- นายธีระชัย
ภูวนาถนรานุบาล
ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้สำรวจฐานะสินทรัพย์
ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
ของภาคธนาคารพาณิชย์
และของธปท.แต่ยังไม่รวมภาคเอกชน
ที่ไม่ใช่
ธนาคารพาณิชย์ (non bank) ปรากฏว่า
ข้อมูลด้านหนี้ต่างประเทศ มีการเปลี่ยนแปลง
ผิดจากที่เคยเผยแพร่ไว้มาก
โดยหนี้ต่างประเทศรวม ณ
สิ้นมีนาคม 2543 ข้อมูลใหม่ มีจำนวน 92.3
ล้านเหรียญสหรัฐฯ
-
- จากข้อมูลเดิมที่ี่สำรวจไว้ มีจำนวน 72.1
ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ทำให้มีหนี้เพิ่ม จากเดิมประมาณ
20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ
ประมาณ 800,000 ล้านบาท โดยหนี้รวมที่ปรับใหม่
ณ สิ้นมีนาคม 2543 จำนวน 92.3
ล้านเหรียญสหรัฐนั้นแยกเป็นภาคทางการ (รัฐบาล
+ ธปท.) จำนวน 36,232
ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาคเอกชน 56,056
ล้านเหรียญสหรัฐฯ เปรียบ
เทียบจากข้อมูลหนี้ ชุดเดิมที่ธปท.ประมาณไว้
จำนวนรวม 72,116 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แยกเป็นภาคทางการ 36, 667
ล้านเหรียญสหรัฐ ภาคเอกชน
35,449 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
-
- ตามข้อมูลใหม่หากแยกตามอายุหนี้แล้ว
จะเห็นว่า ในจำนวนหนี้รวม
92,288 ล้านบาท เป็นหนี้ระยะยาว
73,845 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น
80% ของหนี้รวม และหนี้ระยะสั้น
18,443 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น
20% ของหนี้รวม
ขณะที่ตามข้อมูลเดิมที่ธปท.
ทำไว้ หนี้รวม 72,116 ล้านเหรียญ
สหรัฐฯ
เป็นหนี้ระยะยาวจำนวน 59,656
ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 82.7
% ของหนี้รวม หนี้ระยะสั้น 12,460
ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 17.3 %
ของหนี้รวม
-
- "ในการสำรวจข้อมูลรอบใหม่
จำเป็นต้องปรับตัวเลขหนี้ต่างประเทศ
ณ
มีนาคม 2543 เพิ่มขึ้นอีก 2
หมื่น ล้านเหรียญสหรัฐฯ
หลังจากที่ผ่านมานับ
แต่ปี 2538
การคำนวณหนี้ต่างประเทศผิดมาตลอด"
-
- นายธีระชัยกล่าวว่า
ตัวเลขที่แตกต่างดังกล่าว
มีสาเหตุสำคัญมาจากระบบ
รายงาน
และรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในอดีตยังไม่ครบถ้วนและจากการปรับปรุงวิธีการสำรวจใหม่
จะพบว่า ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาการทำธุรกิจของกิจการไทย
มีลักษณะ เป็นสากลมากขึ้น
และมีกิจการบางรายที่ไม่ได้นำเงินกู้เข้ามาในไทย
แต่นำไปลงทุนในต่างประเทศ
และนักธุรกิจบางราย
ไม่นำเงินเข้าประเทศ
แต่แต่นำไปชำระค่าเครื่องจักร
หรือค่าสินค้าที่นำเข้าประเทศ
-
- นอกจากนี้ การสำรวจรอบใหม่ ธปท.เพิ่มจำนวนนักธุรกิจที่สอบถาม
โดยสำรวจถึง 6,000 กว่าราย
มากกว่าเดิมที่เคยสำรวจไว้
สอบถามนักธุรกิจทุกรายที่มี
ชื่อในแบบรายงาน
ที่เคยมีการนำเงิน
เข้าหรือส่งเงินออก
เกี่ยวกับหนี้ต่างประเทศ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลหนี้ต่างประเทศที่เป็นเงินสกุลบาท
จากเดิมที่ไม่ได้รวบรวมไว้
-
- ธปท.ชี้แจงว่า
ตัวเลขหนี้ที่ี่แตกต่างเกิดขึ้นนี้
มีต้นเหตุมาจากหนี้ภาคเอก
ชน ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (non
bank) ที่ธปท.ไม่มีข้อมูลสินทรัพย์ต่าง
ประเทศของภาคนี้
ซึ่งมีทั้งในรูปแบบนิติบุคคล
และบุคคลธรรมดา ในรูปแบบ
ต่างๆ เช่น การตั้งกิจการและโรงงานในต่างประเทศ
การซื้อบ้านอยู่อาศัยใน
ต่างประเทศ
ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้มีค่อนข้างมาก
และด้านหนี้สินต่างประเทศ
ก็ยังขาดข้อมูลยอดคงค้างเงินลงทุน
โดยตรงจากต่างประเทศ
และเงินลงทุน
ในหลักทรัพย์์อื่นของไทยด้วย
-
- นายธีระชัยกล่าวว่่า
ถึงแม้ว่าข้อมูลหนี้ต่างประเทศที่ได้จากการวางระบบ
ใหม่ จะสูงกว่าข้อมูลเดิม
แต่ธปท.ก็เห็นว่าไม่ได้สร้างภาระของประเทศให้
เพิ่มขึ้นจากเดิม
และไม่ทำให้ฐานะต่างประเทศเป็นที่น่าห่วงใย
-
- เนื่องจาก
ประการแรก
หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่เดิม
แม้ไม่ได้รายงานยอดกู้ไว้
แต่การซื้อเงินตราต่างประเทศ
เพื่อชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ีผ่านมา ได้ปรากฏในรายงาน
มาตลอดและเป็นการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย
ที่มีอยู่จริงบนฐานตัวเลขใหม่นี้อยู่แล้ว
-
- ประการที่สอง
หนี้ต่างประเทศของไทย
ได้ลดลงมากแล้ว จากสูงสุด
109.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี
2540 เหลือ 92.3 พันล้้านเหรียญสหรัฐฯ
ณ สิ้นมีนาคม 2543 โดยภาคเอกชน
ได้ชำระคืนหนี้ไปมากแล้ว
ตั้งแต่
ปลายปี 2539 จนถึงปัจจุบัน ทำให้หนี้ภาคเอกชน ลดลงกว่า 36
พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
-
- ประการที่สาม
หนี้ในส่วนที่ภาคเอกชนนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
โรงแรม ธุรกิจบริการฯลฯ
เป็น ทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศได้
จึงไม่เป็นการเพิ่ม ภาระการชำระหนี้ของประเทศ
-
- "ขอย้ำว่าตัวเลขหนี้ที่ประกาศใหม่นั้น
ไม่กระทบต่อความสามารถในการ
ชำระคืนหนี้ต่างประเทศของภาครัฐ
หรือภาคธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด
ส่วนภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารนั้น
แม้ว่าตัวเลขหนี้ใหม่จะสูงกว่าเดิม
แต่ก็
เป็นหนี้ที่มีอยู่เดิม
ก่อนหน้านี้แล้ว
กรณีที่นำไปซื้อสินทรัพย์ในประเทศ
ก็
สะท้อนอยู่ในตัวเลขการชำระคืนหนี้ต่างประเทศที่ใช้เดิมอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่
ซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศ
ก็เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้เงินต่างประเทศ จึงไม่
มีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้ประเทศมากนัก"
-
- ทั้งนี้ในการวิเคราะห์เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ต่างประเทศนั้น หนี้ต่าง
ประเทศของไทย ชุดใหม่นี้
ตามมาตรฐานทั่วไป
ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี
หนี้สูงรุนแรง
โดยพิจารณาจากเครื่องชี้
ดังนี้
-
- ความสามารถในการหารายได้มาชำระหนี้
จะเห็นว่า
สัดส่วนหนี้รวมของ
ประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาลด
ลงเหลือ 77.2% ในปี 2542
หลังจากที่สูงสุดในปี 2541 ที่
93.6% ความ
สามารถในการหารายได้เทียบกับการส่งออกอยู่สูงกว่า
20% ในปี 2541
แต่ได้ปรับตัวลดลงเป็น 19.4%
ในปี 2542
-
- ด้านสภาพคล่อง
ในการชำระหนี้ ี้
เงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้
ระยะสั้น มาตั้งแต่ปี 2541
โดยมีสัดส่วนเป็น 1.7
เท่าของหนี้ระยะสั้น ณ
สิ้นปี 2542 และ 1.8 เท่า ณ
สิ้นเดือนมีนาคม 2543 หากเทียบเงินสำรองระหว่าง
ประเทศเทียบกับหนี้ทั้งหมด
คือหนี้ระยะสั้น และระยะยาว ที่จะครบกำหนดใน
12 เดือนหน้านี้
ยังมีสัดส่วนสูงกว่าเงินสำรองฯ 1.3 เท่า ณ
สิ้นเดือนมีนาคม 2543
-
- สัดส่วนหนี้ระยะสั้นทุกประเภท
ลดลงจาก 52% ในปี 2538 เหลือ
20% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2543
และโดยเฉพาะภาคเอกชน
ที่ไม่ใช่ธนาคาร
ซึ่งลดลงจาก 43.8% เป็น 24.5% นอกจากนี้ยังมีหนี้บางส่วนเป็น
หนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ และขยายเวลาชำระคืนออกไป บางส่วนเป็นหนี้ 56 ไฟแนนซ์
ยังไม่ชำระคืนในเร็วๆ
นี้แต่ต้องรอผลชำระบัญชีเพื่อเฉลี่ยทรัพย์ก่อน
-
- นายธีระชัยกล่าวว่า
มาตรการป้องกัน ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขหนี้ต่างประเทศในอนาคตนั้น ธปท.ได้เสนอให้กระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงใหม่
ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
เพื่อกำหนดให้ผู้มีสิน
ทรัพย์และหนี้สินต่างประเทศทุกรายต่อไปจะต้องรายงานตัวเลขต่อธปท.เป็น
ประจำ และธปท.จะสำรวจสอบถามกิจการต่างๆ
ที่มีหนี้ต่างประเทศทุกไตร
มาส เริ่มสำรวจ มีนาคม 2543
เป็นต้นไป
-
- สำหรับฐานะสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างประเทศ
(International
Investment Position: IIP) ที่ธปท.ปรับปรุงระบบการเก็บตัวเลข
และการเปิดเผย ข้อมูลตามมาตรฐานสากล
สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิก
IMF นั้น ธปท.รายงานว่า
ณ สิ้นปี 2542
สินทรัพย์ต่างประเทศของไทยที่ยังไม่
รวมสินทรัพย์ภาคเอกชน
ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์นั้น
มีจำนวน 48.4 พันล้าน
เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7
พันล้านเหรียญสหรัฐ
เป็นการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์
ธปท. 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนหนี้สินต่างประเทศยังไม่รวมเงินลงทุน
โดยตรง
จากต่างประเทศและเงินลงทุนในหลักทรัพย์ไทย
มีจำนวน 95.6
พันล้านเหรียญสหรััฐฯ ลดลง 9.5
พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปี 2541
จาก
การชำระคืนหนี้เอกชน
|