แรงงานเถื่อนกลับคืนเต็มประเทศ 1.2 ล้านคน
(ผู้จัดการรายวัน 29 ก.พ.43)

รัฐบาลเริ่มมาตรการผลักดันแรงงานต่างด้าว ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 โดยมีเป้าหมายจะกวาดล้างแรงงานต่างด้าว 1 ล้านคนออกไปจากประเทศไทยให้ได้ และผ่อนผันอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยเพียง 1 แสนคน ในกิจการ 18 ประเภท พื้นที่ 37 จังหวัด เป็นระยะเวลา 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ภาพแรงงานพม่าหอบข้าวหอบของข้ามแม่น้ำเมยกลับเข้าประเทศ ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยเอาจริงเอาจังกับการผลักดันแรงงานเถื่อน แต่หลังจากนั้น ข่าวคราวการกวาด ล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวก็เริ่มเบาบางลง และเจ้าหน้าที่ตำรวจทำท่าเอาจริงอีกครั้ง หลังจากกะเหรี่ยงก๊อดส์อาร์มีบุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นข่าวการจับกุมแรงงานต่างด้าวก็เงียบหายไป

"กล่าวได้ว่าปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเทศ ไทยขณะนี้ อยู่ในสภาพคืนรูป คือ กลับมาเหมือนเดิม และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก เพราะการผลักดันเมื่อปลายปีที่แล้วไม่ได้ทำจริงจัง ทำแค่ผักชีโรยหน้า" นายภิญโญ วีระสุขสวัสดิ์ ผู้ประสานงานระดับโปรแกรมเอดส์ มูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งทำงานด้านสาธารณสุขแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวเขาบอกว่า การผลักดันแรงงานต่างด้าวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จุดประสงค์หลักทำเพียงเพื่อเอาผลงานว่า ได้ขับไล่แรงงานต่างด้าวออกไปเพื่อให้คนไทยได้มีงานทำแล้ว การจับกุมหลังก๊อดส์อาร์มียึด โรงพยาบาลราชบุรีเมื่อวันที่ 24-25 มกราคมที่ผ่าน มา ก็เป็นแค่ผักชีโรยหน้าเช่นกัน เพราะหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพียงทำการเพ่งเล็งแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามมาตรการผ่อนผันเท่านั้น

นายภิญโญ กล่าวอีกว่า มูลเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามาไม่หยุด เพราะความ ต้องการแรงงานราคาถูกในประเทศไทยยังสูงมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงและต่อเนื่องจาก การประมง นายกสมาคมประมงหวัดสมุทรสาครบอกกับเขาว่า ยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมหาศาลและกำลังพยายามจะให้รัฐบาลผ่อนผันเพิ่มเติมอีกรอบหนึ่ง "เมื่อยังมีความต้องการ แรงงานต่างด้าวก็ยังทะลักเข้ามาไม่หยุด" นายภิญโญกล่าว

ในเรื่องนี้ นายทองแทน เลิศลัทธภรณ์ นายกสมาคมประมงสมุทรสาครยอมรับว่า ในระยะนี้จนถึง 5 ปีข้างหน้า กิจการประมงและเก ี่ยวเนื่องกับการประมงในจังหวัดยังจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวอย่างหนีไม่พ้น เพราะแรงงานไทยไม่มีความอดทน เข้าทำงานได้ช่วงสั้นๆ ก็ลาออก หาความแน่นอนไม่ได้ ซึ่งเท่าที่ประเมินความจำเป็นต้องใช้แรงงานขณะนี้มีประมาณ 5 หมื่นคน แต่รัฐบาลผ่อนผันให้ทำได้ประมาณ 2 หมื่นคน ที่เหลือจำเป็นต้องใช้อย่างไม่ถูกต้อง "เราอยากให้ทำตามระเบียบของทางการ แต่ถ้าเจ้าของโรงงานซื้อวัตถุดิบมาแล้วก็ต้องให้ทำการผลิตไปก่อน ไม่เช่นนั้นจะเสียหายมาก และปัญหาที่รัฐบาลไม่สามารถหาแรงงานไทยมาทดแทนได้ ทำ ให้มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวต่อไป" นายกสมาคมประมงสมุทรสาครกล่าว

สำหรับตัวเลขการใช้แรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาครขณะนี้ นายทองแทนกล่าวว่า ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด เพราะเจ้าของกิจการไม่เคยแจ้งจำนวนความต้องการที่แท้จริงมา นอกจากนี้ยังมีพวกที่มาทำงานจริงๆ แล้วยังมีพวกแอบแฝ ง ซึ่งอาจเป็นลูกหรือญาติของแรงงานต่างด้าวที่ไปมาหาสู่กันประจำ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากหอการค้าสมุทรสาคร ประมาณการไว้ที่1.2-1.3 แสนคน ขณะที่ตัวเลขของ ประชาคมจังหวัดฯระบุว่ามีไม่ต่ำกว่า 2 แ สนคน ขณะที่โควตาการอนุญาตผ่อนผันมีเพียง 20,800 คน แต่หลังจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 มีการจับกุมได้ประมาณ 1 พันคนเศษ เท่ากับว่าขณะนี้ สมุทรสาครเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่มากที่สุด ส่วนพื้นที่รองลงไป คือ ระนอง จากการประเมินขององค์กรเอกชนที่ทำงานด้านแรงงานต่างด้าว รวมทั้งหน่วยข่าวด้านความมั่นคง ระบุว่ามีประมาณ 1 แสนคน จังหวัดตาก ประมาณ 8.3 หมื่น คน จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 6 หมื่นคน จังหวัดราชบุรี ประมาณ 7 หมื่นคน ส่วนที่เหลือกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ

นายภิญโญ วีระสุขสวัสดิ์ ผู้ประสานงานฯ มูลนิธิรักษ์ไทย เปิดเผยอีกว่า เท่าที่ประเมินจากหลายๆ แหล่ง จำนวนจำนวนแรงงานต่างด้าวในไทยขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาว พม่าเชื้อสายกะเหรี่ยง ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมประมงและเกี่ยวเนื่องในจังหวัดสมุทสาครกระจายไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น สมุทรสงคราม จังหวัดเล็กๆ แต่สภาพการใช้แรงงานต่างด้าวไม่ต่างจากสมุทรสาคร รวมทั้งสมุทรปราการ ที่มีประมาณ 4 หมื่นคน ในจำนวนนี้ 2 หมื่นคนเป็นกะเหรี่ยง แรงงานเหล่านี้จะทำงานแล่เนื้อปลาตามท่าเรือ มาพักกันอยู่แถวท่าเรือสมุทรปราการ นอกจากนั้นทำงานตามไซต์งานก่อสร้าง กระจายอยู่จุดละประมาณ 10 คน

นายภิญโญกล่าวอีกว่า แรงงานเหล่านี้ ได้รับการคุ้มครองจากนายจ้างเป็นอย่างดี ไมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งตำรวจท้องที่ และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)เข้ามาจับกุม "หลายคนบอกว่า เพราะนายจ้างจ่ายงาม ตำรวจ ตม.ไม่เข้ามายุ่มย่าม"เขากล่าว ด้านแหล่งข่าวที่ทำงานคลุกคลีกับแรงงาน ต่าง ด้าวเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ่ายเงิน เท่าที่ได้รับการบอกเล่าจากเจ้าของโรงงานในสมุทรสาครซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด มีอัตรามาตรฐานตกหัวละ 100 บาท ต่อเดือน ในแต่ละเดือนนายจ้างจะหักจากเงินเดือนของคน งาน ต่างด้าวไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ "สมัยที่ผู้กำกับคนเดิมอยู่เขาคิดหัวละ 200 บาท ซึ่งถือว่ามากไป จึงถูกผู้ประกอบการร้องเรียนไปยังผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย ผู้กำกับคนเดิมจึงถูกย้าย และพอผู้กำกับใหม่มาก็ขอพบกันครึ่งทางลดลงมาเหลือหัวละ 100 บาท"แหล่งข่าวกล่าว แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า นอกจากการเรี่ยไรส่งเป็นรายเดือนแล้ว ยังมีวิธีการอื่นที่จะเรียกส่วย เช่น การจัดงานโต๊ะจีนในช่วงปลายเดือน แล้วขายบัตรให้เจ้าของโรงงานซื้อโต๊ะละ 2-4 หมื่นบาท หรือบางครั้งก็มีการเรี่ยไรเงินอ้างว่าจะซื้อรถใหม่ให้กับผู้บังคับบัญชาในระดับภาค

"จำนวนเงินดังกล่าวคงต้องส่งถึงหน่วยเหนือ และนักการเมืองด้วย ไม่เช่นนั้นขบวนการเรียกส่วย คงอยู่ไม่ได้ เพราะมีปัญหามานาน ตัวเลขแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศ ทั้งหมด 1.2 ล้านคน เก็บหัวละ 100 บาทต่อเดือน ปีหนึ่งก็ตก 1,440 ล้านบาท เป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ทำให้การแก้ไขปัญหาแรงงานเถื่อน ไม่ได้ผล" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า มาตรการที่รัฐบาลผ่อนผันการใช้แรงงานต่างด้าวเพียง 1 แสนคน จากที่มีอยู่ จริง 1 ล้านกว่าคน เสมือนกับออกมาเพื่อให้เกิดช่องทางการเรียกส่วย เพราะรัฐบาลเคยออกมาตรการผลักดันแรงงานต่างด้าวมาหลายครั้ง น่าจะรู้ดีว่าการผลักดันไม่เคยประสบความสำเร็จ ทางออกที่ถูกต้อง น่าจะมีการผ่อนผันให้ใช้ตามความเหมาะสม แล้วให้ มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมาเป็นค่าใช้จ่ายในการ แก้ไขปัญหาที่เกิดจากแรงงานต่างด้าวในประเทศได้ "แทนที่จะมีการผ่อนผันแล้วจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ แต่รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจทำตรงนี้ เพราะว่ามีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง จึงออกมาตรการจะผลักดัน แต่ในทางปฏิบัติปล่อยให้มีการเรียกส่วย แล้วทำเป็นมองไม่เห็น"แหล่งข่าวกล่าว

รายงานข่าวจากจังหวัดกาญจนบุรี แจ้งว่า กาญจนบุรีเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่การผลักดันแรงงานต่าง ด้าวไม่เป็นผล ในจังหวัดหนี้มีแรงงานเถื่อนอยู่ในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นคน จากที่มีการลงทะเบียน ตามมาตรการผ่อนผันเพียง 3 พันคน แรงงานต่างด้าว ในจึงหวัดนี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวพม่า เดินทางเข้ามาด้านอำเภอสังขละบุรี ส่วนจังหวัดราชบุรีซึ่งมีสภาพเดียวกัน มีแรงงานพม่าประมาณ 7 หมื่นคน กระจาย อยู่ในอำเภอปากท่อ อำเภอเมืองฯ ขณะที่ยอดการจดทะเบียนตามมาตรการผ่อนผัน มีประมาณ 2 พันคน รายงานข่าวแจ้งว่า แรงงานเหล่านี้กระจายอยู่ตามโรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกโรงงาน ไม่เว้นแม้แต่โรงงานของประธานสภาอุตสาหกรรมของจังหวัด โดยเฉพาะในโรงงานน้ำตาล และไร่อ้อย "สมาคมไร่อ้อยต้องจ่ายตำรวจเป็นล็อตๆ เพื่อให้ใช้แรงงานเถื่อนในโรงงานน้ำตาล และในไร่อ้อยได้"รายงานข่าวระบุ

แหล่งข่าวในจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า อัตราการจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัด น่า จะมากกว่าหัวละ 100 บาท/เดือน เพราะต้องแบ่งให้ "ภาค 7 "ที่ราชบุรีด้วย โดยเฉพาะเจ้าของไร่อ้อยมักจะยอมจ่ายสินบนให้ตำรวจ ดีกว่านำไปจดทะเบียนซึ่งต้องเสียเงินประมาณ 4 พันบาทต่อคน แต่ใช้คนงานเพียง 3 เดือน ก็หมดฤดูตัดอ้อย แต่ถ้าหักค่าแรงงานคนงานซึ่งได้วันละ 250 บาทไปเป็นค่าส่งส่วยให้ตำรวจ รวมแล้ว แต่ละคนไม่ถึง 4 พันบาท รายงานข่าวระบุอีกว่า การจับกุมแรงงานต่างด้าวในจังหวัดกาญจนบุรี หรือราชบุรีที่เป็นแต่ละครั้ง โดยเฉพาะช่วงหลังเหตุการณ์กอดส์อาร์มี เป็นเพียงการจัดฉากระหว่างตำรวจกับเจ้าของโรงงานเท่านั้น

"ก่อนจะจับตำรวจจะโทร.ไปบอกโรงงานก่อนว่าจะเข้าจับ ให้เตรียมไว้ให้จับสัก 10 คน เมื่อถึงเวลาก็พานักข่าวไป แล้วก็จับให้ดู หลังจากนั้นก็นำไปปล่อย ไว้ที่อำเภอสังขละบุรี ประมาณ 3 วัน ก็ไปรับกลับมา"รายงานระบุ จุดที่มักถูกใช้เป็นที่ปล่อยแรงงานต่างด้าวหลังถูกจับกุมก่อนไปรับกลับก็คือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ ต.รังกะ อ.สังขละบุรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านมอญ และอาศัยที่อ.สังขละบุรี ถือเป็นพื้นที่ยกเว้นไม่มีการเข้มงวดเรื่องการเข้ามาของแรงงานต่างด้าว ในการนำแรงงานพม่ามาพักไว้ชั่วคราว รายงานข่าวแจ้งอีกว่า อ.สังขละบุรี เป็น เส้นทางที่มีการลำเลียงแรงงานพม่าเข้ามามากที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี โดยวิธีการที่นิยมกันคือ บรรทุกมาในรถปิกอัพ ที่แบ่งเป็น 2 ชั้นให้คนงานพม่านอนอยู่ข้างในชั้นละ10-20 คน หรือ ที่เรียกกันว่าการ "ขนลูกหมู"

ในการขนลูกหมูแต่ละเที่ยว จะมีการจ่ายค่าผ่านด่าน เพื่อให้นำแรงงานเข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในได้ โดย เอาเงินใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ขวดละ 500- 1,500 บาท ตามแต่ขนาดของด่าน เมื่อไปถึงด่านตรวจคนขับจะโยนขวดเครื่องดื่มชูกำลังออกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่าน ต้องได้ยินเสียงขวดกระทบพื้นก่อนจึงจะปล่อยให้ผ่านได้

สำหรับในจังหวัดระนอง ซึ่งมีแรงงานพม่าหลบหนีเข้ามาทำงานมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ปัจจุบันมีประมาณ 1 แสนคน โดยแรงงานพม่าส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาทางเรือ และจ่ายเงินให้กับนายหน้าคนไทย เพื่อหางานทำ ซึ่งส่วนใหญ่จำประจำเรือประมง แพปลา โรงงานปลาป่น โรงเลื่อย สวนยางพารา จากการรวบรวมข้อมูลของ"ผู้จัดการรายวัน" แรงงานพม่าในจังหวัดระนองมีรายได้เฉลี่ยคนละ 2,500-3,500 บาท ต่อเดือน ต้องหักให้กับนายหน้าคนไทยที่นำมาฝากงานให้เดือนละ 300 บาทต่อคน จนกว่าจะเลิกทำงาน หลังจากนั้นนายหน้าคนไทยจะนำไปแบ่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับขั้นต่อไป แต่อัตราการแบ่งยังไม่ทราบแน่ชัด

ในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนจังหวัดตาก คือ แม่สอด แม่ระมาด อุ้มผาง พบพระ และท่าสองยาง ได้รับการผ่อนผันให้ใช้แรงงานต่างด้าวได้เพียง 2,000 คน จากที่เคยมีการใช้ทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ เกษตร ทั้งสิ้นกว่า 83,200 คน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะต่อรองระหว่างภาคเอกชนในพื้นที่กับฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบมาตลอด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นผล อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวจากอำเภอแม่สอด ระบุว่า กระบวนการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ที่เคยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าตลอดเวลาที่ ผ่านมา กล่าวได้ว่า มีการเดินเครื่องเต็มที่เช่นเดิม เนื่องจากบรรดาแรงงานต่างด้าวที่เคยถูกทางการไทยผลักดันให้ออกจากพื้นที่ตั้งแต่ปลายปี 2542 ทยอยลักลอบกลับเข้ามาในพื้นที่หมดแล้ว แม้ว่าในระดับนโยบายทางการไทยจะยังไม่มีมาตรการผ่อนปรนออกมาก็ตาม

มีรายงานเข้ามาว่า เมื่อแรงงานเถื่อนเหล่านี้ย้อน กลับมาทำงาน ได้มีการเรียกเก็บ"เงินค่าหัว" ที่สะพัดขึ้นอย่างทันตาเห็น ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในสังกัด จะต้องจ่ายเงินค่าหัวให้กับเจ้าหน้าที่บางคนตั้งแต่ระดับในพื้นที่ขึ้นไป ในอัตรา 100 บาท/คน/เดือน ซึ่งถ้าหากนับจำนวนแรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรม ที่เคยใช้กันมาก่อนหน้านี้ตามรายงานของหอการค้าจังหวัดตาก ที่บอกว่ามีอยู่ราว 20,000 คนแล้ว แต่ละเดือนจะมี"ส่วยแรงงาน"จากชายแดนจังหวัดตากทั้งสิ้น 2,000,000 บาทเป็นอย่างต่ำ

ขณะที่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงา นในภาคเกษตร ที่มีทั้งสิ้นราว 30,000 คนนั้น มีรายงานว่า มี การกำหนดเงินค่าหัวสำหรับแรงงานเหล่านี้เป็นรายวันคือ วันละ 2 บาท/คน หรือรวมประมาณ 1,837,233 บาท/เดือนเป็นอย่างต่ำ เมื่อรวมแรงงานเถื่อนในภาคเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากแล้ว แต่ละเดือนจะมีเม็ดเงินจาก"ส่วยต่างด้าว" หมุน เวียนทั้งสิ้น 3,837,233 บาท/เดือน หรือประมาณ 46,046,796 บาท/ปี เป็นอย่างต่ำ

อย่างไรก็ตาม ส่วยแรงงานพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ในสายตาของผู้ประกอบการถือว่าคุ้มเมื่อ เปรียบเทียบกับความสามารถในการทำเงินของแรงงานต่างด้าวในชายแดนตาก ตามหนังสือที่หอการ ค้าจังหวัดตาก ส่งถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอผ่อนผันการใช้แรงงานต่างด้าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ซึ่ง ให้เหตุผลการขอผ่อนผันว่า แรงงานพม่าทำให้มีเม็ด เงินสะพัดในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 1,019.28 ล้านบาท/ปี จากการใช้จ่ายของแรงงานต่างด้าวในจังหวัด ทำให้มีมูลค่าการค้าชายแดนด้านจังหวัดตาก ปี 2541 ถึง 1,161.39 ล้านบาท และในปี 2542 จน ถึงเดือนสิงหาคม มีมูลค่า1,436.57 ล้านบาท และที่สำคัญ การใช้แรงงานต่างด้าวในโรงงานสิ่งทอ และอาหารกระป๋องในจังหวัดตาก มีมูลค่าการ ผลิต6,837.60 ล้านบาท ส่งออกประมาณ 6,604.12 ล้านบาท ที่เหลือจำหน่ายในประเทศ

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1