ภาษีมรดกเป็นเรื่องของความยุติธรรม
สมภาร พรมทา มติชน 14 ก.ค.44
| เรื่องการจัดเก็บภาษีมรดกเป็นข่าวเล็กๆ ทางหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องทำนองนี้มีบางคนมองว่าเป็นเรื่องที่มาเร็วเกินไปสำหรับสังคมเรา สำหรับผม การที่สังคมเราเริ่มพูดกันด้วยเรื่องทำนองนี้น่าจะเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังก้าวไปสู่หน้าต้นๆ ของประวัติศาสตร์ทางการเมืองและสังคมแบบใหม่ที่ต่างไปจากแบบเก่า บทความนี้ผมต้องการทำ 2 เรื่อง เรื่องแรกคืออธิบายว่าประเด็นการคิดจัดเก็บภาษีมรดกโดยใจความสำคัญเป็นเรื่องอะไร เป็นแค่เรื่องทางการจัดเก็บภาษีธรรมดาๆ หรือมีอะไรมากกว่านั้น ในการอธิบายผมจำเป็นต้องเล่าความเป็นมาของแนวคิดนี้อย่างย่อๆ พร้อมกับเสนอว่ามีคนคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโลกตะวันตก เรื่องที่สองคือ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีมรดกที่กำลังพูดคุยกันอยู่ในบ้านเราเวลานี้เกิดในสังคมที่นับถือพระพุทธศาสนา อาจจะเป็นการดีที่เราจะเพิ่มมิติทางปรัชญาสังคมของพุทธศาสนาเข้าไปด้วย เพื่อให้การคิดหาทางออกสามารถปฏิบัติได้ในสังคมเรา การคิดอย่างฝรั่งล้วนๆ ได้รับการพิสูจน์มาเพียงพอแล้วว่าไม่สู้จะเหมาะกับสังคมเราเท่าใดนัก ขอเริ่มต้นด้วยประเด็นที่หนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่าเมืองฝรั่งในสมัยกลางนั้นทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ในแผ่นดินตกเป็นของราชวงศ์และขุนนาง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะตามคติปรัชญาการเมืองของฝรั่ง กษัตริย์คือตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากพระเจ้าทรงสร้างผืนแผ่นดินและทรัพยากรต่างๆ พระองค์จึงมีสิทธิในความเป็นเจ้าของ ซึ่งแปลว่าสิทธินั้นจะทรงโอนให้ใครก็ได้ที่ทรงเห็นชอบ กษัตริย์นั้นเชื่อกันว่าคือผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกให้ปกครองหมู่ชน เมื่อกษัตริย์เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก กษัตริย์ก็มีสิทธิที่ได้รับโอนมาจากพระเจ้าให้ครอบครองสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น กษัตริย์เมื่อเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินก็กลายมาเป็นผู้ที่ครอบครองทรัพยากร และความมั่งคั่งส่วนใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ก็เกิดมีชนชั้นกลางที่มีอาวุธอย่างใหม่ในมืออันได้แก่วิทยาศาสตร์ ภายหลังชนชั้นกลางก็ค่อยๆ มีอำนาจมากขึ้น เพราะสามารถสะสมความร่ำรวยด้วยวิธีการอย่างใหม่คืออุตสาหกรรม ไม่ใช่เกษตรกรรมอย่างที่กษัตริย์และขุนนางคุ้นเคย ในช่วงเวลานี้ได้มีแนวคิดทางสังคมที่เน้นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลขึ้นในหมู่ชนชั้นกลาง เช่นที่ปรากฏในงานของนักปรัชญาฝรั่งยุคนั้นที่ชื่อ จอห์น ล็อก เหตุผลที่คนเหล่านี้ใช้อ้างเพื่อไม่ให้กษัตริย์ใช้อำนาจทางการเมืองมาบีบบังคับเอาทรัพย์ที่ตนสร้างขึ้น(โดยพึ่งพาที่ดินน้อยมากเพราะที่ดินอยู่ในมือของกษัตริย์) ก็คือ เมื่อคนเราใช้ตัวเขาเองลงแรงลงไปแล้วมีผลผลิตงอกเงยขึ้นมา สิ่งนั้นเขาต้องเป็นเจ้าของ คนอื่นจะมาแย่งเอาไปไม่ได้ แม้แต่กษัตริย์เองก็ตาม นี่คือที่มาของแนวคิดเรื่องการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งรวมเอาสิทธิสองเรื่องที่สำคัญเข้าไว้ คือสิทธิเหนือชีวิตตนและสิทธิในทรัพย์สินที่ตนหามาได้โดยสุจริต ต่อมายุคของกษัตริย์และขุนนางก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ สังคมตะวันตกก้าวเข้าสู่สังคมวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ความรู้กลายเป็นที่มาของความร่ำรวย เนื่องจากในหมู่มนุษย์ด้วยกันคนฉลาดมีไม่มาก สมัยที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญ คนฉลาดเหล่านี้แม้จะเก่งอย่างไรก็ไม่สามารถสร้างสมความร่ำรวยได้มากเพราะไม่มีเครื่องมือช่วย ต่อเมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า วิทยาศาสตร์นั่นเองได้ผลักให้คนฉลาดๆ เหล่านี้ขึ้นไปอยู่บนสุดของเพื่อนมนุษย์(ดูตัวอย่างนายอะไรที่เป็นเจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์นั่นก็แล้วกันครับ) เศรษฐีในโลกสมัยใหม่มีไม่กี่ครอบครัว แต่คนเหล่านี้ครอบครองทรัพยากรของโลกเอาไว้มากมายมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ การมีคนจำนวนน้อยครอบครองทรัพยากรจำนวนมากของโลกนี้ต่อมาได้ก่อให้เกิดความคิดเรื่องความยุติธรรมขึ้น นักปรัชญาบางคนในยุคนี้กล่าวว่า เดิมนั้นเราเห็นว่าการที่กษัตริย์ครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง เวลานี้เศรษฐีไม่กี่คนก็กำลังทำเช่นเดียวกันนั้น เนื่องจากทรัพยากรเป็นของที่เมื่อมาอยู่ในมือเราก็แปลว่ามันต้องหลุดออกมาจากมือคนอื่น คนรวยในแง่หนึ่งก็คือคนที่ทำให้คนอื่นขาดแคลน ยิ่งรวยมาก คนรอบข้างก็ยิ่งจนมาก เสียงเรียกร้องเกี่ยวกับความยุติธรรมก็ดังมากขึ้น และเสียงหนึ่งที่ดังมากและเคยทำให้โลกสั่นสะเทือนมาแล้วก็คือเสียงของคาร์ล มาร์กซ์ มาร์กซ์เสนอให้รัฐยกเลิกสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว ด้วยเหตุผลว่าความไม่ยุติธรรมที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มาจากการที่สังคมยอมให้มีสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว ผมนั้นยอมรับว่ามาร์กซ์มีเจตนาดี แต่สิ่งที่ลัทธิมาร์กซ์ไม่สามารถโน้มน้าวใจผมได้ก็คือ รัฐมีเหตุผลอะไรที่จะไปริบเอาเงินที่คนคนหนึ่งหามาได้โดยสุจริต แม้ว่าการริบนั้นจะเพื่อเอามาวางไว้เป็นกองกลางสำหรับเจือจานคนส่วนใหญ่ที่ขาดแคลนก็ตาม ความรวยอย่างบริสุทธิ์สำหรับผมนั้นไม่ใช่อาชญากรรม แต่ดูเหมือนว่ามาร์กซ์เห็นว่าเป็นอาชญากรรม ความคิดที่ผมกล่าวข้างต้นก็เกิดในหมู่นักปรัชญาการเมืองฝรั่งบางกลุ่ม คนเหล่านี้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัวเพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่คนเหล่านี้ก็อึดอัดที่การยอมให้มีสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว ทำให้คนจำนวนหยิบมือครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นที่มาของความไม่ยุติธรรม ความไม่ยุติธรรมในที่นี้หมายความถึงความไม่ยุติธรรมทางโอกาส คนรวยสะสมทรัพย์ไว้ให้ลูกหลาน ลูกหลานก็ได้เปรียบคนอื่น เหมือนวิ่งแข่งร้อยเมตร คนส่วนใหญ่ยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้น แต่ลูกหลานคนรวยยืนอยู่แถวๆ เส้นชัย การมีคนอยู่ใกล้เส้นชัยและคนพวกนี้ก็ชนะทุกทีถือเป็นความไม่ยุติธรรม เพราะนั่นคือการปิดโอกาสที่จะได้ชนะบ้างของคนอื่น แล้วทางออกก็แวบขึ้นในสมองของนักปรัชญาเหล่านี้บางคน พวกเขาเสนอว่า เอาล่ะเราจะยึดหลักการที่เคารพสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่ใจความสำคัญของสิทธิที่ว่านี้คือ ใครหามาได้คนนั้นก็เป็นเจ้าของ คนที่ไม่ได้หา เราจะยอมให้ครอบครองก็ต่อเมื่อมีคำอธิบายเพียงพอเท่านั้น หลักการนี้เมื่อแปรเป็นการปฏิบัติก็คือ พ่อที่หาเงินเก่งจนกลายเป็นเศรษฐีนั้นเราจะถือว่าเป็นเจ้าของเงินนั้นโดยชอบธรรม แต่ลูกของเขาซึ่งไม่ได้หาเงินนั้นมาจะอ้างว่ามีสิทธิอันชอบธรรมในทรัพย์สินของบิดานั้นทันทีไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนลงแรง สังคมที่เจริญต้องไม่ยอมให้คนที่ไม่ลงแรงได้อะไรมาฟรีๆ แม้จะเพราะเป็นลูกก็ตาม จะอย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณเรื่องรักลูกหลาน การสะสมเพื่อคนในครอบครัวฝังรากลึกในจิตวิญญาณของคนเราอย่างยากที่จะแก้ ซึ่งหากมองจากสายตาของปรัชญาบางระบบสัญชาตญาณนี้อาจไม่มีทางแก้เลยก็ได้ พวกนักปรัชญาที่ผมกล่าวถึงข้างต้นก็ตระหนักดีในความจริงอันนี้ จึงเสนอทางออกที่เชื่อว่าไม่น่าจะหักหาญสัญชาตญาณในการรักลูกหลานของคนเรามากเกินไปว่า เอาล่ะ ในกรณีที่คนซึ่งไม่ได้ลงแรงแต่ได้อะไรมามากจากมรดก เพราะบังเอิญว่าเป็นลูกหลานของคนเก่งคนขยัน เราก็จะยอมให้ได้มรดกนั้นไป แต่เราขอคิดภาษี ซึ่งภาษีนั้นต้องคิดเป็นพิเศษแตกต่างไปจากภาษีอื่นๆ เพราะมีเรื่องความยุติธรรมทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงตรงนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านน่าจะพอมองภาพออกว่าทำไม จึงมีแนวคิดเรื่องการเก็บภาษีมรดกเกิดขึ้นในโลกตะวันตก ผมไม่ใช่นักนิติศาสตร์ จึงไม่ทราบว่าที่เมืองนอกนั้นเขาเก็บภาษีที่ว่านี้อย่างไรบ้าง แต่ประเด็นของผมไม่ได้อยู่ที่เรื่องทางกฎหมายซึ่งเป็นมาตรการปลายทาง เรื่องต้นทางที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ คือ ควรเก็บภาษีมรดกหรือไม่ คำตอบมีอยู่สองทางคือเก็บกับไม่เก็บ ผมคิดว่าการตอบว่าไม่เก็บคงเป็นคำตอบที่ไม่มีเหตุผล ปัญหาสำคัญนั้นอยู่ที่ว่าจะเก็บอย่างภาษีธรรมดาหรือว่าต้องคิดเป็นกรณีพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความยุติธรรมทางสังคม ตรงนี้ต่างหากที่ผมเห็นว่าเราต้องช่วยกันคิด คราวนี้เราจะมาพิจารณาปัญหาข้างต้นจากมุมมองของพุทธศาสนากันดูบ้าง เรื่องแรกผมคิดว่าเราต้องถามกันก่อนว่าพุทธศาสนาคิดอย่างไรเกี่ยวกับความร่ำรวยเฉพาะบุคคล เป็นความชั่วร้ายอย่างที่ลัทธิมาร์กซ์มองหรือไม่ ผมคิดว่าพุทธศาสนาไม่ได้มองเช่นนั้น กล่าวอย่างหลวมๆ ก็คือพุทธศาสนาน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มปรัชญาที่ยอมรับสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว จะอย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาก็ต่างจากปรัชญาเสรีนิยมสุดขั้วตรงที่วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างโยงหากัน คนฉลาดที่หาเงินได้มากๆ ตามทรรศนะของพุทธศาสนาไม่ได้ใช้เพียงความฉลาดของตนเท่านั้น แต่ยังได้การสนับสนุนทางอ้อมคือความไม่ฉลาดของมหาชนเป็นเหยื่อด้วย ในแง่นี้คนฉลาดต้องถือว่ามีพันธะที่ต้องตอบแทนคนไม่ฉลาดในทางใดทางหนึ่ง ถ้าเราคิดอย่างที่กล่าวมา คนรวยก็คือคนที่รู้ว่าจะถ่ายเทเงินจากกระเป๋าคนอื่นมาใส่กระเป๋าตนอย่างไร จริงอยู่เขาอาจฉลาด ขยัน และเงินทองที่ได้มาอย่างไหลมาเป็นแม่น้ำนั้นก็ได้มาอย่างสุจริตในความหมายว่าไม่ละเมิดกฎหมาย แต่พุทธศาสนาก็ติงว่าจะมองเฉพาะตนเท่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างอย่างนี้ก็แล้วกันครับ ดารามักมาจากคนจำนวนน้อยที่หน้าตาดี ถ้าคนส่วนใหญ่หน้าตาดี การเป็นดาราก็จะลำบากกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า ในแง่นี้คนที่ได้เป็นดาราในปัจจุบันต้องถือว่าเป็นหนี้บุญคุณผมและท่านผู้อ่านทั้งหลายที่เกิดมาเป็นคนหน้าตาพื้นๆ พวกเราที่นั่งจ้องจอโทรทัศน์ตาแป๋วกันทั่วประเทศนี่แหละครับ ที่เป็นผู้สนับสนุนให้คนเหล่านั้นได้เป็นดาราโดยการเกิดมามีหน้าตาพื้นๆ ธรรมดา โอกาสนั้นมีสองอย่าง อย่างแรกคือโอกาสตามธรรมชาติ อย่างที่สองคือ โอกาสที่เกิดจากการจัดสรรโดยรัฐ โอกาสตามธรรมชาตินั้นได้แก่ โอกาสที่ได้มาเพราะโชคเช่นเกิดมาหล่อก็ได้เป็นดารา เกิดมาต่อยคนเก่งก็ได้เป็นนักมวย ความฉลาดถือว่าเป็นโชคอย่างหนึ่ง ดังนั้นความรวยที่ได้มาเพราะความฉลาดจึงจัดว่าเป็นสิ่งที่ได้มาเพราะโอกาสทางธรรมชาติ โอกาสตามธรรมชาตินี้ผมคิดว่าสังคมต้องยอมรับ ผมคิดว่าพุทธศาสนาก็ยอมรับ และตรงนี้แหละที่พุทธศาสนาต่างจากลัทธิมาร์กซ์ คนสวยได้เป็นนางแบบนั้นถูกแล้ว คนทำกับข้าวเก่งก็ขายข้าวแกงรวย คนเตะลูกบอลเก่งก็มีค่าตัวแพงๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดาๆ คนที่รวยเพราะเกิดมาโชคดีเหล่านี้เราต้องอนุโมทนา จะอย่างไรก็ตาม มีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญคือ โอกาสตามธรรมชาติที่กล่าวมานี้จะต้องไม่เบียดบังโอกาสที่จัดสรรให้โดยรัฐ โอกาสตามธรรมชาติมักไม่เบียดบังโอกาสอย่างที่สองในคนรุ่นนั้น แต่จะเบียดบังในคนรุ่นต่อมา ขอให้นึกถึงคนสองคน นายบุญโฮมชาวนาที่ขอนแก่นกับนายเกริกไกรเศรษฐีกรุงเทพฯ บุญโฮมเรียนน้อยเพราะไม่ค่อยฉลาด ส่วนเกริกไกรเรียนเก่งและสร้างตัวจนร่ำรวยอย่างสุจริต ความแตกต่างทางฐานะระหว่างสองคนนี้เรายอมรับได้ เพราะเป็นเรื่องของโอกาสตามธรรมชาติ สมมุติว่าเกริกไกรมีลูกชาย บุญโฮมก็มีลูกชาย และสองคนนี้สติปัญญาเท่ากันคือฉลาด ถ้าสังคมเรามีระบบประกันทางโอกาส ลูกชายของบุญโฮมก็อาจสร้างตัวได้ทัดเทียมกับลูกชายของเกริกไกร แต่ความเป็นจริงก็คือไม่มีทางที่ลูกบุญโฮมจะเป็นเช่นนั้นได้ ถึงมีก็น้อยมากจนแทบเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ ทั้งนี้เพราะความร่ำรวยที่ส่งผ่านจากคนรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อๆ ไปในตระกูลจะทำให้โอกาสที่รัฐจะพึงจัดสรรให้แก่พลเมืองอย่างเท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิบัติได้ โอกาสที่จัดสรรให้โดยรัฐนั้นต้องการเงินจำนวนมหาศาล ถ้ารัฐมีเงินพอก็คงสามารถให้โอกาสในรูปของทุนการศึกษาแก่ลูกบุญโฮม ที่รัฐมีเงินไม่พอก็เพราะเรายอมรับการถ่ายโอนโอกาสตามธรรมชาติในรูปของมรดกโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ตรงนี้เองคือหัวใจของปัญหาที่ผมอยากฝากให้ท่านผู้อ่านช่วยคิด คุณสมรักษ์ คำสิงห์ นั้นต่อยมวยเก่ง แต่เมื่อคุณสมรักษ์มีลูก คุณสมรักษ์ไม่สามารถขึ้นไปช่วยลูกชายต่อยได้ โอกาสตามธรรมชาติทั่วไปนั้นจะสิ้นสุดลงที่คนรุ่นเดียว แต่โอกาสตามธรรมชาติในรูปของมรดกนั้นสืบเนื่องไปไม่มีวันจบ คนรวยจึงเปรียบเสมือนนักมวยที่สามารถขึ้นไปช่วยลูกหลานเหลนโหลน... ต่อยบนเวทีได้ ในขณะที่คนจนทำไม่ได้ นิสิตของมหาวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่นี้ผมรู้ดีว่าส่วนใหญ่มาจากครอบครัวค่อนข้างรวยและร่ำรวย(เพราะผมเป็นที่ปรึกษานิสิตจำนวนหนึ่งผมมีข้อมูลทางราชการเกี่ยวกับฐานะครอบครัวของนิสิตเหล่านี้) ทำไมจึงมีลูกหลานคนจนเพียงน้อยนิดเข้ามาเรียนได้ ท่านผู้อ่านคงมองเห็นคำตอบ เด็กชาวนาที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ควรจัดว่าเป็นพวกนักสู้พันธุ์แท้ พวกนี้มาโดยไม่มีบรรพชนช่วย ถึงตรงนี้ผมคิดว่าหากเราต้องการให้เกิดความยุติธรรมทางสังคม เราก็ต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรระบบขึ้นไปช่วยลูกหลานต่อยบนเวทีจึงจะไม่มี หรือมีแต่ก็ไม่เข้มข้นมากปานนี้ ภาษีมรดกอาจเป็นทางหนึ่ง และผมคิดว่าภาษีนี้ต้องจัดเก็บเป็นพิเศษต่างไปจากภาษีทั่วไป สำหรับท่านผู้อ่านที่มีเงิน เรื่องนี้อาจทำให้ท่านต้องคิด ท่านอาจไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ถูกต้องแล้วเพราะเรากำลังพูดถึงเงินของท่านและกำลังพูดว่าจะหาทางให้รัฐล้วงเงินจากกระเป๋าของท่านออกมาอย่างมีเหตุผลอย่างไร พุทธศาสนานั้นได้เปรียบแนวคิดทางปรัชญาการเมืองตะวันตกตรงที่มีมิติทางคำสอนที่ลึกซึ้งถึงระดับจิตวิญญาณ จึงสามารถลดช่องว่างเรื่องความไม่พอใจที่จะเกิดแก่คนรวยในเรื่องนี้ได้ผ่านทางคำสอนอื่นที่ไม่ใช่ปรัชญาการเมือง พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าเงินนั้นเปรียบกับอสรพิษ อยู่กับเงินจึงต้องมีปัญญาให้มากๆ พระเยซูสอนว่าดันอูฐให้เดินลอดรูเข็มเย็บผ้ายังง่ายกว่าดันคนรวยไปสวรรค์ คนรวยนั้นสอนลูกให้เป็นคนดีได้ยาก เพราะเงินคือปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความรู้สึกภาคภูมิใจของลูก คนเราไม่ค่อยภูมิใจกับอะไรที่ซื้อได้ ถ้วยฟุตบอลโลกนั้นจ้างเขาทำก็ได้ แต่ทำไมเราจึงฝึกปรือกันแทบตายเพื่อชิงถ้วยราคาไม่กี่หมื่นบาทนั้น บางทีการเสียภาษีมรดกอาจจะเป็นผลดีแก่ลูกหลานของเรานั่นแหละ เขาจะได้มีช่องทางได้พิสูจน์ความเป็นคนของเขาเองบ้าง เขาจะพิสูจน์ได้อย่างไรถ้าเราขึ้นไปช่วยเขาต่อยบนเวทีทุกๆ งาน |
Go back to the Main Page