรงเพราะเหตุว่าทำให้สินค้าออกมีราคาถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศตัดสินใจมาลงทุนง่ายขึ้น เนื่องจากเงินของเขาเมื่อแลกเป็นเงินบาทแล้วได้มากขึ้น และทำให้การท่องเที่ยวไทยมีค่าใช้จ่ายต่ำในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ นักลงทุนจากต่างประเทศที่มีค่าเงินแข็งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ เริ่มรู้สึกว่า การผลิตสินค้าในประเทศของตนเองแล้วส่งออกขายก็จะเสียเปรียบ จึงได้มีการย้ายฐานการผลิตมาลงทุนในประเทศไทยกันอย่างมากมาย และเป็นการลงทุนโดยตรงอันน่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่ปลายปี 2529 และเริ่มเร่งตัวอย่างแท้จริงในช่วงปี 2530, 2531 และ2532 นี่คือจุดตั้งต้นที่สำคัญยิ่งของเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย เมื่อปรากฏว่าการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาโดยอาศัยสินค้าออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศนี้ ได้รับความสำเร็จสูงมาก ซึ่งเมื่อมองย้อนหลังก็สามารถพูดได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในตอนนั้น และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือจังหวะเวลา ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงเรื่องกลไกการเงินของโลก จากข้อตกลง "พลาซ่า แอคคอร์ด" จะเป็นตัวส่งให้เกิดความสำเร็จอย่างสูง เห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างปี 2531-2533 ซึ่งเป็นบางปีมีอัตราการขยายตัวเกิน ร้อยละ 10 ผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้เรามีความมั่นใจสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้เรามีความคิดว่า ในไม่ช้านี้ เราสามารถเป็น "เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย" ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เราคิดแต่เพียงว่าเดินตามรอยของสี่เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย เพื่อช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ฟื้นตัว ได้ก็เพียงพอแล้ว ความรู้สึกมั่นใจว่าเราจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เป็น "เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย" ไม่ได้เป็นเฉพาะรัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทยเท่านั้น แม้แต่ธนาคารโลกเองก็เคยพยากรณ์ว่า ในไม่ช้านี้ประเทศไทยจะมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ความมั่นใจอันนี้ ทำให้ตอนปลายรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และรัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปิดการระดมทุน เพื่อให้มีการลงทุนกันอย่างเต็มที่ โดยหวังจะปูทางไปสู่การเป็นเสือตัวที่ห้า และในสมัยรัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน ก็มีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องต่อมา ในช่วงประมาณปี 2530-2533 รัฐบาลได้กำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชียอยู่สองประการ คือ ประการแรก เรื่องอุตสาหกรรมนำ และประการที่สองคือ เรื่องสาธารณูปโภคที่เป็นเชิงพาณิชย์ เรื่องอุตสาหกรรมนำนี้ เราได้ตัดสินใจเลือกอุตสาหกรรมสามประเภท เป็นอุตสหกรรมหลักที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์ เหตุผลที่เราส่งเสริมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมเหล็ก ทั้งๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ และต้องใช้เงินเป็นจำนวนมหาศาล ก็เนื่องจากเห็นว่า อุตสาหกรรมทั้งสองเป็นฐานสำคัญในการไปสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างอื่นที่เราจะสร้างขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นอุตสาหกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องใช้เหล็กและปิโตรเคมีทั้งสิ้น ด้วยความเชื่อที่ว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ได้ จึงได้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งรวมทั้งโรงกลั่นน้ำมันด้วย อย่างเป็นล่ำเป็นสัน การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่พ.ศ.2532 เช่น เหล็กเส้น การลงทุนทำให้กำลังการผลิตเพิ่มจาก 1.3 ล้านตันต่อปีในปี 2533 มาเป็น 2.2 ล้านตัน และ 3 ล้านตันต่อปี ในปี 2535 และ2536 ตามลำดับ ผลิตภัณฑ์เหล็กอย่างอื่น เช่น เหล็กรีดซ้ำ ท่อเหล็ก ก็มีการลงทุนเพิ่มมากในห้วงเวลานี้เช่นกัน สาเหตุที่เอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กมาก เพราะความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่ง และเพราะรัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง บริษัทนครไทย สตีลเวิร์ค ในกลุ่มของคุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง หรือบริษัทสหวิริยา สตีล ที่มีปัญหาหนี้อย่างมากในขณะนี้ ก็เกิดจากการลงทุนอย่างใหญ่โตในอุตสาหกรรมเหล็กในยุคนั้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็มาขยายตัวกันในช่วงนี้ ในปี 2531 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกประกาศให้การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กระทรวงการคลัง ก็ให้การคุ้มครองโดยเก็บภาษีสินค้าเข้า 40 เปอร์เซ็นต์ และยังมีค่าธรรมเนียมพิเศษกำหนดโดย บีโอไอ อีก ฉะนั้นจึงมีการขอการส่งเสริมกันใหญ่ รวมแล้วกว่า 30 ราย มีกำลังการผลิตกว่า 2.5 ล้านตันต่อปี รายใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มี บริษัท ไทยโพลีเอทธีลีน และบริษัท ทีพีไอ โพลีน รายหลังอยู่ในกลุ่มของคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่กำลังอยู่ในขบวนการปรับโครงสร้างหนี้จำนวนมหาศาลในปัจจุบัน เรื่องการลงทุนในโรงกลั่นน้ำมันก็ไม่น้อยหน้า ทั้งบริษัท ไทยออยล์ เอสโซ่ เชลล์ และคาลเท็กซ์ ตัดสินใจลงทุนขยายกำลังการผลิต จากการลงทุนครั้งนี้รวมแล้ว ทำให้ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันสูงถึง 7.6 แสนบาร์เรลต่อวัน รวมการลงทุนในโรงกลั่นน้ำมันในช่วงนั้นสูงถึงกว่า 125,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนมากก็เป็นการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ การลงทุนในโครงการเหล็ก ปิโตรเคมี และโรงกลั่นน้ำมัน เกิดการระดมเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงได้นำไปสู่ขบวนการสร้างเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมที่หนักที่สุดในจำนวนอุตสาหกรรมทั้งหมด สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องขึ้นมาอีกมากมาย ทั้งยังส่งเสริมเสน่ห์แห่งการเป็นเสือแห่งเอเชียให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ผมได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ค่อนข้างมาก เนื่องจากว่าได้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลหลายรัฐบาล ในการช่วยกำหนดนโยบายของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยว่าควรจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งนโยบายหลักในการพัฒนายานยนต์ระยะต้นๆ เน้นให้มีการผลิตยานยนต์ภายในประเทศโดยการใช้ชิ้นส่วนบังคับ นโยบายนี้เริ่มเปลี่ยนเมื่อปี 2527 ที่หยุดยั้งอัตราส่วนการใช้ชิ้นส่วนบังคับในการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาเป็นการสร้างชิ้นส่วนเป็นหลัก แล้วจากชิ้นส่วนก็จะนำไปสู่การทำเป็นตัวรถ หรืออาจจะส่งออกในรูปของชิ้นส่วนก็ได้ นโยบายนี้ทำให้รถยนต์ราคาไม่แพงเกินไป รถยนต์ขายดิบขายดีมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในระยะหลัง ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวในสองปี คือ จากประมาณ 150,000 คันในปี 2531 เป็นกว่า 300,000 คันในปี 2533 และขยายตัวสูงต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งการส่งรถยนต์ไปขายต่างประเทศก็เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงนี้ จากนโยบายดังกล่าว ได้สร้างความมั่นใจให้แก่บริษัทรถยนต์นานาชาติ หากประเทศไทยมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ก็จะสามารถทำได้ในระดับสากล และแข่งขันกับนานาชาติได้ ก็เลยเกิดขบวนการการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศในประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาเดียวกันอย่างมากมาย ส่วนการลงทุนในสาธารณูปโภคเชิงพาณิชย์นั้น รัฐบาลต้องการให้ระบบโทรคมนาคมและการขนส่งเป็นเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญคือต้องการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน เพราะเชื่อว่าถ้าเอกชนลงทุนจะมิสิทธิภาพมากกว่ารัฐวิสาหกิจหรือรัฐบาลลงทุน แนวความคิดเช่นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งมีนโยบายขยายการลงทุนด้านสาธารณูโภคอย่างเป็นการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายโทรศัพท์ ดาวเทียม ทางด่วน ระบบขนส่งของโครงการโฮปเวลล์ ท่าเรือแหลมฉบังบางส่วน ฯลฯ การลงทุนในโครงการเหล่านี้เป็นการลงทุนโดยภาคเอกชนทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า ได้นำไปสู่การกู้เงินจากต่างประเทศของภาคเอกชนครั้งใหญ่ ทั้งนี้ การขอกู้เงินต่างประเทศของเอกชนก็เป็นไปอย่างง่ายดาย โดยอ้างกับแหล่งเงินกู้ทั้งหลายว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลสนับสนุน การดำเนินการเพื่อให้เอกชนสามารถระดมเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศมากๆ มีทุกรูปแบบ และก็ทำได้จริงๆ ทำให้มีอัตราการลงทุนรวมเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาติ และเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในบางปีเพิ่มถึงร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติ ทั้งที่เงินออมภายในประเทศของเรามีไม่ถึง การลงทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยเอกชน โดยการสนับสนุนของรัฐ อาจกล่าวได้ว่า กลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจที่เราได้ดำเนินการกันมาตั้งแต่ปี 2531-2534 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เราทุ่มเทเพื่อนำไปสู่การเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชียนี่เองเป็นจุดตั้งต้นของการ "เดินหลงทาง" ของคนไทยทั้งประเทศครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ |
ตอนที่ 4 เปิดตลาดรับเงินนอก
| เงินนอกที่เข้ามาใช้ลงทุนในประเทศไทย
เข้ามาได้หลายรูปแบบ
แต่ละรูปแบบมีความหมายและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่เหมือนกัน ถ้าจะจัดรูปแบบของเงินลงทุนจากต่างประเทศ จัดได้เป็นสามรูปแบบใหญ่ ๆ รูปแบบที่หนึ่ง คือ "การลงทุนโดยตรง" หรือ Direct Investment คือเข้ามาถือหุ้นในบริษัท จะเป็นการถือหุ้นโดยต่างประเทศ 100% หรือไม่ถึง 100% ก็ตาม ลักษณะพิเศษของการเข้ามาถือหุ้นหรือเข้ามาลงทุนโดยตรง ก็คือ เป็นเงินลงทุนระยะยาว โอกาสที่จะถอนกลับคืนไปอย่างรวดเร็วทำได้ยาก เนื่องจากเงินที่นำเข้ามาแล้ว เอามาใช้ในการจัดตั้งโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ เพราะฉะนั้นเวลาไม่ชอบใจ จะขายหรือเอาเงินคืนไปนั้นก็ไม่สะดวกซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของกิจการ เงินที่เข้ามาจากต่างประเทศรูปแบบที่สอง ก็คือ เข้ามาซื้อ "หลักทรัพย์" คำนี้แตกต่างจากการเข้ามาถือหุ้น การเข้ามาซื้อหลักทรัพย์นี่หมายความว่าสามารถเข้ามาซื้อมาขายไป โดยผ่านตลาดทุนของของประเทศไทย เงินลงทุนประเภทนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Portfolio Investment การซื้อหลักทรัพย์มีสองประเภทใหญ่ ประเภทหนึ่ง คือหลักทรัพย์ที่เป็น "หุ้นทุน" (Stocks) ก็คือหุ้นนั่นเอง ซึ่งฟังดูอาจจะคล้ายกับการลงทุนโดยตรง แต่ไม่ใช่ เพราะส่วนใหญ่จะซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์หรือผ่านตัวแทนนายหน้า อีกประเภทหนึ่งคือ "หุ้นกู้" (Bonds) ซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์หรือไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้นทุนก็ได้ หุ้นกู้นี้ส่วนมากซื้อขายที่ตลาดพันธบัตร หรือผ่านตัวแทนนายหน้า บางรายการก็ซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ก็มีหลักทรัพย์ที่เป็นตราสาร เช่น วอร์แรนท์ (Warrant) หรือใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้น และหน่วยลงทุน เงินรูปแบบที่สาม ที่เข้าในประเทศไทย คือ "เงินกู้" (Loan) ซึ่งอาจจะนำเข้ามาโดยรัฐ หรือโดยเอกชนที่เป็นสถาบันการเงิน หรือที่ไม่ใช่เป็นสถาบันการเงิน หรือโดยบุคคลใดๆ ก็ได้ เงินกู้นี้มีเงินกู้ระยะสั้น ไม่เกินหนึ่งปี และเงินกู้ระยะยาว เกินกว่าหนึ่งปี เงินต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยทั้งสามรูปแบบที่กล่าวมา ถ้าดูในแง่ความไวในการเข้าและออกของเงินนั้น สามารถพูดได้ว่าเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นทุนกับหุ้นกู้ในตลาดทุน ถือว่าเป็นเงินที่มีความไวสูงสุดในการเข้าออกประเทศไทย เพราะว่าสามารถซื้อขายได้ทุกวินาที นำเงินเข้าออกได้ทุกวินาที เงินที่มีความไวในการเข้าออกรองลงมาก็คือ "เงินกู้" ถ้าเป็นเงินกู้ระยะสั้นก็ออกได้เร็วเข้าได้เร็ว ถ้าเป็นเงินกู้ระยะยาวก็เข้าช้าออกช้าหน่อย แต่ทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว เงินกู้ระยะยาวก็สามารถที่จะแปลงสภาพเป็นเงินกู้ระยะสั้นได้ ตามสัญญาที่เปิดช่องเอาไว้เปลี่ยนอายุของเงินกู้จากยาวเป็นสั้นได้หรือให้เรียกชำระคืนก่อนได้ ถ้ามีเหตุผลหรือเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ในสัญญาเกิดขึ้น เงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาและออกไปช้าที่สุด ก็คือเงินลงทุนโดยตรง เพราะว่าเอาเข้ามาลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาออกไปก็ขายอย่างรวดเร็วไม่ได้ สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2528 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราได้เริ่มมีการเปิดตลาดเพื่อรับเงินนอกมากขึ้นเป็นลำดับ มีการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งช่วยเสริมการเปิดตลาดรับเงินทั้งสิ้น ในตอนแรก เราเปิดตลาดรับเงินที่เป็นเงินลงทุนโดยตรงมากที่สุดโดยผ่านกระบวนการของ บี โอ ไอ ซึ่งเราก็เริ่มทำเป็นพิเศษตั้งแต่ปี 2528 ได้มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ ในเรื่องการลงทุนของต่างประเทศ เช่นเป็นต้นว่า ต่างประเทศจะถือหุ้นโดยตรงในบริษัท100% ก็อนุญาตให้ทำได้ ถ้าหากมีการขายสินค้านั้น ไปต่างประเทศอย่างน้อย 80% เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่ต่างประเทศเข้ามาแล้วสามารถถือหุ้นได้ 100% ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น กับไต้หวันชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นชอบเป็นพิเศษ นอกจากนี้ เรายังมีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศหลายรูปแบบ รวมทั้งการจัดตั้ง One stop service เพื่อให้บริการการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และที่สำคัญ รัฐบาลได้ส่งเสริมให้เอกชนลงทุนในกิจการสาธารณูปโภคสาธารณูปการหลายประเภท เช่น การสื่อสาร การขนส่ง และพลังงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจการที่บริษัทต่างชาติให้ความสนใจมากทั้งสิ้น สำหรับตลาดที่สอง คือเงินที่เข้ามาซื้อหลักทรัพย์ เราได้มีกระบวนการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2535 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือที่เรียกว่า กลต. ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยการออกกฎหมายพิเศษสำหรับ กลต. มาให้ทำหน้าที่พัฒนาตลาดทุนโดยเฉพาะ ที่ตลาดหลักทรัพย์เอง ก็ได้มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ชาวต่างประเทศมาลงทุน มาค้าหุ้นกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีการส่งเสริมบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลายให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการซื้อขายหลักทรัพย์เข้ามาใช้ การอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างประเทศ สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้สะดวก ผ่านทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอนเงินเข้า-ออก ทำให้เกิดเงินต่างประเทศไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ได้สะดวกและก็ออกไปได้สะดวกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของหลักทรัพย์ เราได้เปิดตลาดหลักทรัพย์อย่างเต็มที่ โดยนอกจากจะส่งเสริมให้พัฒนาหุ้นทุนแล้ว ก็ยังมีการส่งเสริมให้พัฒนาหุ้นกู้ด้วย มีการจัดตั้งตลาดพันธบัตรขึ้นมา มีการอนุญาตให้บริษัทที่อยู่ในตลาดสามารถที่จะไปขายหุ้นกู้ในต่างประเทศได้โดยสะดวก สำหรับตลาดที่สาม ที่เราเปิดรับเงินต่างประเทศก็คือ "ตลาดเงินกู้" การเปิดตลาดของเงินกู้ เราได้ทำเรื่องที่สำคัญสองเรื่องด้วยกัน เรื่องที่หนึ่ง ก็คือเรื่องการที่เราลงนามใน Article 8 (มาตรา 8) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอ เอ็ม เอฟ) เมื่อปี 2533 ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งนัยสำคัญของ Article 8 ของเงื่อนไข ไอ เอ็ม เอฟ ก็คือ การเปิดให้สามารถนำเงินเข้าและส่งเงินออกได้โดยสะดวก จากการที่แต่เดิมนำเงินเข้าสะดวกแต่นำเงินออกไม่สะดวก มาตรการนี้เอื้ออำนวยให้ใครก็ตามที่ต้องการที่จะนำเงินเข้ามาในประเทศไทยในรูปของเงินกู้ ในรูปของการซื้อตราสารที่เป็นตราสารการกู้เงิน เช่น ชาวต่างประเทศสามารถเปิดบัญชีที่เป็นดอลล่าร์ของ non-resident ได้ เมื่อเปิดบัญชีอย่างนี้ก็สามารถนำเงินต่างประเทศเข้ามา แล้วก็ให้สถาบันการเงินในประเทศไทยกู้ ในรูปของการฝากเงิน หรือซื้อตราสารต่างๆ อีกมาตรการหนึ่งที่เราเปิดให้ชาวต่างประเทศมาปล่อยเงินกู้ได้โดยสะดวกก็คือ การอนุญาตให้มี "Bangkok International Banking Facilities" หรือที่เรียกว่า BIBF ตั้งแต่ปี 2536 ในสมัยรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย โดยรัฐบาลออกใบอนุญาต BIBF ให้แก่ธนาคาร 47 ราย ในการให้มี BIBF ในปี 2536 นี้ ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินทั้งของต่างประเทศและของไทยที่มีใบอนุญาตทำธุรกรรม BIBF สามารถนำเงินนอกมาปล่อยให้บริษัทในประเทศไทยโดยผ่านทาง BIBF ได้โดยสะดวก นอกจากการเปิดให้มี BIBF แล้ว เรายังได้ตั้งเงื่อนไขในปีนั้นว่า BIBF ของธนาคารต่างประเทศรายใดที่นำเงินกู้เข้ามามาก เราก็จะอนุญาตให้มีสิทธิในการขอเป็นสาขาธนาคารได้ ซึ่งสิ่งจูงใจข้อนี้มีความหมายมาก เพราะเหตุว่าในเวลาดังกล่าว ธุรกิจการเงินในประเทศไทยให้ผลกำไรสูง สถาบันการเงินต่างประเทศจึงมีความประสงค์ที่จะตั้งสาขาในประเทศไทยแต่ว่ารัฐบาลไม่อนุญาต ดังนั้น เมื่อรัฐบาลได้เปิดโอกาสดังกล่าวให้ ธนาคารต่างประเทศต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เป็น BIBF จึงเร่งปล่อยเงินกู้เป็นการใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้นำไปสู่การเปิด BIBF ในประเทศไทยในทุกภูมิภาคและทั่วทุกจังหวัดใหญ่ๆ และมีการพยายามชักชวนให้ธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด ได้ใช้บริการของ BIBF ได้โดยสะดวก การที่มี BIBF นี้ทำให้การกู้เงินนอก ซึ่งสมัยก่อนจำกัดอยู่เฉพาะสถาบันการเงิน จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทใหญ่ได้กระจายไปสู่บริษัทเล็กและบริษัทที่อยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ต่างๆ ทุกแห่งในประเทศไทย สามารถกู้ได้สะดวกทุกพื้นที่ ฝ่ายผู้ให้กู้คือสถาบันการเงินที่มีบริการ BIBF อยากให้กู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคหบดี กับเศรษฐี กับผู้นำทางธุรกิจในท้องถิ่นต่างๆ ฝ่ายผู้ให้กู้อยากให้กู้มาก ขณะที่ฝ่ายกู้ต้องการเงิน เมื่อเห็นว่าเงินต่างประเทศเป็นเงินที่มีต้นทุนถูกเหลือเกิน แค่กู้นอกเข้ามา แล้วปล่อยต่อก็ได้กำไรแล้ว เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จึงเกิดขบวนการใช้เงิน BIBF กันอย่างมากมายและทั่วไป ณ สิ้นปี 2539 มียอดเงินกู้ BIBF สูงถึง 31,000 ล้านเหรียญ และ ณ สิ้นปี 2539 นี้ ธนาคารต่างประเทศ ที่เปิดให้บริการเงินกู้ผ่าน BIBF ก็ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนฐานะเป็นสาขาของธนาคารได้รวม 14 ราย อันนี้ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เราได้เปิดตลาดทุกตลาดของเราเพื่อรับเงินนอก ซึ่งสรุปก็คือ เงินที่เป็นหุ้นทุน เงินที่เป็นหลักทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้น หรือหลักทรัพย์ที่เป็นตราสาร และเงินที่เป็นเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ระยะสั้นหรือเงินกู้ระยะยาว จากการดำเนินการอย่างนี้ ทำให้เกิดเงินต่างประเทศไหลทะลักเข้าในประเทศไทย เงินนอกที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงปี 2530-2536 นี้มีอัตราการเข้ามาสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินในรูปใดก็ตาม ก็จะเห็นว่าอัตราการเพิ่มสูงขึ้นทั้งนั้น เงินที่เข้ามามากในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ตอนแรกก็เข้ามาเป็นเงินลงทุนโดยตรง เข้ามาในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ต่อมาก็เข้าไปในรูปของเงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท เมื่อปี 2530 มีมูลค่าประมาณ 13,000 ล้านบาท ปี 2536 เป็น 123,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว และต่อมาก็คือเข้ามาในรูปของเงินกู้ ซึ่งเพิ่มจากประมาณ 4,600 ล้านบาทในปี 2531 เป็น 143,200 ล้านบาทในปี 2534 โดยส่วนมากเป็นเงินกู้ระยะสั้น แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนที่เข้ามาจะมีความไว (Volatility) มากขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งปริมาณเงินนอกมากเท่าไร โอกาสเคลื่อนย้ายก็สูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าหากต่างประเทศยังมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เงินกู้ก็จะไม่เคลื่อนย้ายออก แต่ถ้าหากว่าหมดความมั่นใจเมื่อใด โอกาสที่เงินจะถูกเคลื่อนย้ายออกก็สูงมาก การที่มีเงินเข้ามาในประเทศมากนี้ เราต้องไม่ลืมความจริงสองข้อ ข้อแรก คือเงินยิ่งเข้ามามากก็ยิ่งมีความไวในการเคลื่อนย้ายสูง ข้อที่สอง เงินยิ่งเข้ามามากยิ่งไปสร้างเศรษฐกิจฟองสบู่ เพราะเหตุว่า เงินที่เข้ามามากในช่วงหลัง คือช่วงปี 2533-2537 ต่างกับเงินที่เข้ามาช่วงแรกตรงที่ว่า มีการไปลงทุนในสองภาคธุรกิจหลัก คือเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ และเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าจำนวนเงินที่เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ที่มาจากต่างประเทศนี่สูงขึ้น อย่างเช่นปี 2530-2536 เพิ่มขึ้นจาก 2,000 กว่าล้านบาท ไปเป็น 35,000 ล้านบาท และเงินที่เข้ามาใน Portfolio Investment ที่เข้ามาเล่นหุ้นโดยตรง ไม่ใช่ไปซื้อตราสารอื่น เพิ่มขึ้นจาก 13,000 ล้านบาทไปเป็น 68,000 ล้านบาท ทั้งตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ขึ้นมา เพราะเหตุว่าเมื่อมีเงินเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์มาก มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมจากสถาบันการเงินก็เพิ่มขึ้น ก็ทำให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีเงินเข้ามาในตลาดหุ้นมาก ราคาหุ้นก็สูงขึ้น มูลค่าของหลักประกันที่เป็นหุ้นจะมีมูลค่าที่สูงกว่าเดิม การที่เงินต่างประเทศมุ่งเข้าไปลงทุนในทรัพย์สินทั้งสองอย่างทำให้เกิดการเพิ่มค่าของทรัพย์สินทั้งสองประเภท จึงเป็นสาเหตุทำให้สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือบริษัทเงินทุนก็ดี สามารถเพิ่มเงินกู้ได้เป็นอย่างมาก ทำให้ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้น อัตราการขยายตัวของสินเชื่อของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จึงมีการขยายตัวที่สูงมาก คือประมาณร้อยละ 30 ต่อปี อาจกล่าวได้ว่า การเปิดตลาดรับเงินที่ดำเนินการตั้งแต่ 2528 ในเรื่องของเงินลงทุนโดยตรง และต่อมาในช่วงปี 2534-2536 ในเรื่องของเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และเงินกู้ โดยที่ยังไม่ได้มีการจัดระบบตลาดเงินตลาดทุนให้พร้อม เป็นชนวนสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ขึ้นมาในประเทศไทย เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพทางการเงิน ของประเทศไทยในระยะต่อมา |
ตอนที่ 5 ลืมจัดบ้าน
| จริงๆ แล้ว ในการเปิดประเทศรับเงินนอก มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ความพร้อม เพราะถ้าไม่พร้อมแล้ว การที่มีเงินมาก ก็อาจจะมีผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้ เรื่องนี้ถามว่า ผู้ที่อยู่ในวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการการเงิน หรือวงการธุรกิจ รู้ไหมว่าจะต้องมีการเตรียมรับสถานการณ์ ผมเชื่อว่า "รู้" และถามว่า รู้แล้วได้เตรียมการกันหรือเปล่า ผมก็เชื่อว่า มีการเตรียมการในหลายจุด แต่ถ้าว่า เมื่อเตรียมการแล้ว ได้ดำเนินการทันเวลาไหม อันนี้ไม่ต้องให้ความเห็น เพราะดูจากผลที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ตอบได้เลยว่า "ไม่ทัน" ถามว่าทำไมถึงเตรียมการไม่ทัน ผมคิดว่าเป็นเพราะวิสัยของมนุษย์ปุถุชน เมื่อมีโอกาสที่จะได้เงินมากและง่าย จะมีความรู้สึกโน้มเอียง ไปในทางที่นึกถึงผลเสีย ไม่มากเท่าที่ควร คือจะถูกความพึงใจ ที่ได้จากการมีเงิน เห็นเงินมากนี้ไปกลบลบ หรือไปปิดบังความห่วงกังวล ที่เกิดจากการจะมีเงินมากได้ อันนี้เป็นข้อหนึ่ง ที่ทำให้เราจัดบ้านไม่ทัน ซึ่งผมจะเล่าในรายละเอียดต่อไป อีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่า เราจัดบ้านรับเงินนอกไม่ทัน ก็เพราะว่าในแง่ของบุคลากร ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการเงิน จะต้องมีบุคลากรคอยดูแลเรื่องการกำกับการไหลเข้า - ออกของเงิน ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินเป็นหลัก ผมคิดว่า ในช่วงระยะเวลาที่เงินไหลเข้ามาในประเทศอย่างมากมายนั้น แนวโน้มคนส่วนใหญ่ ได้กลายไปเป็นคนใช้เงินมากกว่ากำกับเงิน หมายความว่า แม้แต่ผู้ที่อยู่ในวงการวิชาการ ผู้ที่อยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้ที่อยู่ในหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับเงิน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานใดก็ตาม หลายคนก็ลาออกมาอยู่ภาคเอกชน มาช่วยใช้เงินด้วยเช่นกัน อีกเหตุผลข้อหนึ่งที่เราจัดบ้านไม่ทัน เป็นเพราะรูปแบบทางการเมืองของประเทศไทย ที่ไม่มีความต่อเนื่องในการบริหารงาน จะเห็นได้ว่าประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ค่อนข้างรวดเร็ว ในช่วงระยะเวลาที่เราเปิดประเทศรับเงิน และมีเงินไหลเข้าประเทศ เป็นจำนวนมหาศาล ระหว่างปี 2531-2538 เรามีผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศ ถึง 5 รัฐบาล คือ รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน รัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร รัฐบาลชวน หลีกภัย และรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา จึงไม่มีความต่อเนื่อง ในเรื่องนโยบายทั้งหลายเลย มาดูเรื่องการจัดบ้าน ที่พวกเรารู้ว่า จะต้องจัดกันอย่างไรบ้าง คำว่า "พวกเรา" ในที่นี้หมายถึง "คนไทย" ทีอยู่ในวงการต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจการเงินอยู่บ้าง รู้เรื่องการเงินระหว่างประเทศอยู่บ้าง และมีหน้าที่และความรับผิดชอบในเรื่องการเงิน การจัดบ้านรับเงินต่างประเทศนี้ จะต้องมีการจัดเงินสำหรับแต่ละประเภท ซึ่งจะมีความจำเป็น ในเรื่องของสถาบันที่มารองรับ เพื่อให้เงินเหล่านั้น ไปสู่ในที่ที่มันเหมาะสม ในปริมาณที่เหมาะสมเริ่มตั้งแต่ เงินที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Invesment-FDI) ซึ่งถ้าจะให้เงินลงทุนโดยตรง เป็นประโยชน์มากที่สุด เราจะต้องมีระบบการแข่งขัน ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่จัดสรรผลประโยชน์ไปให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเมื่อจัดสรรไปแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุน ก็จะสูงกว่าที่ควร เช่น จัดสรร ไปให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อการลงทุนในกิจการโทรคมนาคม จัดสรรไปให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในการลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนัก การทำเช่นนี้ถ้าระบบไม่เสร็จพอ เวลามีเงินนอกทะลักเข้ามา มันก็จะเข้าไปสู่ภาคธุรกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เงินลงทุนโดยตรงนี้ ได้เข้าไปสู่ภาคธุรกิจบางประเภท ซึ่งมักจะเป็นธุรกิจ ที่จะต้องได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษ นอกเหนือจากธุรกิจ ที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งไม่มีอันตรายอะไร จึงทำให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก เกิดการลงทุนในกิจการสื่อสาร โดยธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น ในเรื่องของการลงทุนโดยตรงนี้ ประเทศไทยมีความสามารถในการจัดการ ถ้าหากว่าเงินนั้นไม่มากมายจนเกินไป และหากว่า เราสามารถแบ่งได้ว่า เงินนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจส่งออกเป็นสำคัญ แต่ถ้าเงินนั้น เข้ามาเป็นจำนวนมาก ภาวะเศรษฐกิจภายในของเรา ยังมีการแข่งขันไม่มากพอ คือ ไม่มีการแข่งขันกันอย่างเสรี และยังมีการดำเนินการโดยภาครัฐ ที่มีผลสำคัญต่อการตัดสินใจ ในเรื่องการลงทุน จึงทำให้เกิดการกระจุกตัวของการลงทุนขึ้น กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการแข่งขัน กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการผูกขาดของเรา ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นสากล เพิ่งอยู่ในขั้นตอนที่เรากำลังแก้ไขกันอยู่ แต่เรายังแก้ไขไม่ทันเสร็จ เราก็เปิดบ้านรับเงินเข้ามามากมายเสียแล้ว ระบบการผูกขาดกิจการบางประเภท ซึ่งผูกขาดโดยรัฐ เราก็ยังไม่ได้ขจัดระบบเหล่านั้น เพราะฉะนั้นการลงทุน ก็เลยไปกระจุกตัว ทำให้เกิดการสร้างกำลังการผลิต ที่ใหญ่เกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะสามารถรับได้ การลงทุนที่เกิดการกระจุกตัวอย่างสำคัญ และใช้เงินจากต่างประเทศมากก็คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมเหล็กและกิจการสื่อสารโทรคมนาคม สำหรับเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดเงิน และตลาดทุน คือเงินส่วนหนึ่งที่นำมาเป็นเงินให้กู้ยืม ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ หรือไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ก็ตาม ส่วนนี้เรียกว่า "ตลาดเงิน" อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเงินที่เข้ามาลงทุนมาซื้อหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นทุน ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้ ส่วนนี้เรียกว่า "ตลาดทุน" ทั้งสองตลาดนี้ ถ้าหากว่าจะให้ประโยชน์ของเงินต่างประเทศ เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เราก็ทราบกันดีว่า เราจะต้องจัดตลาดทั้งสองให้เป็นตลาดที่สร้างความโปร่งใส สร้างความยุติธรรมต่อผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็กก็ตาม และก็สร้างเสถียรภาพในเรื่องของการเงิน ส่วนนี้พวกเราทุกคนทราบกันดี อะไรบ้างที่เป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ตลาดเงินก็ดี ตลาดทุนก็ดี เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง มีความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรคือ "เงิน" อย่างสูง และให้ประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม ก็ต้องขอแยกสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นออกเป็นสำหรับแต่ละตลาด สำหรับตลาดเงิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยน และกฎเกณฑ์ที่กำกับสถานภาพของสถาบันการเงิน ถ้าหากว่าเราเปิดตลาด ให้เงินไหลทะลักเข้ามามากมายได้ง่าย ตัวสำคัญที่สุด ที่จะเป็นตัวทำให้เงินจะเข้ามาหรือออกไป ในอัตราที่เหมาะสม ก็คือ อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ในภาวะที่ดอกเบี้ยภายใน สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในโลก และในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ เงินก็จะไหลทะลักเข้ามามาก แต่ถ้าเงินไหลทะลักเข้ามามาก จนกระทั่งเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจ จะรับเอาไว้ใช้ได้นี้ ที่ถูกต้อง อัตราแลกเปลี่ยน จะต้องมีความยืดหยุ่น คือ อัตราแลกเปลี่ยน จะต้องเปลี่ยนไปในแนวทาง ที่ค่าของเงินบาทสูงขึ้น ซึ่งผลของมัน จะทำให้คนที่มีเงินต่างประเทศเป็นดอลลาร์ ไม่อยากที่จะเอาเข้ามาให้กู้ยืมในประเทศไทย เพราะเหตุว่า ถ้าค่าของเงินสูงขึ้น เมื่อได้เงินดอลลาร์มาแลก ก็จะได้เงินบาทน้อยลงกว่าเดิม ในเวลาเดียวกันเมื่อค่าเงินบาทสูงขึ้น ผู้กู้เงินดอลลาร์ก็จะไม่กล้ากู้ เพราะกลัวว่าถ้าค่าเงินบาทตก เวลาใช้หนี้เป็นเงินบาท ยอดหนี้จะมากกว่าเดิม เราเองก็รู้ดีว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของเรา จะต้องเป็นตลาดที่สมบูรณ์ เราต้องปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมันขึ้นลงได้ เพื่อที่จะได้เป็นเขื่อน เป็นวาล์ว เป็นประตูน้ำ ที่จะปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามกระแสน้ำ หรือกระแสการไหลของเงิน ให้ไหลเข้ามาในอัตราที่เหมาะสม เรารู้ว่าเราจะต้องทำ เรารู้ว่าในขณะเดียวกัน เราจะต้องให้อัตราดอกเบี้ยมันปรับเปลี่ยนได้ เพราะอันนี้เป็นเขื่อน เป็นประตูน้ำ เป็นวาล์วสองช่องที่คอยขึ้นลง ปรับเปลี่ยนเพื่อกันไม่ให้เงินนอก ทะลักเข้ามามากเกินไป หรือว่าเงินใน ทะลักออกไปมากเกินไป ในเรื่องดอกเบี้ย เราได้ปรับเปลี่ยนระบบของเรา ให้ดอกเบี้ยขึ้นลง ยืดหยุ่น ได้ภายในของเราเอง เราได้ประกาศยกเลิก การควบคุมอัตราดอกเบี้ย โดยสถาบันการเงิน ตั้งแต่ปี 2535 แต่ว่าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เราก็ได้แต่พูดกันเฉยๆ มีการโต้เถียงกันมาตลอดว่า เราจะต้องพัฒนาระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้จงได้ ให้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ ให้คนสามารถซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ได้เป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะได้แข่งขันกัน จะได้ทำให้เงินตราต่างประเทศ มีราคายุติธรรม แต่เราก็ยังไม่ได้ทำอย่างนั้น เราคอยเวลาว่า เราจะจัดตลาดเงินตราต่างประเทศ จัดระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้มันยืดหยุ่น แต่เราก็ไม่ได้ทำ ได้แต่คอย ได้แต่จ้อง เราก็ยังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยน ที่เกือบจะตายตัวที่ผูกติดอยู่กับดอลลาร์ แม้ว่าจะเป็นระบบตะกร้าก็ตาม แต่ว่าในตะกร้านั้น น้ำหนักของเงินดอลลาร์ เกือบจะเต็มร้อยเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาดอลลาร์ขึ้น ดอลลาร์ลง เงินบาทของเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามดอลลาร์ ทำให้มีเพียงอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น เป็นตัวที่ดึงเงินเข้า หรือว่าส่งเงินออก ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ อัตราดอกเบี้ยภายในของเรา สูงกว่าต่างประเทศโดยตลอด เพราะฉะนั้นกลไกทั้งหลายที่เรามี ก็เรียกได้ว่าเป็นประตูทางเดียว คือเป็นประตูน้ำด้านเดียว เปิดให้เงินไหลเข้ามาทางเดียว เมื่อเรายังไม่มีความพร้อมทางด้าน "ตลาดเงิน" ผลก็คือเราไม่สามารถจะบริหารปริมาณเงินภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ แปลว่าเราไม่สามารถใช้นโยบายการเงิน มาเป็นเครื่องมือในการบริหารเศรษฐกิจได้ อีกส่วนหนึ่ง ที่เราจัดบ้านของเราไม่ทันคือ เมื่อสถาบันการเงินมีเงินมาก เราจะต้องมีระบบที่จะกำกับ และตรวจสอบสถาบันการเงิน ที่เข้มแข็งและรวดเร็วพอ ซึ่งที่จริงเราก็รู้ข้อนี้ดีว่า เราต้องการให้สถาบันการเงินของเรา มีมาตราฐานสากล ให้มีการดำรงเงินกองทุนสูงพอ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง ให้การปฏิบัติ ในการตั้งสำรองหนี้ที่มีปัญหา เป็นไปตามระบบสากล เพราะว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้น สถาบันการเงิน ก็มีแนวโน้มที่จะปล่อยกู้ หรือกู้ยืมเกินตัว กู้ยืมเกินฐานะ เสี่ยงเกินตัว เสี่ยงเกินฐานะ เราก็รู้ดี และก็เตรียมการอยู่แล้วว่า เราจะเอาสถาบันการเงินของเราเข้ามาตรฐานสากลภายในปีต่างๆ เราจะให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงไปเป็นมาตรฐานสากล ที่กำหนดโดยBIS เราจะให้การตั้งสำรองต่างๆ การคิดคำนวณหนี้ที่สงสัย หนี้ที่จัดชั้นเป็นไปตามสากล แต่เราก็ทำไม่ทัน เราตั้งโปรแกรมกันเอาไว้ เราเตรียมการกันเอาไว้ แต่ว่าระหว่างที่เรา กำลังดำเนินการทีละขั้นทีละตอนอยู่นั้น เงินก็ทะลักเข้ามาท่วมบ้านเต็มไปหมด มีการกู้ยืมกันอย่างมาก มีการแข่งขันกันในเรื่องการให้กู้กันอย่างเต็มที่ เพราะเหตุว่าธุรกิจก็คือธุรกิจ ธุรกิจย่อมแสวงหากำไร เพราะฉะนั้น เมื่อบริษัททุกบริษัทอยู่ภายในกฎเกณฑ์เดียวกัน ก็ต้องแข่งกันหากำไร ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยังอ่อน ยังหละหลวมอยู่ ในขณะเดียวกัน การแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดเงินที่ว่านี้ นอกจากเรื่องกำกับแล้วที่เราทำไม่ทัน เรายังต้องมีเรื่องการตรวจสอบที่รวดเร็วด้วย ก็ปรากฏว่าการตรวจสอบของเรา ก็ทำไม่ทันอีกเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 30% ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะมีระบบตรวจสอบที่ตรวจพวกนี้ทัน กว่าจะตรวจเสร็จ มันก็โตไปแล้วอีกประมาณ 30% ตามไม่ทันแน่นอน เพราะฉะนั้นบ้านที่เรามี องค์กรที่เรามี สถาบันที่เรามี มันไม่พร้อมที่จะให้ภาคการเงิน โตในอัตราที่เกิดขึ้น และเมื่อไม่ได้ห้ามไม่ให้โต อาจจะมีคำแนะนำ อาจจะมีคำตักเตือน มาจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกู้เงินนอกมากเกินไปบ้าง เรื่องการปล่อยเงินมากเกินไปบ้างแต่ว่าถ้าคำนั้นเป็นคำแนะนำ และเป็นคำตักเตือนเฉยๆ ในขณะที่บริษัทยังต้องแข่งขัน ภายใต้ภาวะเดียวกันนี้ ต้องทำกำไรให้ไม่น้อยหน้าคนอื่น มิฉะนั้นจะโดนผู้ถือหุ้นตำหนิลงโทษ สังคมประณาม มันก็ทำให้ทุกคนเสี่ยงจนเกินตัวทั้งนั้น เหล่านี้คือความไม่พร้อม ในเรื่องการจัดบ้าน เพื่อรับเงินในแง่ของตลาดเงิน สำหรับตลาดทุนนี่ ยิ่งมีความไม่พร้อมอีกหลายอย่าง เพราะเหตุว่าตลาดทุนในประเทศไทย ยังเป็นเรื่องใหม่ โดยเปรียบเทียบการทำธุรกิจเรื่องการกู้ยืมเงิน ที่ทำกันมานานแล้วหลายสิบปี โดยเปรียบเทียบการทำธุรกิจเรื่องการกู้ยืมเงิน ที่ทำกันมานานแล้วหลายสิบปี แต่ว่าการระดมเงินจากตลาดทุน ในรูปของหุ้นกู้ก็ดี หุ้นทุนก็ดี เพิ่งทำกันอย่างจริงจังในระยะหลัง ตั้งแต่ประมาณปี 2531-2532 มานี่เอง เราเองก็รู้ดีว่าตลาดทุนนั้น เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูง เราต้องจัดบ้านให้พร้อม ซึ่งเราก็ทำ เราก็ได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับหลักทรัพย์ ออกมาเป็นพิเศษอย่างรวดเร็ว เริ่มใช้ในปี 2535 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งผมเองก็ได้รับเกียรติ ให้เป็นกรรมการคนหนึ่งในนั้นด้วย เราก็รู้ดีว่า กลต.มีความจำเป็นต้องพัฒนาตลาดทุน ให้เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบ ต้องจัดบ้านส่วนนี้ของเราให้ทัน จัดอะไรบ้าง เรื่องที่สำคัญที่สุด ทางด้านตลาดทุนก็คือ การจัดให้อุปทานและอุปสงค์ของหลักทรัพย์ในตลาดทุน มีความสมบูรณ์ ถ้าดูจากทางสายอุปทาน แปลว่าสินค้าทุกตัวในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นตัวไหน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ตัวใดก็ตาม ต้องเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ต้องเป็นสินค้าของจริง คือเมื่อมองดูแล้ว รู้ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร ดีเลวแค่ไหน ทุกคนมองแล้วรู้เห็นเหมือนกันหมด เหมือนกับเราไปซื้อสินค้าในตลาด เราไปซื้อของรับประทาน ถ้าการแข่งขันของตลาดดังกล่าวสมบูรณ์ สินค้านั้น จะต้องเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้เลือกซื้อ สามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้ ด้วยข้อมูลที่พร้อมมูลเท่าเทียมกัน ตัวที่สำคัญที่สุด ที่เราคิดว่าจำเป็นอย่างมากก็คือ เรื่องของการเปิดเผยข้อมูลจริง หรือ Disclosure แปลว่า เมื่อมีผู้ที่สนใจจะลงทุน ได้มองหุ้นตัวหนึ่ง จากเอกสารทางบัญชี ไม่ว่าจะเป็นหุ้นทุนหรือหุ้นกู้ก็ตาม ก็รู้ในคุณค่าของมันชัดเจน รู้ว่ามันมีค่าอยู่ข้างหลังอย่างชัดเจน ว่าจะมีผลตอบแทนที่เป็นไปได้ในระยะสั้นเท่าไร ระยะยาวเท่าไร เป็นอย่างไร ในเรื่อง Disclosure หรือการเปิดเผยข้อมูลนี้ ก็มีความจำเป็น ที่เราจะต้องมีระบบบัญชีที่สมบูรณ์ ต้องมีระบบการประเมินทรัพย์สินที่สมบูรณ์ แปลว่าจะต้องมีทั้ง auditing และ valuation ที่สมบูรณ์ แต่ว่าเราเองก็ไม่ได้มี auditing ที่สมบูรณ์ ไม่ได้มีการตรวจสอบบัญชี ที่เป็นสากลมากพอ เรายังไม่ได้มี valuation ที่สมบูรณ์ เราไม่รู้ว่าที่บริษัทเขามีทรัพย์สิน มีที่ดิน มีอาคาร มีเครื่องจักร เราไม่รู้หรอกว่ามูลค่าจริง ๆ ของมันเป็นเท่าไร เพราะเหตุว่าสถาบันว่าด้วยการประเมินทรัพย์สินของเรายังอยู่ในขั้นเบื้องต้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาสินค้า หรือตัวหลักทรัพย์ เข้าไปอยู่ในตลาด หรือเอามาขายให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นตลาดต้นที่เรียกว่า primary market หรือตลาดรองที่เรียกว่า secondary market ก็ตาม โอกาสที่ประชาชนจะรู้ถึงคุณค่าจริงๆ ของมันว่าเป็นเท่านี้ ยากมาก เรื่องดังกล่าวนี้ กลต.ก็พยายามทำอยู่ แต่ว่า กลต.นั้น ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2535 โดยใช้ระบบให้มีบริษัทมาจดทะเบียนกับกลต. เพื่อให้มีฐานะ ที่จะเป็นผู้สอบบัญชีที่กลต.อนุญาต หรือเป็นผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน ที่กลต.อนุญาต ซึ่งแปลว่าต้องรักษาคุณภาพ ในฐานะจะเป็นผู้สอบบัญชี และผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน แต่นั่นก็เพิ่งทำเมื่อปี 2536-2537 ถึงตอนนั้น จะเรียกว่าสายไปแล้วก็ได้ เพราะเหตุว่าในเวลานั้น ก็มีหุ้นอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก มีหุ้นเข้าตลาดไม่ขาดสาย เพราะมีคนสนใจจะซื้อหุ้นมากมาย ทุกคนแย่งกันเอาหุ้นเข้าตลาด ในช่วงระหว่างปี 2534-2539 มีหุ้นเข้าตลาดถึง 138 บริษัท ทุกคนมีความรู้สึกว่า ถ้าหุ้นจะเข้าตลาดแล้ว ใครมีสิทธิได้จองหุ้น เหมือนกับถูกล็อตเตอรี่ แย่งกันจองหุ้น ขอสิทธิพิเศษกันในการจองหุ้น ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า คุณค่าที่แท้จริงของหุ้น ที่ตัวเองอยากซื้อมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่รู้สึกว่ามันดี และเพราะคนเขารวยจากหุ้น ในสมัยนั้น คำที่มีความหมายมาก มีค่ามาก มีอิทธิพลมาก โก้มาก มีแฟชั่นสูงมาก คือคำถามที่ว่า "มีหุ้นจองไหม" ใครก็ตามที่มีอำนาจเอาหุ้นจองมาแจก มีบารมีสูงเหลือเกิน ผมคิดว่าผู้อ่านหลายท่าน คงนึกสภาพการณ์ตอนนั้นออก และคงจำได้ดี เพราะฉะนั้นในแง่ของอุปทานของตลาดทุน บอกได้เลยว่า เราไม่พร้อมที่จะสร้างหลักทรัพย์ ที่สามารถบอกทุกคนได้ว่า คุณค่าที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร ด้วยเหตุผลสองประการที่ผมว่ามานี้ ที่จริงควรจะมีเหตุผลหลายๆ อย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือระบบการสอบบัญชี และระบบการประเมินราคาทรัพย์สิน สำหรับทางด้านอุปสงค์ คือความต้องการที่จะลงทุนในตลาดทุน ถ้าหากว่า เราจัดบ้านให้สมบูรณ์ ก็แปลว่าเราต้องมีอุปสงค์ที่เรียกว่ารู้จริง ต้องการจริง ซื้อจริง ซื้อเพราะความรู้ที่แท้จริง ซื้อเพราะความต้องการที่แท้จริง ซึ่งหมายความว่า ผู้ลงทุนต้องเป็นผู้ลงทุนที่เป็นสถาบัน มากกว่าผู้ลงทุนที่เป็นรายย่อย หรือแม้แต่ผู้ลงทุนรายย่อย ก็ต้องเป็นผู้ลงทุน ที่แสวงหาความรู้ที่แท้จริงในตลาด แปลว่าตลาดต้องมีข้อมูลมาก พอที่จะให้แก่ผู้ลงทุนรายย่อย แต่สิ่งที่เราสร้างในตอนนั้น ผู้ลงทุนสถาบันของเรามีน้อยมาก ผู้ลงทุนสถาบันของเรา ก็คือกองทุนรวม ซึ่งตอนนั้นก็มีแค่บริษัทเดียว คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม จนกระทั่งเมื่อปี 2535 เราก็ได้ออกใบอนุญาตเพิ่มขึ้นอีก 7 บริษัท โดยเริ่มทำงานกันจริงๆ ในปี 2536 กว่าจะออกหน่วยลงทุนไปขายให้แก่ประชาชน กว่าจะได้เงินเข้ามาลงทุน และกว่าที่กองทุนรวมทั้งหลาย จะลงทุนในแง่ของนักลงทุนสถาบันอย่างแท้จริง ก็มาถึงปี 2537-2538 แล้ว เพราะฉะนั้นตลาดส่วนใหญ่ ก็เป็นตลาดของผู้ลงทุนรายย่อย กับผู้ลงทุนต่างประเทศ ผู้ลงทุนต่างประเทศนั้น เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ มีเงินมาก และเมื่อเห็นสถานภาพของอุปสงค์ หรือความต้องการซื้อหุ้นในประเทศไทย มันกำหนดด้วยกระแส ถูกกำหนดตัดสินด้วย trend ถูกกำหนดตัดสินด้วยการสร้างราคา ตลาดก็เลยถูกคุมโดยผู้ลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศ และคุมเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นสำคัญ ผู้ลงทุนรายย่อย ที่เข้ามาก็เข้าตามกระแส ตาม trend ตามข่าวลือ ทำให้เกิดการตัดสินใจในการซื้อหุ้น ที่กลายเป็นไปสร้างประโยชน์ ให้แก่ผู้ลงทุนรายใหญ่ อีกเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมหรือไม่พร้อม ในแง่ของอุปสงค์นั้น ก็คือ ตลาดทุนจะต้องมีระบบตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างราคา หรือปั่นหุ้น ที่เป็นอันตรายแก่ผู้ลงทุนรายย่อยได้ ระบบนี้ ต้องเป็นระบบที่สมบูรณ์ ผมจำได้ดีว่า เมื่อปี 2536-2537 กลต. พยายามที่จะตรวจสอบ และติดตามกล่าวโทษ ผู้ที่มีบทบาทในเรื่องของการปั่นหุ้น แต่ว่าผลก็ไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ เพราะเหตุผลว่า เรายังไม่มีระบบตรวจสอบเรื่องการปั่นหุ้น ที่รวดเร็วพอที่รัดกุมพอ ที่เข้มแข็งพอ สถานการณ์นั้น ก็เลยไม่ได้ช่วยอะไร ความไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ของตลาดเงินและตลาดทุน ทำให้เกิดปัญหานั้น เห็นได้ชัดเจนที่สุด จากกรณีของปัญหา ของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ที่มีการใช้กลไกการกู้ยืมเงิน มาผนวกกับการซื้อขายหลักทรัพย์ คือมีการกู้เงินมาซื้อหุ้น เพื่อขายหุ้นต่อเพื่อทำกำไร ต่อมาการซื้อขายหุ้น มีปัญหาสร้างความเสียหายให้แก่ธนาคาร ในภายหลังจึงมีการเปิดเผยว่า การกู้ยืมและการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น ดำเนินการภายใต้หลักฐาน และข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งถ้าตลาดเงินและตลาดทุน มีระบบที่พัฒนาแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จะเกิดขึ้นได้ยาก ข้อสุดท้าย ในเรื่องของการจัดบ้านของเราให้พร้อม ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดเงินกับตลาดทุน กล่าวคือ เงินที่มาจากต่างประเทศนั้น จะมีอายุต่างกัน เข้าไปในที่ที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า มีที่ให้มันไปได้แค่ไหน อย่างไร เราสามารถจะเปลี่ยนอายุของเงินได้ด้วยตลาด เราก็ทราบกันดีว่า เวลาที่เงินระยะสั้นมันมามากๆ นั้น วิธีที่จะบรรเทาปัญหาอย่างหนึ่งคือ ทำเงินระยะสั้นให้เป็นเงินระยะยาว ถามว่าทำเงินระยะสั้น ให้เป็นเงินระยะยาวได้อย่างไร คำตอบก็คือ ทำให้เงินที่ไหลเข้ามาในตลาดเงินนั้น ไหลเข้าไปในตลาดทุนแทน โดยการเข้าไปซื้อพันธบัตร เนื่องจากพันธบัตรจะมีอายุห้าปีขึ้นไป เพราะฉะนั้น เงินระยะสั้นที่เข้ามาจนล้นตลาด ไม่รู้จะเอาไปซื้ออะไร ถ้ามีตลาดพันธบัตร อาจถูกเอาไปซื้อพันธบัตร เงินก็จะถูกบังคับให้อยู่ยาวถึง 5 ปีโดยปริยาย นอกจากจะขายก่อน ซึ่งราคาก็จะตก เรารู้ข้อนี้ดีและเราก็รู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างตลาดพันธบัตรขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับประเทศไทยก็คือ รัฐบาลไม่ได้กู้เงินมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ประมาณ 2525-2526 เพราะรัฐบาลมีดุลบัญชีเงินสดที่เกินดุลมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นตลาดพันธบัตรในประเทศไทยก็เลยไม่มี เราเคยคิดกันว่า เราจะต้องสร้างพันธบัตรของเอกชนขึ้น แต่เนื่องจากพันธบัตรเอกชนไม่มีสภาพคล่อง จึงไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรเอกชน วิธีที่จะสร้างสภาพคล่องในตลาดเอกชนนี้ เราคิดกันว่าเราจะต้องมีการสร้างสถาบันที่เรียกว่า สถาบันรับประกันธนบัตร โดยสถาบันนี้จะได้ทำหน้าที่ในการสร้าสภาพคล่อง ใครต้องการจะได้เงินเมื่อใดก็ตาม ก็สามารถนำพันธบัตรมาขายได้ทันที และถ้าไม่มีคนซื้อ สถาบันนี้ก็จะสามารถซื้อเองได้ ถ้าเราทำอย่างนี้ ผมมั่นใจว่าในช่วงปีที่เงินลงทุนระยะสั้นไหลเข้ามาในประเทศไทยมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2537-2538 ซึ่งเราออกมาเป็น B.E. ( Bill of Exchange) ในปี 2538 มีมูลค่าสูงถึง 5 แสนกว่าล้านบาท ที่เป็นเงินระยะสั้นทั้งนั้น สมมุติว่าเรามีตลาดพันธบัตรที่ใหญ่ และเข้มแข็งรวมทั้งมีสภาพคล่องสูงพอ ก็คงจะสามารถแปลงเงินระยะสั้นเหล่านี้ ไปเป็นเงินระยะยาวได้เป็นจำนวนมาก หรืออย่างน้อย ก็สามารถดูดซับไปเป็นเงินระยะยาวได้จำนวนหนึ่ง แต่เราก็ไม่มี เราเพิ่งสร้างตลาดพันธบัตรขึ้นมาอย่างแท้จริง ที่เริ่มมีบทบาทจริงๆ ก็ตอนปลายยุคที่เรียกว่า ยุคฟองสบู่ที่ว่านี้ ที่มีการออกพันธบัตรกันมาก ซึ่งแม้จะสามารถดูดับเงินระยะสั้นไปได้บ้าง แต่ก็คงจะเรียกได้ว่า สายเกินไป ฉะนั้น ถ้าจะให้สรุปภาพทั้งหมด ผมก็อยากจะสรุปตรงนี้ว่า ในช่วงระยะเวลาปี 2530-2531 จนกระทั่งถึงปี 2538 ซึ่งเป็นช่วงที่เรามีเงินนอกทะลักเข้ามาอย่างมากมาย ตามข้อมูลที่ได้เล่าไปแล้วในบทที่ 3 นั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราไม่มีความพร้อมเลย ไม่พร้อมเลยที่จะรับเงินมากขนาดนั้น แม้เราจะมีความพยายามที่จะทำให้มันพร้อม แต่เราก็ทำไม่ทัน และที่เราผิดพลาดก็ตรงที่ เมื่อรู้ว่าเราจัดบ้านรับเงินไม่ทัน เราก็ไม่ได้ปิดกั้นมัน เราพยายามเหมือนกันที่จะปิดกั้น แต่ว่าไม่ได้ผล เพราะเหตุว่า สถานการณ์ทางตลาด มันเอื้อให้เงินมันทะลัก เข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง ตัวที่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าเราจะปิดกั้นอย่างอื่นอย่างไรก็ตาม เราจะไปบอกสถาบันการเงิน ว่าอย่าไปกู้เงินนอกมาปล่อยกู้ มันอันตราย อย่าไปปล่อยกู้ตรงนั้น ตรงนี้ ก็คงไม่ได้ผล เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเช่นนั้น ทำให้คนที่นำเงินนอกเข้ามา เห็นอยู่ว่าจะได้ประโยชน์มหาศาล จึงได้มีการนำเงินเข้ามากันทุกคน ทุกคนที่มีโอกาสนำเงินเข้ามาได้ จึงได้มีการใช้เงินนอกกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเงินนอก โดยเป็นเงินลงทุนโดยตรง เป็นเงินนอกที่มาซื้อหลักทรัพย์ เงินนอกที่มาให้กู้ ไม่ว่าจะกู้โดยตรงหรือกู้ผ่าน BIBF อะไรก็ตาม ทุกคนใช้เงินนอกกันทั้งนั้น ทุกคนในที่นี้ ทั้งหมดเป็นภาคเอกชน ทำให้มีความรู้สึกว่าเงินนอกนั้น สร้างความเจริญมั่งคั่ง สร้างความร่ำรวยให้แก่ธุรกิจในประเทศไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน |
ตอนที่ 6 การเมืองนำเศรษฐกิจ
| จากการติดตามประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทย พบว่าช่วงเวลาใดที่การเมืองนำเศรษฐกิจ โอกาสที่เศรษฐกิจ จะหลงทางจะสูงมาก ช่วงไหนที่การเมืองไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญ ในการที่จะชี้นำเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมักจะไปได้ในทิศทางที่เหมาะสม แต่เมื่อไรก็ตาม ที่การเมืองนำเศรษฐกิจมากๆ การที่จะหวังว่าเศรษฐกิจ จะเดินไปตามทางที่ควรจะเป็นนั้น ค่อนข้างจะลำบาก เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหา และรักษาอำนาจรัฐ แต่เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องของการกินดีอยู่ดี ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป้าหมายสองเรื่องนี้ ในกรณีของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย มักจะมีนโยบายและมาตรการที่แตกต่างกัน นี่ก็เป็นสาระของเรื่องที่ว่า เพราะเหตุใดเมื่อการเมืองนำเศรษฐกิจ จึงทำให้เราเกิดปัญหาเรื่อง "หลงทาง" ด้วยประสบการณ์ของผม ซึ่งได้ช่วยรัฐบาลทำงาน เกี่ยวกับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ มาหลายรัฐบาล ก็ได้เห็นความแตกต่างของการเมือง ที่มีต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ในสมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเวลากว่า 8 ปี ตั้งแต่ 2522-2531 ก็ได้พบว่า เศรษฐกิจกับการเมืองนั้น ค่อนข้างจะมีน้ำหนัก ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ช่วงเวลานั้นอาจเป็นข้อยกเว้นเพราะเหตุว่า พลเอกเปรม ท่านไม่จำเป็นต้องตามการเมืองมากจนเกินไป เพราะฉะนั้น เมื่อใดก็ตาม ที่ความกดดันทางการเมืองสูง ท่านก็ขู่ว่าจะไม่เป็นนายกฯ ต่อ พรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องยอมท่านทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่การเมืองจะนำเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ให้หลงทางจึงไม่ค่อยมี เรียกได้ว่าบทบาทของเศรษฐกิจกับการเมืองมีพอๆ กัน แต่พอเปลี่ยนจากยุคสมัยของพลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เราก็จะพบว่าตั้งแต่ปี 2531 สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา คุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี คุณบรรหาร ศิลปอาชาเป็นนายกรัฐมนตรี มาจนกระทั่งถึงพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2540 สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การเมืองมักจะเป็นตัวนำเศรษฐกิจ มากกว่าที่เศรษฐกิจจะมีบทบาท ในการกำหนดทิศทางของนโยบาย ทั้งนี้ยกเว้นช่วงเวลาที่คุณอานันท์ ปันยานชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองไม่มี หรือมีบทบาทน้อยมาก ต่อนโยบายและการบริหาร ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นเรื่องของการที่สายเทคโนแครทกับสายการเมืองประสานประโยชน์กัน สำหรับสายเทคโนแครทกับสายการเมือง ประสานประโยชน์กัน สำหรับสายเทคโนแทรคประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่าสภาพัฒน์ฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงบประมาณ สี่หน่วยงานนี้ เป็นหน่วยงานที่จัดว่า เป็นหน่วยงานของเทคโนแครททางเศรษฐกิจ จะเป็นผู้ที่กำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ ผ่านอำนาจหน้าที่ของตนเอง ในแต่ละเรื่องซึ่งไม่เหมือนกัน สภาพัฒน์ฯ นั้นเป็นผู้กำหนดกรอบของเศรษฐกิจมหภาค โดยใช้วิธีกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นผู้พิจารณาโครงการลงทุนของรัฐบาล โครงการลงทุนใหญ่ๆ ทั้งหลายของรัฐบาล ต้องผ่านสภาพัฒน์ฯ เป็นหลัก สำนักงานงบประมาณ ก็คุมทางด้านการใช้เงินของรัฐบาล โดยที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คุมทางด้านนโยบายการคลัง ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย คุมทางด้านมาตรการ และนโยบายการเงิน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายการลงทุน และเป้าหมายหลักทางด้านมหภาค ก็กำหนดโดยเทคโนแครท ของสี่หน่วยงานนี้ร่วมกัน ซึ่งมีวิธีการประสานการทำงาน โดยผู้ใหญ่ในวงการเทคโนแครท ในช่วงหลายปี ตั้งแต่สมัยพลเอกเปรม มาจนกระทั่งถึงพลเอกชาติชาย เป็นนายกรัฐมนตรี มี ดร.เสนาะ อูนากูล เป็นผู้ที่มีบทบาททางด้านประสานการทำงานของสี่หน่วยงาน และต่อเชื่อมบทบาทของเทคโนแครทไปสู่ภาครัฐบาล ซึ่งทำได้อย่างดีมาก ภายในกรอบของการเมืองในเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรอบของการเมืองในสมัยพลเอกเปรม แต่ว่าการประสานการทำงานนี้ เมื่อมาถึงสมัยรัฐบาล ที่มีการเมืองเป็นหลักในการบริหารประเทศ การประสานนี้ก็จะด้อยลงไป เพราะฉะนั้นในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย ในรูปแบบที่ได้ผ่านมา ก็เป็นเรื่องของการประสานประโยชน์ และแนวทางการทำงาน ระหว่างกลุ่มเทคโนแครทกับสายการเมือง ในช่วงระยะเวลาที่นำไปสู่การหลงทาง ของระบบเศรษฐกิจของไทย เราพบว่าสถาบัน ที่เรียกว่า เป็นหน่วยงานนโยบายเศรษฐกิจของสายเทคโนแครทนั้น เริ่มมีบทบาท น้อยลง ในขณะที่สถาบันที่เป็นสายการเมืองมีบทบาทมากขึ้น ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นเพราะหลายเหตุผลด้วยกัน ทั้งเหตุในเรื่องของการขาดผู้นำในสายเทคโนแครท และทั้งเหตุผลที่ทางสายการเมืองต้องประสานประโยชน์ระหว่างหลายพรรคประกอบกัน ทำให้บทบาทของเทคโนแครท เริ่มลดความสำคัญลงไปเป็นลำดับ ในขณะที่บทบาทของสายการเมือง ก็เพิ่มความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ สายเทคโนแครทที่เริ่มขาดการเป็นผู้นำไปนั้น จริงๆ แล้ว ก็เริ่มมาตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชาย เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นจะเห็นว่าบทบาทของ ดร.เสนาะ อูนากูล เริ่มลดลงแล้ว พอหมดสมัยของนายกชาติชาย เข้าสู่สมัย รสช. โดยมีคุณสมบัติคุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรี สายเทคโนแครทกลับมามีบทบาทเต็มที่ แต่ไปมีบทบาทในฐานะเป็นรัฐบาล มากกว่าในฐานะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจ หลังจากที่คุณอานันท์ ปันยารชุน ได้พ้นหน้าที่ไป เมื่อปี 2535 คุณชวน หลีกภัยมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเรื่อยๆ จะเห็นว่าสายเทคโนแครทเอง ก็ไม่ได้มีผู้นำที่เป็นผูู้ใหญ่ ที่สามารถประสานงานได้เหมือนกับ ดร.เสนาะ อูนากูลอีก จริงอยู่ เรามีผู้นำทางเศรษฐกิจที่เก่งๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็น ดร.พิสิษฐ์ ภัคเกษม ที่อยู่ที่สภาพัฒน์ฯ ไม่ว่าจะเป็นคุณบดี จุณณานนท์ ที่สำนักงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ที่กระทรวงการคลัง หรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คือ คุณชวลิต ธนะชานันท์ และท่านต่อๆ มา ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถ มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจกิจสูง แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน เหมือนอย่างที่ ดร.เสนาะเคยทำ และหลังจากที่ท่านเหล่านั้น ได้หมดหน้าที่ไป ผู้นำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับนโยบายเศรษฐกิจทั้งสี่หน่วยงานนั้น ก็ไม่ได้มีประเพณี ของการประสานงานแบบเมื่อก่อน หน่วยงานต่างๆ ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ภายใต้กรอบกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ดังนั้นในแง่ของสายเทคโนแครทเอง ก็ได้พบว่ามีบทบาทลดลง ในการชี้นำแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะวิวัฒนาการ ทางด้านผู้นำในกลุ่มของเทคโนแครทเอง ในขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุมาจาก วิวัฒน์การของสายการเมือง สายการเมืองนั้น มีความจำเป็นและมีความพยายามอยู่ตลอดเวลา ที่จะพิสูจน์ให้ประชาชนคนไทยเห็นว่า สายการเมือง สามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะฉะนั้น สายการเมืองก็มีความประสงค์ ที่จะแสดงบทบาทในการกำหนดทิศทาง ในการดำเนินการทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เริ่มตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชายเป็นต้นมา เราจะเห็นว่าสายการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีมงานบ้านพิษณุโลก ได้ทำหน้าที่คล้ายๆ กับเทคโนแครทของสายการเมือง โดยพยายามที่จะแสดงความรับผิดชอบ ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเต็มที่ และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ไปเป็นคณะรัฐมนตรีที่มีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ได้แสดงให้ประชาชนคนไทยเห็นว่า รัฐบาลที่เป็นเทคโนแครทบริหารประเทศได้ดีมาก ยิ่งทำให้สายการเมือง เมื่อกลับเข้ามาใหม่ตอนที่คุณชวน เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2535 ยิ่งต้องการที่จะแสดงความสามารถ ทั้งการทำหน้าที่และการแสดงความรับผิดชอบ ในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ ของประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ในความพยายามดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่ทำก็คือ อาศัยเทคโนแครทให้น้อยลง ซึ่งเรื่องนี้ คงจะเป็นที่เข้าใจได้ง่าย เพราะเหตุว่า ถ้าหากต้องการจะเป็นอิสระในการทำงาน ก็ต้องแสดงว่า ไม่ต้องพึ่งเทคโนแครท ฉะนั้น เมื่อความต้องการที่จะเป็นอิสระที่ว่านั้น ทำให้เกิดการไม่ต้องพึ่งเทคโนแครท ข้อมูลต่างๆ ข้อวิเคราะห์ต่างๆ ในทางเศรษฐกิจก็ทำเอง ซึ่งแน่นอนสายการเมืองนั้นไม่ได้มีองค์กรที่กว้างขวาง และประสบการณ์ที่ยาวนานในการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจเหมือนสายเทคโนแครท ก็ทำให้การบริหารรัฐเศรษฐกิจ ไม่สามารถจะทำไปโดยสะดวก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่พลเอกชาติชาย ได้เข้ามาบริหารประเทศ ในปี 2531 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงพลเอกชวลิต ในปี 2540 เกิดการไร้เอกภาพ ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศในทุกด้าน และเกิดการไร้ความต่อเนื่อง ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุที่สายการเมืองนั้น มักจะมีช่วงระยะเวลาการทำงานสั้น และมีการผสมพรรคหลากหลาย จึงทำให้แนวทางในสายการเมือง จะมีเอกภาพได้ยาก และโอกาสที่จะมีความต่อเนื่อง ก็ลำบากด้วยเช่นเดียวกัน ในขณะที่สายเทคโนแครทนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นหน่วยงานเหมือนเดิม แต่ว่าเมื่อขาดการประสานงาน เนื่องจากขาดผู้ที่สามารถประสานงานได้อย่างดี ทำให้เอกภาพในเรื่องของนโยบายก็หายไปด้วย และไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ เมื่อสายการเมืองมีการเปลี่ยนแปลง เหตุผลข้อนี้ ผมคิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทย ได้เกิดการหลงทางทางเศรษฐกิจ มาเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย เป็นต้นมา ในช่วงปี 2532-2533 พวกเราคงจำกันได้ว่า เป็นยุคที่เรียกว่าเป็นยุคเฟื่องฟู มีการโปรโมทการลงทุนกันอย่างเต็มที่ มีภาวะที่ทรัพย์สินเพิ่มราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว คงจะจำได้ดีว่า ราคาที่ดินในตอนนั้นขึ้นเป็นอย่างมาก และก็ไม่มีใครมาท้วงติงว่า การที่ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น อาจจะมีผลเสียตามมา ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือที่ดินที่มีราคาสูงขึ้น ทุกคนก็ชื่นชมไปกับภาวะเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในเวลานั้น อีกสถานการณ์หนึ่ง ที่ชี้ในเรื่องความต่อเนื่องก็คือ ช่วงที่คุณชวนได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2535 ได้มีการดำเนินนโยบาย ทางด้านการเปิดเสรีทางการเงิน โดยมีแผนที่จะพัฒนาปรับโครงสร้างภาคการเงินของประเทศไทย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล การปรับโครงสร้างของภาคการเงิน ก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลที่ผมได้เล่ามาแล้วในตอนต้น เพราะเหตุว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อย การเมืองนั้นนำเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครพยายามที่จะยึดแผนที่ได้กำหนดเอาไว้ และก็ไม่พยายามที่จะทำให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว ต่อมา สมัยที่คุณบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่พลเอกชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ปรากฏว่า หน้าที่หลักของทั้งสองรัฐบาลตอนนั้น คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เริ่มปรากฏผลสืบเนื่องจากการที่มีเศรษฐกิจเฟื่อง จากเศรษฐกิจฟองสบู่มาก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากขาดความเป็นเอกภาพ ในการบริหาร ขาดการประสานงานในหน่วยงานที่เป็นสายเทคโนแครท จึงทำให้นโยบายและมาตรการที่ออกมา ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทันการณ์ กว่าจะออกนโยบาย ออกมาตราการมาได้ กว่าจะนำมาปฏิบัติได้จากสายการเมือง ไปสู่สายปฏิบัติได้ใช้เวลานาน และเมื่อปฏิบัติแล้วก็พบว่า ปัญหานั้นเปลี่ยนไป ภาวการณ์เปลี่ยนไป เรียกว่าไม่ทันการ ก็ต้องคิดนโยบายคิดมาตรการใหม่ มาแก้ แล้วก็เป็นเช่นนั้นอีก โดยเหตุที่การเมืองนำเศรษฐกิจนี่เอง จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดปัญหาการหลงทาง ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เกิดปัญหาการหลงทาง ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม |
ตอนที่ 7 กันฟองสบู่แตก
| มาตรการต่างๆ ที่ได้มีการนำออกมาใช้ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจการเงิน ในช่วงปี 2536-2539 มีเป็นจำนวนมาก มาตรการบางอย่างคิดกันขึ้นมา เพื่อที่จะกันไม่ให้เศรษฐกิจฟองสบู่ หรือถ้ากันไม่ได้ ก็เป็นมาตรการที่กันไม่ให้ฟองสบู่แตก หมายความว่าให้ค่อยๆ ยุบตัวลงโดยไม่ต้องแตก ปัญหาคือ ในเวลาเดียวกันก็มีมาตรการทางการเงินอย่างอื่น ที่ออกมาเป็นตัวเสริม ให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นในตอนปลาย ที่ออกมาในลักษณะที่เป็นฟองสบู่แตก มีสาเหตุที่สำคัญที่สุด มาจากความไม่สอดคล้องของนโยบาย และมาตรการที่มีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจการเงินของประเทศไทย หมายความว่า นโยบายและมาตรการที่ออกมาตอนนั้น มีทั้งสองอย่าง มีทั้งที่ไปเร่ง หรือช่วยให้มีเศรษฐกิจฟองสบู่ โดยไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นฟองสบู่ เป็นเพียงการดำเนินการ เพื่อพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ก็มีมาตรการที่มีเจตนาชัดเจน ที่จะป้องกันเศรษฐกิจฟองสบู่ ด้วยเหตุนี้เอง ก็เลยทำให้เรามีข้อสรุปว่า ในเรื่องของการทำฟองสบู่ไม่ให้แตกนั้น เราเกิดการหลงทางค่อนข้างจะมาก ที่ผมจะกล่าวถึงเศรษฐกิจฟองสบู่ในบทนี้ ผมจะใช้พฤติกรรมของภาคเศรษฐกิจ 3 ภาคเป็นหลัก คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคหลักทรัพย์ และภาคสินเชื่อของสถาบันการเงิน ในช่วงเวลาที่เรากำลังพูดถึง คือตั้งแต่ปี 2532-2533 มาจนกระทั่งปี 2539 นั้น เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของไทย ได้มีวิวัฒนาการไปเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่อย่างแท้จริง ที่เป็นเช่นนี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดนั้น เกิดขึ้นมาจากความเชื่อมั่น ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ว่าขยายตัวได้ดีมาก ตั้งแต่ปี 2530-2531-2532-2533 ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การขยายตัวอย่างดีนี้ จะดำเนินต่อไปอีกยาวนาน เมื่อคาดว่า การขยายตัวจะดำเนินต่อไป เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ มีการเก็งกำไรเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ การเก็งกำไรในที่นี้ ก็เป็นเรื่องของการเก็งกำไรในเรื่องของราคาที่ดิน การเก็งกำไรในเรื่องของหลักทรัพย์ และการที่สถาบันการเงินเอื้ออำนวยให้มีการขยายสินเชื่อ เพื่อไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในหลักทรัพย์ โดยที่ระบบปฏิบัติของสถาบันการเงินของประเทศไทยนั้น โดยทั่วไปเป็นระบบการให้กู้แบบมีหลักประกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจกำลังขยายตัวราคาอสังหาริมทรัพย์ กำลังเพิ่มขึ้น ราคาหลักทรัพย์กำลังเพิ่มขึ้น ก็แปลว่าผู้กู้มีทรัพย์สิน ที่จะเอามาใช้ในการค้ำประกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะเดียวกันสถาบันการเงิน ก็มีความมั่นใจว่าสามารถให้กู้ได้ เพราะว่าหลักประกันคุ้มหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักประกันในราคาใหม่ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงน้อยลง ถ้าหลักประกันในวันนี้ไม่คุ้มหนี้ ในไม่ช้าพอราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็มีการตีราคาใหม่ หลักประกันก็จะคุ้มหนี้ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ ก็เลยนำมาสู่การเก็งกำไร ในเรื่องของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อหลักทรัพย์ มีการขยายสินเชื่อ มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ก็คือมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาสนับสนุนให้มีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น ประชาชนสามารถซื้อและใช้เงินผ่อน และสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็นดอกเบี้ยถึง 7,000 บาทมาหักภาษีได้ และมีการเพิ่มสัดส่วน ของผู้ซื้อคอนโดมิเนียม ที่เป็นชาวต่างประเทศ ให้สามารถซื้อได้เกิน 25% คือซื้อได้ถึง 40% เพราะฉะนั้น ในแง่ของมาตรการในตอนนั้น จึงเป็นมาตรการที่สนับสนุน ให้มีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งโดยประชาชนชาวไทยและโดยชาวต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน เงินที่จะมาใช้ซื้อก็หาง่าย ด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า สถาบันการเงินของประเทศไทยนั้น ชอบที่ดิน ชอบอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลักประกันเป็นอย่างมาก ก็เอื้ออำนวยให้สามารถกู้เงินมาซื้อ ทั้งอสังหาริมทรัพย์และทั้งหลักทรัพย์ โดยการซื้อหลักทรัพย์ สามารถใช้หลักทรัพย์มาเป็นหลักประกัน ในการกู้เงินได้ส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า มาร์จิ้นโลน (Margin Loan) ประกอบกับได้มีการเปิดเสรีทางการเงินมาเป็นลำดับนี้ ทำให้มีการหาเงิน มาใช้ในการลงทุนได้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ให้กู้ก็คิดว่า เมื่อให้กู้แล้วจะได้เงินคืนแน่ ผู้กู้ก็คิดว่า เมื่อกู้มาแล้ว ทรัพย์สินที่ตนไปสร้างขึ้น ก็จะขายได้ในราคาดีในอนาคต สามารถชำระหนี้ได้เพียงพอ และมีกำไรแน่นอน อันนี้เป็นปรากฏการณ์ ที่นำไปสู่การเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ ทีนี้ถ้าถามว่า เมื่อเป็นอย่างนี้มีคนรู้บ้างไหม มีคนเห็นหรือเปล่าว่า เศรษฐกิจกำลังจะกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ ถ้าผมคิดย้อนหลังไปแล้ว ก็จำได้ว่ามีการพูดกันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เคยพูดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องของการเงินมากกว่าเรื่องของการผลิต ซึ่งก็คือความหมายในเชิงฟองสบู่นั่นเอง ผมเองในต่างกรรม ต่างวาระ ก็เคยพูดถึงในประเด็นดังกล่าวไว้เช่นเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่ มีความรู้สึกเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยว่า ถึงแม้จะขยายตัวเร็ว แต่ก็ขยายตัวต่อไปได้ เพราะฉะนั้น ก็เรียกว่า ได้หลงอยู่ในวัฏจักรของการขยายตัวของเศรษฐกิจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่ถามว่า มีความพยายามที่จะหยุดยั้ง เศรษฐกิจฟองสบู่หรือไม่นั้น ก็ตอบได้ว่า มี แต่ไม่ได้ผล ที่ไม่ได้ผลก็มีเหตุผลหลายข้อด้วยกันเช่น สงครามตะวันออกกลาง เมื่อปี 2535 ซึ่งหลายคนคิดว่า เหตุการณ์นี้ จะเป็นจุดที่สามรถหยุดยั้ง ความต้องการซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าลงมาได้ ก็ไม่เป็นความจริง ราคาหุ้นตกอยู่วูบเดียวก็กลับขึ้นไปใหม่ ราคาอสังหาริมทรัพย์หยุดนิ่งอยู่ไม่นาน ก็กลับขึ้นไปใหม่ เพราะฉะนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแม้ว่า จะออกมาเตือนอย่างไรก็ตาม ว่าให้ระวัง ให้หยุดยั้งก็ไม่ได้ผล นอกจากนี้ วิวัฒนาการทางด้านตลาดทุนของไทย ก็ไม่ได้ไปในทางที่จะชะลอเศรษฐกิจฟองสบู่เลย เช่นเป็นต้นว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก็คือเรา ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ในปี 2535 ตอนปลายของรัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน ผลงานของ กลต. บางอย่างกลับไปเสริมเศรษฐกิจฟองสบู่ โดยไม่ได้เจตนา ในตอนนั้น กำลังมีการนำเอาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เข้าไปในตลาดหลักทรัพย์มาเป็นพิเศษ ซึ่งต้องมาผ่าน กลต. หุ้นเหล่านี้ ถูกนโยบายของตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้เป็น เงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งก็คือว่า ต้องมีแลนด์แบงก์ ต้องมีที่ดินจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ก็ทำให้บริษัทที่ประสงค์จะขายหุ้น ต่อสาธารณชนไปสะสมที่ดิน ไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน ไปซื้อที่ดินเป็นแลนด์แบงก์กัน จึงทำให้ความต้องการซื้อที่ดินสูงขึ้น โดยยังไม่จำเป็น และทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย ตอนกลต. พิจารณารับหุ้นเหล่านี้ ได้อนุมัติไปทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบาย ที่บริษัทต้องมีแลนด์แบงก์มากๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ทาง กลต. ได้ส่งเสริมโดยมีเจตนาดี ก็คือ ต้องการที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศ มีโอกาสลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อขยายฐานการลงทุนของบริษัท ที่เป็นบริษัทจดทะเบียน ทาง กลต. จึงได้ส่งเสริมให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์ ไปเปิดสำนักงานค้าหลักทรัพย์ในต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละบริษัทก็สนองนโยบายอย่างพร้อมเพียงกัน ขบวนการเปิดห้องค้าในต่างจังหวัดนี้ ทำให้คนไทยในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีฐานะปานกลางและฐานะดี เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมองดูแล้วเห็นว่า ผลตอบแทนมันสูงเหลือเกิน ทั้งยังสามารถกู้เงินไปเล่นหุ้นได้ด้วย เอาหลักประกันไปวาง แล้วก็กู้เพิ่มขึ้นตามมาร์จิ้นโลน นอกจากนี้ ทาง กลต.ยังได้มีมาตรการที่เอื้ออำนวย ให้บริษัทจดทะเบียน ไปออกตราสารหนี้ในต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นว่า ในช่วงปลายปี 2536 ได้มีการออกตราสารหนี้ ที่ไประดมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ภายในไตรมาสเดียวนี้สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น มาตรการนี้ ก็เป็นมาตรการที่ทำให้มีเงินทะลัก เข้ามาในระบบมากยิ่งขึ้นไปอีก เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ความต้องการ ที่จะให้เศรษฐกิจฟองสบู่ชะลอตัวลง ก็เลยไม่เป็นผล แม้ว่ารับบาลจะใช้มาตรการทางด้านการเงิน โดยการเตือน หรือโดยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ ก็ปรากฏว่าไม่ได้ผล เนื่องจาก มีช่องว่าง ที่ผู้ประกอบการสามารถที่จะกู้เงินจากต่างประเทศได้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเอง มีความพยายามที่จะให้มีการกู้เงิน ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์น้อยลง แต่ว่าในอีกด้านหนึ่ง ก็พยายามที่จะส่งเสริมพัฒนาสถาบันการเงิน เช่นเป็นต้นว่า อยากให้สถาบันการเงินมีฐานะเป็น Super Finance เป็นบริษัทเงินทุนขนาดใหญ่ ซึ่งจะสามารถทำธุรกรรมได้มากขึ้นกว่าเดิม จนถึงขั้นขอใบอนุญาตเป็นธนาคารพาณิชย์ได้ ทำให้บริษัทเงินทุนทั้งหลาย เพิ่มทุนกันขนานใหญ่ในปี 2538 ซึ่งเมื่อสถาบันการเงินทั้งหลาย เพิ่มทุนกันอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องขยายสินเชื่อในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ได้ผลตอบแทน คุ้มกับค่าเงินที่มีผู้มาลงทุน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จีเอฟ ได้มีการเพิ่มทุนในปี 2538 เป็นทุนจดทะเบียน 1,540 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกำไรสะสม และส่วนเกินมูลค่าหุ้นแล้ว ทำให้กองทุนมีจำนวนกว่า 6,595 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อว่า จะได้เข้าข่ายการเป็น Super Finance ฉะนั้น เมื่อเพิ่มทุนแล้ว บงล. จีเอฟ ก็มีความจำเป็นจะต้องสร้างรายได้ จากเงินทุนที่เพิ่มขึ้น จึงได้ขยายสินเชื่อ ในการขยายสินเชื่อนั้น สำหรับบริษัทเงินทุนอย่าง บงล. จีเอฟ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี ก็คือเห็นว่า ส่วนใหญ่แล้วภาคเศรษฐกิจที่จะทำให้ได้กำไรดี หรือคาดว่าจะทำกำไร ได้ดีก็คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดการขยายสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์อย่างรวดเร็ว ปีละประมาณ 30% ซึ่งก็เป็นค่าเฉลี่ยของการขยายสินเชื่อ ของกลุ่มธุรกิจเงินทุนต่อเนื่องมาทุกปี ตัวอย่างของ บงล. จีเอฟ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ถึงเรื่องที่จะปฏิบัติตัว ให้แข่งขันได้ในตลาด แต่ความพยายามที่จะปรับตัวดังกล่าว เมื่อทุกคนพยายามทำเหมือนกัน จึงเป็นทางที่นำไปสู่เศรษฐกิจฟองสบู่ ตามที่พวกเราได้เห็นกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความพยายามเกือบทุกอย่าง ในอันที่จะให้มีการชะลอการขยายตัวทางด้านการเงิน ก็มีมาตรการอื่นที่มาช่วยส่งเสริมการขยายตัว ทางด้านการเงินอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้มาตรการ ที่จะมาชะลอการขยายตัวทางด้านการเงินนั้นไม่ได้ผล ธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามที่จะเชิญชวน ชี้ชวน แนะนำให้สถาบันการเงิน ชะลอการปล่อยกู้ อสังหาริมทรัพย์ แต่ในแง่ของระบบธุรกิจของประเทศไทยนั้น ทุกคนก็เห็นว่า การปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์จะปลอดภัยที่สุด ผลตอบแทนดีที่สุด เพราะฉะนั้นก็ห้ามไม่อยู่ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้คุม เพราะเหตุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่า ใช้ระบบตลาดจะดีกว่า แต่ปรากฏว่าระบบตลาดมันไม่ทำงาน อันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ยับยั้งฟองสบู่ไม่ได้ ทำไมระบบตลาดจึงไม่ทำงาน ก็เพราะเหตุว่า เรามีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เรียกว่า เกือบจะคงที่ เพราะฉะนั้น วิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามที่จะไม่ให้คนกู้เงิน ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดหุ้นธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้วิธีการปรับดอกเบี้ยขั้นไป ซึ่งมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคาร แต่เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนตายตัว เมื่อปรับดอกเบี้ยขึ้น คนก็ไปเอาเงินนอกเข้ามา ก็เลยทำให้ยิ่งมีการปรับดอกเบี้ยเท่าไร ก็ยิ่งมีเงินทะลักเข้ามามากเท่านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามอีกที่จะไม่ให้สถาบันการเงิน รวมทั้งที่เป็นธนาคาร นำเงินนอกมาปล่อยกู้ในอสังหาริมทรัพย์ โดยตั้งเงื่อนไขเรื่องเงินสำรองว่า จะต้องตั้งสำรองในอัตราสูง ต่อมาก็ได้มีการใช้มาตรการนี้กับบริษัทเงินทุนด้วย โดยให้บริษัทเงินทุนต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ว่าเมื่อมีการบังคับทั้งบริษัทเงินทุนและทั้งธนาคาร ทางผู้ลงทุนก็ไปกู้เงินจากต่างประเทศโดยตรงด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเราดูสถิติเราจะเห็นว่า ความพยายามที่จะชะลอเงินทุน จากต่างประเทศนี้ไม่ได้ผล เช่นถ้าจะเปรียบเทียบเงินนอก ที่เข้ามาในปี 2537 กับปี 2538 ปีละประมาณ 20,000 ล้านเหรียญ เงินที่เข้ามาในปี 2537 ส่วนใหญ่แล้ว จะเข้ามาโดยผ่านสถาบันการเงิน พอมาในปี 2538 หลังจากที่ทางการคุมการนำเงินเข้า โดยสถาบันการเงิน ประมาณครึ่งหนึ่งของเงินทีเข้ามา จะเข้ามาที่ธุรกิจโดยตรง คือไม่ผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งแปลว่ามาตรการที่จะหยุดยั้งอันนี้ไม่ได้ผล สรุปก็คือว่า ตลอดมา ถ้าหากถามว่า ทางสายภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่คุมสายตลาดเงินอยู่ ได้มีความพยายามที่จะชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เป็นเศรษฐกิจฟองสบู่หรือไม่ คำตอบก็คือ มี แต่ถามว่าได้ผลหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ผล ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะเหตุว่า อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่เกือบจะคงที่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะใช้มาตรการทางการเงินอะไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็สามารถไปเอาเงินมาจากต่างประเทศได้ ในขณะเดียวกัน ในระหว่างที่ภาคการเงิน พยายามที่จะชะลอการกู้ยืม พยายามที่จะชะลอการใช้จ่าย ซึ่งไม่สำเร็จ ภาคตลาดทุน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มที่จะมีบทบาท ในเชิงพัฒนาที่ก้าวหน้า กลต.เองก็พยายามที่จะส่งเสริมให้เกิดธุรกรรมทางหลักทรัพย์ นวตกรรมทางการลงทุนใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งพวกนั้น เป็นการไปส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในตลาดหุ้น อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ก็เลยทำให้มาตรการที่ทางภาครัฐบาลเอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประสงค์จะหยุดยั้งการลงทุน ชะลอการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในตลาดหุ้นนี้ ทำแล้วก็ไม่ได้ผลเลย ทีนี้ เมื่อทำไม่ได้ผล มาถึงปลายปี 2538 ที่ภาพเริ่มปรากฏว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยนี้ พองอย่างเต็มที่ ทางรัฐบาลเริ่มเห็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจขยายตัวมากไปแล้ว จะออกมาตรการอะไรมาก็ไม่ได้ผล และก็คิดว่ามันสายไปแล้ว ที่จะป้องกันในเรื่องฟองสบู่ แปลว่า เรามีเศรษฐกิจฟองสบู่แล้ว ในปลายปี 2538 ฉะนั้น โจทย์ในตอนปลายปี 2538 ต่อปี 2539 เป็นเรื่องของการที่จะชะลอ ไม่ให้ฟองสบู่แตกได้อย่างไร ในการดำเนินการในช่วงนั้น ก็ปรากฏออกมาว่า ยิ่งทำให้ฟองสบู่แตกง่ายขึ้นมาอีก เพราะเหตุผลสองประการด้วยกัน คือชาวต่างประเทศ ที่ได้ให้เงินกู้แก่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ชักเริ่มมีความไม่แน่ใจ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2538 ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทย จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะเหตุว่าการส่งออกเริ่มชะลอตัว ขณะเดียวกันการขาดดุลของดุลบัญชีเดินสะพัด ก็ขยายตัวมาก สูงถึง 6-7% ของรายได้ประชาชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อมีข่าว มีการสงสัยอะไรกันขึ้นมาแล้ว ก็เริ่มทำท่าจะถอย สำหรับเหตุผลภายในประเทศ รัฐบาลเองก็ได้มีความพยายาม ที่จะหยุดเศรษฐกิจฟองสบู่อย่างรวดเร็ว คือหยุดโดยการขึ้นอัตราส่วน ของกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และให้ขึ้นเงินสำรองมากกว่าเดิม คือต้องสำรองเต็ม 100% สำหรับธนาคารเมื่อเดือน ปี 2538 และบริษัทเงินทุนเดือนมิถุนายน ปี 2539 สำหรับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ให้มีอัตราสูงขึ้น คือ ธนาคารให้ขึ้นจาก 8% เป็น 8.5% บริษัทเงินทุนจาก 7% เป็น 7.5% ในช่วงปี 2539 เลยทำให้เกิดภาวะการณ์เงินตึงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาล ซึ่งขณะนั้นเป็นสมัยคุณบรรหาร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็พยายามที่จะช่วยสภาพคล่อง แต่ภาคการเงินไม่สามารถที่จะช่วยสภาพคล่องได้อีกแล้ว เนื่องจากเงินเริ่มไหลออก จึงได้ใช้ภาคการคลัง โดยการใช้การใช้จ่ายของรัฐบาล มาเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งมาตรการจะเหมาะสมหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่เกิดผล เพราะว่าเศรษฐกิจเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า overheat ไปเสียแล้ว ความพยายามที่จะให้เศรษฐกิจค่อยๆ ชะลอตัวลง ให้เป็น soft landing ที่เคยพูดกันก็ไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงนำมาสู่ที่เกิดขึ้นคือ ฟองสบู่แตก โดยที่ราคาหุ้นตกอย่างรวดเร็ว ตกอย่างชนิดที่ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้เลย จาก 1,000 กว่าจุด เหลือเป็นเพียงหลัก 100 ในขณะที่ตอนปี 2536-2537 ยังอยู่ในช่วงประมาณ 1,400-1,500 จุด ขณะเดียวกัน อสังหาริมทรัพย์ที่สร้างกันขึ้นมามาก ก็ไม่สามารถจะขายได้อีกต่อไป จึงทำให้ไม่สามารถจะชำระหนี้ ชำระดอกเบี้ย ชำระเงินต้นกับสถาบันการเงินได้ นำไปสู่ปัญหาสินเชื่อ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans-NPLs) ของสถาบันการเงิน นำไปสู่สภาพที่เรียกว่า มีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินมีปัญหาที่ถึงขั้นที่เรียกว่า ล้มละลาย คือมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ทำให้เกิดการพังทะลายในหลายจุดด้วยกัน คือ พังทะลายในตลาดหลักทรัพย์ พังทะลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และการพังทะลายในสถาบันการเงินเกิดขึ้นทั่วไปหมด ความพยายามของรัฐ ที่จะหยุดยั้งภาวะฟองสบู่แตก ตอนต้นปี 2540 ด้วยการใช้เงิน จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาช่วยบรรเทากาขาดปัญหาสภาพคล่อง ของสถาบันการเงิน ก็ไม่ได้ช่วยสถานการณ์ให้ดีขึ้น เพราะขนาดของปัญหา ใหญ่เกินระบบกองทุนฟื้นฟู ที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหา ที่ไม่ใหญ่มาก โดยกองทุนฟื้นฟูฯ ให้สถาบันการเงิน ที่มีปัญหาสภาพคล่องกู้เงิน โดยใช้ทรัพย์สินของลูกค้าเป็นหลักประกัน และถ้าจำเป็น กองทุนฟื้นฟูฯ ก็โอนหุ้นของสถาบันการเงิน มาถือเป็นทรัพย์สิน เมื่อหมดปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ก็จำหน่ายโอนทรัพย์สินเหล่านี้ไป ได้เงินคืนมาในที่สุด ปัญหาคราวนี้ใหญ่เกิดคาด ถึงกลางเดือนสิงหาคม 2540 กองทุนฟื้นฟูฯ ให้สถาบันการเงินต่างๆ กู้ยืมไปเกือบ 500,000 ล้านบาท ความตื่นกลัว สถาบันการเงินล้มก็ยังลุกลามอยู่ เพราะเหตุที่ เศรษฐกิจฟองสบู่ที่เกิดขึ้นมานี้ เราไม่สามารถ กัน ให้เกิดไม่สำเร็จ เพราะเหตุผลของความไม่ต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องของมาตรการที่นำมาใช้ และเมื่อถึงตอนที่เศรษฐกิจฟองสบู่กำลังจะแตก มาตรการที่นำมาใช้ก็สายเกินไป จึงนำไปสู่ฟองสบู่แตกในปี 2540 |
ตอนที่ 8 ถูกจับตาจากนักค้าเงิน
| จากบทต้นๆ คงจะเห็นแล้วว่า ในระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมานี้ สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินของโลกเชื่อมโยงกันหมด การเชื่อมโยงนี้ เชื่อมโยงด้วยเหตุผลสองประการ ประการที่หนึ่ง คือ อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่มีข้อตกลง Plaza Accord เมื่อ กันยายน 2528 อีกประการหนึ่งก็คือ การที่มีระบบโทรคมนาคม และระบบคอมพิวเตอร์ ที่สามารถสื่อคำสั่งซื้อ-ขาย การส่งมอบ การทำทะเบียนหลักทรัพย์ และเงินตราอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเงินตราต่างประเทศ จึงเป็นเสมือนกับสินค้าตัวหนึ่ง ที่มีการซื้อ-ขายเพื่อทำกำไร จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่มีธุรกรรม ในการซื้อขายเพื่อทำกำไร มีมูลค่าต่อวันเกิน 90% ของปริมาณการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั้งหมด หมายความว่า ประมาณ 10% เป็นการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อการค้าและการลงทุนโดยตรง แต่อีก 90% เป็นการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อประโยชน์ของการซื้อขายทางหลักทรัพย์ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อทำกำไรในการซื้อขายดังกล่าวทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อิทธิพลของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยน จึงเรียกว่าเกือบจะสมบูรณ์ แปลว่า อัตราแลกเปลี่ยนนั้น ถูกกำหนดโดยอำนาจซื้อ และอำนาจขายเงินตราต่างประเทศ ไม่ได้ถูกกำหนด โดยการค้านำเข้า ส่งออก หรือว่าการลงทุนโดยตรง ถ้าถามว่าเงินตราต่างประเทศ ที่มีการซื้อขายเหมือนกับเป็นสินค้านั้น คืออะไร คำตอบก็คือ เกือบจะทั้งหมดเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐ ถามว่าทำไมถึงเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐ คำตอบก็เพราะความสะดวกและมั่นคง ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลของการที่จะถือเงินตรา ไม่ว่าจะในสังคมใด ก็มีอยู่สามเหตุผลด้วยกัน เหตุผลข้อที่หนึ่งก็คือ การถือเงินตรา เพื่อการจับจ่ายใช้สอยตามปกติ เรียกว่าเป็น Transaction Demand เหตุผลข้อที่สอง คือ การซื้อขายเงินตรา เพื่อเก็งกำไร เรียกว่าเป็น Speculative Demand เหตุผลข้อที่สาม คือ ซื้อขายเงินตราหรือ ถือครองเงินตรา เพื่อไว้ใช้ยามจำเป็น เรียกว่าเป็น Precautionary Demand ในสามจุดประสงค์ของการถือเงินตรานี้ ปรากฏว่า ดอลล่าร์เป็นตัวที่น่าถือมากที่สุด เนื่องจากทุกคนพอใจที่จะรับ หรือจะจ่ายเป็นดอลล่าร์ ในการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นในแง่ของ Transaction Demand ถือว่าดอลล่าร์สมบูรณ์ที่สุด เพราะเป็นหน่วยคำนวณตามบัญชี และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง สำหรับ Speculative Demand หรือว่าพวกเก็งกำไร ส่วนใหญ่แล้ว จะอยู่ในรูปของหลักทรัพย์และตราสารต่างๆ ซึ่งก็ปรากฏอีกเช่นเดียวกันว่า ตราสารที่อยู่ในสกุลดอลล่าร์ มีปริมาณสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ก็เพราะว่า สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีดุลการคลังติดลบ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 30 ปี รัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงต้องออกพันธบัตร เพื่อที่จะกู้เงินในตลาด มาใช้จ่ายตราสาร ที่เรียกว่าเป็น Treasury Bills หรือว่า Bonds ของสหรัฐอเมริกา จึงได้มีปริมาณมาก ประมาณกันว่า มีปริมาณสูงเกิน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันตลาดทุน ของภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกา ก็ใหญ่ที่สุดในโลก มีหลักทรัพย์/ตราสารให้ซื้อขายมากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงแปลว่าผู้ใดก็ตาม ที่ต้องการจะลงทุนในการซื้อขายตราสาร สามารถที่จะทำได้ทันที ในการที่จะเข้าไปซื้อขายตราสารที่เป็นดอลล่าร์ จึงทำให้ความต้องการถือเงินดอลล่าร์ เพื่อจุดประสงค์ของ Speculation สูงเหนือเงินทุกสกุลในโลก อีกจุดประสงค์หนึ่งคือ Precaution คือถือเงินไว้ใช้เมื่อจำเป็น หรือยามขาดแคลน ซึ่งก็ปรากฏเช่นเดียวกันว่า การถือเงินเพื่อสำรองไว้ใช้อะไรก็ตาม ในยามจำเป็นนี่ การถือหลักทรัพย์เป็นดอลล่าร์นั้น ดีที่สุด สะดวกที่สุด เพราะได้ผลตอบแทนสูง เนื่องจากว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เคยมีความจำเป็นต้องกู้เงินมาก เพราะฉะนั้น Treasury Bills หรือBonds ของรัฐบาลที่เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ย ก็ให้อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เรียกว่าถือเอาไว้ในรูปเงินสำรอง ก็คุ้มค่าในการที่จะถือไว้ในระยะยาวๆ และเศรษฐกิจของสหรัฐก็ใหญ่มาก สามารถหนุนค่าของเงินของตนได้ สรุปได้ว่า เกือบจะทั้งโลก เงินตราระหว่างประเทศก็คือ ดอลล่าร์ ไม่ว่าจะเพื่อจุดประสงค์ใดๆ ทั้งสามจุดประสงค์ที่ได้พูดมาแล้ว เกือบทุกคนต้องการถือเงินดอลล่าร์ทั้งนั้น จะมีเงินสกุลอื่นอยู่บ้างที่มีบทบาท เช่น เยน ของญี่ปุ่น แต่ว่า ก็ไม่มากนัก รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ไม่ประสงค์ให้เยน เป็นเงินตราระหว่างประเทศ ที่มีบทบาทเช่นนั้น ส่วนเงินอีกสองสกุลคือ ดอยช์มาร์ของเยอรมัน หรือปอนด์สเตอริงของอังกฤษ ก็มีบทบาทจำกัดเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ อิทธิพลของเงินดอลล่าร์ จึงมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีค่าเงินผูกติดกับดอลล่าร์ เช่น ช่วงเงินบาทแข็งไปหรืออ่อนไป ขึ้นอยู่กับค่าเงินดอลล่าร์เป็นสำคัญ ในระยะเวลาที่ประเทศไทย ผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินดอลล่าร์ ซึ่งเป็นภาวะที่เราทำมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2540 ในระยะเวลาดังกล่าวนั้น มีหลายช่วงที่ดอลล่าร์มีค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2538-2539 ที่ดอลล่าร์เมื่อเทียบกับเงินเยน เมื่อเทียบกับเงินมาร์คมีค่าสูงขึ้น โดยที่เราผูกเงินของเราไว้กับดอลล่าร์ ค่าเงินของเราก็เลยสูงไปด้วย โดยที่ไม่มีเหตุผลอื่น เลยนอกจากดอลล่าร์มีค่าสูงขึ้น เพราะฉะนั้น อัตราแลกเปลี่ยนของทุกประเทศในโลกนี้ จะสูงไป หรือต่ำไป จะขึ้นหรือจะลง ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของดอลล่าร์ เมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญๆ ของโลก ซึ่งก็มีอยู่ 4 สกุลคือ ดอลล่าร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ดอยช์มาร์คเยอรมัน และปอนด์สเตอริงอังกฤษ สรุปก็คือว่า ลักษณะพิเศษของสิ่งที่เรียกว่า เป็นเงินตราต่างประเทศส่วนมาก เป็นดอลล่าร์สหรัฐ ที่มีการเปลี่ยนแปลงค่าที่รวดเร็ว มีการซื้อขายกันเป็นอย่างมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เลยเกิดธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศกันขึ้นมา ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจในการทำกำไร จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ในการทำกำไร จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ระหว่างเงินสกุลต่างๆ ผู้ที่ทำธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศนี้ จะมีหลายกลุ่มด้วยกัน พวกธนาคารพาณิชย์ มีการค้าเงินตราต่างประเทศ แต่ส่วนมากเป็นการค้า ลักษณะที่เรียกว่าเป็น Transaction เป็นการเอาเงินตราต่างประเทศ ไปชำระค่าซื้อของ หรือรับเงินจากค่าซื้อของมาแลกเปลี่ยน และเมื่อต้องการป้องกันความเสี่ยง ก็จะตั้งฐานะตั้ง position ของตนเองนั้น ให้อยู่ในลักษณะที่ไม่ขาดทุนหรือไม่ก็มีบทบาทในเรื่องการกู้ยืมเงินตรา ที่เป็นเงินตราระหว่างประเทศ มาปล่อยกู้ต่อ เป็นต้น แต่ธุรกรรมการค้าเงินตราต่างประเทศ ที่เรียกว่า ซื้อขายเป็นรายวัน เป็นรายชั่วโมง เป็นรายนาที เพื่อผลกำไรในเรื่องของการค้าเงินตราโดยตรงนั้น ธุรกรรมนี้ จะมีพวกกองทุนต่างๆ เป็นผู้ดำเนินการ กองทุนประเภทนี้ ในภาษาปัจจุบัน รู้จักกันในรูปแบบที่เรียกว่า Hedge Fund เป็นกองทุนที่ช่วยลดความเสี่ยง โดยจุดประสงค์ดั้งเดิมของการตั้ง Hedge Fund ขึ้นมาเพื่อจะได้เป็นสื่อกลาง ในการทำให้ผู้ที่จะลงทุน ผู้ค้าเงินตรา ผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินตรา ต้องใช้หลักทรัพย์ทั้งหลาย ต้องใช้ตราสารทั้งหลาย สามารถที่จะป้องกันความเสี่ยงของตนเองได้ คือกองทุนทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง เพราะว่าในภาวะใดภาวะหนึ่ง ก็จะมีคนที่ต้องการเงินดอลล่าร์ แต่มีไม่พอ เนื่องจากตนเองมีเงินเยนมากไป หรือบางคนมีเงินเยนน้อยเกินไป หรือต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเงินดอยช์มาร์ค หรือเงินสกุลอื่นเป็นต้น หรือว่ามีหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ มากไปหรือน้อยไป กองทุนนี้ก็จะสามารถเป็นผู้ซื้อขาย ทำให้คนที่มีฐานะการเงิน มี position ที่ตนเองไม่พึงประสงค์นี้ สามารถจัด position ของตนเองได้ เพื่อลดความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ยและราคาหลักทรัพย์ แต่ในระยะหลัง พวก Hedge Fund ทั้งหลาย ที่ก่อตั้งกันขึ้นมาทำกำไร จากการจัดความเสี่ยงไม่พอ ก็เลยเข้าไปมีบทบาท ในเรื่องการค้าเงินตราต่างประเทศโดยตรงด้วย กองทุนประเภทนี้ มีเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วตั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกาคือ ตลาดนิวยอร์ค หรือในประเทศอังกฤษ ที่ตลาดลอนดอน มีมูลค่ามหาศาล คาดว่าจำนวนกองทุนประเภทนี้ มีไม่ต่ำกว่า 100 กองทุน และบางกองทุน อย่าง Long Term Capital Management ของอเมริกา มีมูลค่าธุรกรรมที่ทำอยู่เกิน 100,000 ล้านเหรียญ และมีอีกหลายกองทุน แต่ละกองทุนก็มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านเหรียญ กองทุนเหล่านี้ ได้เข้าไประดมเงิน โดยขายหน่วยลงทุนให้สถาบันต่างๆ ให้แก่ผู้มีฐานะดี ผู้มีเงินออมมาก ที่เรียกว่า High Networth Individual มาซื้อหน่วยลงทุน หรือไม่ก็ธนาคารทั้งหลาย ที่ไม่ประสงค์จะเป็นผู้เล่นเงินเอง ก็มาซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนเหล่านี้ และกองทุน ก็นำเงินที่ขายหน่วยลงทุน ได้ไปลงทุนเล่นเงินตราต่างประเทศ คนดังอย่างนายจอร์จ โซรอส (Gorge Soros) ก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้บริหารกองทุน ส่วนใหญ่อยู่ในชื่อของควอนตุ้มฟันด์ (Quantum Fund) และนอกจากนั้น ก็ยังมีอีกหลายคนที่ดำเนินธุรกิจแบบนี้ พวกที่บริหารเงิน โดยการซื้อขายเงินตราต่างประเทศนี้ จะคอยจ้องดูว่า เงินสกุลของประเทศใด จะขึ้นหรือจะตก ถ้าหากเห็นว่าทำท่าจะตก ก็จะโจมตีจนกระทั่งมันตก และเมื่อตกไปแล้ว ก็สามารถทำกำไรได้จากอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้บริหารกองทุนเหล่านี้ เห็นว่าค่าเงินบาทที่ 25 บาทต่อเหรียญ ไม่มีทางเลยที่จะอยู่ได้ เงินบาทคงจะต้องตกแน่นอน ผู้บริหารเงิน กองทุนเหล่านี้ ก็จะเข้ามาซื้อดอลล่าร์ โดยขายบาท เมื่อซื้อดอลล่าร์จำนวนมาก แล้วก็ขายบาทจำนวนมากนี้ บาทก็ต้องตกจนได้ เช่น ตกจาก 25 บาท ไปเป็น 40 บาท ในขณะที่กองทุนซื้อดอลล่าร์ไปมาก ฉะนั้นเมื่อกองทุนนำเงินดอลล่าร์ไปแลก ก็จะได้กำไร 15 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์ จากการเก็งกำไรดังกล่าว นี่เรียกว่าเป็นการเล่นเงินหรือค้าเงิน ผู้บริหารกองทุนเหล่านี้ สามารถใช้วิธีการเล่นเงินตราต่างประเทศ และทำกำไรให้แก่กองทุนของตัวเองเป็นอย่างมาก และกองทุนเหล่านี้ในโลก ไม่มีผู้ใดกำกับได้ อัตราผลตอบแทนส่วนใหญ่แล้วจะเกิน 20% ต่อปี ซึ่งดีกว่าผลตอบแทน ที่จะนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยเหตุนี้ กองทุนเหล่านี้ก็เติบโตมาได้เป็นอย่างมาก เพราะธนาคารเองก็เอาเงินมาให้เขาเล่น ประชาชนบุคคลที่ร่ำรวย ก็เอาเงินมาให้เขาเล่น จึงทำให้เขามีอิทธิพลยิ่งขึ้น เมื่อมีอิทธิพลมาก เขาก็สามารถบันดาลให้เงินขึ้นหรือตกได้ทั่วโลก ซึ่งเป็นพฤติกรรม ที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ หรือปีที่แล้วเท่านั้น แต่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว อังกฤษเอง ถึงแม้จะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เคยแพ้นายจอร์จ โซรอสมาแล้ว จนทำให้เขาได้กำไรเกินพันล้านปอนด์ ในระยะเวลาดังกล่าว สวีเดนก็เคยโดนโจมตีมาแล้ว และก็แพ้มาแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น การที่จะสู้กับผู้บริหารกองทุนทั้งหลาย ยามที่เกิดสงครามเงินตราขึ้นมา ก็เป็นที่รู้กันว่าแพ้ ส่วนใหญ่แล้วจะแพ้ โอกาสที่จะชนะน้อยมาก เนื่องจากว่าเขามีอาวุธ มีกระสุน คือมีเงินมากมาย สามารถกำหนดทิศทางของเงินตรา ว่าจะไปทางใด สำหรับการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน และเงินสำรองของประเทศไทย ในระยะหลังมีเงินตราต่างประเทศเข้ามามาก ทำให้มีเงินสำรองเพิ่มขึ้นเป็น ลำดับ เช่นเป็นต้นว่า ตอนเดือนธันวาคม ปี 2539 เรามีเงินสำรองสูงประมาณ 39,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเรียกว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับความจำเป็น ที่เราจะต้องมีเงินสำรอง ในการที่จะต้องนำไปจ่ายสินค้า ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ หรือชำระหนี้ต่างประเทศ ถ้าถามว่า เราบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของเรากันอย่างไร ก็ตอบได้ว่าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทย ตั้งแต่มีการลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2527 เป็นต้นมา เราใช้วิธีกำหนดค่าเงินในตอนเช้า 8.30 น. โดยกองทุนรักษาระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้ตะกร้าเงินสกุลสำคัญๆ เป็นกลุ่มเงินสกุลที่เอามากำหนดว่า ค่าเงินจะเป็นเท่าไร แต่ว่าน้ำหนักในตะกร้าเงินที่ว่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นดอลล่าร์ เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า การกำหนดค่าเงินของเรา กำหนดตามดอลล่าร์เป็นสำคัญ คือเกาะติด กับดอลล่าร์ แปลว่าไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงกับดอลล่าร์ และปล่อยให้เปลี่ยนแปลงกับเงินสกุลอื่นๆ ซึ่งตอนเช้าทางธนาคารแห่งประเทศไทย จะประกาศอัตราแลกเปลี่ยนว่า ทุนรักษาระดับจะกำหนดอัตรากลางว่าเป็นเท่าไร หมายความว่า วันนั้นจะมีการซื้อขายกัน ในอัตรากลางที่ว่านี้แน่นอน หากใครต้องการจะมาซื้อดอลล่าร์ จากทุนรักษาระดับ ก็จะสามารถซื้อได้ ในราคากลางที่ได้กำหนดไว้ ตอนบ่ายไม่ได้มีการกำหนดราคากลาง แต่ธนาคารก็รู้ว่าควรจะซื้อขาย ในราคากลางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น รุ่งขึ้นเช้าก็จะมีการกำหนดราคาใหม่อยู่ดี จึงไม่จำเป็นจะต้องไปคิดเอาเอง เรียกได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนของไทยนี้ เกือบจะคงที่กับดอลล่าร์ นั้นคือการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของเรา สำหรับเงินสำรองของเรา เราบริหารโดยนำไปฝาก และไปลงทุนหลายรูปแบบ เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน ซื้อทองคำ และฝากเอาไว้กับธนาคาร แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการลงทุนไว้ในพันธบัตร ทีนี้ เมื่อคนจำเป็นจะต้องใช้ดอลล่าร์ ก็มาซื้อจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะต้องนำเงินสำรองนี้ขายให้ไป เป็นภาระหน้าที่ที่ต้องทำเช่นนั้น การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนแนวนี้ เราได้ทำกันมาตั้งแต่ปี 2527 ตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ค่าของดอลล่าร์ตกลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเงินเยนเทียบกับดอยช์มาร์ค เมื่อเราเกาะติดอยู่กับเงินดอลล่าร์ ค่าเงินของเราก็อ่อนตามลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ ทำให้เราได้ประโยชน์ จากการที่ค่าเงินของเราอ่อนมาตลอด จนกระทั่งเดือน พฤษภาคม ปี 2538 ที่ค่าเงินดอลล่าร์ เปลี่ยนเป็นแข็งค่าเมื่อเทียบกับเยน คือ พอตกลงไปถึงประมาณ 80 เยนต่อเหรียญ ค่าดอลล่าร์ก็เริ่มแข็งขึ้นเป็น 90 เยน 100 เยน 100 กว่าเยน 110 เยน 120 เยน โดยที่เรายังเกาะติดกับดอลล่าร์อยู่ ฉะนั้นตอนที่ดอลล่าร์แข็งขึ้นนี้ ค่าเงินของเราก็แข็งตามขึ้นไป ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เป็นของเราเลย แต่เป็นเรื่องของดอลล่าร์โดยตรง หรือเป็นเหตุผลที่ค่าเงินเยน มันอ่อนตัวลงไปโดยตรง ทั้งๆ ที่ภาวการณ์เศรษฐกิจของเราในตอนนั้น เริ่มแสดงอาการว่าชะลอตัวลง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2538 สินค้าออกของเรา ก็เริ่มแสดงอาการว่า คงจะขยายตัวได้น้อย และทั้งปี 2539 เริ่มเห็นชัดเจนว่า จะขยายตัวไม่ได้เลยเหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ค่าเงินของเราแข็งตามดอลล่าร์ แต่เราเองก็ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของเรา ได้มีการอภิปรายพูดจาเรื่องนี้หลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกัน ว่าเราควรจะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของเราใหม่ เราควรจะเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนของเรา เป็นแบบยืดหยุ่น เราควรจะเปลี่ยนตะกร้าให้ดอลล่าร์มันน้อยลง เราไม่ควรจะตามดอลล่าร์ตลอดไป เหล่านี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเราควรจะลดค่าเงินของเรา ตอนช่วงดอลล่าร์ขึ้นค่า ในปี 2538-2539 แต่เราก็ไม่ได้ทำ เหตุผลที่เราไม่ได้ทำ ได้มาทราบกันภายหลังว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยถึงแนวทางที่จะเปลี่ยนการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น หรือให้มีค่าน้อยลง แต่ก็คอยจังหวะเวลาอยู่ ต้องการให้ถึงจังหวะเวลาที่สมบูรณ์ถึงจะทำ แต่ระหว่างที่คอยจังหวะเวลาอยู่ พวกกองทุนทั้งหลายที่ทำธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศ ก็เห็นประเทศไทย เห็นสถานการณ์ของประเทศไทยว่าอยู่ในภาวะที่ค่าของเงินคงจะต้องตก เขาดูแล้วเห็นว่าค่าของดอลล่าร์ มันขึ้นเอาๆ เมื่อเทียบกับเยน เมื่อเทียบกับดอยช์มาร์ค แล้วบาทเกาะติดอยู่กับดอลล่าร์ แปลว่าบาทจะต้องขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่สินค้าออกของเราไม่ได้เพิ่ม ปัญหาเงินเฟ้อของเรา ก็เริ่มรุนแรงในปี 2539 และอัตราเงินเฟ้อของเรา สูงกว่าเงินเฟ้อของดอลล่าร์ คือประมาณ 6-7% เทียบกับ 2% เพราะฉะนั้นค่าเงินของเรา จึงไม่น่าที่จะขึ้นไปเหมือนกับดอลล่าร์ เพราะเงินเฟ้อสูง ก็คืออำนาจซื้อน้อยลง แต่เรายังเกาะติดดอลล่าร์อยู่ อีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อธุรกิจการค้าเงินตราต่างประเทศ คือ บทบาทของนักวิเคราะห์ธุรกิจ/เศรษฐกิจ ประจำสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งมักจะวิเคราะห์ผ่านสื่อมวลชน ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ และบทบาทของสถาบันจัดอันดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองสถาบัน คือ Moodys และ Standard and Poors ในช่วงเวลานั้น นักวิเคราะห์จำนวนมาก เริ่มออกความเห็นต่อเศรษฐกิจไทย ที่เป็นลบถี่ขึ้น (ที่จริงก่อนหน้านี้ คือ เมื่อเดือนมกราคม 2538 มีการวิเคราะห์ของนาย Jim Walker จาก Credit Lyonnais Securities ว่าเศรษฐกิจไทย น่าจะมีปัญหาคล้ายกับเม็กซิโก ทำให้มีการโจมตีค่าเงินบาท ซึ่งทำให้รัฐบาลของคุณชวนในตอนนั้น โกรธเคืองเขามาก แต่การโจมตีไม่รุนแรง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เงินดอลล่าร์อ่อนค่า) และตามมาด้วยการลดอันดับ ความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทย โดย Moodys และ Standard and Poors โดยเมื่อต้นปี 2540 Moodys จัดอันดับพันธบัตรของไทย อยู่ระดับพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูง ในภาวะอย่างนั้น ผู้ที่ธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศ ก็ไม่สามารถจะสรุปเป็นอย่างอื่นได้ นอกจาก เชื่อมั่นว่าค่าเงินบาทจะต้องอยู่ไม่ได้ จะต้องตกแน่นอน เมื่อเขาตัดสินใจว่า เงินบาทจะต้องตกแน่ ก็เริ่มมีขบวนการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยมีการเก็งกำไรถี่ขึ้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 การเก็งกำไรค่าเงินบาทนี้ กลายมาเป็น การโจมตีค่าเงินบาทเป็นระลอกๆ รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ |
ตอนที่ 9 สู้สงครามเงินตรา
| การที่เราได้สู้ ได้ป้องกันค่าเงินบาท ตั้งแต่ปี 2539 จนกระทั่งถึงปี 2540 นั้น เป็นวิธีการที่เราหลงทาง และเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ผมเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเองตระหนักดีว่า เราคงสู้สงครามเงินตราไม่ได้ ถ้ามีเงินการโจมตีกันอย่างรุนแรง แต่ว่าเมื่อยังไม่พร้อม ที่จะเปลี่ยนระบบบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องสู้การเก็งกำไร และต้องรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ที่ประกาศไว้เป็นราคากลาง วิธีการสู้ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการ ก็คือ การขายดอลล่าร์ในราคากลาง ทั้งขายเอง และให้ธนาคารกลางของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ช่วยขายเพื่อยันอัตราแลกเปลี่ยน ที่ประกาศไว้เป็นราคากลาง ซึ่งถ้าการโจมตีไม่รุนแรง วิธีการนี้ใช้เงินสำรองไม่มาก ก็จะเป็นการสู้ที่ได้ผล แต่ถ้าการโจมตีรุนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะมีการทำสว้อปด้วย คือเมื่อต่างประเทศมาเก็งกำไรเรื่องเงินตรา ต่างประเทศก็จะซื้อดอลล่าร์ เมื่อซื้อดอลล่าร์ไป เงินสำรองของเราก็น้อยลง ทีนี้เพื่อให้เงินสำรองอยู่ในระดับไม่ลดลง เราก็สามารถทำสว้อปได้ ทำสว้อป หมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะใช้ฝ่ายการธนาคารทำสัญญา ที่เรียกว่า สัญญา สว้อป คือให้ซื้อดอลล่าร์ที่ spot หรือซื้อดอลล่าร์ที่ส่งมอบทันที แล้วก็ขายดอลล่าร์ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่ามีการโจมตีค่าเงินบาท โดยการซื้อดอลล่าร์ไป 1,000 ล้านเหรียญ เงินสำรองจะลดลง 1,000 ล้านเหรียญ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องการให้เงินสำรองเท่าเดิม ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะทำสว้อปที่ 1,000 ล้านเหรียญ คือซื้อดอลล่าร์ที่ส่งมอบทันที 1,000 ล้านเหรียญแล้วก็ขายล่วงหน้าไป 1,000 ล้านเหรียญ เพราะฉะนั้นมองในแง่เงินสำรอง เงินสำรองก็เท่าเดิม โดยที่ภาระสว้อป ภาระที่จะต้องส่งมอบเงินที่ขายไปล่วงหน้า จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไร เราก็คาดหวังว่า จะมีรายได้อย่างอื่นที่เป็นดอลล่าร์เข้ามา สามารถนำไปชำระดอลล่าร์ ที่ขายไว้ล่วงหน้าได้ วิธีการนี้ เป็นวิธีการต่อสู้ ถ้าหากว่า ผู้ที่ทำธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศ มีกระสุนไม่มาก วิธีการขายดอลล่าร์ ยันราคากลางก็จะได้ผล ถ้าซื้อขายมากขึ้นเป็นพันสองพันล้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็สามารถที่จะสู้โดยวิธีการทำสว้อป แล้วก็เลิกไปมันก็จบกัน อัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน ถึงเวลาต้องชำระดอลล่าร์ที่ทำสว้อปไว้ ก็สามารถชำระดอลล่าร์ได้ในราคาเดิม ก็ไม่มีการขาดทุน เช่นซื้อ spot มาที่ 25 บาท แล้วก็ชำระ forward ดอลล่าร์มีราคา 25 บาทก็เสมอกันไป ภาวะการณ์อย่างนี้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง วิธีนี้เป็นวิธีการที่เหมาะสม ที่นำมาใช้ในการต่อสู้ ถ้าผู้ที่โจมตีค่าเงินไม่พยายามเต็มที่ ไม่มีเงินทุนมาก วิธีการนี้ก็สู้ได้ จากข้อมูลภายหลังชี้ให้เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามที่จะสู้โดยที่คิดว่า สงครามเงินตรานี้จะไม่หนักหนาสาหัสนัก และเชื่อว่าสู้ได้แล้วก็คิดว่า เมื่อสู้ในบางระยะแล้ว ก็คงจะสามารถเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนได้ทันการ ซึ่งถ้าคิดเช่นนั้น วิธีการขายดอลล่าร์ เพื่อยันราคาและการทำสว้อปก็ถูกต้อง และเป็นวิธีการที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังมีการคุมปริมาณเงินบาท ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่โจมตีค่าเงินบาท ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในการหาเงินบาทมาซื้อดอลล่าร์ อันนี้ก็เป็นความเชื่อ ความเข้าใจของผู้บริหารเงินตรา ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวไปแล้วว่า เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2539 เป็นการโจมตีในรอบแรก การโจมตีรอบนั้นไม่หนักหนานักยอดทำสว้อป มีมูลค่า 4,750 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับเงินสำรอง 38,700 ล้านเหรียญ ก็แปลว่าการโจมตีไม่รุนแรงเกินไป พอเดือนกุมภาพันธ์ 2540 มีการโจมตีอีก การโจมตีในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีมูลค่าในการโจมตีประมาณ 8 พันล้านเหรียญ จึงทำให้ยอดสว้อป ขึ้นไปเป็นประมาณ 12,000 ล้านเหรียญ ก็อาจจะยังเรียกว่าไม่รุนแรงอีก ยังพอไหว คือ ถ้าคิดกันจริงๆ แล้ว เอายอดสว้อปดอลล่าร์ ที่ต้องส่งมอบในอนาคต 12,000 ล้านเหรียญ ไปลบจากเงินสำรองที่มีอยู่ 38,000 ล้านเหรียญ ก็จะยังมีเงินเหลือ อีกประมาณ 26,000 ล้านเหรียญ ยังเรียกว่าอยู่ในฐานะทีพอใช้ได้ จากเดือนกุมภาพันธ์ 2540 แน่นอน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังรอจังหวะที่จะเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน จากการอธิบายภายหลังนี้ เข้าใจว่า คอยว่าถ้าตัวชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น ทั้งทางด้านการส่งออกการลงทุน ภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็คงจะเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ว่ายังไม่ทันทำอะไร เดือนเมษายน 2540 ก็มีการโจมตีอีกเล็กน้อย แต่ไม่มากอะไรแค่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ในขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงนี้ก็ไม่สงบ มีข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องสถาบันการเงิน มีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องรัฐบาล ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะลาออกบ้าง เรื่องอะไรต่อมิอะไรบ้างเป็นต้น ก็ยิ่งทำให้ทำเป็นเหตุผล ให้ผู้ที่จะโจมตีค่าเงินเชื่อมากขึ้นว่า บาทคงจะอยู่ไม่ได้แน่ เมื่อมีความมั่นใจเช่นนั้น ก็เกิดการโจมตีระลอกใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือในช่วงวันที่ 9-16 พฤษภาคม 2540 การโจมตีในหนึ่งสัปดาห์นี้ เป็นการโจมตีที่หนักหน่วงที่สุด มีมูลค่าการซื้อดอลล่าร์ ขายบาทอย่างสูงทุกวัน บางวันสูงเกือบจะถึงหมื่นล้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็พยายามที่จะต่อสู้ทุกวิถีทาง เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ยอดสว้อป เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว จนกระทั่งมาถึง ณ วันที่ 16 พฤษภาคม ยอดสว้อปเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่เงินสำรองก็ลดลงมา เหลือ 32,000 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ต่อสู้เลย ถ้าไม่ทำสัญญาสว้อป ในสัปดาห์นั้น เงินสำรองก็จะเหลือแค่ 7 พันล้านเหรียญเท่านั้นเอง การต่อสู้การโจมตีค่าเงินบาท และการทำสัญญาสว้อป ธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการเป็นการลับ ไม่มีผู้ใดทราบรายละเอียด รวมทั้งรัฐบาล จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สอบถามเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมว่า ทำไมเงินสำรองจึงยังอยู่ในระดับสูง ทั้งๆ ที่มีการโจมตีค่าเงินอย่างรุนแรง ซึ่งแปลว่าต้องขายเงินสำรองออกไปเป็นอย่างมาก จึงได้ทราบรายละเอียดว่า มีการทำสว้อปไปแล้วเป็นจำนวนมาก ที่จริงตอนปลายระยะเวลา ก่อนที่มีการลดค่าเงิน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสำคัญ ในวันที่ 2 กรกฎาคม นั้น ยอดสว้อปเคยสูงเกือบ 3 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งแปลว่า ถ้าหากว่านำยอดภาระสว้อป ที่ต้องส่งมอบดอลล่าร์ในอนาคต มาลบเงินสำรองที่เรามีอยู่ ก็น่าจะพูดได้ว่า เราเกือบจะไม่มีเงินสำรองเหลือเลย เพราะฉะนั้น สถานการณ์ที่คับขันนี้ ทำให้ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จำเป็นต้องเสนอไปที่รัฐบาลไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า สู้ไม่ไหวแล้ว จำเป็นจะต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน และมีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินตราต่างประเทศ เพื่อมาเสริมฐานะเงินสำรอง เพราะเหตุว่ายอดสว้อปที่มีอยู่นั้น เมื่อเขามาขึ้นเงิน เมื่อถึงเวลาส่งมอบ เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีให้ ถ้าเราไม่มีเงินสำรองเลย เราก็ไม่สามารถที่จะบริหารอยู่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องกู้เงินมา จะกู้จากใครก็แล้วแต่ รัฐบาลเองก็พยายามจะไปกู้มาจากที่อื่น แต่กู้ได้ไม่พอ ในที่สุด จึงตกลงที่จะไปขอให้ไอเอ็มเอฟ ช่วยจัดเงินมาให้ 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้เป็นเงินสำรองสำหรับเบิก มาใช้เป็นระยะๆ เพื่อใช้คืนเมื่อสัญญาสว้อปครบอายุ เหตุที่จะต้องกู้มาจำนวน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐนี้ เนื่องจากคาดว่า ในยอดสว้อปที่มีอยู่ ตอนปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม มีอยู่ประมาณ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้ประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทำกับสถาบันการเงินในประเทศ คงจะต่ออายุไปได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็จะต้องใช้ประมาณ 14,000 ล้านเหรียญ มาชำระสัญญาสว้อปที่ต้องเกิดขึ้นแน่ และอีกจำนวนหนึ่ง จะนำมาเสริมเงินสำรองของเราเอง นอกจากนั้น ก็หวังว่ารายได้ที่จะได้จากการส่งออกจะมากกว่าการนำเข้า ซึ่งสามารถนำมาเสริมเงินสำรอง จะทำให้เราสามารถอยู่ได้ โดยที่ตั้งเป้าหมายในตอนนั้นว่า เงินสำรองคงจะมีประมาณ 25,000 26,000 ล้านเหรียญ การดำเนินการอย่างนี้ ทำให้เกิดปัญหาตามมา ในประเทศไทยหลายประการ ประการที่หนึ่ง คือเมื่อเราสู้สงครามเงินตรา แล้วเราแพ้ ก็แปลว่า เราขาดทุนมาก เพราะเหตุว่าถึงเวลาชำระค่าสว้อป ค่าของเงินดอลล่าร์ เมื่อคิดเป็นเงินบาทสูงกว่าเดิมมาก ประการที่สอง หลังจากเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเปลี่ยนช้าเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทตกต่ำมากกว่าที่ควรจะเป็น เป็นอย่างมาก ทำให้หนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศของเอกชน (ซึ่งส่วนมากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยง จากอัตราแลกเปลี่ยนไว้) เมื่อคิดเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น จนกระทั่งได้รับความเสียหาย จนยากที่จะฟื้นฟูได้ ประการที่สาม ก็คือเราต้องหันหน้าไปพึ่ง ไอ เอ็ม เอฟ เพื่อขอกู้เงินมาใช้เป็นเงินสำรอง ในการที่ต้องไปพึ่ง ไอ เอ็ม เอฟนี้ ทำให้เราเสียอิสรภาพ ในการบริหารรัฐเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างน้อยในระยะเวลาที่เรายังมีพันธะกับไอ เอ็ม เอฟ อยู่ซึ่งในตอนหลัง เรามาพบว่าเงื่อนไขทั้งหลาย ที่มีกับ ไอ เอ็ม เอฟ นั้น ทำให้เราเดือดร้อน ทำให้การบริหารรัฐเศรษฐกิจของประเทศ เป็นไปด้วยความลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ไอ เอ็ม เอฟ ใช้วิธีการเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน หรือว่าการคลัง จนกระทั่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนหลัง แม้ว่าจะกลับมามีเสถียรภาพ แต่ก็เกิดมีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง มากกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น เมื่อมองย้อนหลังก็จะได้บทเรียนว่า การเปิดเสรีทางการเงินนั้น ทำให้มีเงินบาทอยู่ในตลาดโลก ซึ่งก็กลายไปเป็นกระสุนให้ผู้โจมตีค่าเงินของเรา เอาเงินบาทมาขายแลกเป็นเงินดอลล่าร์ สร้างปัญหาให้แก่เราในที่สุด อีกบทเรียนหนึ่ง คือ การสู้สงครามเงินตราต่างประเทศนี้ เป็นสงครามยากที่จะชนะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตามในโลกนี้ ใครก็ตามที่เข้าไปสู้สงครามเงินตรา ส่วนมากต้องเผชิญกับภาวะอย่างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ถามว่าแล้วเราไม่รู้หรือ ทำไมเราถึงเข้าไปสู้ ผมเองมีความเห็นว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็คงจะทราบดีว่า การสู้สงครามเงินตรานั้น โอกาสชนะมีน้อย แต่ในภาวะที่วิกฤติ เมื่อ 9-16 พฤษภาคม 2540 คงเป็นภาวะที่เรียกว่าตั้งตัวไม่ติด ไม่สามารถจะทำอะไรได้ ไม่สามารถจะตัดสินใจ ที่จะเปลี่ยนค่าเงินได้ในช่วงนั้น จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เมื่อไม่สามารถจะตัดสินใจได้ สิ่งที่ปฏิบัติได้มีอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ สู้ ทีนี้ ถามว่าเพราะเหตุใดก่อนหน้านี้ จึงไม่ตัดสินใจดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของไทย ยังอยู่ในภาวะปกติ ผมคิดว่า เรื่องนี้มันก็โยงไปหาการบริหาร ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ได้อธิบายมาแล้วในบทก่อนๆ ว่า ขาดความเป็นเอกภาพ ขอความร่วมมือประสานงาน จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ในภาวะจำยอม ที่ต้องต่อสู้กับต่างประเทศ ในเรื่องของเงินตรา และนำมาสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ในหนังสือเล่มก่อน คือ เดินกลางฝน ว่าในแง่ของรัฐบาลเอง ก็มีความพยายาม จะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ตอนรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ มาบริหารประเทศ โดยลึกๆ แล้วมีความต้องการ ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไม่ต้องการเปิดเผย เพราะเหตุว่าถ้าทำโดยเปิดเผย ก็จะทำให้เกิดการเก็งกำไร ฉะนั้นโดยเปิดเผยก็บอกว่า ไม่ลดค่าเงินบาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ลึกๆ แล้ว ก็ต้องการที่จะเปลี่ยน โดยยอมให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้กำหนดจังหวะที่จะเปลี่ยน ซึ่งมีความเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น อยู่ในฐานะที่พร้อมใจ การที่จะกำหนดจังหวะเวลา และเมื่อพร้อมเมื่อไร รัฐบาลก็จะสนับสนุนทันที ข้อมูลจะได้ไม่รั่วไหล จะได้ไม่เกิดประโยชน์หรือโทษ อย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ใดได้ เพราะจริงๆ แล้วรัฐบาล ก็ให้การสนับสนุนธนาคารแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน 2539 ก็ไม่รุนแรงนัก จึงไม่มีใครว่าอะไร เดือนกุมภาพันธ์ปี 2540 ก็ถือว่ายังพอใช้ได้ แล้วเรายังป้องกันค่าเงินได้สำเร็จ ผู้ที่เก็งค่าเงินก็ขาดทุน จำได้ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ได้มีการพูดถึงการขาดทุนของพวกกองทุนทั้งหลายกัน แต่คิดว่าไม่มีใครคาดว่า วันที่ 9-16 พฤษภาคม 2540 จะมีการโจมตีค่าเงิน รุนแรงถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คงโทษใครโดยจำเพาะเจาะจงไม่ได้ ทุกคนพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ให้เป็นระบบที่เหมาะสม เหมือนทุกคนเตรียมที่จะจัดบ้าน เพื่อป้องกันภัย แต่ยังไม่ทันจัดพายุก็มาเสียก่อน และบ้านที่มีอยู่ก็ไม่แข็งแรง เพราะสร้างจากเงินนอกเป็นส่วนมาก จนพายุทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง |
ตอนที่ 10 สถาบันการเงินล่มสลาย
| เรื่องเศรษฐกิจไทยหลงทางนี้ ที่เห็นหลักฐานชัดที่สุด ก็คือ การล่มสลายของสถาบันการเงิน ซึ่งเกือบจะเป็นการล่มสลาย ของสถาบันการเงินทั้งระบบ ถ้ามองย้อนไปในอดีต การที่เรามีธนาคารพาณิชย์ ควบคู่กับบริษัทเงินทุน ซึ่งทำธุรกรรมทางการเงินได้เกือบเหมือนกัน แต่มีฐานะต่างกัน คือ สาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ แล้วเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิธีการแก้ปัญหา ก็ทำให้สถาบันการเงิน ทั้งที่แข็งแรงและไม่แข็งแรง ต้องล้มหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยเกือบหมด เกิดการขาดการเชื่อมโยงทางธุรกิจที่สำคัญ บริษัทเงินทุนมีฐานะด้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ เพราะแรกเริ่มเดิมที รัฐไม่ได้มีนโยบายจะให้เกิดการให้ใบอนุญาต ก็ให้ด้วยภาวะจำยอม ในสมัยรัฐบาล อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นส่วนมาก เพราะฉะนั้น บริษัทเงินทุนจึงจัดว่า เป็นสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูง การระดมเงินฝากต้องให้ดอกเบี้ยสูง ต้นทุนเงินทุนจะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ การทำธุรกิจจึงต้องเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะจะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น ธุรกิจเช่าซื้อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าหลักทรัพย์ ในภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง จะมีผลกำไรมากธุรกิจของบริษัทเงินทุนในช่วงเวลานั้น จึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จนทำให้บริษัทเงินทุนหลายราย มีขนาดของสินทรัพย์และเงินฝากมากกว่าธนาคารพาณิชย์ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ระหว่างบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์นี้ ทางการทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังทราบดี ได้มีนโยบายที่จะให้บริษัทเงินทุน เปลี่ยนฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ เมื่อปี 2536-2537 โดยให้บริษัทเงินทุนเพิ่มเงินกองทุน ให้ถึง 7,500 ล้านบาท ซึ่งหลายบริษัทก็ทำตาม (เมื่อเพิ่มทุนแล้ว ก็ต้องมาเร่งเพิ่มเงินฝาก และปล่อยเงินกู้ เป็นตัวเร่งทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่เข้าไปอีก) ต่อมาในปี 2538 นโยบายนี้ เปลี่ยนเป็นให้บริษัทเงินทุนรวบรวมผู้ลงทุน แล้วขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ถึงตอนนั้น บริษัทเงินทุนหลายแห่ง มีทั้งหนี้สินและทรัพย์สินมากเกินตัวไปแล้ว เมื่อเกิดภาวะฟองสบู่แตก คุณภาพของสินทรัพย์ของธุรกิจเงินทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจหลักทรัพย์จะตกต่ำอย่างรวดเร็ว ในรูปของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนกลายเป็นหนี้ต้องสงสัยหนี้จัดชั้น และหนี้สูญตามลำดับ นโยบายของทางการที่ตัดสินว่า จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุน ในตอนต้นที่เกิดปัญหา คือการแยกหนี้อสังหาริมทรัพย์ แล้วจัดตั้งองค์การบริหารอสังหาริมทรัพย์หนี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2540 ก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะติดขัดเรื่องขั้นตอนการจัดตั้ง ตามระบบราชการ ต่อมาเมื่อเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนมีค่าลดลง เพราะมีการตั้งสำรองมากขึ้น ทำให้เงินกองทุนของบริษัทเงินทุนบางรายมีน้อยไป เมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง ธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้วิธีประกาศชื่อมีบริษัทเงินทุน 10 ราย ที่ต้องเพิ่มทุนเมื่อ 3 มีนาคม 2540 ทำให้เกิดการตื่นตระหนกในหมู่ผู้ฝากเงิน มีการถอนเงินจากบริษัทเงินทุนอย่างกว้างขวาง เมื่อบริษัทเงินทุนขาดสภาพคล่อง ก็มาขอความช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟูฯ มาขอกู้เงิน โดยเอาบัญชีลูกหนี้มาค้ำประกัน ซึ่งกองทุนฟื้นฟูฯ จะให้กู้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าบัญชีลูกหนี้ที่มีหลักประกันคุ้มหนี้ และเพื่อขจัดการตื่นตระหนกของผู้ฝากเงิน เพื่อให้หยุดยั้งการถอนเงินจากบริษัทเงินทุน ทางการก็กำหนดนโยบาย ให้บริษัทเงินทุนมาใช้บริการของกองทุนฟื้นฟูฯ อย่างกว้างขวาง โดยไม่ได้แจ้งข้อจำกัด แต่พอบริษัทเงินทุน 16 ราย ใช้เงินของกองทุนฟื้นฟูสูงถึงระดับหนึ่ง ก็มีคำสั่งโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อ 27 มิถุนายน 2540 ให้หยุดกิจการ โดยให้เสนอแผนฟื้นฟู ในขณะเดียวกัน ทางการก็ประกาศว่า จะรับประกันเงินฝากของบุคคลธรรมดา และสถาบันที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่มีเงื่อนไขเวลาการถอน คือแทนที่จะใช้เวลาตามหน้าตั๋วเงินฝาก ก็ใช้จำนวนเงินเป็นเกณฑ์ คือต่ำกว่า 1 ล้านบาท ถอนได้ภายในหกเดือน 1 ล้าน 10 ล้านบาท ต้องคอย 3 ปี เกิน 10 ล้านบาท ต้องคอย 5 ปี จึงทำให้เกิดการถอนเงิน จากบริษัทเงินทุนอย่างกว้างขวางต่อไปอีก เพราะผู้ฝากเงินเกรงว่า บริษัทเงินทุนที่ตนมีเงินฝากอยู่ อาจมีปัญหาต้องถูกให้หยุดกิจการ จะทำให้ตนต้องมีปัญหาถอนเงินไม่ได้ หรือไม่ได้ตามเวลาที่ต้องการ คือ อาจต้องคอยเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝากเงิน ที่ถูกจัดว่าเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งรวมบริษัทประกันภัย ประกันชีวิตด้วย ทางการก็ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยสภาพคล่องต่อ และค้ำประกันเงินฝากทั้งหมด รวมทั้งเงินที่บริษัทเงินทุนกู้มาด้วย ทั้งนี้เพื่อหยุดยั้งการถอนเงิน และการถูกเรียกเงินกู้คืน แต่มาตรการนี้ไม่ได้ผล มีการถอนเงินจากบริษัทเงินทุนต่อไป บริษัทเงินทุนก็มาใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ ต่อไป ต่อมาเมื่อ 5 สิงหาคม 2540 ปรากฏว่า มีบริษัทเงินทุนอีก 42 ราย ถูกจัดว่าใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ มากเกินไป เลยถูกสั่งหยุดกิจการ และให้ทำแผนฟื้นฟูเสนอต่อทางการ รวมเป็นบริษัทเงินทุน ที่ถูกสั่งให้หยุดกิจการ และทำแผนฟื้นฟูทั้งสิ้น 58 ราย ในขณะนั้น ทางการได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ขึ้นมา เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟู โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า จะพิจารณาทางเลือกหลายทาง เช่น ให้บริษัทเงินทุนไปรวมกันเป็นกลุ่มๆ มีการแยกหนี้ดีหนี้เสีย เพื่อจะได้บริหารหนี้ต่างๆ อย่างเหมาะสม แต่ในการดำเนินการเหล่านี้ต้องใช้เวลา ลูกค้าของบริษัทที่ถูกหยุดกิจการ ไม่สามารถใช้สินเชื่อได้ คุณภาพของหนี้เสียจึงเพิ่มขึ้น ลามไปกระทบคุณภาพของหนี้ของสถาบันการเงินอื่น เพราะธุรกิจต่างๆ มีเรื่องเงินเป็นตัวเชื่อมโยง พอมาถึงเดือนธันวาคม 2540 ที่ต้องตัดสินอนาคตของบริษัทเงินทุนที่ถูกหยุดกิจการ ปรส. ก็ตัดสินให้ดำเนินกิจการได้ต่อเพียง 2 บริษัท อีก 56 บริษัท ถูกสั่งปิดเป็นการถาวร แล้ว ปรส. ก็ประกาศว่า จะทยอยขายบัญชีลูกหนี้เป็นระยะๆ ไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย ขายคละกันไปหมด แต่กว่า ปรส. จะขยายหนี้จำนวนมากๆ ได้ ก็ล่วงมาถึง ธันวาคม 2541 และมีนาคม 2542 ทำให้ลูกหนี้เกือบทั้งหมด ของบริษัทเงินทุนที่ถูกปิดกิจการ ไม่สามารถใช้บริการทางการเงินเป็นเวลาเกือบสองปี ลูกหนี้ที่เป็นธุรกิจส่วนมาก ประกอบธุรกิจต่อไปไม่ได้ ต้องหยุดกิจการหรือเลิกกิจการไป ในระหว่างนั้น ปัญหาหนี้เสียก็ลุกลาม ไปสู่สถาบันการเงินทั้งระบบ รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลเห็นว่า ถ้าจะให้ธนาคารพาณิชย์มั่นคงต้องเพิ่มทุน ถ้าจะให้ผู้ลงทุนสนใจเพิ่มทุน ต้องปรับมาตรฐานการจัดชั้นหนี้การตั้งสำรอง และการตัดหนี้สูญให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลให้เร็วที่สุด จึงได้ใช้มาตรฐานการจัดชั้นหนี้ของ Bank for International Settlements (BIS) คือ มาตรฐานเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง เท่ากับ 8.5% โดยให้มีการกันสำรองตามคุณภาพของลูกหนี้ดังนี้
มาตรฐานนี้ ประกอบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non Performing Loans NPLs) ของธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนเห็นว่าธนาคารไหนทำท่าจะมีปัญหา ก็มีการถอนเงินมาก ธนาคารนั้นก็มาใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อใช้มากถึงระดับหนึ่ง กองทุนฟื้นฟูจะแปลงหนี้เป็นทุน มีกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารนั้นจึงกลายเป็นธนาคารของรัฐ คือ ธนาคารมหานคร ธนาคารศรีนคร และธนาคารนครหลวงไทย 2. การประกาศชื่อ 10 บริษัทเงินทุน ที่ต้องเพิ่มทุนแทนการแจ้งกลับ 3. การหยุดกิจการ บริษัทเงินทุน 16 ราย ในเดือน มิถุนายน 2540 โดยไม่มีมาตรการแยกหนี้ดี หนี้เสีย และรัฐรับประกันเงินฝาก แบบมีเงื่อนไขเรื่องเวลาถอนเงิน 4. การปิดกิจการ บริษัทเงินทุน 56 ราย เป็นการถาวร โดยไม่มีมาตรการแยกหนี้ดี/หนี้เสีย และการประมูลขายบัญชีลูกหนี้อย่างเดียว 5. ประมูลขายบัญชีลูกหนี้โดย ปรส. ล่าช้า และมีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม 6. การขึ้นมาตรฐานบังคับการจัดชั้นหนี้ ในเวลาที่ธนาคารพาณิชย์อ่อนแอ และเศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤติ |
ตอนที่ 11 ตามหลัง ไอ เอ็ม เอฟ
| ไม่น่าเชื่อว่าคำยอดฮิตของสังคมไทย ในปี 2540-2542 คือคำว่า ไอ เอ็ม เอฟ คนไทยทุกคนรวมทั้งลูกเล็กเด็กแดงรู้จักคำนี้หมด ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนไทยเชื่อกันว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเงินของประเทศในวิกฤติปี 2540 ต่อเนื่องถึงปี 2541 นั้น เราใช้วิธีการตามหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอ เอ็ม เอฟ เพราะฉะนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นอย่างไร ก็เชื่อกันว่า เป็นเพราะ ไอ เอ็ม เอฟ ระยะที่ตาม ไอ เอ็ม เอฟ มากๆ คือตอนต้นๆ ซึ่งก็ทำให้เกิดสภาพการหลงทางขึ้นมากพอสมควร ตอนหลังๆ ตั้งแต่กลางปี 2541 เป็นต้นมา เรามีวิธีการเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับความจำเป็นกับปัญหาเศรษฐกิจประเทศไทยมากขึ้น จึงทำให้ที่เคยเดินไม่ค่อยถูกทาง ก็กลับมาเดินถูกทางมากขึ้นบ้าง เหมาะสมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศไทยมากขึ้น แต่ว่าผลที่เดินไม่ถูกทางตั้งแต่ต้นๆ นั้น ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย มีส่วนเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น เรียกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่คาดหวังกันไว้ในตอนต้น ก็ต้องปรับเปลี่ยนความคาดหวังดังกล่าวไป เป็นระยะเวลาที่ยาวกว่าเดิมมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจถดถอยมากกว่าเดิม และฟื้นช้ากว่าเดิมมาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้นเป็นสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้น จากข้อตกลงของ Bretton Woods ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจของโลกเสียหายเป็นอย่างมาก ผู้นำของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ได้มีการประชุมกันที่เมือง Bretton Woods รัฐเวอร์มอนท์ ในสหรัฐอเมริกา มีความเห็นว่าโลกนี้จำเป็นจะต้องมีองค์กรที่สำคัญในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของโลก จึงได้ตั้งธนาคารโลกขึ้นมา เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจของโลก ขณะเดียวกันก็เห็นว่า ระบบการเงินโลกกำลังจะล่มสลาย จำเป็นจะต้องมีสถาบันขึ้นมาดูแลระบบการเงินของโลก จึงได้ตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอ เอ็ม เอฟ ขึ้นมาด้วย นอกจากนี้ก็มีองค์กรทางการค้าโลก คือ General Agreement on Trade and Tariffs GATT ซึ่งในปี 2537 เปลี่ยนชื่อเป็น World Trade Organization WTO กองทุนการเงินระหว่างประเทศ นอกจากดูแลระบบการเงินของโลกแล้ว ยังมีหน้าที่หลักคือ เมื่อประเทศสมาชิกมีปัญหาเรื่องดุลการชำระเงิน ทำให้เกิดปัญหาทางด้านเงินสำรองของประเทศ ก็จะไปขอความช่วยเหลือ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตามสิทธิที่มีอยู่ จะได้รับความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ก็แล้วแต่ภาระปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้น จะใช้เงินกองทุนที่ตัวเองดูแลอยู่ เป็นเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่ง และเงินจากสมาชิกเป็นเงินช่วยเหลืออีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ภายใต้การกำกับของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในอดีต เวลาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องดุลการชำระเงิน อย่างเช่นเมื่อปี 2523-2524 หลังจากวิกฤติทางด้านน้ำมันครั้งที่ 2 เราก็เคยขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในตอนนั้นเราอยู่ในโปรแกรมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศทั้งหมด 5 ปี ด้วยกัน คือปี 2524-2529 วิธีการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็จะมีเงื่อนไขที่เขียนอยู่ในหนังสือแสดงความจำนง ที่เรียกว่า Letter of Intent (LOI) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือที่แสดงว่า รัฐบาลของประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือจะต้องมีภาระผูกพันในด้านของนโยบาย และมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง โดยใช้ภาระผูกพันนี้เป็นหลักประกันในการกู้ยืม ครั้งแรกที่เราอาศัยความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อปี 2524 เราได้มีการกู้ยืมเงินมาทั้งหมด 1,486 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอนนั้นก็ใช้สกุล SDR หรือ Special Drawing Right คือสิทธิถอนเงินพิเศษ ซึ่งจริงๆ แล้ว 1 SDR ก็มีค่าประมาณ 1 ดอลล่าร์เศษ เพราะฉะนั้นพูดสั้นๆ ก็คือว่าเราใช้เงิน 1,468 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประมาณนั้นเป็นครั้งแรก และเศรษฐกิจของเราก็ฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเนื่องจากว่าเราไม่ได้ใช้เงินมาก เศรษฐกิจไม่ได้ทรุดมากเหมือนปี 2540-2541 ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการตามหลังกองทุนระหว่างประเทศก็เลยไม่ค่อยมีมาก ที่จริงถ้าดูย้อนหลังไปแล้ว จะพบว่าในครั้งนั้น การเขียนเงื่อนไขในหนังสือแสดงความจำนงส่วนใหญ่แล้วก็เขียนโดยทีมเทคโนแครท ของประเทศไทย โดยที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ให้การสนับสนุน เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำตามกองทุนการเงินระหว่างประเทศแล้ว จะดีหรือไม่ดีอย่างไรนั้นก็ไม่มาก ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาได้ และเราสามารถใช้หนี้คืนได้เร็ว จึงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ในวิกฤติของปี 2540-2541 นี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นประเด็นที่มีข้อวิจารณ์กันมากกว่า ก็ด้วยเหตุว่า ในครั้งนี้การตั้งเงื่อนไขนั้นส่วนใหญ่ตั้งโดยทางเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งที่จริงจะวิจารณ์ผู้รับผิดชอบในตอนนั้นมาก ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะปริมาณเงินที่ต้องการความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศในครั้งนี้ มีค่าสูงถึง 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกำหนดร่วมกันโดยเจ้าหน้าที่ของฝ่ายไทย และฝ่ายกองทุนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องมีเงินสำรองที่พอเพียง ภายใต้ภาวะที่มีความจำเป็นจะต้องชำระค่าสว้อป ที่ได้ทำเป็นสัญญาล่วงหน้าเอาไว้ด้วยเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นจำนวนเงินนี่ก็ค่อนข้างจะมาก และเวลาในการตัดสินใจก็ค่อนข้างสั้น จึงทำให้เงื่อนไขทั้งหลาย ที่ออกมาในตอนต้นๆ ไม่ค่อยเหมาะสมกับประเทศไทยเท่าไรนัก ถ้าเรามาดูเงื่อนไข เราก็จะเห็นว่าวิธีการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตั้งไว้นี้ อาจจะเข้มงวดเกินไป ทำให้เราเกิดปัญหา เมื่อต้องเดินตามเงื่อนไขนั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เราได้เปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นลอยตัว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ในการเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเป็นลอยตัวนี้ เราทำด้วยภาวะจำยอมอย่างมาก เพราะเหตุว่า เมื่อนำเอาภาระสว้อปกับเงินสำรองของเรามารวมกันนั้น เงินสำรองเรามีไม่พอเพียง เพราะฉะนั้น ในการเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้น ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินสำรองเพิ่มขึ้น การหาเงินสำรองเพิ่มของเราในตอนแรก รัฐบาลไทยโดยการนำของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีความพยายามที่จะระดมเงินด้วยตัวเราเองจากภาคเอกชน และจากประเทศที่เป็นมิตรก่อน เพราะตระหนักดีว่า ถ้าระดมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จะเจอเงื่อนไขที่อาจจะปฏิบัติได้ลำบาก และไม่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของไทย ตัวเลขง่ายๆ ที่คำนวณได้ ก็คือว่าจะต้องกู้มาไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อมาตั้งเป็น Standby เผื่อเอาไว้สำหรับเงินสำรอง แต่จนกระทั่งปลายเดือนกรกฎาคมก็ทำไม่สำเร็จ ไม่สามารถที่จะหาเงินมาถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้ ได้มีบางบริษัทการเงินและบางประเทศ ที่เป็นมิตรกับประเทศไทย ได้เสนอที่จะช่วยเหลือ แต่เงินก็ไม่ถึงจำนวนที่ต้องการ ในช่วงนั้นภาครัฐก็ได้เดินสายเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้นคือ คุณทนง พิทยะ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคือ คุณเริงชัย มะระกานนท์ เป็นผู้ดำเนินการ ในที่สุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2540 ทั้งคุณทนง พิทยะ และคุณเริงชัย มะระกานนท์ (ก่อนลาออกจากการเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย) ก็ได้นำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักที่คลองประปา ว่ามีความจำเป็น จะต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แล้วก็ได้มีการเจรจาเรื่องเงื่อนไขกันไปแล้ว มีข้อตกลงว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ได้มีการตั้งเงื่อนไขเอาไว้ที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องยอมรับ มิฉะนั้นแล้วทางคณะกรรมการ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็ไม่สามารถจะอนุมัติได้ นายกรัฐมนตรีเอง ถึงแม้ว่าจะมีความห่วงใยถึงเรื่องเงื่อนไขของกองทุนระหว่างประเทศ แต่ก็ได้รับทราบจากท่านทั้งสอง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าไม่มีทางเลี่ยง ไม่มีทางอื่น ที่จะหาเงินมาเป็นเงินสำรอง นอกจากต้องขอความช่วยเหลือ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงได้มีการอนุมัติให้ดำเนินการ จะเห็นได้ว่า ในการเจรจาเงื่อนไข ในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่หนึ่ง มีระยะเวลาที่สั้นมาก จริงๆ แล้วมีเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ที่ได้มีการเจรจากัน แล้วเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เห็นถึงความเร่งด่วน และมีความจำเป็นต้องให้คณะกรรมการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอนุมัติข้อเสนอ เพื่อความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศไทย เงื่อนไขต่างๆ จึงเขียนโดยเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อความมั่นใจในการจะให้คณะกรรมการอนุมัติ ทางเจ้าหน้าที่กองทุนระหว่างประเทศได้เขียนในลักษณะที่เข้มงวดมาก เราไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมรับ หนังสือแสดงความจำนงฉบับที่หนึ่ง ซึ่งลงวันที่ 14 สิงหาคม 2540 มีเงื่อนไขสำคัญๆ คือ การคุมเข้มในเรื่องทั้งการเงินและการคลัง เพื่อให้มีการใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อจะได้มีความจำเป็นในการใช้เงินตราต่างประเทศต่ำ เพื่อจะได้มีเงินตราต่างประเทศไปใช้หนี้ โดยที่เชื่อว่า ถ้าทำเช่นนั้นแล้ว จะมีเงินใช้หนี้ได้บ้าง รวมทั้งเงินสำรองที่เบิกมาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่ตกต่ำ หมายความว่าค่าเงินบาทก็คงไม่ถูกลดค่ามากเกินไป เพื่อให้เกิดผลในการคุมเข้ม ก็ได้มีการเขียนไว้ในหนังสือแสดงความจำนงว่า จะต้องควบคุมการกู้ยืมเงินภาครัฐ ซึ่งรวมทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ และต้องทำให้งบประมาณปี 2541 เกินดุลร้อยละ 1 ของรายได้ประชาชาติ แล้วยังมีการคุมกระแสเงินสด (cash flow) แต่ละเดือนด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการคุมทางด้านการคลังที่เข้มมาก เพราะว่าในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำ รายได้ก็มักจะต่ำกว่าเป้า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ก็คือเรื่องของการที่จะต้องดูแลสถาบันการเงิน ซึ่งประเด็นสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือว่า ทำให้เกิดมีความจำเป็นที่ต้องปิดสถาบันการเงินอีก 42 แห่ง และนำมาพิจารณาว่า จะฟื้นฟูอย่างไรต่อไป หลักการใหญ่ในการปิดสถาบันการเงินตอนนั้นคือ ถ้าพบว่าสถาบันการเงินไหนอ่อนแอ ต้องสามารถหยุดได้ ต้องปิดได้ ต้องล้มได้ ซึ่งจะแตกต่างจากในอดีตที่เคยทำกัน ที่ว่า เราจะต้องรักษาสถาบันการเงินเอาไว้ให้จงได้ แต่คราวนี้ถือว่าสามารถปิดได้ ล้มได้ สาระสำคัญในหนังสือแสดงความจำนง ฉบับแรก เมื่อมองย้อนหลังจะเห็นว่า ในแง่ของทางเลือกเราไม่มี ในแง่ของเงื่อนไขการทำตามความประสงค์ของ ไอ เอ็ม เอฟ ต้องลดการใช้จ่ายกันอย่างดุเดือด ในขณะที่ดอกเบี้ยก็แพง เงินก็หายาก ไม่ว่าจะเป็นเงินภาครัฐ หรือว่าภาคเอกชน ทำให้เกิดภาวะเดือดร้อนโดยทั่วไป การดำเนินการในเดือน สิงหาคม 2541 นี้ทางการหวังว่าภาวะทางเศรษฐกิจ ในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยน คงจะช่วยหยุดยั้งการลดค่าเงินบาทลงมาได้บ้าง แต่ว่าผลก็ไม่ปรากฏเช่นนั้น ดอกเบี้ยก็สูงมาก เงินบาทก็ตกต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ธุรกิจเอกชนเสียหายอย่างหนัก เพราะธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจรายใหญ่ มีหนี้ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2540 ได้มีการทำข้อตกลงฉบับที่สอง ช่วงนี้เป็นช่วงที่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีเวลาสั้น รัฐบาลชุดใหม่จึงไม่ได้มีการเจรจาอะไรใหม่ ส่วนใหญ่แล้ว ยังมีเงื่อนไขในการคุมเข้มต่อไป เพราะคิดว่าคุมเข้มแล้วยังไม่เกิดผล ก็ต้องคุมเข้มให้มากขึ้น จะได้เกิดผล แปลว่าไม่ว่าจะเป็นมาตรการการเงิน หรือมาตรการทางการคลัง ก็คุมเข้มทั้งนั้น นอกจากนี้ ก็ยังมีการเสนอว่า จะต้องปฏิรูประบบการเงินกันอย่างแท้จริง และจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อย่างเช่น บริษัทการบินไทย หรือว่าโรงกลั่นน้ำมันบางจากนี้ ก็ยังมีการเขียนไว้ว่า จะมีการลดส่วนที่รัฐบาลถือ ให้ต่ำกว่า 50% ภายในประมาณกลางปี 2541 เป็นต้น การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เป็นการตอกย้ำว่า ถ้าสถาบันการเงินไหนอยู่ไม่ได้ ก็จำเป็นจะต้องปิดได้อย่างถาวร เพราะฉะนั้น ปรัชญาเรื่องปิด-เปิดนี่ชัดเจนว่า พร้อมปิดได้ และจะต้องพยายามให้สถาบันการเงินแข็งแรง เพื่อที่จะได้ให้ต่างชาติมาซื้อสถาบันการเงินไป ยอมให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นใหญ่ได้ แปลว่าเจตนาใหญ่ คือ เรื่องความแข็งแรงของสถาบันการเงิน หมายความว่า มาตรฐานทั้งหลายของสถาบันการเงินต้องเป็นสากลและต้องเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของสถาบันการเงินได้ ในการตกลงกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน 2540 นี้ สิ่งที่ตามมาคือ สภาพการณ์ต่างๆ เลวลงไปกว่าเดิมอีก เลวลงในทุกเรื่อง ค่าของเงินบาทตกต่ำต่อไปอย่างดุเดือด อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าในปี 2541 จะไม่ติดลบ ก็เชื่อว่าตอนนี้ติดลบแน่นอน สถาบันการเงิน 58 แห่งที่ถูกหยุดกิจการเป็นการชั่วคราว ตอนกลางปี 2540 จำนวนนี้ 56 แห่งถูกปิดเป็นการถาวร ทำให้ลูกค้าที่ยังพอดำเนินธุรกิจอยู่ต้องเสียหายไปทั่ว สรุปได้ว่า แนวทางที่ได้ทำมาเรื่องการคุมเข้ม ทั้งทางการเงินการคลัง ไม่ได้ส่งผลดีเลยในช่วงต้น นำมาสู่การเจรจาเพื่อลงนาม ในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่สาม ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 ตอนนี้ภาพปรากฏชัดเจนว่า สถานการณ์ไม่ดีเลย และปัญหานอกประเทศ ก็ปรากฏว่ารุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่อินโดนีเซีย และปัญหาที่เกาหลีใต้ ก็รุนแรงกว่าที่ทุกคนคาดไว้ ส่งผลกระทบย้อนกลับมายังประเทศไทยด้วย ดังนั้น การเจรจากับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ใน เดือนกุมภาพันธ์ 2541 เป็นการเจรจาภายใต้ภาวะวิกฤติอย่างแท้จริง อาจจะเรียกว่าวิกฤติสูงสุดในทุกๆ ด้าน จึงทำให้มีการผ่อนคลายทางนโยบายการคลังบ้าง เพราะเห็นว่า เศรษฐกิจคงจะทรุดตัวมาก ถ้าไม่มีการใช้จ่าย ก็เลยยอมให้มีการขาดดุลทางด้านการคลัง 2% โดยที่ 1.5% เป็นการขาดดุลของรัฐบาลกลาง และอีก 0.5% เป็นการขาดดุลของรัฐวิสาหกิจ หวังว่าการใช้จ่ายทางด้านการคลัง จะมาช่วยกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายบ้าง แต่ทางด้านนโยบายการเงินยังเข้มงวดต่อไป เนื่องจากค่าของเงินบาท ได้ตกต่ำมากเกินกว่า 50 บาทต่อเหรียญ นอกจากนี้ ก็ยังเน้นเรื่องการปฏิรูประบบสถาบันการเงินต่อไป เน้นเรื่องความพยายาม ที่จะขายธนาคารให้กับต่างประเทศ และพัฒนาระบบการเงินและตลาดทุน ของประเทศไทย จะเห็นได้ว่า ตอนที่จะลงนามในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่สาม กระแสเสียงในตอนนั้น เริ่มปรากฏว่า การที่ใช้มาตรการเข้มงวด อาจจะทำให้เศรษฐกิจทรุดลงไปอีก ก็เลยผ่อนคลายทางด้านการคลัง ในขณะเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถผ่อนคลายทางด้านการเงิน เพราะยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องค่าเงินบาท ที่ต้องการให้มีเสถียรภาพเสียก่อน ในเรื่องของนโยบายที่จะทำให้สถาบันการเงินฟื้นขึ้นมา เพื่อเป็นตัวนำเศรษฐกิจนี้ ยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าหากว่าจะพิจารณา ในระหว่างภาคการเงินกับภาคการผลิต จุดเน้นอยู่ที่การฟื้นตัวของภาคการเงินก่อน ส่วนภาคการผลิต หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า real sector นั้น ยังไม่ถือเป็นจุดเน้นในช่วงเวลาดังกล่าว เรื่องนี้ถ้ามองย้อนหลัง อาจจะกล่าวได้ว่า การยอมรับเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจทรุดตัวมาก หรือเศรษฐกิจฟื้นตัวช้านี้ เริ่มมีการยอมรับ แต่กว่าจะปฏิบัติอย่างแท้จริงก็นับว่าช้ามาก จุดที่เริ่มยอมรับก็ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2541 อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เปลี่ยนแนวทาง ยังพยายามที่จะเน้นถึงเรื่องการฟื้นฟู ของสถาบันการเงินอยู่ต่อไป แนวทางในการฟื้นฟูก็ยังใช้วิธีการเดิมคือ การเพิ่มทุนต่างๆ และจะให้ต่างประเทศ เข้ามาซื้อสถาบันการเงิน โดยการแต่งตัวสถาบันการเงิน ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ โดยการกำหนดกฎเกณฑ์ ในเรื่องของมาตรฐานของสินทรัพย์ในเรื่องของเงินสำรอง ในเรื่องของการตัดหนี้สูญเป็นต้น ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่ก็ไม่ได้รับความสำเร็จ ต่อมาจนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม 2541 ได้มีการลงนามในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่สี่ จะเห็นได้ว่า ได้มีการยอมรับความเห็นของคนในวงการในประเทศไทยมากขึ้น เพราะฉะนั้น ในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่ 4 จึงได้ยอมรับในเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้เริ่มมีการผ่อนคลายทางด้านนโยบายและมาตรการมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม 2541 ที่มีการลงนามในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่สี่ เรียกว่ามีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น คือค่าของเงินบาทฟื้นตัวต่อเนื่อง จากที่เคยตกต่ำเกิน 50 บาท ก็ฟื้นตัวมาสู่ระดับประมาณ 40 บาทบวกลบประมาณ 5% นับว่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นพอสมควร ถ้ามองในแง่จุดประสงค์ตามแนวนโยบาย ที่ได้ตกลงกันไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็เรียกได้ว่าจุดนี้ได้รับความสำเร็จ แต่ว่าภาวะเศรษฐกิจก็ยังทรุดตัวต่อไปอีก ภาคการเงินก็มีปัญหารุนแรงมากขึ้น ความพยายามที่จะขายสถาบันการเงินให้ต่างประเทศ ก็ยังไม่สำเร็จ จากหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่สอง ที่คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จะเป็นประมาณ 0-1% มาเป็นทรุดตัวประมาณ 3% ถึง 3.5% และ 4% ถึง 4.5% ในฉบับที่สามและที่สี่ตามลำดับ แล้วก็มาถึงหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่ห้า เข้ามาถึงเดือนสิงหาคม 2541 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม -มิถุนายน -กรกฎาคม ที่ทำให้เกิดความมั่นใจอย่างชัดเจน ก็คือว่า ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพค่อนข้างดีมาก คือ ประมาณ 40 บาท บวกลบ 5% และเงินสำรองก็ดีมาก คือ ประมาณ 26,000-29,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เกิน 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ตั้งเอาไว้เป็นเป้าหมายตั้งแต่ปีก่อนหน้านี้ สามารถทำได้เกินโดยตลอด ความมั่นใจเกี่ยวกับทางด้านการเงินดีขึ้นมาก เพราะฉะนั้น ในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่ห้า ก็มีการผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิม ทางการคลังก็ผ่อนคลายมากขึ้น ยอมให้งบประมาณขาดดุล 3% ทั้งนี้ ไม่รวมการขาดดุล ที่ต้องไปใช้ในการชำระดอกเบี้ยของหนี้ ที่เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อีกประมาณ 1.5% นับว่าผ่อนคลายทางด้านการคลังขึ้นไปอีก ส่วนทางด้านการเงิน ก็ดำเนินการผ่อนคลายทางด้านอัตราดอกเบี้ย สำหรับการปฏิรูประบบสถาบันการเงินที่คอยว่าจะให้ต่างประเทศมาซื้อ ก็เพิ่มมาตรการเปิดทางให้ไปเป็นของรัฐบาล โดยมีการออกมาตรการ 14 สิงหาคม 2541 ที่กำหนดเป็นแนวนโยบายว่า ถ้าสถาบันการเงินใดไม่สามารถจะเพิ่มทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นทุนระดับหนึ่งหรือทุนระดับสอง รัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาร่วมในการลงทุน แต่ก็ตั้งเงื่อนไขไว้มากจนไม่มีธนาคารอยากมาเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ก็มีความพยายามที่จะดำเนินการเรื่องการรับปรับโครงสร้างหนี้ให้เข้มข้นกว่าเดิม เพราะเชื่อว่าการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้นี้ จะช่วยในเรื่องของการลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลงมาได้ แต่ว่าถ้าวิเคราะห์ถึงผลกระทบของแนวนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความจำนงฉบับที่ห้านี้ ก็จะพบว่าโอกาสที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือภาคการผลิต จะได้รับการดูแล นำมาสู่การฟื้นตัว คือการแสดงการยอมรับกัน แต่ก็ยังไม่มีมาตรการที่เห็นผลอย่างแท้จริง ที่ช่วยภาคเศรษฐกิจที่เป็นภาคการผลิต ยกเว้นภาคการส่งออก ที่ได้มีมาตรการที่ส่งผลไปถึงบริษัทผลิตสินค้าออกอย่างแท้จริง แต่ว่าในแง่ของการส่งออกเอง ผลของการส่งออกก็ไม่ดีนัก ภาพปรากฏชัดเจนว่า มีอัตราการขยายตัวที่ติดลบ คือติดลบประมาณ 4% ในครึ่งปีแรกของปี 2541 และการทรุดตัวของเศรษฐกิจ ก็คาดการณ์ใหม่ว่า จะสูงถึง 7-8% ถ้าเรามาวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ดำเนินการกันมา ตั้งแต่ สิงหาคม 2540 จนกระทั่ง สิงหาคม 2541 นี้ โดยดำเนินการตามแนวที่กำหนด โดยเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือร่วมกำหนดโดยผู้บริหารฝ่ายไทย และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในระยะเวลา 1 ปีที่ดำเนินการมาก็สามารถสรุปได้ว่า เป็นแนวทางที่ตอนเริ่มต้นเข้มงวดเกินไปเป็นอย่างมาก เริ่มมาผ่อนคลายทีหลัง และใช้เวลาในการผ่อนคลายยาวนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น อีกข้อหนึ่งก็คือ ความพยายามที่จะใช้มาตรการทางการคลัง มาทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น ก็ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะปรากฏผลได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า กฎระเบียบของการใช้เงินของราชการ มีขั้นตอนที่ไม่สามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มาตรการทางการคลัง ไม่ได้มีผลในแง่ของการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ สำหรับมาตรการทางการเงิน ก็ได้ผลเฉพาะเรื่องค่าของเงินบาท ส่วนฐานะของสถาบันการเงินและสภาพคล่อง ยังเป็นปัญหาเช่นเดิม ล่วงเลยมาถึง หนังสือแสดงความจำนงฉบับที่ 6 เมื่อ 1 ธันวาคม 2541 มีการเน้นเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ตามเสียงเรียกร้องภายในประเทศ โดยการใช้มาตรการทั้งการคลังและการเงิน ได้มีการตั้งให้งบประมาณปี 2541/2542 ขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ของเอกชน เร่งรัดการแก้ไขกฎหมาย ที่จะมาช่วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยังเน้นเรื่องการทำสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง แต่ผลของนโยบายและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ยังไม่ปรากฏในไตรมาสที่หนึ่ง ของปี 2542 หนังสือแสดงความจำนงฉบับที่ 7 เมื่อ 23 มีนาคม 2542 มีสาระสำคัญคล้ายกับฉบับที่ 6 ส่วนมากเป็นการดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อเนื่องกัน ที่สำคัญคือ ที่แจ้งว่าจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบทางสังคม ในวันที่ 30 มีนาคม 2542 โดยจะมีวงเงินใช้จ่าย 53,000 ล้านบาท จากเงินกู้โครงการมิยาซาวาและธนาคารโลก เพราะฉะนั้น สรุปทั้งหมดนี้ ก็สามารถที่จะพูดได้ว่า ที่ได้เดินตามแนวทางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้น ถึงแม้จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขมาเป็นระยะ แต่ก็มีผลสำคัญในเรื่องของการที่ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ทรุดตัวอย่างรุนแรงกว่าเดิม ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย ยากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่สำคัญมากในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ |
ตอนที่ 12 หยุดหลงทาง
| จากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ระหว่าง พ.ศ.2540-2541 แสดงว่า ได้มีการหลงทางเกิดขึ้นแน่นอน ในเรื่องการดำเนินนโยบาย และวิธีการแก้ปัญหา ในช่วงเวลาต่างๆ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา กระแสสังคมขณะนี้ ก็มีการตั้งข้อสงสัยต่อนโยบายและแนวทางในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ มีการเสนอแนวทางใหม่ ในระหว่างที่กำลังถกเถียงกันถึงเรื่องความดี-ไม่ดีของแนวทางเดิม กำลังเสนอแนวทางใหม่ ทางเลือกใหม่ ก็มีความจำเป็นต้องหยุดการหลงทางให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามทำ ในระหว่างปี 2540-2541 ต่อเนื่องมาถึงปี 2542 การหยุดการหลงทางมีสามเรื่อง คือการสร้างเสถียรภาพทางการเงิน รวมทั้งการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน การหยุดการถดถอยทางเศรษฐกิจ และการบรรเทาความเสียหายต่อสังคมส่วนรวมที่เป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ คำถามก็คือ ที่เราบอกว่าเรา "หยุด" เพื่อที่จะหยุดการหลงทางในขณะนี้ สร้างเสถียรภาพขึ้นมาหยุดยั้งความเสียหาย ดำเนินมาตรการต่างๆ เราหยุดได้จริงหรือเปล่า เราใช้วิธีการหยุดที่ถูกต้องหรือเปล่า เราใช้วิธีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน บริหารอัตราดอกเบี้ย บริหารสภาพคล่อง บริหารสถาบันการเงิน บริหารงบประมาณของรัฐบาล บริหารปัญหาสังคม บริหารการว่างงาน ได้ถูกต้องหรือเปล่า เรื่องของการหยุดการหลงทางที่ได้ดำเนินการกันมา ตั้งแต่ปี 2540 และ 2541 ทั้งปี ตอนแรกเราดำเนินการเอง ตอนหลังตั้งแต่ กันยายน 2540 เราได้มีการหยุดการหลงทางหลายเรื่อง ตามวิธีการของ ไอเอ็มเอฟ ซึ่งเขียนไว้ในบทที่ 10 มีข้อสรุปว่า แรกๆ ยิ่งพยายามหยุด ยิ่งหลงทาง แปลว่าตอนแรกการหยุดนั้นไม่ได้ผล ดูได้จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าเดิม ดูได้จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกว่าเดิม ดูได้จากการว่างงานที่มากขึ้นกว่าเดิม ความผิดพลาดของวิธีการของ ไอเอ็มเอฟ นี้ มีการยอมรับกันทั้งโดย ไอเอ็มเอฟ เอง และโดยผู้นำของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2542 ปลายปี 2541 ตั้งแต่ครึ่งหลังเป็นต้นมา เริ่มมีการแก้ไขมาตรการและวิธีการของไอเอ็มเอฟ เริ่มมีวิธีการของเราเองมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏก็เห็นว่า การหยุดการหลงทางเริ่มได้ผลบางเรื่อง ดูได้จากดอกเบี้ยลดลง เงินเฟ้อลดลง ค่าเงินบาทหยุดตก และบางช่วงยังขึ้นอีกด้วย แต่ผลเหล่านี้ก็ไม่ได้แสดงว่าเป็นผลดีจริง เพราะเศรษฐกิจไทยยังเป็นเศรษฐกิจที่ถดถอยอยู่ และการว่างงานยังมีมากมาย ปัญหาสถาบันการเงินยังรุนแรงอยู่มาก และระหว่างที่กำลังเขียนบันทึกนี้อยู่ เราก็ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจะถดถอยไปอีกนานเท่าไร จะฟื้นตัวเมื่อไร การว่างงานจะมากไปอีกเท่าไร แสดงว่าการหยุดการหลงทางที่ว่านี้ ได้ผลในบางเรื่องเท่านั้น แต่ผลที่จะมีต่อชีวิตของคนส่วนรวม พูดได้ว่า ยังไม่ได้ผล ก็แปลว่า เราต้องมีการแก้ไขวิธีที่จะหยุดการหลงทางต่อไปอีก เป้าหมายหลักในเรื่องการหยุดการหลงทาง ต้องให้เศรษฐกิจนิ่งให้ได้ ต้องหยุดการเพิ่มการว่างงานให้ได้ เพื่อนำไปสู่การฟื้นตัวต่อไป เรื่องเสถียรภาพทางการเงิน ที่ยังมีปัญหาอยู่ก็คือ ปัญหาของสถาบันการเงิน เข้าใจว่า ที่ลำบากเพราะเหตุว่า ทางภาครัฐพยายามที่จะทำให้สถาบันการเงินมีมาตรฐานสูงเทียบเท่าสากล เพื่อจะได้มีต่างประเทศมาร่วมลงทุนจะได้นำไปสู่การฟื้นตัวของสถาบันการเงินเหล่านี้ได้ ข้อนี้ระยะเวลาผ่านไปตลาดปี 2541 และครึ่งปี 2542 ก็เป็นหลักฐานแสดงว่า แนวทางนี้ไม่ได้ผล สิ่งที่ปรากฏก็คือ ต่างประเทศยังไม่ได้มาลงทุน สถาบันการเงินก็อ่อนแอลง มาตรการ 14 สิงหาคม 2541 ที่บังคับให้สถาบันการเงินเพิ่มทุนตามเกณฑ์สากล โดยถ้าจะขอความช่วยเหลือจากรัฐ ก็ต้องมีเงื่อนไขที่ให้รัฐได้สิทธิพิเศษ ก็ไม่เป็นที่นิยมของสถาบันการเงิน ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาฐานะที่อ่อนแอของตัวเอง หลักฐานก็ปรากฏว่า ไม่ได้รับความสำเร็จ ผมคิดว่า ณ จุดนี้ จำเป็นจะต้องเปลี่ยนจุดประสงค์ ในเรื่องของสถาบันการเงินโดยด่วน หมายความว่า คงจะต้องพิจารณาให้รัฐเป็นผู้เข้ามาลงทุนในสถาบันการเงินในลักษณะที่สะดวกขึ้น แทนที่จะคิดถึงต่างประเทศมาซื้อสถาบันการเงิน สำหรับเรื่องการพยายามทำให้สถาบันการเงินเป็นมาตรฐานสากล ณ เวลานี้ ทำให้เป็นอุปสรรคมากกว่าที่จะเป็นตัวช่วย เพราะฉะนั้นคงจะต้องผ่อนคลายเงื่อนไขของการพิจารณาฐานะหนี้ที่มีปัญหาด้วย เรื่องนี้ ถ้าไม่ทำโดยด่วน สถาบันการเงินก็จะต้องเสียหายมากกว่านี้ ในที่สุดก็ตกเป็นของรัฐอยู่ดี และในสภาพที่เสียหายยิ่งกว่าเดิม ในระหว่างเวลาที่เขียนบทความนี้ เป็นช่วงปลายปี 2541 ต้นปี 2542 เข้าใจว่า ถึงตอนที่บทความนี้สู่สาธารณชน เรื่องนี้ก็คงจะชัดเจนขึ้นว่า การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินนั้น ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางนี้หรือไม่ แต่ผมคิดว่าคงจะไม่มีทางเลือก คงจะต้องรีบเปลี่ยน และให้รัฐบาลเข้าไปมีบทบาทอย่างแน่นอน และจำเป็นต้องผ่อนปรนเรื่องมาตรฐานที่เป็นสากลนั้นด้วย สาเหตุที่ทำให้ปัญหาสถาบันการเงินยืดเยื้อ และดูเหมือนรุนแรงยิ่งขึ้น บางส่วนมาจากกระบวนการการขายทรัพย์สินขององค์การปฏิรูป เพื่อสถาบันการเงิน (FRE หรือ ปรส.) และบางส่วนเกิดจากระบบการทำงานที่เกี่ยวโยงกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า FIDF หรือกองทุนฟื้นฟูฯ ตามที่ได้บรรยายไว้ในบทที่ 6 ภาครัฐอาศัยกองทุนฟื้นฟูฯ ในการแก้ปัญหาสภาพคล่องของสถาบันการเงินที่มีปัญหา ซึ่งถ้าขนาดของปัญหาไม่ใหญ่ วิธีการนี้เคยได้ผลดี แต่เมื่อปัญหาใหญ่ กองทุนฟื้นฟูฯ ต้องใช้เงินมาก ต้องกู้เงินจากระบบมาก จากธนาคารแห่งประเทศไทยมาก เช่น ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2541 กองทุนฟื้นฟูฯ มีหนี้สินประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท การกู้เงินมากขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกู้ระยะสั้น ทำให้ตลาดเงินบิดเบือน อัตราดอกเบี้ยสูงในขณะนั้น สถาบันการเงินที่มีเงินก็จะปล่อยกู้แก่กองทุนฟื้นฟูฯ แทนการปล่อยกู้ต่อธุรกิจ ทำให้ภาคธุรกิจเกิดปัญหาสภาพคล่อง ลามไปเป็นปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงิน ยังดีที่ตอนครึ่งหลังของปี 2541 รัฐออกพันธบัตรเงินกู้ระยะยาวให้กองทุนฟื้นฟูฯ ทำให้ปัญหานี้ผ่อนคลายลง ปัญหาอื่นที่ตามมาจากการใช้ระบบกองทุนฟื้นฟูฯ คือ เมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ แปลงหนี้เงินกู้ที่ให้แก่สถาบันการเงินไปเป็นทุน ก็เท่ากับกองทุนฟื้นฟูฯ กลายเป็นเจ้าของสถาบันการเงินนั้น ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่ง กลายเป็นรัฐวิสาหกิจไปโดยปริยาย และในเมื่อยังไม่มีกฎเกณฑ์พิเศษ มาบริหารรัฐวิสาหกิจโดยบังเอิญเหล่านี้ ทำให้ต้องใช้เกณฑ์ปกติมาบริหาร เกิดความไม่คล่องตัวในการทำงานทันที ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกระบวนการประนอมหนี้ ปัญหานี้เพิ่งได้รับการแก้ไข ให้ผ่อนปรนได้บ้างในเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่เขียนบันทึกนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ ยังมีปัญหาในการบริหารอยู่มาก เพราะมักได้รับคำสั่งให้เข้ามาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำให้ฝ่ายจัดการของกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่พร้อมที่จะดำเนินการ ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า กลายเป็นปัญหาที่รุนแรงยิ่งขึ้น กองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อมีหนี้สินมาก ก็มีทรัพย์สินมากเช่นกัน ซึ่งก็คือ บัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงินทั้งหลาย ที่โอนสิทธิ์มาให้กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องขายทรัพย์สินเหล่านี้มาใช้หนี้ จะขาดทุนหรือไม่ มากน้อยเท่าไร ขึ้นอยู่กับราคาที่ขายทรัพย์สินเหล่านี้ได้ วิธีการนี้เท่ากับเป็นการแปลงหนี้เอกชนมาเป็นหนี้ของรัฐ ซึ่งจำเป็นจะต้องให้มีการชำระหนี้ให้มากที่สุด จึงนำมาสู่ปัญหาของกระบวนการการขายทรัพย์สินของ ปรส. กระบวนการขายทรัพย์สินของ ปรส. คือ การขายทรัพย์สินของบริษัทเงินทุน 56 แห่ง ที่ถูกสั่งปิดกิจการเป็นการถาวร เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ในตอนแรกกระบวนการนี้ ได้รับความสำเร็จบ้าง แต่เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าน้อย ทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมสูง ได้มีการประมูลขายในเดือนธันวาคม 2541 การประมูลนี้ไม่ได้รับความสำเร็จ ประมูลขายได้เพียง 42% ของมูลค่าทรัพย์สินที่เปิดประมูล และได้ราคาเพียง 23.75% ของทรัพย์สินที่ประมูลได้ไป ความล้มเหลวของกระบวนการประมูลทรัพย์สินของ ปรส. เกิดจากการที่มีการประมูลช้า ทำให้ทรัพย์สินด้อยค่า ประมูลเป็นล๊อตใหญ่ ทำให้มีผู้เข้าประมูลได้น้อยราย และตั้งเงื่อนไขห้ามผู้ประมูลทำธุรกรรมกับลูกหนี้ที่ตกลงกันไว้ก่อนเป็นเวลาหกเดือน ทำให้ผู้ที่ประมูลได้ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในการเรียกชำระเงินจากลูกหนี้ และในตอนแรก ปรส. ไม่อนุญาตให้บรรษัทบริหารทรัพย์สิน (บบส.) เข้าประมูลด้วย ความผิดพลาดต่างๆ ของ ปรส. ทำให้เกิดการสูญเสียต่อประเทศมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ปรส. ได้มีการแก้ไขเงื่อนไขการประมูลที่จัดขึ้น ในเดือนมีนาคม 2542 ให้เหมาะสมและสมจริงมากขึ้น ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ บบส. ชนะการประมูลเป็นส่วนใหญ่ และ ปรส. ได้ราคาดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม วิธีการขายบัญชีลูกหนี้โดย ปรส. แทนการจัดแบ่งกลุ่มหนี้ดี หนี้เสีย แล้วให้สถาบันที่ตั้งขึ้นตามจุดประสงค์เฉพาะเป็นผู้บริหาร ทำให้เก็บเงินคืนได้น้อยกว่าที่ควร แต่ยังนับเป็นการดีที่วิธีชำระหนี้ โดยการขายบัญชีลูกหนี้ รัฐบาลไม่ได้นำมาใช้สำหรับสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ถูกปิด หรือยึดกิจการไปในระยะหลัง โดยใช้วิธีการบริหารหนี้ดี หนี้เสีย อย่างที่เคยคิดไว้เดิม เรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรื่อง "การถดถอยทางเศรษฐกิจ" ที่บอกว่าหยุดยั้งไม่ได้ก็เพราะว่า ทุกไตรมาสในปี 2541 ได้มีการแก้ไขการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรืออัตราการถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ ถดถอยมากขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง จนกระทั่งปลายปี 2541 คาดว่าทั้งปี เศรษฐกิจจะถดถอยถึง ร้อยละ 7-8 ซึ่งก็แปลว่ายังถดถอยอยู่ และจะหยุดการถดถอยเมื่อไรนั้น ถึงบัดนี้ก็ยังมองไม่เห็น เหตุผลที่หลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านไปในช่วงปี 2541 ที่เอามาใช้ในการอธิบายปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจนั้น ก็คือ การพยายามที่จะใช้สถาบันการเงินเป็นสื่อที่จะส่งสภาพคล่องผ่านไปสู่ภาคการผลิตที่แท้จริง ทั้งอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ ซึ่งผลที่ปรากฏก็คือ สถาบันการเงินไม่อยู่ในฐานะที่ทำหน้าที่นั้นได้เหมือนที่เคยทำได้อย่างในอดีต หน้าที่ที่สถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการผ่านเงินออมไปสู่การใช้จ่ายและการลงทุน หรือระบบสินเชื่อในประเทศไทยนี้ได้พังทะลายไปกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ นโยบายที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงในตอนช่วงที่เกิดวิกฤติและต่อมาเป็นเวลานาน เป็นการซ้ำเติมปัญหาให้ภาคการผลิต และนโยบายที่ให้สถาบันการเงินมีมาตรฐานเป็นสากล ทำให้สถาบันการเงินในช่วงไตรมาสสองของปี 2542 เกิดปัญหาการลดลงของอัตราเอกเบี้ยเงินฝากอย่างรวดเร็ว และถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะลดลงอย่างมากด้วย สินเชื่อก็ไม่เพิ่มอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะให้มีการหยุดการถดถอยทางเศรษฐกิจก็ต้องยอมรับข้อนี้ว่า จะอาศัยสถาบันการเงินเป็นสื่อในการผ่านสภาพคล่อง ผ่านสินเชื่อไม่ได้ ซึ่งก็แปลว่า คงจะต้องเน้นในเรื่องของมาตรการการคลังมากขึ้น เน้นในเรื่องขององค์กรของรัฐเท่าที่มี ให้มาทำหน้าที่นี้มากขึ้น ในปี 2541 มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาตรการทางการคลัง หรือระบบการเบิกจ่ายมาใช้กับผู้ที่รับงานโครงการของรัฐ ให้สามารถเบิกจ่ายได้โดยตรงและเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องพึ่งสินเชื่อ คือไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสินเชื่อ และใช้เวลายาวนานหลายเดือน ในการมาเบิกจ่าย ตอนนี้ก็เบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็ว นับว่าช่วยบรรเทาปัญหาได้ ก็คงจะต้องทำเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิม สำหรับเรื่องการผลิตอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นโครงการของรัฐไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือการเกษตรก็ตาม ก็คงจะต้องใช้วิธีผ่านสินเชื่อ ผ่านเงินไปโดยตรงไปสู่ภาคการผลิต เพราะถ้าไม่ทำแล้ว การถดถอยจะต้องต่อเนื่องไปอย่างแน่นอน เรื่องนี้ในทางปฏิบัติก็มีปัญหามาก เพราะเหตุว่าองค์กรของรัฐในการที่จะเป็นผู้ผ่านสภาพคล่องไปสู่ภาคการผลิตมีน้อย เครือข่ายไม่กว้างขวางพอ ประสบการณ์มีจำกัด โอกาสที่ทำแล้วจะเสียหายก็สูงมาก เพราะฉะนั้นด้วยข้อจำกัดอย่างนี้ ก็คงจะต้องเป็นที่ยอมรับว่า เศรษฐกิจคงจะถดถอยอีกระยะหนึ่ง แต่ว่าอัตราการถดถอยนั้นอาจจะชะลอตัวลงได้ ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโยงกันระหว่างสถาบันการเงินและการถดถอยทางเศรษฐกิจก็คือ การที่จะมีการลดมูลค่าทรัพย์สินโดยกระบวนการขององค์การ ปฏิรูปสถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินในระบบเศรษฐกิจจะมีการลดค่าลง ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้สินเชื่อ ต่อการใช้เงินของธุรกิจซึ่งปัจจุบันนี้ ยังใช้สินเชื่ออยู่บ้าง เรื่องนี้จำซ้ำเติมปัญหายิ่งขึ้นอีก ด้วยเหตุผลนี้ ก็ทำให้สรุปได้ว่า แม้ว่าจะมีการพยายามเปลี่ยนกลยุทธ์ในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจหรือว่าในการลดการถดถอยของเศรษฐกิจนั้น ผลที่ได้รับก็คงจะจำกัด แปลว่าเศรษฐกิจคงจะต้องถดถอยต่อไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงนำมาสู่ประเด็นที่สาม คือ เรื่อง การบรรเทาความเสียหาย การบรรเทาความเสียหายมีอยู่สองส่วน ส่วนที่หนึ่งก็คือ การบรรเทาความเสียงหายในเครื่องจักรและโรงงาน หรือสถานที่ประกอบการอันเกิดมาจาการลดการใช้หรือเลิกใช้ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สถานที่ หรือว่าโรงงานต่าง ๆ เวลาไม่ใช้ หรือลดการใช้ มันก็จะเกิดการเสียหายขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็คือ การเสียหายทางสังคมในรูปการว่างงาน ในรูปการขาดรายได้ ในรูปของการลดค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาและการสาธารณสุข สำหรับเรื่องการบรรเทาความเสียหายนี้ ในส่วนแรกที่เป็นการบรรเทาความเสียหาย อาคาร สถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ใช้ในกระบวนการผลิตนั้น ก็ไม่ได้มีมาตรการใดๆ ออกมาเลย เวลาที่เกิดวิกฤติเช่นนี้ในต่างประเทศก็จะต้องมีกระบวนการรักษาทรัพย์สิน ซึ่งการที่จะให้เกิดกระบวนการรักษาทรัพย์สินได้ รัฐคงต้องเข้ามามีบทบาท เพราะว่ามันจะเป็นเรื่องของการที่ต้องใช้เงินส่วนหนึ่งเพื่อมารักษาทรัพย์สิน ใครจะเป็นผู้ใช้จ่าย ใครเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่เป็นของผู้ประกอบการเองหรือทรัพย์สินที่ติดจำนองอยู่นี้ ต้องมีมาตรการที่ต่างกัน แต่ว่าจำเป็นจะต้องรักษาทรัพย์สินด้วยกัน กระบวนการนี้ยังไม่มีเลย จะให้รัฐมาเป็นผู้ทำทั้งหมดก็คงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เอกชนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นๆ ย่อมมีความประสงค์ที่จะรักษาทรัพย์สินของตัวเองให้อยู่ในสภาพที่เสียหายน้อยที่สุด ในการดำเนินการเช่นนั้นมีความจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐด้วยโจทย์ข้อนี้ไม่มีใครคิด ไม่มีใครหามาตรการที่จะมาแก้ไข สำหรับความเสียหายที่เกิดต่อสังคมในรูปของการว่างงาน ในรูปของการลดการใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุขนั้น ทางภาครัฐก็ได้พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤติการณ์ใหม่ๆ และพูดย้ำเรื่องนี้ตลอดปี 2541 แต่ว่ามาตรการก็ยังไม่เกิด ถึงแม้ว่าจะมีเงินกู้มาจาก ADB เงินกู้มาจากธนาคารโลกก็ตาม มาตรการนี้มีการนำไปปฏิบัติเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ซึ่งคงจะเป็นที่เข้าใจเพราะเหตุว่าการที่จะแก้ไขปัญหาลดความเสียหายทางสังคมนั้น ต้องใช้ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการ กลไกที่ภาครัฐมีอยู่ในเรื่องนี้ก็มีจำกัด ความสามารถก็จำกัด เพราะฉะนั้นเป็นที่คาดได้ว่าความเสียหายทางสังคมจะสูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้อย่างแน่นอน เรื่องนี้นั้นคงจะต้องอาศัยประสบการณ์จากประเทศอื่นที่เคยมีปัญหาแบบนี้มาแล้ว รวมทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วก็เคยเกิดปัญหาแบบนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคน ที่เคยพูดกัน และคิดจะทำกันก็คือว่า คนที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือคนที่ตกงานก็ต้องมาทำงานอาสาสมัคร และก็มีรายได้ต่ำลงเป็นต้น อย่างที่ประเทศแคนาดา ประเทศออสเตรเลียเคยทำเมื่อตอนที่มีปัญหาเศรษฐกิจถดถอย วิธีการนี้ได้เริ่มทำแล้วบ้าง แต่ก็คิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำมากขึ้น ถ้าจะให้ความเสียหายทางสังคมน้อยลง ต้องมีการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่รัฐไม่ทราบ คนที่รับผิดชอบทราบดีกันทั้งนั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วเกิดขึ้นช้า กลไกของรัฐในเรื่องนี้ไม่สามารถจะดำเนินการตามทัน แต่ถ้าหากว่าเราตอกย้ำความสำคัญของปัญหานี้ให้มากขึ้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่เร่งรัดได้ จนกระทั่งมาถึงวันที่ 30 มีนาคม 2542 รัฐเพิ่งประกาศใช้มาตรการชุดใหม่ ชื่อ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบทางสังคม หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม แผนมิยาซาวา (Miyazawa Plan) มาตรการนี้ประกอบด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีน้ำมันเตา ค่าไฟฟ้า และเพิ่มค่าใช้จ่ายโครงการต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การจ้างงาน ในวงเงิน 53,000 ล้านบาท ซึ่งทุกมาตรการน่าจะมีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเสียหายได้บ้าง ที่น่าเสียดายคือ มาตรการชุดนี้ออกช้าไปไม่น้อยกว่าหกเดือน สรุปคือในการหยุดยั้งการหลงทาง ในการหยุดยั้งการถดถอย ในการบรรเทาความเสียหายต่อขบวนการผลิตและต่อสังคม ในการที่เราประสบปัญหาเป็นอย่างมากนั้นจำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควรในการที่จะหยุดยั้งได้อย่างแท้จริง และที่น่าเสียดายอีกประการหนึ่งคือ โครงการตามแผนมิยาซาวา ทำให้มีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาในจังหวะเวลาที่สภาพคล่องกำลังล้นสถาบันการเงิน จึงมีผลไปกดดอกเบี้ยเงินฝากให้ลดลงต่อไปอีก สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักต่อผู้ที่มีเงินออมที่อาศัยดอกเบี้ยเป็นรายได้ในการเลี้ยงชีพ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยต้องลดตามลงไปด้วย |
ตอนที่ 13 สู่ทางใหม่
| ถ้าเราติดตามข่าวสารบ้านเมืองในตอนนี้ จะมีความรู้สึกว่า สังคมกำลังอยากเห็นประเทศชาติเดินทางไป ทางใหม่ เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่าเดินทางผิด รู้สึกว่าหลงทาง ส่วนทางใหม่คืออะไร เป็นอย่างไร ยังไม่มีข้อยุติ แนวโน้มของสังคมขณะนี้ ค่อนข้างที่จะเป็นอย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า react คือมีปฏิกิริยากับแนวทางเก่ามากเกินไป แปลว่ามีข้อสรุปโดยกระแสสังคมว่า แนวทางเก่า ซึ่งเป็นแนวทางที่อาศัยเงินนอกอย่างมาก ทำให้หลงทาง ดังเช่นที่หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายมาแต่ต้นว่า แนวทางที่ได้ทำกันมาถึงปัจจุบันนี้ หลงทาง ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ แต่คงไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่เราทำใน 10 ปี ใน 15 ปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรดีเลย คงจะเป็นว่าใน 15 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2527 สิ่งที่เราทำมานั้น บางอย่างหรือหลายอย่าง คงจะไม่เหมาะสม แต่บางอย่างก็ไม่ได้เลว หลักฐานที่ปรากฏก็คือว่า สภาพความเป็นอยู่ของสังคมไทยในปี 2541 เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพความเป็นอยู่เมื่อ 15 ปีก่อน ก็คงจะโต้เถียงกันได้ว่า อะไรมันดีขึ้น อะไรที่มันเลวลง อะไรเปลี่ยนแปลง หรืออะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เห็นชัดเจน จะเรียกว่าดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นก็แล้วแต่ คือมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ถ้าไม่ได้อาศัยเงินต่างประเทศเลย ในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ก็คงไม่สามารถจะสร้างได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้น อย่างน้อยที่สุด แม้ว่าจะไม่ยอมรับในหลายๆ เรื่อง แต่เราคงเห็นกันว่า เรื่องมาตรฐานการครองชีพของสังคมไทยนี้ว่า ดีขึ้นกว่าเดิม เรามีการสื่อสารและการคมนาคมที่ดีขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้คงไม่มีใครปฏิเสธ เรามีการใช้ไฟฟ้าและการใช้น้ำที่ดีขึ้นกว่าเดิม คงพอจะจำกันได้ว่า เมื่อเจ็ดแปดปีก่อนนี้ จะขอโทรศัพท์สักหมายเลข ต้องคอยกันเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ถนนหนทางตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย ก็สะดวกและมาตรฐานสูงกว่าเดิมมาก เราคงต้องยอมรับกันว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะว่าเราไปพึ่งเงินต่างประเทศส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่า แนวทางที่เราเดินมามันเลวหมดคงจะไม่ได้ บางส่วนก็คงจะเป็นประโยชน์ ในขณะเดียวกันหลายส่วนก็คงจะไม่ดี หมายความว่า เราควรจะมีการพิจารณาตัวเอง ตัวเองในที่นี้หมายถึง ประชาชนคนไทยโดยทั่วไป องค์กรเอกชน และองค์กรของภาครัฐ เป็นการพิจารณาตัวเองว่า เราหลงทางไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมคิดว่าในจุดตั้งต้นเราพูดกันได้ว่า เราหลงทาง เพียงแต่ว่าเราต้องการพิจารณาว่า เราหลงทางไปมากน้อยแค่ไหน ที่เราบอกว่า จุดตั้งต้นของเราหลงทาง ก็เพราะว่าเราเสียหาย ความเสียหายที่ชัดเจนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็คือเงินตราต่างประเทศ เราเสียเกือบหมด สถาบันการเงินของเราหลายแห่งถูกปิด บริษัทกิจการหลายแห่งเลิกกิจการไป ผู้คนของเราตกงาน ภาครัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงยกเลิกโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเรื่องเสียหาย เราคงพูดได้ว่าเราเสียหายแน่ แต่เราก็ไม่สามารถวัดได้ว่า สิ่งที่เราได้มาใน 15 ปี กับสิ่งที่เราเสียในปัจจุบันนี้ อะไรมันมากกว่ากัน อะไรมันน้อยกว่ากัน เราพูดได้แต่เพียงว่า เรามีส่วนได้ และเราก็มีส่วนเสีย โจทย์ที่สำคัญสำหรับอนาคตคือ ทำอย่างไร เราจะทำให้ส่วนที่อาจจะเสีย ให้เสียน้อยที่สุด ส่วนที่จะได้ให้ได้มากที่สุดต่อสังคม ขณะนี้พวกเรามีความรู้สึกว่า ส่วนเสียมีมากเกินไป ส่วนได้ตามความรู้สึกของหลายคนน้อยเกินไป หรือที่เรียกว่า ได้ไม่คุ้มเสีย นี้เป็นความรู้สึก ถ้าถามว่าพิสูจน์ได้ไหม วัดได้ไหม ที่ว่าจากการที่เราเดินหลงทางมานี้ ส่วนเสียมากกว่าส่วนได้ คำตอบก็คือวัดไม่ได้ คงขอให้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ใครจะว่าอะไรก็ตาม มันมีทั้งได้และเสีย อยากจะให้เป็นที่ยอมรับกันก่อน แต่ประเด็นก็คือ มันเสียมากกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนได้น้อยไปหรือไม่ ไม่ทราบ แต่เสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้น โจทย์ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องวิเคราะห์ส่วนเสียกัน ทำไมถึงได้มีการเสียหาย ทำไมประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยสังคมไทยเศรษฐกิจไทย ถึงได้มีการเสียหายเกิดขึ้น ในขบวนการพัฒนาประเทศใน 15 ปีที่ผ่านมา ทำไมถึงได้มาปรากฏว่า มีการเสียหายในปี 2540-2541 มากเป็นพิเศษ มากเกินคาด ทำไมเป็นอย่างนั้น การตอบคำถามข้อนี้ คงจะต้องแยกว่า เป้าหมายเราผิดหรือเปล่า หรือวิธีการเราผิด ถ้าหากเป้าหมายผิด เป้าหมายที่เรามาถึง ณ จุดนี้ คือให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ให้มีรายได้และการจ้างงานมากขึ้น ด้วยวิธีการเป็นเศรษฐกิจ ที่เปิดเสรีเงินตราต่างประเทศเข้าออกได้สะดวก มีการแข่งขันกับต่างประเทศ มีคนไทยแข่งกับคนไทย มีคนไทยแข่งกับต่างประเทศ มีการขยายตัวมาถึงทุกวันนี้ มีรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นขนาดนี้ เป้าหมายผิดหรือเปล่า ถ้าสมมุติเป้าหมายผิด วิธีการก็ต้องผิด ไม่ว่าจะทำอย่างไร ทำอย่างไรมันก็หลงทาง ไม่มีทางเลี่ยง เพราะเหตุว่า ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะไปถึงจุดนั้น และเป้านั้นเป็นเป้าที่ไม่ควรจะมา วันนี้ก็เป็นวันที่ไม่ควรจะมีแต่ถ้าเป้าหมายถูก การที่เราเลือกจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เราเลือกจะเป็นประเทศที่มีการแข่งขันระบบตลาด เลือกเป็นประเทศที่เอกชนลงทุน ถ้าเป้าหมายถูกแล้ววิธีการผิด ก็แปลว่าในอนาคต เราต้องทำวิธีการให้มันถูก ประเด็นนี้ก็เลยนำมาสู่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็น Agenda ของชาติ เป็นงานของชาติ ในปัจจุบันในปี 2542 และต่อๆ ไป ผมคิดว่า เราควรจะต้องมีการศึกษาเป้าหมาย และวิธีการทั้งสองอย่าง เพระสังคมขณะนี้ กำลังถามทั้งสองคำถาม ถามเรื่องเป้าหมายว่าเป้าหมายนี้ถูกหรือเปล่า เราควรจะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชียหรือไม่ เราควรจะเป็นประเทศอย่างนี้ไหม ในขณะเดียวกัน ก็มีการถามถึงวิธีการเช่นเดียวกันว่า เราควรจะเปิดเสรี เราควรจะให้ต่างชาติมาทำโน่นทำนี่ไหม เราควรจะให้เอกชนมีบทบาทอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อนำไปสู่ความเจริญระดับที่เราอยากเป็น วิธีการที่ถูกควรจะใช้อะไร ใช้รัฐ หรือใช้เอกชน ใช้ต่างชาติ หรือใช้คนไทย ใช้อุตสาหกรรม หรือใช้เกษตร ใช้บริการ หรือใช้อุตสาหกรรม นี้เป็นคำถามเรื่องวิธีการทั้งนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็น Agenda ของชาติหัวข้อหนึ่ง โดยที่เราไม่ควรสรุปเร็วๆ ว่า วิธีการที่เราเดินมานั้นมันผิด แต่มันคงไม่สมบูรณ์ ทำให้ต้องมีการพิจารณากันใหม่ สำหรับเป้าหมายนั้น เราได้ตั้งเป้าหมายตลอดมาว่า เราจะต้องไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับไหน ก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างนั้น ในแผนพัฒนาก็บอกอยู่แล้ว ชื่อของแผนคือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือต้องการพัฒนาประเทศ ต้องการไปสู่ประเทศพัฒนา คำว่า พัฒนา นั้น ตามความเข้าใจของสากล ซึ่งดูได้จากตัวอย่างของประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งก็คือ กลุ่มประเทศผู้นำทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทั้งหลาย ที่จัดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จัดเป็นมาตรฐานแล้วนั้น เราก็จะเห็นว่า คำว่า พัฒนา ในที่นี้หมายความว่า คนในประเทศมีฐานะดีโดยทั่วกัน และส่วนต่างๆ หรือภาคต่างๆ ของประเทศ มีความเจริญใกล้เคียงกันสภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางสิ่งแวดล้อม สภาพทางธรรมชาติ ก็เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ ถามว่าใช้อะไรเป็นเครื่องวัด ในการแสดงความเป็นประเทศพัฒนา ก็มีเรื่องวัดอยู่หลายตัว แต่เรื่องวัดที่พอจะเอามาใช้ โดยให้เป็นตัวกำหนดความเป็นประเทศพัฒนาได้โดยง่าย ก็คือ รายได้ประชาชาติ เราสามารถเอารายได้ประชาชาติ ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งก็คือกลุ่ม OECD มาเปรียบเทียบกับประเทศไทย อันนี้ไม่ได้หมายความว่า เปรียบเทียบแล้วมันจะตายตัว เพียงแต่ว่ารายได้ประชาชาติต่อหัว สามารถใช้เป็นตัวที่พอจะประมาณได้ ถึงระดับของการพัฒนา แต่ต้องมีข้อมูลอื่นประกอบด้วย ข้อมูลทางด้านการกระจายรายได้ระหว่างประชาชน และระหว่างภาคต่างๆ มาประกอบ เอาข้อมูลทางด้านสภาวะ สิ่งแวดล้อม การมีพื้นที่ป่า พื้นที่สีเขียว น้ำเสีย อากาศเสียมาประกอบ สมมุติว่า เราประมาณเอาว่า ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศ OECD ถือว่าเป็นมาตรฐานนั้น พิจารณาแล้วพบว่าประเทศ OECD มีส่วนประกอบ ที่ยืนยันความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คือมีการกระจายรายได้ดีพอสมควร คนในภาคต่างๆ มีรายได้ใกล้เคียงกัน และสภาพภูมิประเทศ เป็นที่สะดวกในการดำรงชีพ ทำให้ชีวิตน่าอยู่ ถ้าเรายอมรับข้อนี้ เราก็มาดูประเทศไทย เปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ว่าห่างกันแค่ไหน ถ้าเราเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของเขา จะพบว่ารายได้เฉลี่ยของเขาเป็น 10 เท่าของรายได้เฉลี่ยของเรา ถ้าหากว่าเราเอาประเทศที่อยู่ในกลุ่ม OECD ที่เราเรียกว่า พัฒนาน้อยที่สุด ก่อนเกาหลีจะเข้าไปเป็นสมาชิก อาจจะใช้ประเทศกรีซ เป็นประเทศเปรียบเทียบ เราจะพบว่ารายได้ต่อหัวของเขา ยังสูงเป็น 4 เท่าของรายได้ของเรา หมายความว่า ถ้าหากเราจะใช้รายได้ต่อหัวเป็นเกณฑ์คร่าวๆ เป็นตัวชี้ความพัฒนาคร่าวๆ และบอกว่าเป้าหมายจริงๆ ของประเทศไทย จะต้องเอื้อมไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนา เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม OECD นี่ ก็หมายความว่า เราจะต้องมีรายได้ประชาชาติ เพิ่มเป็น 4 เท่าของปัจจุบัน จึงจะพูดได้ว่า เรามีมาตรฐานใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาที่อยู่ในระดับต่ำสุด ทีนี้ถ้าหากว่า เราจะมีรายได้ต่อหัวเปลี่ยนเป็น 4 เท่าของรายได้ปัจจุบัน เราก็ต้องพิจารณาต่อว่า เราจะให้เวลากี่ปี เราต้องการขยายตัวร้อยละเท่าไรต่อปี ในแง่ของรายได้ประชาชาติต่อคน ถ้าหากเราใช้อัตราการขยายตัวของรายได้ประชาชาติต่อคน เท่ากับร้อยละ 7 ต่อปี ก็หมายความว่า ใน 10 ปี รายได้ขอเราจะเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน และใน 20 ปี รายได้ของเราจะเป็น 4 เท่าของปัจจุบัน ถ้าเราใช้อัตราการขยายตัวร้อยละ 5 ต่อปี ก็หมายความว่าใน 15 ปี รายได้ประชาชาติ ก็จะเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน ใน 30 ปี จะเป็น 4 เท่าของปัจจุบัน ผมคิดว่าความจริงข้อนี้ ประชาชนต้องรับทราบ หมายความว่าจะให้เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวช้ามากคงไม่ได้ ถ้าเราอยากเป็นประเทศพัฒนาภายใน 20 ปี ถ้าอย่างนั้น เราจะต้องมีอัตราการขายตัวทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ต่อปี จึงจะทำให้รายได้ประชาชาติต่อคนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 ต่อปี (เพราะจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 กว่าๆ ต่อปี) ซึ่งไม่ง่ายเลย จากประสบการณ์ในรอบ 10 ปี การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกินร้อยละ 8 ต่อปี เราเคยทำได้ก็จริง แต่ในที่สุดเราก็เกิดวิกฤติ เพราะฉะนั้นวิกฤติที่ผ่านมามันบอกเราว่า เราขยายตัวเกินตัว ก็แปลว่าจะให้ขยายตัวเกินร้อยละ 8 นี่ทำลำบาก เพราะเรามีอุปสรรคหลายอย่าง ในเรื่องของการขยายตัว ที่สำคัญที่สุดก็คือประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจของเราเอง ไม่สูงพอที่จะขยายตัวเช่นนั้น แปลว่าเราต้องขยายตัวน้อยกว่านั้น ถ้าเราขยายตัวร้อยละ 5 หรือ 6 ต่อปี เราก็ต้องยอมรับว่ากว่าเราจะเป็นประเทศพัฒนา เราต้องใช้เวลา 30 ปี ไม่ใช่ 20 ปี ต้องเป็นอีกหนึ่งชั่วคน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโจทย์ข้อนี้ สังคมต้องเข้าใจถึงความจำเป็น ถึงการที่ต้องมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้ประเทศไทย มีฐานะเสมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และเพื่อรองรับคนไทยที่เข้าสู่ตลาดแรงงานทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 500,000 คน แต่ขยายตัวเร็วมากไม่ได้ เพราะจะมีปัญหา ปัญหาของประเทศไทยอีกส่วนหนึ่ง อยู่ที่การกระจายรายได้ ถ้าถามว่าประเทศไทย มีรายได้ห่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วแค่ไหน ก็ได้ตอบไปแล้วว่า ห่างกัน 4 เท่า ถ้าเปรียบเทียบกรุงเทพฯ และปริมณฑล รายได้เฉลี่ยก็ใกล้กันมาก ในขณะที่ภาคอีสาน มีรายได้เฉลี่ยเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ จะมีรายได้ต่ำกว่าถึง 10 เท่า เพราะฉะนั้นประเทศไทย ที่ห่างจากการเป็นประเทศพัฒนา ก็เพราะว่า รายได้แต่ละภาคในประเทศต่างกันมาก ซึ่งแปลว่า ถ้าหากเราขยายตัว ในอัตราโดยเฉลี่ยประมาณ 6% เศษต่อปี จุดที่ควรเน้น จะเป็นที่ภาคอื่นไม่ใช่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เราจะได้สภาวะที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนา คือเท่าเทียมกันทั่วประเทศไทย เราจำเป็นต้องเน้นในข้อนี้ด้วย ไม่ใช่ขยายตัวตรงไหนก็ได้ อันนี้เป็นข้อที่หนึ่งที่ต้องยอมรับกันว่า เป้าหมายสู่การเป็นประเทศพัฒนานั้น ยังอีกนานและจะเร่งไม่ได้ ถ้าเติบโตเกินร้อยละ 8 เราคงจะไม่สามารถป้องกันความเสี่ยง อันเกิดมาจากวิกฤติได้ ถ้าเราจะบรรเทาความเสี่ยงเท่าที่ฐานะจะทำได้นั้น ก็คงจะร้อยละ 5-6 ซึ่งแปลว่าต้องใช้เวลา 30 ปี ในการเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนา ถ้ายอมรับข้อนี้กันแล้ว ก็จะมาถึง วิธีการ เราก็เคยโต้เถียงกันถึงเรื่อง วิธีการ มาโดยตลอด เอาเฉพาะสองเรื่องง่ายๆ เอาเรื่อง ระบบธุรกิจเศรษฐกิจกับเรื่องภาคการผลิตที่ควรจะเน้น พวกนี้เราโต้เถียงกันมาโดยตลอด ระบบธุรกิจเศรษฐกิจนั้น ประเด็นที่สำคัญคือเรื่อง เสรีหรือควบคุม ทั้งเสรีภายในและเสรีภายนอก ควบคุมภายในและควบคุมภายนอก ตั้งแต่ปี 2503-2513 เราเคยมีข้อยุติตั้งแต่ตอนนั้นว่า เราจะเป็นเสรีมากกว่าควบคุม เพราะเราเห็นว่า กลไกทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีแนวโน้มว่า ถ้าเราไม่เปิดเสรีแข่งขันกับต่างประเทศ ก็มักจะเกิดการผูกขาดภายในของเราเอง ที่จริง ถ้าหากเราสามารถป้องกันการผูกขาดภายในของเราได้ เราก็จะไม่จำเป็นต้องเปิดเสรีกับต่างประเทศ 100% ก็ได้ แต่เพราะว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทย เคยเอื้อให้นำไปสู่การผูกขาดภายใน ได้ในกิจการต่างๆ เราก็เลยใช้วิธีการเปิดเสรี มาเป็นตัวบังคับให้การผูกขาดในประเทศไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุว่าถ้าแข่งกับต่างประเทศแล้ว ภายในประเทศก็ไม่สามารถผูกขาดได้ เพระฉะนั้น ถ้าหากว่าจะมาเลือกกันระหว่าง เสรี กับ ควบคุม และก็เห็นว่าระบบ เสรี ของ 10 ปีที่ผ่านมาได้สร้างปัญหา ให้กัประเทศของเรา จึงขอกลับไปเป็นระบบ ควบคุม แทนนี่ ผมคิดว่าอันนี้คงไม่ใช่ เพราะถ้ากลับไปควบคุมใหม่ ปัญหาจะรุนแรงกว่าเดิม ถ้าให้รัฐเข้าไปควบคุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแข่งขันกับต่างประเทศ หรือแข่งขันกันภายในประเทศ รวมทั้งให้รัฐเป็นผู้ประกอบกิจการธุรกิจเสียเอง เรื่องควบคุมการแข่งขันกับต่างประเทศ เราก็ยอมรับกันไม่ได้อยู่แล้ว ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก (WTO) และสมาชิกประชาคมโลก ก็จะทำธุรกิจต่างประเทศลำบาก ถ้าเราเปิดเสรีกับต่างประเทศ เราก็ต้องเปิดเสรีภายในประเทศด้วย เพื่อให้สอดคล้องกัน ในเมื่อเรามีความจำเป็น และรู้ว่าเราต้องเปิดเสรีนั้น สิ่งที่ต้องทำที่สุดอย่างเร่งด่วน ก็คือ ระบบการกำกับการแข่งขัน เพื่อให้การแข่งขันทางการตลาด เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด ให้เกิดการเสียหายน้อยที่สุด เพราะฉะนั้น จุดเน้นในเรื่องของระบบนี้ อยากจะขอให้ความเห็นว่า คงต้องเป็นระบบเสรี ที่มีระบบการกำกับที่ดีมาก มีระบบการกำกับที่ทันสมัยที่ทันเหตุการณ์ ที่โปร่งใส แนวทางนี้ น่าจะเป็นระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทย มากกว่าระบบควบคุม จริงอยู่ที่ระยะนี้ ประชาชนจะรู้สึกว่า ระบบเสรีอาจจะทำให้เดือดร้อน จึงต้องมีการควบคุม หรือให้รัฐทำเอง ผมขอให้ความเห็นอย่างแข็งขันในที่นี้ว่า การไปควบคุม และการให้รัฐเป็นผู้ประกอบการ จะมีผลเสียมากกว่าผลดี แต่ว่าการให้มีการแข่ขันเสรี โดยไม่มีระบบกำกับที่ดี ก็สามารถที่จะสร้างปัญหา ได้เช่นเดียวกัน ทางแก้ก็คือการสร้างระบบกำกับที่เข้มแข็ง ต้องสร้างให้ได้ ต้องทำให้ได้ ระบบเสรีที่ได้กล่าวมานี้ เป็นระบบเสรีเป็นการทั่วไป ในทางปฏิบัติเราต้องแยกระบบที่ใช้กับภาคการเงินว่าคงจะต้องแตกต่างจากระบบ ที่ใช้กับภาคการผลิต สำหรับภาคการเงิน เราต้องยอมรับว่า ระบบการเงินของโลกที่เป็นเสรีนั้น สามารถสร้างปัญหาให้เราได้มาก เพราะฉะนั้น เราคงต้องกำกับเรื่องระบบการเงินมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไหลเข้าออกของเงินทุนระยะสั้น และการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน สองเรื่องนี้เราไม่ควรเปิดเสรี และต้องเร่งการพัฒนาทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ส่วนภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการค้าภายในประเทศ การเปิดเสรีโดยมีการกำกับในเรื่องกฎระเบียบ ที่ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เรื่องภาคการผลิตที่จะเน้นอะไร เราก็โต้เถียงเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน พูดง่ายๆ ภาคการผลิตมีอยู่สามภาค มีเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ เราเคยพิจารณากันมาอย่างละเอียด และเห็นว่าถ้าประเทศไทย จะไปสู่ประเทศพัฒนา เศรษฐกิจจะต้องขยายตัว และรายได้ประชาชาติจะต้องเพิ่มขึ้นนั้น เราจะพึ่งภาคเกษตรอย่างเดียวไม่ได้ ภาคเกษตรที่เราพึ่งได้ ก็คงแค่เอาไว้สำหรับพออยู่กินเท่านั้น แต่จะให้กินดีอยู่ดีคงไม่ได้ เราอาจจะมีความรู้สึกเป็นชาตินิยมว่า เกษตรของเราเก่ง แต่ถ้าหากเราไปศึกษากันจริงๆ โดยใช้มาตรฐานสากลแล้ว เราต้องยอมรับว่าเราแข่งกับสากลลำบาก เช่นกลุ่มอาหาร กลุ่มแป้ง และธัญพืช เรามีข้าวที่มีชื่อเสียงมาก แต่ข้าวมีข้อจำกัดหลายอย่าง ในการแข่งขันในระดับสากล เพราะข้าวไม่ได้เป็นธัญพืชที่บริโภคกันทั่วโลก และประเทศที่บริโภคข้าว ก็พยายามรักษาการปลูกข้าวของเขาเอง เพื่อความมั่นคงภายใน เพราะฉะนั้น ในปริมาณข้าวที่บริโภคกันทั่วโลก ประมาณ 360 ล้านตัน มีการซื้อขายระหว่างประเทศ ประมาณ 20 ล้านตันเท่านั้น โดยที่ประเทศไทย มีส่วนแบ่งสูงถึงร้อยละ 25 จะเพิ่มส่วนแบ่งมากกว่านี้ได้ลำบาก มาถึงกลุ่มที่เป็นเนื้อสัตว์ ก็ปรากฏว่าพันธุ์สัตว์ต่างๆ ในประเทศไทย ก็เป็นพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น วัว หมู ไก่ ที่เป็นพันธุ์ไทย แล้วสู้ต่างประเทศได้นี่ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องใช้พันธุ์จากต่างประเทศ เราจะไปเหนือกว่าต่างประเทศได้อย่างไร แม้แต่ พืช ผัก ผลไม้ของเราเอง ก็เหมาะกับประเทศของเราเป็นหลัก จะมีตลาดประเทศใกล้เคียงบ้าง ถ้าเทียบกับระดับสากลแล้ว พืช ผัก ผลไม้ ของเราส่วนมาก ก็ไม่ได้เป็นระดับสากลซึ่งเราต้องยอมรับข้อนี้ว่า เกษตรของเราเป็นเกษตรพอเพียง ไม่ใช่เกษตรแบบอยู่กินดี นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังมีข้อจำกัดทางการเมือง ที่บังคับให้ต้องมีระบบประกันราคา สินค้าเกษตรเกือบทุกชนิด ระบบนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตบิดเบือนจากที่ควรจะเป็น มีผลต่อการพัฒนาในระยะยาวเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมของเราก็มีข้อจำกัด แต่ว่าเราคิดว่าอุตสาหกรรมของเรานั้น เทคโนโลยีจะซื้อได้ง่ายและขายได้คล่อง เพราะฉะนั้น เราก็สามารถที่จะพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมของเราได้ดีกว่า เพราะว่ามีข้อจำกัดน้อยกว่าทางด้านเกษตร บริการของเราหลายประเภท อยู่ในฐานะที่จะแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นภาคการผลิตที่ได้พัฒนามากว่า 10 ปี นั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมกับบริการ ทางด้านเกษตรก็จะพัฒนาน้อยหน่อย ให้ความสนใจน้อยหน่อย ที่จริงก็ได้รับความสนใจพอควร แต่ว่าโดยเปรียบเทียบแล้ว อาจจะน้อยกว่าในแง่ของการลงทุน เรื่องนี้เราก็เคยพิจารณากันมาแล้วในอดีต เพราะฉะนั้นเราจะไปมีความเห็นในตอนนี้ว่า ที่เกิดวิกฤตินี้ก็เพราะ อุตสาหกรรม ก็เลยต้องมุ่งไปสู่การเกษตร อันนี้ไม่ใช่ เพราะเหตุว่า เราได้ลงทุนไปในภาคอุตสาหกรรมมาก ลงทุนไปในอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก ลงทุนในภาคบริการเป็นอย่างมาก ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าเรามาบอกว่าการลงทุนดังกล่าว ทำให้เกิดวิกฤติ เพราะฉะนั้น ก็ต้องทิ้งมันไป แล้วมุ่งไปสู่ภาคเกษตร เราก็ต้องมีการลงทุนอีกอย่างมหาศาลในภาคเกษตร ซึ่งเราก็ไม่สามารถมีเงินมาลงทุนในภาคเกษตรได้อยู่ดี เพราะว่าถ้าจะให้ภาคเกษตร มีฐานะที่แข่งขันกับระดับโลกได้นี้ เราจะต้องลงทุนเรื่อง Infrastructure อย่างมหาศาล ระบบน้ำ ระบบการพัฒนาพันธุ์ ระบบที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ในสภาพการถือครองที่ดินอย่างนี้ เราจะพัฒนาภาคเกษตร ให้เป็นระดับสากลได้ยาก ผมถามตัวเองว่า ข้อโต้เถียงเกี่ยวกับการผลิตว่าเป็นภาคอะไร ก็ได้ข้อสรุปว่า น่าที่จะรักษาการลงทุน ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ที่ได้ลงทุนไว้เป็นอย่างมากแล้ว โดยปรับปรุงภาคเกษตรไปพร้อมกัน มากกว่าที่จะบอกว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการ ทำให้เกิดวิกฤติ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องทิ้ง โดยลืมไปว่า ถ้าพูดเช่นนั้น ต้องลงทุนในภาคการเกษตรอย่างมหาศาลอีกเช่นเดียวกัน และโดยมีข้อจำกัดทุกประการ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เขียนอย่างนี้ อาจจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกโต้แย้งได้มาก แต่ก็อยากจะขอให้ผู้อ่านได้พิจารณาอย่างถ่องแท้ สงบสติอารมณ์ ดูทั้งเหตุและผลอย่างละเอียด ก็เชื่อว่าคงจะยอมรับถึงความจริงในข้อนี้ได้ สรุปอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า หลังจากที่ได้หยุดการถดถอย หยุดการหลงทางได้ ซึ่งคิดว่าคงจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี แนวทางใหม่ที่น่าจะใช้เดินก็คือ คงจะต้องตั้งเป้าในการขยายตัวต่อไป แต่ว่าต้องช้าหน่อย ด้วยข้อจำกัดทุกประการที่เรามีอยู่ ที่เราต้องยอมรับ เราคงจะขยายตัวได้ 5-6% ต่อปี และต้องใช้เวลานาน กว่าจะเป็นประเทศที่จัดว่าเป็นประเทศพัฒนาได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเน้นในเรื่องของการกระจายรายได้ ให้การขยายตัวที่ว่านี้ อยู่ที่ต่างจังหวัดเป็น ส่วนใหญ่ ให้กรุงเทพฯ มีสภาพที่ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย สำหรับที่เรียกว่า ยากจน ในกรุงเทพฯ ก็คงจะเป็นที่ยอมรับกันได้ สำหรับภาคการผลิตนั้น จริงอยู่ที่เราควรจะให้ความสนใจในภาคเกษตร แต่เราต้องไม่คาดหวังว่า การเกษตรจะทำให้เราสามารถขยายตัวได้ 5-6% ยกเว้นเราจะมีการลงทุนในภาคเกษตรอย่างมหาศาล ซึ่งก็คงไม่สามารถจะทำได้ เราคงจะมีการลงทุนปรับปรุงในภาคเกษตรบ้าง แต่ว่าโอกาสที่มีคือ การที่เราได้ลงทุนไปในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการเป็นจำนวนมาก ทำให้เราน่าจะใช่ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เรามีอยู่ ในทั้งสองภาคดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการขยายตัว ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ในอนาคต เมื่อมีแนวความคิดเช่นนี้ ผู้อ่านอาจมีความรู้สึกโต้แย้งว่า ถ้าอย่างนี้อาจจะหลงทางอีกในอนาคต และเกิดความเสียหาย ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศอีก ผมคิดว่าเรื่องนี้ จะต้องป้องกันอย่างสุดความสามารถ โดยจัดระบบการบริหาร การเงินการคลังของประเทศให้สมบูรณ์ สร้างระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง จัดระบบที่ป้องกันผลกระทบของปัญหา ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อคนส่วนมาก และสร้างธรรมาภิบาลสำหรับสังคมไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การบริหารการเงินการคลัง ก็คือการบริหารให้เศรษฐกิจส่วนรวม มีการขยายตัวที่สม่ำเสมอ ไม่เกิดการผันผวนรุนแรงอย่างเช่นที่ผ่านมา โดยการใช้เงินออมในประเทศเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำได้โดยแก้ไขข้อบกพร่อง ที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทต้นๆ เริ่มตั้งแต่นโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน จะต้องจัดบ้านให้พร้อม คือ จัดองค์กรที่จำเป็น และเปิดอย่างมีขั้นตอน ขณะนี้เมื่อเปิดไปแล้ว ทั้งๆ ที่ยังจัดองค์กรไม่พร้อม ก็ควรจะปิดบ้าง ด้วยการกำกับการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ในขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบข้อมูล และเครื่องมือวิเคราะห์เตือนภัย เพื่อป้องกันวิกฤติ และพัฒนาความสามารถ ในการดูแลความผันผวนจากนอกประเทศ เพราะเศรษฐกิจการเงินของโลก เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในเรื่องการใช้นโยบายการเงินการคลัง มาสร้างเสถียรภาพ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ จำเป็นต้องมีการบริหารนโยบายที่มีเอกภาพ ระบบการเมืองแบบรัฐบาลผสมที่รัฐมนตรีจากพรรคไหนต้องรายงานต่อหัวหน้าพรรคนั้นจะต้องเลิกและการทำงานของราชการสายนโนบาย จะต้องร่วมงานประสานงานกันอย่างใกล้ชิด อย่างที่เคยทำมาเมื่อกว่าสิบปีก่อนหน้านี้ การสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตที่แท้จริง คือ อุตสาหกรรมเกษตร และบริการต่างๆ จะเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย โดยที่ภาคการเงินทำหน้าที่จรรโลง และหล่อเลี้ยงภาคการผลิต มาตรการที่จะสร้างความเข้มแข็งดังกล่าว ในส่วนที่เป็นหน้าที่รัฐ คือ การพัฒนาคน และพัฒนาเทคโนโลยี ที่สำคัญในการผลิต นอกจากการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญ และกำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างแท้จริง เมื่อภาคการผลิตมีความพร้อม ก็จะสามารถแข่งขันกันเองได้อย่างเป็นธรรม และแข่งขันได้ในระบบสากล ถึงแม้เราจะบริหารเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การผลิตและการค้า อย่างดีเพียงใด ก็ไม่แน่ว่าจะไม่เกิดการผันผวนทางเศรษฐกิจได้อีก ดังนั้นเพื่อไม่ให้คนไทยส่วนมากต้องเดือดร้อน จำเป็นต้องต้องมีระบบการป้องกันสังคมที่กว้างขวาง ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการในหลายระดับ คือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต่างๆ ในการบริหารและดูแลชุมชนเอง ทั้งการเลือกและการบริหารโครงการ การบริหารการเงิน การบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ควรจะมีขบวนการส่งเสริมค่านิยม ในการบริโภคพอเพียง ใช้สินค้าที่ผลิตในชนบท และจัดระบบช่วยเหลือคนว่างงาน ตลอดจนการเสริมรายได้ ซึ่งก็คือการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง สุดท้ายทางเลือกใหม่จะสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าสังคมไม่มีสำนึกที่ดีต่อส่วนรวม หรือสำนึกที่ไม่เสียหายต่อส่วนรวม สำนึกที่ดีนี้ รู้จักกันในภาษาปัจจุบันที่เรียกว่า ธรรมาภิบาล ซึ่งก็คือประพฤติชอบ ปฏิบัติชอบ โดยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้มีธรรมาภิบาลสำหรับสังคมไทย จะต้องสร้างระบบที่ให้สังคม ทำผิดได้ยาก เช่นมีกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน ที่ครอบคลุมการกระทำผิดอย่างกว้างขวาง เมื่อมีคนทำผิดน้อย จะลดการทำตามอย่างที่ทำให้เสียหายต่อส่วนรวมลงได้มาก ในขณะเดียวกัน จะต้องมีระบบส่งเสริมการทำความดีต่อสังคม ในการดำเนินการดังกล่าว มีความจำเป็นต้องปฏิรูปทั้งระบบราชการ และระบบการประกอบธุรกิจของเอกชนไปพร้อมกัน ถ้าเราดำเนินการแก้ไข ระบบการบริหารเศรษฐกิจและสังคม ไปพร้อมกันทั้งสี่กลุ่ม คือ การบริหารเศรษฐกิจส่วนรวม การสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการผลิต การจัดระบบป้องกันผลกระทบของความผันผวนทางเศรษฐกิจ ของคนไทยส่วนมาก และการสร้างสำนึกสังคมที่ดี หรือธรรมาภิบาลแล้ว คงจะคาดได้ว่า แนวทางที่จะเดินไปในอนาคต จะไม่ทำให้เราหลงทาง อย่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา |
ที่มา: http://www.meechaithailand.com/
Last updated: 28/06/01
Go back to the Main
Page