| รัฐบาลเริ่มมาตรการผลักดันแรงงานต่างด้าว
ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่
1 พฤศจิกายน 2542
โดยมีเป้าหมายจะกวาดล้างแรงงานต่างด้าว
1
ล้านคนออกไปจากประเทศไทยให้ได้
และผ่อนผันอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยเพียง
1 แสนคน ในกิจการ 18 ประเภท
พื้นที่ 37 จังหวัด
เป็นระยะเวลา 1 ปี
สิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม
2543
ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ภาพแรงงานพม่าหอบข้าวหอบของข้ามแม่น้ำเมยกลับเข้าประเทศ
ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก
ทำให้ดูเหมือนว่า
รัฐบาลไทยเอาจริงเอาจังกับการผลักดันแรงงานเถื่อน
แต่หลังจากนั้น
ข่าวคราวการกวาด
ล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวก็เริ่มเบาบางลง
และเจ้าหน้าที่ตำรวจทำท่าเอาจริงอีกครั้ง
หลังจากกะเหรี่ยงก๊อดส์อาร์มีบุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
แต่หลังจากนั้นข่าวการจับกุมแรงงานต่างด้าวก็เงียบหายไป
"กล่าวได้ว่าปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเทศ
ไทยขณะนี้
อยู่ในสภาพคืนรูป คือ
กลับมาเหมือนเดิม และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก
เพราะการผลักดันเมื่อปลายปีที่แล้วไม่ได้ทำจริงจัง
ทำแค่ผักชีโรยหน้า"
นายภิญโญ วีระสุขสวัสดิ์
ผู้ประสานงานระดับโปรแกรมเอดส์
มูลนิธิรักษ์ไทย
ซึ่งทำงานด้านสาธารณสุขแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาคร
กล่าวเขาบอกว่า
การผลักดันแรงงานต่างด้าวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
จุดประสงค์หลักทำเพียงเพื่อเอาผลงานว่า
ได้ขับไล่แรงงานต่างด้าวออกไปเพื่อให้คนไทยได้มีงานทำแล้ว
การจับกุมหลังก๊อดส์อาร์มียึด
โรงพยาบาลราชบุรีเมื่อวันที่
24-25 มกราคมที่ผ่าน มา
ก็เป็นแค่ผักชีโรยหน้าเช่นกัน
เพราะหลังจากนั้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพียงทำการเพ่งเล็งแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามมาตรการผ่อนผันเท่านั้น
นายภิญโญ กล่าวอีกว่า
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามาไม่หยุด
เพราะความ ต้องการแรงงานราคาถูกในประเทศไทยยังสูงมาก
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงและต่อเนื่องจาก
การประมง นายกสมาคมประมงหวัดสมุทรสาครบอกกับเขาว่า
ยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมหาศาลและกำลังพยายามจะให้รัฐบาลผ่อนผันเพิ่มเติมอีกรอบหนึ่ง
"เมื่อยังมีความต้องการ
แรงงานต่างด้าวก็ยังทะลักเข้ามาไม่หยุด"
นายภิญโญกล่าว
ในเรื่องนี้ นายทองแทน
เลิศลัทธภรณ์
นายกสมาคมประมงสมุทรสาครยอมรับว่า
ในระยะนี้จนถึง 5 ปีข้างหน้า
กิจการประมงและเก
ี่ยวเนื่องกับการประมงในจังหวัดยังจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวอย่างหนีไม่พ้น
เพราะแรงงานไทยไม่มีความอดทน
เข้าทำงานได้ช่วงสั้นๆ
ก็ลาออก
หาความแน่นอนไม่ได้
ซึ่งเท่าที่ประเมินความจำเป็นต้องใช้แรงงานขณะนี้มีประมาณ
5 หมื่นคน
แต่รัฐบาลผ่อนผันให้ทำได้ประมาณ
2 หมื่นคน ที่เหลือจำเป็นต้องใช้อย่างไม่ถูกต้อง
"เราอยากให้ทำตามระเบียบของทางการ
แต่ถ้าเจ้าของโรงงานซื้อวัตถุดิบมาแล้วก็ต้องให้ทำการผลิตไปก่อน
ไม่เช่นนั้นจะเสียหายมาก
และปัญหาที่รัฐบาลไม่สามารถหาแรงงานไทยมาทดแทนได้
ทำ
ให้มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวต่อไป"
นายกสมาคมประมงสมุทรสาครกล่าว
สำหรับตัวเลขการใช้แรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาครขณะนี้
นายทองแทนกล่าวว่า
ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด
เพราะเจ้าของกิจการไม่เคยแจ้งจำนวนความต้องการที่แท้จริงมา
นอกจากนี้ยังมีพวกที่มาทำงานจริงๆ
แล้วยังมีพวกแอบแฝ ง
ซึ่งอาจเป็นลูกหรือญาติของแรงงานต่างด้าวที่ไปมาหาสู่กันประจำ
อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขจากหอการค้าสมุทรสาคร
ประมาณการไว้ที่1.2-1.3
แสนคน ขณะที่ตัวเลขของ
ประชาคมจังหวัดฯระบุว่ามีไม่ต่ำกว่า
2 แ สนคน
ขณะที่โควตาการอนุญาตผ่อนผันมีเพียง
20,800 คน แต่หลังจากวันที่ 4
พฤศจิกายน 2542
มีการจับกุมได้ประมาณ 1
พันคนเศษ
เท่ากับว่าขณะนี้
สมุทรสาครเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่มากที่สุด
ส่วนพื้นที่รองลงไป คือ
ระนอง
จากการประเมินขององค์กรเอกชนที่ทำงานด้านแรงงานต่างด้าว
รวมทั้งหน่วยข่าวด้านความมั่นคง
ระบุว่ามีประมาณ 1 แสนคน
จังหวัดตาก ประมาณ 8.3
หมื่น คน
จังหวัดกาญจนบุรี
ประมาณ 6 หมื่นคน
จังหวัดราชบุรี ประมาณ 7
หมื่นคน ส่วนที่เหลือกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ
นายภิญโญ
วีระสุขสวัสดิ์
ผู้ประสานงานฯ
มูลนิธิรักษ์ไทย
เปิดเผยอีกว่า
เท่าที่ประเมินจากหลายๆ
แหล่ง
จำนวนจำนวนแรงงานต่างด้าวในไทยขณะนี้มีอยู่ประมาณ
1.2 ล้านคน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาว
พม่าเชื้อสายกะเหรี่ยง
ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมประมงและเกี่ยวเนื่องในจังหวัดสมุทสาครกระจายไปยังจังหวัดใกล้เคียง
เช่น สมุทรสงคราม
จังหวัดเล็กๆ
แต่สภาพการใช้แรงงานต่างด้าวไม่ต่างจากสมุทรสาคร
รวมทั้งสมุทรปราการ
ที่มีประมาณ 4 หมื่นคน
ในจำนวนนี้ 2
หมื่นคนเป็นกะเหรี่ยง
แรงงานเหล่านี้จะทำงานแล่เนื้อปลาตามท่าเรือ
มาพักกันอยู่แถวท่าเรือสมุทรปราการ
นอกจากนั้นทำงานตามไซต์งานก่อสร้าง
กระจายอยู่จุดละประมาณ
10 คน
นายภิญโญกล่าวอีกว่า
แรงงานเหล่านี้
ได้รับการคุ้มครองจากนายจ้างเป็นอย่างดี
ไมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งตำรวจท้องที่
และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
(ตม.)เข้ามาจับกุม "หลายคนบอกว่า
เพราะนายจ้างจ่ายงาม
ตำรวจ ตม.ไม่เข้ามายุ่มย่าม"เขากล่าว
ด้านแหล่งข่าวที่ทำงานคลุกคลีกับแรงงาน
ต่าง ด้าวเปิดเผยว่า
ตัวเลขการจ่ายเงิน
เท่าที่ได้รับการบอกเล่าจากเจ้าของโรงงานในสมุทรสาครซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด
มีอัตรามาตรฐานตกหัวละ
100 บาท ต่อเดือน
ในแต่ละเดือนนายจ้างจะหักจากเงินเดือนของคน
งาน ต่างด้าวไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่
"สมัยที่ผู้กำกับคนเดิมอยู่เขาคิดหัวละ
200 บาท ซึ่งถือว่ามากไป
จึงถูกผู้ประกอบการร้องเรียนไปยังผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย
ผู้กำกับคนเดิมจึงถูกย้าย
และพอผู้กำกับใหม่มาก็ขอพบกันครึ่งทางลดลงมาเหลือหัวละ
100 บาท"แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า
นอกจากการเรี่ยไรส่งเป็นรายเดือนแล้ว
ยังมีวิธีการอื่นที่จะเรียกส่วย
เช่น
การจัดงานโต๊ะจีนในช่วงปลายเดือน
แล้วขายบัตรให้เจ้าของโรงงานซื้อโต๊ะละ
2-4 หมื่นบาท
หรือบางครั้งก็มีการเรี่ยไรเงินอ้างว่าจะซื้อรถใหม่ให้กับผู้บังคับบัญชาในระดับภาค
"จำนวนเงินดังกล่าวคงต้องส่งถึงหน่วยเหนือ
และนักการเมืองด้วย
ไม่เช่นนั้นขบวนการเรียกส่วย
คงอยู่ไม่ได้
เพราะมีปัญหามานาน
ตัวเลขแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศ
ทั้งหมด 1.2 ล้านคน
เก็บหัวละ 100 บาทต่อเดือน
ปีหนึ่งก็ตก 1,440 ล้านบาท
เป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ทำให้การแก้ไขปัญหาแรงงานเถื่อน
ไม่ได้ผล"
แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า
มาตรการที่รัฐบาลผ่อนผันการใช้แรงงานต่างด้าวเพียง
1 แสนคน จากที่มีอยู่
จริง 1 ล้านกว่าคน
เสมือนกับออกมาเพื่อให้เกิดช่องทางการเรียกส่วย
เพราะรัฐบาลเคยออกมาตรการผลักดันแรงงานต่างด้าวมาหลายครั้ง
น่าจะรู้ดีว่าการผลักดันไม่เคยประสบความสำเร็จ
ทางออกที่ถูกต้อง
น่าจะมีการผ่อนผันให้ใช้ตามความเหมาะสม
แล้วให้
มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง
เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมาเป็นค่าใช้จ่ายในการ
แก้ไขปัญหาที่เกิดจากแรงงานต่างด้าวในประเทศได้
"แทนที่จะมีการผ่อนผันแล้วจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ
แต่รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจทำตรงนี้
เพราะว่ามีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง
จึงออกมาตรการจะผลักดัน
แต่ในทางปฏิบัติปล่อยให้มีการเรียกส่วย
แล้วทำเป็นมองไม่เห็น"แหล่งข่าวกล่าว
รายงานข่าวจากจังหวัดกาญจนบุรี
แจ้งว่า
กาญจนบุรีเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่การผลักดันแรงงานต่าง
ด้าวไม่เป็นผล
ในจังหวัดหนี้มีแรงงานเถื่อนอยู่ในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า
6 หมื่นคน
จากที่มีการลงทะเบียน
ตามมาตรการผ่อนผันเพียง
3 พันคน แรงงานต่างด้าว
ในจึงหวัดนี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวพม่า
เดินทางเข้ามาด้านอำเภอสังขละบุรี
ส่วนจังหวัดราชบุรีซึ่งมีสภาพเดียวกัน
มีแรงงานพม่าประมาณ 7
หมื่นคน กระจาย
อยู่ในอำเภอปากท่อ
อำเภอเมืองฯ
ขณะที่ยอดการจดทะเบียนตามมาตรการผ่อนผัน
มีประมาณ 2 พันคน
รายงานข่าวแจ้งว่า
แรงงานเหล่านี้กระจายอยู่ตามโรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกโรงงาน
ไม่เว้นแม้แต่โรงงานของประธานสภาอุตสาหกรรมของจังหวัด
โดยเฉพาะในโรงงานน้ำตาล
และไร่อ้อย "สมาคมไร่อ้อยต้องจ่ายตำรวจเป็นล็อตๆ
เพื่อให้ใช้แรงงานเถื่อนในโรงงานน้ำตาล
และในไร่อ้อยได้"รายงานข่าวระบุ
แหล่งข่าวในจังหวัดกาญจนบุรี
กล่าวว่า
อัตราการจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัด
น่า จะมากกว่าหัวละ 100
บาท/เดือน
เพราะต้องแบ่งให้ "ภาค
7 "ที่ราชบุรีด้วย
โดยเฉพาะเจ้าของไร่อ้อยมักจะยอมจ่ายสินบนให้ตำรวจ
ดีกว่านำไปจดทะเบียนซึ่งต้องเสียเงินประมาณ
4 พันบาทต่อคน
แต่ใช้คนงานเพียง 3
เดือน ก็หมดฤดูตัดอ้อย
แต่ถ้าหักค่าแรงงานคนงานซึ่งได้วันละ
250
บาทไปเป็นค่าส่งส่วยให้ตำรวจ
รวมแล้ว แต่ละคนไม่ถึง 4
พันบาท
รายงานข่าวระบุอีกว่า
การจับกุมแรงงานต่างด้าวในจังหวัดกาญจนบุรี
หรือราชบุรีที่เป็นแต่ละครั้ง
โดยเฉพาะช่วงหลังเหตุการณ์กอดส์อาร์มี
เป็นเพียงการจัดฉากระหว่างตำรวจกับเจ้าของโรงงานเท่านั้น
"ก่อนจะจับตำรวจจะโทร.ไปบอกโรงงานก่อนว่าจะเข้าจับ
ให้เตรียมไว้ให้จับสัก
10 คน
เมื่อถึงเวลาก็พานักข่าวไป
แล้วก็จับให้ดู
หลังจากนั้นก็นำไปปล่อย
ไว้ที่อำเภอสังขละบุรี
ประมาณ 3 วัน
ก็ไปรับกลับมา"รายงานระบุ
จุดที่มักถูกใช้เป็นที่ปล่อยแรงงานต่างด้าวหลังถูกจับกุมก่อนไปรับกลับก็คือ
วัดหลวงพ่ออุตตมะ ต.รังกะ
อ.สังขละบุรี
ซึ่งเป็นหมู่บ้านมอญ
และอาศัยที่อ.สังขละบุรี
ถือเป็นพื้นที่ยกเว้นไม่มีการเข้มงวดเรื่องการเข้ามาของแรงงานต่างด้าว
ในการนำแรงงานพม่ามาพักไว้ชั่วคราว
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า อ.สังขละบุรี
เป็น
เส้นทางที่มีการลำเลียงแรงงานพม่าเข้ามามากที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี
โดยวิธีการที่นิยมกันคือ
บรรทุกมาในรถปิกอัพ
ที่แบ่งเป็น 2
ชั้นให้คนงานพม่านอนอยู่ข้างในชั้นละ10-20
คน หรือ ที่เรียกกันว่าการ
"ขนลูกหมู"
ในการขนลูกหมูแต่ละเที่ยว
จะมีการจ่ายค่าผ่านด่าน
เพื่อให้นำแรงงานเข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในได้
โดย เอาเงินใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง
ขวดละ 500- 1,500 บาท
ตามแต่ขนาดของด่าน
เมื่อไปถึงด่านตรวจคนขับจะโยนขวดเครื่องดื่มชูกำลังออกมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่าน
ต้องได้ยินเสียงขวดกระทบพื้นก่อนจึงจะปล่อยให้ผ่านได้
สำหรับในจังหวัดระนอง
ซึ่งมีแรงงานพม่าหลบหนีเข้ามาทำงานมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง
ปัจจุบันมีประมาณ 1
แสนคน
โดยแรงงานพม่าส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาทางเรือ
และจ่ายเงินให้กับนายหน้าคนไทย
เพื่อหางานทำ
ซึ่งส่วนใหญ่จำประจำเรือประมง
แพปลา โรงงานปลาป่น
โรงเลื่อย สวนยางพารา
จากการรวบรวมข้อมูลของ"ผู้จัดการรายวัน"
แรงงานพม่าในจังหวัดระนองมีรายได้เฉลี่ยคนละ
2,500-3,500 บาท ต่อเดือน
ต้องหักให้กับนายหน้าคนไทยที่นำมาฝากงานให้เดือนละ
300 บาทต่อคน
จนกว่าจะเลิกทำงาน
หลังจากนั้นนายหน้าคนไทยจะนำไปแบ่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับขั้นต่อไป
แต่อัตราการแบ่งยังไม่ทราบแน่ชัด
ในพื้นที่ 5
อำเภอชายแดนจังหวัดตาก
คือ แม่สอด แม่ระมาด
อุ้มผาง พบพระ
และท่าสองยาง ได้รับการผ่อนผันให้ใช้แรงงานต่างด้าวได้เพียง
2,000 คน
จากที่เคยมีการใช้ทั้งภาคอุตสาหกรรม
บริการ เกษตร ทั้งสิ้นกว่า
83,200 คน
และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะต่อรองระหว่างภาคเอกชนในพื้นที่กับฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบมาตลอด
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นผล
อย่างไรก็ตาม
รายงานข่าวจากอำเภอแม่สอด
ระบุว่า
กระบวนการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรม
เกษตร และบริการ
ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก
ที่เคยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าตลอดเวลาที่
ผ่านมา กล่าวได้ว่า
มีการเดินเครื่องเต็มที่เช่นเดิม
เนื่องจากบรรดาแรงงานต่างด้าวที่เคยถูกทางการไทยผลักดันให้ออกจากพื้นที่ตั้งแต่ปลายปี
2542 ทยอยลักลอบกลับเข้ามาในพื้นที่หมดแล้ว
แม้ว่าในระดับนโยบายทางการไทยจะยังไม่มีมาตรการผ่อนปรนออกมาก็ตาม
มีรายงานเข้ามาว่า
เมื่อแรงงานเถื่อนเหล่านี้ย้อน
กลับมาทำงาน
ได้มีการเรียกเก็บ"เงินค่าหัว"
ที่สะพัดขึ้นอย่างทันตาเห็น
ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม
ที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในสังกัด
จะต้องจ่ายเงินค่าหัวให้กับเจ้าหน้าที่บางคนตั้งแต่ระดับในพื้นที่ขึ้นไป
ในอัตรา 100 บาท/คน/เดือน
ซึ่งถ้าหากนับจำนวนแรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรม
ที่เคยใช้กันมาก่อนหน้านี้ตามรายงานของหอการค้าจังหวัดตาก
ที่บอกว่ามีอยู่ราว 20,000
คนแล้ว แต่ละเดือนจะมี"ส่วยแรงงาน"จากชายแดนจังหวัดตากทั้งสิ้น
2,000,000 บาทเป็นอย่างต่ำ
ขณะที่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงา
นในภาคเกษตร
ที่มีทั้งสิ้นราว 30,000
คนนั้น มีรายงานว่า มี
การกำหนดเงินค่าหัวสำหรับแรงงานเหล่านี้เป็นรายวันคือ
วันละ 2 บาท/คน
หรือรวมประมาณ 1,837,233 บาท/เดือนเป็นอย่างต่ำ
เมื่อรวมแรงงานเถื่อนในภาคเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากแล้ว
แต่ละเดือนจะมีเม็ดเงินจาก"ส่วยต่างด้าว"
หมุน เวียนทั้งสิ้น 3,837,233
บาท/เดือน หรือประมาณ 46,046,796
บาท/ปี เป็นอย่างต่ำ
อย่างไรก็ตาม
ส่วยแรงงานพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก
ในสายตาของผู้ประกอบการถือว่าคุ้มเมื่อ
เปรียบเทียบกับความสามารถในการทำเงินของแรงงานต่างด้าวในชายแดนตาก
ตามหนังสือที่หอการ
ค้าจังหวัดตาก ส่งถึงนายกรัฐมนตรี
เพื่อขอผ่อนผันการใช้แรงงานต่างด้าว
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542
ซึ่ง ให้เหตุผลการขอผ่อนผันว่า
แรงงานพม่าทำให้มีเม็ด
เงินสะพัดในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า
1,019.28 ล้านบาท/ปี
จากการใช้จ่ายของแรงงานต่างด้าวในจังหวัด
ทำให้มีมูลค่าการค้าชายแดนด้านจังหวัดตาก
ปี 2541 ถึง 1,161.39 ล้านบาท
และในปี 2542 จน
ถึงเดือนสิงหาคม
มีมูลค่า1,436.57 ล้านบาท
และที่สำคัญ
การใช้แรงงานต่างด้าวในโรงงานสิ่งทอ
และอาหารกระป๋องในจังหวัดตาก
มีมูลค่าการ ผลิต6,837.60
ล้านบาท ส่งออกประมาณ 6,604.12
ล้านบาท
ที่เหลือจำหน่ายในประเทศ
|