แรงงานพม่านักฆ่าจากสนามรบ
(ไทยรัฐ
30 พ.ย.43)
|
นักโทษพม่าก่อเหตุบุกจับตัวผู้บัญชาการเรือนจำประจำจังหวัดสมุทรสาครและเจ้าหน้าที่เป็นตัวประกัน...ให้บทเรียนอะไรกับสังคมไทย?
คำตอบที่ได้จากคนไทย...ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องผลักดันแรงงานผิดกฎหมายเหล่านั้น
ออกไปอย่างจริงจัง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
เหตุการณ์ค่อยๆ
จางหาย
เหมือนไฟไหม้ฟาง
เจ้าของกิจการจ้างแรงงานต่างด้าว
ยังคงยืนยันที่จะว่าจ้างแรงงานถูกต่อไปเหมือนเดิม
แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่า...ยุทธวิธีจี้จับตัวประกันของนักโทษพม่า ให้แบบอย่างอะไรทิ้งไว้บ้าง หลายคนคงให้คำตอบแบบเดิม เพราะมองปัญหาบางอย่างไม่ออก จี้จับตัวประกันได้สำเร็จ กลุ่มนักโทษเอาเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตามแนวยาวของหนังสือพิมพ์ ขอย้ำ...ตัดเป็นชิ้นฝอย ไม่ใช่ฉีก และไม่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เป็นแผ่นใหญ่ ทำอย่างนั้นเพื่อให้เป็นเชื้อไฟชั้นดี แล้วเอามาปูบนท้ายรถกระบะส่งของที่อยู่ในเรือนจำ จากนั้นเอาถังแก๊ส 3 ถังมาวางบนกระดาษหนังสือพิมพ์ จัดการเอาน้ำมันราดบนกองกระดาษและถังแก๊สจนชุ่ม บังคับให้ตัวประกันนั่งบนท้ายรถกระบะ แล้วเอาน้ำมันพรมลงไปบนเสื้อผ้าของตัวประกัน ใครบุกมา...จุดไฟเผา ไหม้ทั้งรถ ทั้งตัวประกัน ส่วนถังแก๊สนั้น แรงระเบิดทลายประตูเรือนจำได้ มองแบบคนธรรมดาไม่เห็นมีอะไรแปลก แต่สำหรับผู้รู้นี่คือ "แผนปฏิบัติการกดดัน" ไม่ให้ทางการไทยใช้กำลังบุกชิงตัวประกัน บุกเข้ามาเมื่อไร ตัวประกันถูกไฟคลอกตายเมื่อนั้น ยุทธวิธีเช่นนี้ โจรธรรมดา แรงงานต่างด้าวธรรมดาทำไม่ได้ มีแต่พวกที่ผ่านการฝึกวิชาการรบกองโจรพื้นฐานเท่านั้น... ทำได้ ตัวประกันถูกจับล็อกกุญแจไพล่หลัง...นี่ก็อีกหนึ่ง ทางการไทยยินยอมให้นักโทษ ขับรถออกมานอกเรือนจำ ขับรถหัวโผล่ออกมานอกเรือนจำแล้วหยุดไว้พักหนึ่งราว 5 นาที ใช้สายตาสอดส่องสังเกตการณ์ การจัดวางกำลังของทางการ เสร็จแล้วถอยรถกลับเข้าไปในเรือนจำ เจรจาต่อรองใหม่อีก 10 นาที จึงค่อยขับรถออกมานอกเรือนจำ ขับรถออกมา ในมือนักโทษพม่ามีระเบิด ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นระเบิดปลอมเพราะนักโทษพม่าใช้ผ้ามัดติดกับมือคลุม อำพรางให้ดูเหมือนเป็นระเบิดจริง จนเจ้าหน้าที่ฝ่อไม่กล้าใช้กำลังบุ่มบ่าม ประเด็นระเบิดปลอม ถือเป็นเรื่องเสียรู้ แต่เรื่องถังแก๊สขนาด 5 กก. ที่ใส่มาในรถ...ถ้าเป็นของจริง ชวนสยดสยอง มีคนตั้งข้อสงสัยในถังแก๊ส มีแก๊ส หรือปุ๋ยยูเรียกันแน่...ถ้าเป็นปุ๋ยยูเรีย ก็คือระเบิดชั้นดี ที่มีอำนาจทำลายล้างในที่โล่ง รัศมีถึง 30 เมตร สารพัดเหตุการณ์ สารพัดยุทธวิธีที่นักโทษพม่าใช้ในปฏิบัติการจี้ตัวประกัน ฟ้องชัด...นักโทษเหล่านี้ ไม่ใช่แรงงานต่างด้าวธรรมดา หากแต่เป็นทหาร นักรบ ที่เคยผ่านหลักสูตรการรบแบบกองโจรมาแล้วทั้งนั้น จากปัญหาที่เกิดขึ้นในเรือนจำมหาชัย มองย้อนกลับมาที่ภาพรวมของสังคมไทย สังคมที่มีการจ้างแรงงานพม่าไว้เต็มบ้านเต็มเมืองประมาณ 1.5 ล้านคน นายจ้างแต่ละคน โรงงานแต่ละแห่ง ที่รับแรงงานพม่าไว้ในสังกัด ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง เคยเฉลียวใจสักนิดหรือไม่...ได้ว่า จ้างแรงงานนักรบที่ผ่านการฝึกแบบกองโจร ผ่านการสู้รบในสมรภูมิมาไว้ในบ้าน ในโรงงานของตัวเอง อะไรจะเกิดขึ้น ในเมื่อนักรบ นักฆ่าผ่านสมรภูมิ มาอยู่ใกล้ตัว ถ้าคิดว่าเลี้ยงเขาดี ไม่เอาเปรียบ ไม่กดขี่ขูดรีด...ขอภาวนาให้โชคดีไปแต่ถ้าทำอย่างนั้นไม่ได้...ลองนึกถึงภาพเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านมาในอดีต คงคุ้นเคยกับคำคำนี้...แรงงานพม่าโหด! หลายกรณี เกิดจากแรงงานพม่าฆ่านายจ้าง...เหตุผลหนึ่ง แน่นอน มาจากแรงงานเหล่านี้...เคยเป็นนักฆ่าในสนามรบมาก่อน เหตุผลที่สอง...เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่หลายคนมองข้าม แรงงานจากพม่าที่มาขุดทองในบ้านเรา แรงงานเหล่านี้เดิมทีอาศัยอยู่ในเขตป่าเขา อยู่ในเขตที่มีการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยมาโดยตลอด คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในดินแดนที่ไม่มีกฎหมาย มีแต่กฎหมู่ ถึงแม้ประเทศพม่าจะมีกฎหมาย แต่ก็เข้าไปบังคับใช้ไม่ได้ สภาพจึงไม่ต่างกับบ้านป่าเมืองเถื่อน...ไร้กฎหมาย ไร้ขื่อแป อำนาจตัดสินทุกอย่างอยู่ที่คมกระสุน ที่พุ่งจากปลายกระบอกปืน ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้จักกฎหมาย ทำความผิดก็หนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่า ไม่มีใครไปตามจับ...ทำความผิดก็เหมือนไม่ผิด ต่างกับคนไทยเรา ทำอะไรผิดยังรู้สึกเกรงบารมีกฎหมาย ถึงจะมีเส้นดีก็ตามที คนที่เคยชินกับระบบสังคมไม่มีกฎหมายมาตั้งแต่เกิด...เกิดไม่ชอบใจ ไม่พอใจ หรือมีใครมาทำอะไรให้ขัดใจ กดขี่ข่มเหง ก็จะนำวิธีที่ตัวเองเคยชินมาใช้ ในการตัดสินข้อพิพาท ไม่ชอบใจ ใครขัดใจ ฆ่าปาดคอ ยิงทิ้ง ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยทำกันมา มองเห็นภาพปัญหาของแรงงานต่างด้าว...จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ทำไมแรงงานพม่าถึงโหด ลงมือฆ่านายจ้างได้ง่ายๆ หรือแม้กระทั่งพวกเดียวกันมีเรื่องมีราว ก็ลงไม้ลงมือรุนแรง...ฆ่า...ฆ่ากันตลอด ก็นี่คือวิถีชีวิต หรือจะพูดให้ไพเราะต้องบอกว่า นี่เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของนักฆ่า นี่เป็นชีวิตคนเถื่อน ที่อาศัยอยู่ในป่าเขตการสู้รบ...ดินแดนไร้กฎหมาย และที่ "สกู๊ปหน้า 1" สาธยายมานี่ ไม่ใช่เพื่อหวังปลุกให้สังคมไทย ตื่นกลัวภัยจากแรงงานต่างด้าวจนเกินไป เพียงแต่ต้องการให้สังคมไทย คนไทย นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ หน่วยราชการทั้งหลายที่กำลังจ้องหาประโยชน์จากแรงงานต่างด้าว ได้ตระหนัก...อย่ามองแรงงานพม่าเป็นแค่คนงาน กรรมกรชั้นต่ำ อยากให้มองลึก มองความสามารถพิเศษของแรงงานเหล่านั้นเพิ่มมาอีกสักนิด แรงงานพม่าเป็นทหาร เป็นนักรบกองโจรด้วย แรงงานพม่ามีศักยภาพเป็นทั้งกรรมกรและนักรบในคนคนเดียวกัน...ไม่ใช่เรื่องปลุกปั่น ชวนให้หวาดกลัวจนเกินเหตุ หากแต่เป็นเรื่องจริง มีที่มาที่ไป รอบรั้วชายแดนไทย-พม่า ตั้งแต่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไล่ลงมาจนถึงชายแดนด้าน จ.ระนอง ล้วนเป็นช่องเข้า-ออกของแรงงานจากพม่า ลึกเข้าไปในเขตแดนพม่า มีกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลากหลายเผ่า คอยตั้งยันสู้รบกับกองกำลังทหารพม่า คนเหล่านี้เคยเป็นนักรบอยู่ดีๆ แต่ทำไมนักรบต้องตกงาน มาขายแรงงานในไทย...พรุ่งนี้มีคำตอบ |
นักรบขายแรงงานส่งส่วยเลี้ยงกองทัพ
(ไทยรัฐ
1 ธ.ค.43)
|
นักโทษพม่าจี้จับตัวประกันในเรือนจำมหาชัย
ให้บทเรียนอะไรกับสังคมไทย
อย่ามองแรงงานพม่าเป็นแค่คนงาน
กรรมกรชั้นต่ำ
แรงงานพม่ามีความสามารถพิเศษเป็นทหารที่ผ่านการรบแบบกองโจรมาอย่างโชกโชน
เป็นคำตอบที่
"สกู๊ปหน้า
1"
ให้ไปเมื่อวาน
แรงงานต่างด้าวจากพม่า เป็นทั้งทหาร ทั้งนักรบกองโจร ที่เข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย มีจำนวนมากแค่ไหน เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงให้คำตอบ...ไม่ยาก ในจำนวนแรงงานต่างด้าวจากพม่าประมาณ 1.5 ล้านคน...หักผู้หญิงออกไป เหลือเป็นผู้ชายเท่าไร...80 เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานที่มีดีกรีเป็นทหาร จบหลักสูตรการสู้รบแบบกองโจร ไม่ต้องตกใจ ตัวเลข 80 เปอร์เซ็นต์...จะเว่อเกินเหตุ! หยิบแผนที่ประเทศไทย-พม่ามากาง มองเฉพาะด้านที่มีพรมแดนติดประเทศไทย จากด้านบนสุด จ.เชียงราย-เชียงใหม่ รัฐฉานของพม่า เป็นเขตอิทธิพลของชนกลุ่มน้อย 2 กลุ่ม ไทยใหญ่ กับ ว้า มีกองกำลังทหาร ไว้คอยแย่งชิงอิทธิพลระหว่างกัน และต่อสู้กับรัฐบาลพม่า ไล่ลงมาทาง จ.แม่ฮ่องสอน มี รัฐคะยา หรือกะเหรี่ยงแดง จากแม่ฮ่องสอนลงมา จ.ตาก กาญจนบุรี จนถึงประจวบคีรีขันธ์ และระนอง เป็นเขตรัฐกะเหรี่ยง และชายแดน จ.กาญจนบุรี ด้าน อ.สังขละบุรี ลึกเข้าไปชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเขต รัฐมอญ สรุปง่ายๆ...มีกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย ต่อสู้รัฐบาลพม่าอยู่ตลอดชายแดนไทย-พม่า แรงงานจากพม่าที่มาขุดทองในบ้านเรา มีกลุ่มไหนบ้าง...กะเหรี่ยง มอญ ไทยใหญ่ แรงงานจากพม่ามาจากชนกลุ่มน้อย จะตั้งกองกำลังติดอาวุธไว้สู้กับรัฐบาลพม่า เพื่อตั้งตนให้เป็นอิสระต้องมีการเกณฑ์ไพร่พลมาเป็นทหาร เด็กผู้ชายชนกลุ่มน้อยทุกเผ่าที่เกิดมาทุกคน ถึงวัยพอมีแรงแบกปืนไหว ถูกเกณฑ์เป็นทหารฝึกอาวุธทั้งสิ้น อย่างกะเหรี่ยง ให้ฝึกอาวุธ ฝึกเป็นทหารตั้งแต่อายุ 13 ปี คอยทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาการณ์ฐานที่ตั้ง พออายุ 16 ปี ถึงค่อยติดตามนักรบ ผู้ใหญ่ไปทำสงครามกองโจรกับทหารรัฐบาลพม่า แต่ถ้าเจอศึกหนัก ทหารพม่าบุก นักรบเด็กวัย 13 ปี ก็มีสิทธิถูกเกณฑ์ไปรบแนวหน้าด้วย
การฝึกให้เป็นทหารของชนกลุ่มน้อย
ไม่ใช่ฝึกให้เป็นทหารเกณฑ์เหมือนอย่างบ้านเรา
แต่ฝึกเป็นทหารที่พร้อมรบแบบกองโจร
ตามสโลแกน
เอ็งมาข้ามุด
เอ็งหยุดข้าแหย่
เอ็งแย่ข้าตาม
และตีเร็ว
ถอนเร็ว
ฝึกการรบแบบกองโจร
ซุ่มโจมตี
เข้าตีแบบโฉบฉวย
ก่อวินาศกรรม
และการบ่อนทำลาย...แน่นอนต้องมีหลักสูตร
จับตัวประกัน
และชิงตัวประกัน
รวมอยู่ด้วย แหล่งที่มาของรายได้ส่วนใหญ่ มาจากการเก็บภาษีเถื่อนจากนักธุรกิจต่างชาติ ที่ได้สัมปทานป่าไม้ อัญมณี แร่ จากรัฐบาลพม่า หรือสัมปทานไม่เป็นทางการที่ได้โดยตรงจากชนกลุ่มน้อย รายได้อีกอย่างคือ รับจ้างคุ้มครองคาราวานยาเสพย์ติด หรือไม่ก็ค้ายาเสพย์ติดซะเอง ในจำนวนชนกลุ่มน้อยมากมายหลายกลุ่ม มีเพียงกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่มเดียวที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิง แต่หลังจากกะเหรี่ยงนับถือศาสนาพุทธ แตกคอกับกะเหรี่ยงนับถือศาสนาคริสต์ และได้ยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิง กับรัฐบาลพม่า เมื่อปลายปี 2537 ปลายเดือน ม.ค. 2538 กะเหรี่ยงพุทธได้ชี้ทางกองทัพพม่า บุกตีค่ายมานอร์ปลอว์ ของกะเหรี่ยงคริสต์ ซึ่งถือเป็นเมืองหลวง ของรัฐกะเหรี่ยงได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับชี้ช่องให้กองทัพพม่ายึดฐานที่มั่นต่างๆ ของกะเหรี่ยงคริสต์ รัฐบาลพม่ายึดพื้นที่อิทธิพลของกะเหรี่ยงได้เกือบหมด ทำให้พื้นที่หารายได้ ของกองทัพกะเหรี่ยงน้อยลง กองทัพไม่มีปัญญาส่งเสียเลี้ยงดู นักรบกะเหรี่ยงผู้ชำนาญการรบแบบกองโจรส่วนหนึ่ง จำต้องบากหน้ามาขายแรงงานในบ้านเรา ส่วนพวกนักรบเผ่ามอญ แม้จะเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าก็ตาม แต่เงื่อนไขการเจรจาที่ตกลงกัน ไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดี รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า...ทหารส่วนหนึ่งก็ออกมาขายแรงงาน ทหารชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ก็เจอปัญหาลักษณะเดียวกัน รวมทั้งเบื่อการสู้รบ...ก็ออกมาขายแรงงาน แม้แต่คนพม่าเองก็เช่นกัน มีทหารพม่าทนอดอยากปากแห้งในประเทศไม่ไหว หนีทัพมุ่งหน้ามาขุดทองในไทย หลังจากปี 2538 เป็นต้นมา ตัวเลขแรงงานต่างด้าวจากพม่าพุ่งจนหยุดไม่อยู่ ปี 2537 มีการประเมินมีอยู่ 525,480 คน ชาวพม่ามากที่สุด 3 แสนกว่าคน ปี 2539 เพิ่มขึ้นมา 733,640 คน ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติประเมินไว้ เฉพาะพม่าอย่างเดียว...1.5 ล้านคน
หลังจากสถานการณ์
การสู้รบของชนกลุ่มน้อยเปลี่ยนไป
รายได้จากกองทัพชนกลุ่มน้อยหายไป
จึงมีการวิ่งหาแหล่งรายได้ใหม่
กองทัพชนกลุ่มน้อย
มอญกับกะเหรี่ยงส่งคนมาเก็บภาษีบำรุงกองทัพจากแรงงานต่างด้าวที่มาขายแรงงานในบ้านเรา
แรงงานผู้ชายคนละ
300
บาทต่อเดือน
แรงงานหญิงเดือนละ
200 บาทต่อคน
อัตราภาษีนี้
จะรวมกับภาษีเถื่อนที่ถูกเก็บเป็นรายหัว
ส่งให้ตำรวจ
เดือนละ 100
หรือไม่
ไม่มีใครยืนยัน
ใครไม่จ่าย
เบาะๆ
ตักเตือนด้วยการทำร้าย
หนักหน่อยเชือดทิ้ง
เฉพาะที่สมุทรสาคร
กับสมุทรสงคราม
มีแรงงานต่างด้าวอยู่ประมาณ
2 แสนคน
เก็บภาษีเลี้ยงกองทัพได้เดือนละเท่าไร...?
ยังไม่รวมพื้นที่เสี่ยงอันตราย
อย่างระนอง
ตาก |
Go back to the Main Page