70 ข้อพิสูจน์อังกฤษโยงใย 'บิน ลาเดน'ก่อวินาศกรรมช็อกโลก
คอลัมน์ มติชน ทูเดย์, มติชน 6 ต.ค. 44

Osama bin Laden

นายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์ แห่งอังกฤษ เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทาลิบันมากขึ้นตามลำดับด้วยการเผยแพร่ข้อพิสูจน์ 70 ข้อ ของทางการอังกฤษที่นำเสนอต่อรัฐสภาสู่สาธารณะ เพื่อแสดงให้เห็นโยงใยระหว่างกลุ่มก่อการร้ายกับ นายโอซามา บิน ลาเดน ผู้ที่ถูกสหรัฐอเมริกาหมายหัวและขบวนการทาลิบันที่ปกครองอัฟกานิสถานอยู่ในขณะนี้ 

เกือบหนึ่งเดือนเต็มที่โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญช็อกชาวอเมริกันและชาวโลกได้ล่วงเลยมา แต่ภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นยังคงเฝ้าหลอกหลอนเหยื่อผู้บริสุทธิ์มิรู้ลืม ทว่าตัวการใหญ่และกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุก่อวินาศกรรมโจมตีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน ยังคงลอยนวลอยู่ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐพยายามดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อนำตัวจำเลยในคดีนี้มารับโทษทัณฑ์ที่ก่อไว้อย่างสาสม หากแต่มาตรการหนึ่งที่สหรัฐยังไม่ดำเนินการตอบโต้ในทันทีทันใด คือมาตรการทางทหารชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหตุเพราะต้องการความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาคมโลกเสียก่อน ดังนั้น ข้อมูลหลักฐานที่บ่งชี้ว่านายโอซามา บิน ลาเดน มหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่ง เป็นจอมบงการวางแผนโจมตีผลประโยชน์สหรัฐทั่วโลก และเครือข่ายอัล เคด้า กลุ่มก่อการร้ายของบิน ลาเดน จึงเป็นใบเบิกทางความชอบธรรมที่ดีที่สุดที่จะทำให้สหรัฐได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากชาวโลกในการเปิดฉากสงครามกับบิน ลาเดน และเครือข่ายก่อการร้ายทั่วโลก 

ต่อไปนี้คือ บทสรุปข้อมูลพยานหลักฐานโดยสังเขปที่บ่งชี้ว่านายบิน ลาเดน และเครือข่ายอัล เคด้า อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมโจมตี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐได้รวบรวมส่งมอบให้แก่อังกฤษ ชาติพันธมิตรสำคัญ ซึ่งนายโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวันพฤหัสฯที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา เนื้อหาสาระกินความยาวทั้งสิ้น 21 หน้า แบ่งเป็นคำอธิบายข้อย่อยรวม 70 ข้อ

บทนำ

  1. รัฐบาลสหรัฐได้ข้อสรุปชัดเจนว่า : บิน ลาเดน และเครือข่ายอัล เคด้า มีเจตนาและมีทรัพยากรในการก่อพฤติกรรมชั่วร้ายอื่นๆ อีก อาทิ มีแผนโจมตีประเทศและพลเรือนชาวอังกฤษ ซึ่งบิน ลาเดน และเครือข่ายอัล เคด้า สามารถกระทำสิ่งชั่วร้ายได้เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหารทาลิบัน ผู้ปกครองประเทศอัฟกานิสถาน 
  2. แหล่งการข่าวจากหน่วยข่าวกรองและการสืบสวนสอบสวนทางคดีอาญา พบหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวอยู่เบื้องหลังเหตุลอบวางระเบิดสถานทูตสหรัฐในทวีปแอฟริกา เมื่อปี 2541 เหตุโจมตีเรือยูเอสเอสโคล ของสหรัฐ และเหตุการณ์วินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ชัดเจน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ 
  3. เอกสารชิ้นนี้ไม่ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้แก่รัฐบาลอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว

บทสรุปโดยสังเขป

  1. ข้อเท็จจริงที่มีความโยงใยเกี่ยวเนื่องกันชี้ให้เห็นว่า :

ปูมหลัง

อัล-เคด้า เป็นองค์กรก่อการร้ายที่มีเครือข่ายปฏิบัติการอยู่ทั่วโลก นับแต่ก่อตั้งมาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน โดยมีนายบิน ลาเดน เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว นายบิน ลาเดน และเครือข่ายอัล เคด้า ได้ปฏิบัติการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่อสหรัฐและชาติพันธมิตรมาเป็นเวลานาน เป้าหมายหนึ่งคือ สังหารชาวอเมริกันและโจมตีพันธมิตรของสหรัฐ 

บิน ลาเดน และอัล เคด้า ตั้งฐานที่มั่นกบดานอยู่ในอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2539 แต่มีเครือข่ายปฏิบัติการอยู่ทั่วโลก มีค่ายฝึกก่อการร้าย คลังเสบียง อุปกรณ์อำนวยการสื่อสารโทรคมนาคมและปฏิบัติการเชิงธุรกิจพาณิชย์ รวมถึงการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนด้านการเงินที่สำคัญเคลื่อนไหวอยู่ทั่วโลก 

อัล เคด้า และรัฐบาลทหารทาลิบัน เป็นพันธมิตรสนิทสนมที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยบิน ลาเดน และอัล เคด้า เป็นฝ่ายจัดหาข้อมูล ให้ความสนับสนุนทางการเงินและการทหารแก่รัฐบาลทาลิบัน บิน ลาเดน และพรรคพวกได้รับการสนับสนุนให้ตั้งค่ายฝึกก่อการร้าย เคลื่อนไหวปฏิบัติการก่อการร้ายและที่กำบังภัยที่ปลอดภัยจากรัฐบาลทาลิบันเป็นการตอบแทน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันค้ายาเสพติด จึงเสมือนเป็นการเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน

เป็นที่น่าเชื่อว่า บิน ลาเดน มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุโจมตีทหารสหรัฐที่ประจำการในโซมาเลีย เมื่อปี 2536 ทำให้ทหารสหรัฐเสียชีวิต 18 นาย เหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐในเคนยาและแทนซาเนีย เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2541 มีผู้เสียชีวิต 224 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 5,000 คน และเหตุโจมตีเรือรบยูเอสเอสโคล ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปี 2543 ทำให้ลูกเรือสหรัฐเสียชีวิต 17 นาย บาดเจ็บอีก 40 นาย นอกจากนี้ กลุ่มก่อการร้ายอัล เคด้า ยังแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธเคมีมาใช้เป็นอาวุธในการก่อการร้าย 

การพัวพันเหตุวินาศกรรม

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544

  1. รัฐบาลสหรัฐรับทราบก่อนหน้าเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่นานนักว่า บิน ลาเดน มีแผนเปิดฉากโจมตีสหรัฐครั้งใหญ่ ซึ่งรายละเอียดของแผนการดังกล่าวทั้งหมดถูกจัดวางขึ้นโดยคนสนิทของบิน ลาเดน ในจำนวนสลัดอากาศทั้ง 19 คน ที่ก่อเหตุจี้เครื่องบินโดยสารภายในประเทศของสหรัฐ อย่างน้อย 3 คน มีสายสัมพันธ์โยงใยกับกลุ่มอัล เคด้า ซึ่งเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ก่อการร้ายจากฝีมือของบิน ลาเดน และกลุ่มอัล เคด้า โดยเฉพาะในประเด็นการโจมตีแบบพลีชีพที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน มีเป้าหมายให้มีผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความพินาศย่อยยับกับชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง โดยไม่คำนึงถึงผู้บริสุทธิ์อื่นๆ รวมถึงชาวมุสลิมที่จะได้รับเคราะห์ไปด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการวางแผนระยะอย่างละเอียดรอบคอบโดยปราศจากสัญญาณเตือนใดๆ
  2. อัล เคด้า มีศักยภาพและเจตนาที่จะโจมตีสหรัฐและชาติพันธมิตร รวมถึงอังกฤษ
  3. อัล เคาด้า ไม่ส่งสัญญาณเตือนใดๆ ในปฏิบัติการก่อวินาศกรรม

ข้อเท็จจริง

บิน ลาเดน และอัล เคด้า

  1. ในปี 2532 บิน ลาเดน และพวก ก่อตั้งกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติขึ้นในนามอัล เคด้า (แปลว่าฐานที่มั่น) โดยบิน ลาเดน เป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว
  2. ระหว่างปี 2532-2534 บิน ลาเดน กบดานอยู่ที่ฐานที่มั่นในอัฟกานิสถานและเมืองเปชาวาร์ ประเทศปากีสถาน ก่อนที่จะย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศซูดานกระทั่งถึงปี 2539 และเดินทางกลับมากบดานยังอัฟกานิสถานเช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลทาลิบัน

  1. ขบวนการทาลิบันเกิดขึ้นจากค่ายผู้ลี้ภัยอัฟกันในปากีสถาน เมื่อต้นทศวรรษ 1990 เมื่อถึงปี 1996 ก็เข้ายึดครองกรุงคาบูล จนถึงขณะนี้ยังคงทำสงครามกลางเมืองเพื่อยึดครองอัฟกานิสถาน ขบวนการทาลิบันนำโดยมุลเลาะห์ โมฮัมหมัด โอมาร์
  2. ในปี 2539 บิน ลาเดน เดินทางกลับเข้าอัฟกานิสถานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมุลเลาะห์ โมฮัมหมัด โอมาร์ และให้การสนับสนุนทาลิบันเต็มที่ บิน ลาเดน และรัฐบาลทาลิบันกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกัน โดยต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อการดำรงอยู่ของตนเอง นอกจากนั้นยังมีค่านิยมทางศาสนาและทัศนคติร่วมกันด้วย 
  3. บิน ลาเดน ให้การสนับสนุนทางการเงิน กองกำลัง และอาวุธแก่รัฐบาลทาลิบัน ในการต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรตอนเหนือที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทาลิบัน ช่วยเหลือรัฐบาลทาลิบันในการฝึกฝน วางแผนและปฏิบัติการของกองทัพทหารทาลิบัน ส่งกองกำลังของตนเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทาลิบันในสงครามกลางเมืองอัฟกานิสถาน อิทธิพลของบิน ลาเดน ที่มีต่อรัฐบาลทาลิบันเห็นได้ชัดจากการมีผู้แทนของนายบิน ลาเดน เข้าไปนั่งอยู่ในโครงสร้างบัญชาการทางทหารของรัฐบาลทาลิบันด้วย
  4. มุลเลาะห์ โมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำสูงสุดรัฐบาลทาลิบัน จัดหาที่กบดานอันเป็นสวรรค์ที่ปลอดภัยให้แก่บิน ลาเดน และอนุญาตให้จัดตั้งค่ายฝึกการก่อการร้ายภายในอัฟกานิสถานได้ เพื่อการได้รับการสนับสนุนต่างตอบแทน ทาลิบันอนุญาตให้อัล เคด้า เคลื่อนไหว วางแผน และเตรียมการก่อการร้ายภายในดินแดนอธิปไตยของตนได้อย่างเสรี โดยรัฐบาลทาลิบันจะให้ความอารักขาคุ้มกันคลังเก็บยาเสพติด ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนการเงินสำคัญของอัล เคด้า ด้วย
  5. นับแต่รัฐบาลทาลิบันขึ้นปกครองอัฟกานิสถานในปี 2539 รัฐบาลสหรัฐได้แสดงความกังวลต่อปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่รวมถึงประเด็นด้านมนุษยธรรมและการก่อการร้ายต่อรัฐบาลทาลิบัน ซึ่งก่อนเกิดเหตุวินาศกรรม รัฐบาลสหรัฐได้จัดหาพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากลุ่มอัล เคด้า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีสหรัฐในทวีปแอฟริกาแก่รัฐบาลทาลิบันแล้ว 
  6. รัฐบาลสหรัฐได้สร้างความกระจ่างแก่รัฐบาลทาลิบันแล้วว่า อัล เคด้า เป็นฆาตกรสังหารพลเรือนชาวอเมริกันและมีแผนที่จะทำเช่นนั้นอีก ซึ่งสหรัฐเคยเสนอที่จะร่วมมือกับรัฐบาลทาลิบันในการขับไล่กลุ่มก่อการร้ายออกจากอัฟกานิสถาน แต่การเจรจาก็ประสบความล้มเหลวทุกครั้ง
  7. ในเดือนมิถุนายน ปี 2544 มีหลักฐานชัดเจนว่า อัล เคด้า เป็นภัยคุกคาม สหรัฐจึงได้เตือนทาลิบันว่าสหรัฐมีสิทธิปกป้องตนเอง และรัฐบาลทาลิบันจะต้องรับผิดชอบหากเกิดกลุ่มก่อการร้ายที่รัฐบาลทาลิบันให้การปกป้องโจมตีชาวอเมริกัน
  8. ในจุดนี้ สหรัฐได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ตามมติยูเอ็นมาตราที่ 1276 คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นประณามนายบิน ลาเดน ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายข้ามชาติและเรียกร้องให้รัฐบาลทาลิบันส่งมอบตัวบิน ลาเดน ให้โดยเร็ว เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
  9. แม้ว่าสหรัฐจะมีหลักฐานชัดเจนว่า บิน ลาเดน และอัล เคด้า เป็นผู้รับผิดชอบเหตุโจมตีผลประโยชน์สหรัฐ เป็นภัยคุกคามโลก แต่รัฐบาลทาลิบันยังยืนกรานปฏิเสธว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าบิน ลาเดน มีส่วนเกี่ยวข้องและให้ที่กำบังภัยแก่บิน ลาเดน และอัล เคด้า ต่อไป
  10. อดีตเจ้าหน้าที่อัฟกานิสถานผู้หนึ่งกล่าวว่า รัฐบาลทาลิบันและบิน ลาเดน เปรียบเสมือน "สองด้านของเหรียญเดียวกัน" บิน ลาเดนยืนหยัดอยู่ในอัฟกานิสถานไม่ได้หากขาดทาลิบัน เช่นเดียวกับที่ทาลิบันยืนหยัดอยู่ไม่ได้หากปราศจากบิน ลาเดน

อัล เคด้า

  1. อัล เคด้า อุทิศตนเองในการใช้กำลังรุนแรงเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ใช่มุสลิมในประเทศมุสลิมทั่วโลก
  2. อัล เคด้า ตั้งมั่นต่อต้านสหรัฐอย่างรุนแรง โดยบิน ลาเดน ปลุกปั่นยั่วยุให้พลพรรคอัล เคด้าสังหารชาวอเมริกัน
  3. วันที่ 12 ตุลาคมปี 2539 บิน ลาเดน ประกาศจิฮัด "ประชาชนชาวมุสลิมเผชิญกับความแข็งกร้าว ไม่ชื่อตรงและความอยุติธรรมจากพันธมิตรของผู้ก่อสงครามศาสนาและพวกไซออนนิสต์ จึงเป็นภาระหน้าที่ของทุกชนเผ่าในคาบสมุทรอารเบียในการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์และชำระล้างดินแดนให้สะอาดปราศจากผู้ยึดครองที่ก่อสงครามศาสนา ความมั่งคั่งจะถูกยึดเป็นของเราผู้สังหารคนพวกนั้น พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย พี่น้องของท่านในปาเลสไตน์และในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 2 แห่ง(นครเมกกะและนครเมดินา ในซาอุดีอาระเบีย) กำลังเรียกร้องให้ท่านทั้งหลายเข้าร่วมในการต่อสู้กับศัตรูคือเหล่าอเมริกันและอิสราเอล พี่น้องร้องขอต่อท่านให้ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ให้ขับไล่ศัตรูเหล่านี้ให้พ้นจากสรวงสวรรค์ของอิสลาม"

ต่อมาในปีเดียวกัน บิน ลาเดน ประกาศว่า "การก่อการร้ายต่อผู้รุกรานอเมริกันถือเป็นพันธะที่สอดคล้องกับศาสนาและความเป็นจริง

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2541 บิน ลาเดน ลงนามและประกาศ 'ฟัตวา' โองการศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องไปยังมุสลิมทุกคน "ให้รำลึกว่าการสังหารอเมริกันและพันธมิตรทั้งพลเรือนและทหารคือภารกิจทางศาสนาสำหรับมุสลิมแต่ละคนและทุกๆ คนที่จำเป็นจะต้องดำเนินการไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด ตราบจนกระทั่งมัสยิดอัล อัคซา จะได้รับการปลดปล่อยจากเงื้อมมือของพวกมันและกองทัพของพวกมันได้ละจากดินแดนของมุสลิม"

ในฟัตวาเดียวกันนี้ บิน ลาเดน ได้เรียกร้องต่อปัญญาชนและผู้นำมุสลิม รวมทั้งยุวชนมุสลิมทั้งหลายให้ "ปฏิบัติการโจมตีต่อทหารแห่งซาตานของอเมริกัน" และสรุปไว้ว่า 

"เราในนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า ขอเรียกร้องต่อมุสลิมทุกคนซึ่งเชื่อถือในพระเป็นเจ้าและปรารถนาที่จะได้รับรางวัลในการปฏิบัติตามพระบัญชาให้สังหารอเมริกันทั้งหลายให้ทำลายเงินของอเมริกันในทุกเวลาและทุกสถานที่ที่ค้นพบ เราขอเรียกร้องต่อมุสลิมทั้งให้ปฏิบัติการโจมตีต่อทหารของซาตานสหรัฐอเมริกาและเหล่าผู้สนับสนุนของปิศาจร้ายที่เป็นพันธมิตรกับพวกมันและให้ขับไล่ไสส่งเหล่าผู้อยู่เบื้องหลังพวกมัน"

เมื่อถูกถามในปี 2541 เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธเคมีหรืออาวุธนิวเคลียร์ บิน ลาเดน ตอบว่า "การครอบครองอาวุธเหล่านั้นเพื่อป้องกันเหล่ามุสลิม ถือเป็นภารกิจทางศาสนา"

ในการให้สัมภาษณ์ออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์อัล จาซีราของกาตาร์ บิน ลาเดน ย้ำว่า "ศัตรูของเราคือชายอเมริกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ต่อสู้โดยตรงกับเราหรือเป็นผู้จ่ายภาษี"

ในการให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์สหรัฐอเมริกา 2 ครั้ง ในปี 2540 และปี 2541 บิน ลาเดน อ้างถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายซึ่งปฏิบัติการโจมตีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อปี 2536 ว่า เป็นเสมือนแบบอย่างและกระตุ้นผู้สนับสนุนของตนเองว่าให้ลุกขึ้นมาต่อสู้อเมริกา 

  1. นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 บิน ลาเดน พยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธเคมีเพื่อใช้เป็นอาวุธในการก่อการร้าย
  2. ถึงแม้เป้าหมายที่เป็นของสหรัฐจะเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรกของอัล เคด้า องค์กรนี้ยังคุกคามอย่างเปิดเผยต่อพันธมิตรของสหรัฐ โดยอ้างถึง "ไซออนนิสต์ พันธมิตรของผู้รุกรานนอกศาสนาและผู้สมรู้ร่วมคิด" และอ้างถึง "ทหารแห่งซาตานของสหรัฐและเหล่าผู้สนับสนุนเหล่าปิศาจร้ายที่เป็นพันธมิตรอยู่กับพวกมัน" ซึ่งเป็นการอ้างที่รวมถึงสหราชอาณาจักรด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
  3. การคุกคามยังดำเนินต่อเนื่อง จากพื้นฐานประสบการณ์ที่เรามีอยู่เกี่ยวกับวิธีการของเครือข่ายก่อการร้ายนี้ ซึ่งเคยปฏิบัติการในอดีต เซลล์ก่อการร้ายอื่นๆ เหมือนกับเซลล์ก่อการร้ายที่ปฏิบัติการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน จำต้องเข้าใจว่ายังคงมีเหลืออยู่
  4. อัล เคด้า ปฏิบัติการโดยลำพังของตนเองและเครือข่ายองค์กรก่อการร้ายอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกลุ่มอิสลามมิก จิฮัดแห่งอียิปต์ และกลุ่มก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงในแอฟริกาตอนเหนืออื่นๆ อีกหลายกลุ่มกับกลุ่มจิฮัดอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งในหลายประเทศ รวมทั้งซูดาน เยเมน โซมาเลีย ปากีสถานและอินเดีย อัล เคด้ายังคงเซลล์ก่อการร้ายและกองกำลังของตนอยู่ในหลายประเทศเพื่อดำเนินปฏิบัติการของตน 
  5. บิน ลาเดน เป็นหัวหน้าเครือข่ายอัล เคด้า รองลงมาเป็นองค์กรที่รู้จักกันในนามของชูร่า ซึ่งรวมถึงตัวแทนของกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ อาทิ ไอย์มัน อัล ซาวาฮะรี ผู้นำอิสลามมิก จิฮัด อียิปต์ และลูกน้องคนสำคัญของบิน ลาเดน อย่างเช่น อาบู ฮาฟาซ อัล มาสซรี ในทางปฏิบัติ กลุ่มอิสลามมิก จิฮัด อียิปต์ ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับอัล เคด้าแล้ว
  6. นอกจากองค์กรชูร่า อัล เคด้า มีกลุ่มหลายกลุ่มที่ทำหน้าที่ด้านการทหาร สื่อ การเงินและการศาสนา 
  7. โมฮาเหม็ด อาเตฟ เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มที่รับผิดชอบปฏิบัติการทางทหารและปฏิบัติการก่อการร้าย ภารกิจของอาเตฟรวมไปถึงความรับผิดชอบหลักในการฝึกสมาชิกของอัล เคด้า
  8. สมาชิกอัล เคด้า จำเป็นต้องให้คำสัตย์ที่จะจงรักภักดีและปฏิบัติตามคำสั่งของบิน ลาเดน 
  9. มีหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับบิน ลาเดน และ อัล เคด้า ที่ปรากฏชัดในการดำเนินคดีสำหรับอาชญากรรมอื่นๆ ก่อนหน้านี้
  10. นับแต่ปี 2532 บิน ลาเดน ได้ดำเนินการโอนถ่ายทางธุรกิจและการเงินในนามของอัล เคด้า เพื่อบรรลุเป้าหมายของของตนเอง ซึ่งรวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นค่ายฝึกก่อการร้าย การซื้อคลังสินค้าเพื่อเก็บเสบียงและวัตถุระเบิด ซื้ออุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์และการโอนถ่ายเงินและอาวุธให้แก่สมาชิกกลุ่มอัล เคด้า เครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
  11. นับแต่ปี 2532 บิน ลาเดน ได้จัดตั้งค่ายฝึกก่อการร้ายและเรือนรับรองในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน ซูดาน โซมาเลีย และเคนยา เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มอัล เคด้า และกลุ่มก่อการร้ายในเครืออื่นๆ จากข่าวกรองทำให้เรารู้ว่า ในปัจจุบันนี้อย่างน้อยมีค่ายต่างๆ เหล่านี้มากกว่า 10 ค่าย ทั่วอัฟกานิสถาน อย่างน้อย 4 ค่าย ในจำนวนนี้ถูกใช้เพื่อฝึกการก่อการร้าย
  12. ตั้งแต่ปี 2532 บิน ลาเดน ได้จัดตั้งบริษัทธุรกิจเพื่อจัดหารายได้ให้แก่อัล เคด้า และเป็นหน้าฉากเพื่อจัดหาวัตถุระเบิด อาวุธ และเคมีภัณฑ์ ทั้งใช้เป็นหน้าฉากในการเดินทางเพื่อปฏิบัติการของอัล เคด้า ธุรกิจต่างๆ เหล่านี้รวมทั้งบริษัทโฮลดิ้ง คัมพานี รู้จักกันในชื่อ วาดี้ อัล อาคิค ธุรกิจก่อสร้างที่รู้จักในชื่อ อัล ฮีจรา ธุรกิจการเกษตรในชื่อ อัล เธมา อัล มูบารากา และบริษัทเพื่อการลงทุนในชื่อ ลาดิน อินเตอร์เนชั่นแนล และทาบา อินเวสต์เม้นต์

บิน ลาเดน กับปฏิบัติการโจมตีก่อน 11 กันยายน 2544

  1. ในปี 2535-2536 โมฮาเหม็ด อาเตฟ เดินทางไปยังโซมาเลียหลายครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการก่อความรุนแรงขึ้นต่อกองทหารของสหรัฐและสหประชาชาติที่ประจำการอยู่ในโซมาเลีย ในแต่ละครั้งนั้นได้จัดทำรายงานกลับมายังบิน ลาเดน ซึ่งอยู่ที่ฐานที่มั่นของตนในอำเภอริยาดห์ กรุงคาร์ทูม ประเทศซูดาน 
  2. ในฤดูใบไม้ผลิปี 2536 นายอาเตฟ,นายซาอีฟ อัล อาเดล สมาชิกระดับสูงของอัล เคด้า และสมาชิกอื่นๆ เริ่มต้นฝึกจัดหาการฝึกด้านการทหารให้กับชนเผ่าต่างๆ ในโซมาเลียโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ต่อต้านกับกองกำลังยูเอ็น
  3. ในวันที่ 3-4 ตุลาคมปี 2536 การปฏิบัติการของอัล เคด้า รวมถึงการโจมตีต่อกองกำลังสหรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโซมาเลียอันเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการฟื้นความหวังของยูเอ็นเป็นผลให้ทหารสหรัฐ 18 นายเสียชีวิต
  4. นับจากปี 2536 สมาชิกจำนวนหนึ่งของอัล เคด้า เริ่มต้นไปใช้ชีวิตอยู่ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ก่อตั้งบริษัทธุรกิจขึ้นที่นั่น ซึ่งรวมทั้งบริษัทแอสมา จำกัด และบริษัทแทนซาไนต์ คิง สมาชิกเหล่านี้ได้รับการเยี่ยมเยือนจากสมาชิกระดับสูงของอัล เคด้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอาเตฟและนายอาบู อูบาเดีย อัล บันชิรี 
  5. เมื่อถึงปลายปี 2536 สมาชิกอัล เคด้า ในเคนยาเริ่มต้นหารือกันถึงความเป็นไปได้ถึงการโจมตีสถานทูตสหรัฐในกรุงไนโรบี เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิบัติการฟื้นความหวังในโซมาเลีย อาลี โมฮัมเหม็ด พลเรือนอเมริกัน ซึ่งรับสารภาพว่าเป็นสมาชิกของอัล เคด้า ได้เข้าสำรวจสถานทูตสหรัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ต่อการโจมตีของผู้ก่อการร้าย นายอาลีได้ถ่ายภาพและสเกตช์ภาพไว้จำนวนหนึ่งซึ่งได้มีการนำเสนอต่อบิน ลาเดน ขณะที่ยังอยู่ในซูดาน นายอาลียอมรับด้วยว่าได้ฝึกผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งให้แก่อัล เคด้า ในอัฟกานิสถานช่วงต้นทศวรรษ 1990 และคนที่นายอาลีฝึกเหล่านั้นรวมอยู่ในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางระเบิดในประเทศแอฟริกาตะวันออกในเดือนสิงหาคมปี 2541
  6. ในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมปี 2541 ผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า คือ นายฟาฮิด โมฮัมเหม็ด นายอาลี เอ็ม.ซาลาม และชีกอาเหม็ด ซาลิม สเวดาน ได้ซื้อรถบรรทุกเล็กโตโยต้าและดัดแปลงด้านหลังของรถบรรทุกหลายอย่าง
  7. ต้นเดือนสิงหาคมปี 2541 ผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า ประชุมกันที่เลขที่ 43 นิวรุนด้า เอสเตต กรุงไนโรบี เพื่อปฏิบัติการระเบิดสถานทูตสหรัฐในกรุงไนโรบี
  8. ในวันที่ 7 สิงหาคมปี 2541 นายอัสซัม เชื้อสายซาอุดีอาระเบียและเป็นผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า ขับรถโตโยต้าไปยังสถานทูตสหรัฐและเกิดระเบิดรุนแรงขึ้นหลังรถบรรทุกดังกล่าว
  9. หนึ่งในผู้ที่อยู่ในรถบรรทุกดังกล่าวด้วยคือนายโมฮาเหม็ด ราชิด ดาอูด อัล โอวาลี ชาวซาอุดีอาระเบียอีกราย ซึ่งให้การรับสารภาพระบุว่า ตนพร้อมกับผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า ซึ่งได้รับการฝึกด้านการก่อการร้ายด้วยระเบิดตั้งแต่ประมาณปี 2539 ในค่ายฝึกในอัฟกานิสถาน นอกเหนือจากการฝึก การจี้เครื่องบิน การลักพาตัว การลอบสังหารและเทคนิคการทำจารกรรม และภายใต้คำอนุญาตของบิน ลาเดน นายอัล โอวาลี ได้เข้าร่วมกับขบวนการทาลิบันในการรบในอัฟกานิสถาน นายอัล โอวาลี ได้พบบิน ลาเดน เป็นการส่วนตัวเมื่อปี 2539 และสอบถามถึงภารกิจอื่น บิน ลาเดน ได้ส่งนายโอวาลีมายังแอฟริกาตะวันออก หลังจากผ่านการฝึกเป็นกรณีพิเศษในค่ายฝึกอัฟกานิสถาน
  10. ในขณะที่รถโตโยต้ากำลังมุ่งไปยังสถานทูต นายอัล โอวาลี ได้กระโดดลงจากรถและขว้างระเบิดขู่ไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นายอัสซัมขับรถเข้าไปยังด้านหลังของสถานทูต ลงจากรถและจุดชนวนระเบิด ซึ่งทำลายอาคารหลายชั้นที่เป็นส่วนสำนักงานเลขานุการพังทลาย ตัวสถานทูตและอาคารธนาคารสหกรณ์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิต 213 คน บาดเจ็บ 4,500 คน ตัวนายอัสซัมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
  11. นายอัล โอวาลี คาดหวังว่าภารกิจครั้งนี้จะยุติลงโดยที่ตนเสียชีวิตไปด้วย นายอัล โอวาลี เคยเต็มใจที่จะสละชีพเพื่ออัล เคด้า แต่นาทีสุดท้ายกลับตัดสินใจวิ่งหนีออกมาจากบรรทุกระเบิด ทำให้รอดชีวิต โดยไม่มีเงิน พาสปอร์ตเพื่อแผนที่จะหลบหนี เพราะคาดว่าตัวเองจะเสียชีวิตในปฏิบัติการครั้งนั้น
  12. หลังจากเกิดเหตุ 2-3 วัน นายอัล โอวาลี ได้โทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ในเยเมน เพื่อขอให้โอนเงินมาให้ตนในเคนยา หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวในเยเมนได้รับการติดต่อจากโทรศัพท์ของนายบิน ลาเดน วันเดียวกับที่นายอัล โอวาลี พยายามหาเงินที่จะหลบหนี
  13. อีกบุคคลหนึ่งที่ถูกจับกุมฐานมีส่วนพัวพันกับเหตุระเบิดที่ไนโรบีคือ นายโมฮาเหม็ด ซาดี๊ก โอเดห์ ให้การรับสารภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดครั้งนี้และเป็นผู้ชี้ตัวแกนนำในการลอบวางระเบิด นายโอเดห์ให้ชื่อบุคคลอื่นๆ อีก 3 คน ซึ่งถ้าไม่เป็นสมาชิกของอัล เคด้า ก็เป็นสมาชิกของกลุ่มอิสลามมิก จิฮัด อียิปต์ ทั้งหมด
  14. ในกรุงดาร์เอส ซาลาม ประเทศแทนซาเนีย วันเดียวกัน ในเวลาที่เกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า ได้จุดชนวนระเบิดขึ้นที่สถานทูตสหรัฐที่นั่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน ผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า ที่พัวพันกับกรณีนี้รวมทั้งนายมุสตาฟา โมฮัมเหม็ด ฟาดิห์ล และนายคัฟลัน คามิส โมฮัมเหม็ด ระเบิดถูกจัดเตรียมใส่รถบรรทุกนีสสัน แอตลาส ซึ่งนายอาเหม็ด คัฟลัน กาอิลานี และชีกอาเหม็ด ซาลิม สเวดาน สองผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า เป็นผู้ซื้อในกรุงดาเรส ซาลามเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2541 
  15. นายคัฟลัน คามิส โมฮัมเหม็ด ถูกจับกุมสืบเนื่องจากกรณีนี้ให้การสารภาพว่าเป็นสมาชิกของอัล เคด้าและให้การผูกมัดสมาชิกอัล เคด้าคนอื่นๆ มีส่วนร่วมในการวางระเบิดครั้งนี้
  16. ในวันที่ 7 และวันที่ 8 สิงหาคมปี 2541 สมาชิกอีก 2 คนของอัล เคด้า ได้เผยแพร่คำอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ระเบิดทั้งสองแห่งโดยส่งเอกสารไปยังสื่อมวลชนในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์และเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  17. หลักฐานเพิ่มเติมอื่นๆ ที่แสดงถึงการเกี่ยวข้องของอัล เคด้า ในการระเบิดในแอฟริกาตะวันออกมาจากการค้นบ้านพักและบริษัทธุรกิจหลายแห่งซึ่งเป็นของสมาชิกอัล เคด้า และกลุ่มอิสลามมิก จิฮัด อียิปต์ ในการค้นดังกล่าวนี้มีเอกสารจำนวนหนึ่งรวมถึงเอกสารอ้างความรับผิดชอบในการวางระเบิดในแอฟริกาตะวันออกในชื่อของกลุ่มที่อ้างขึ้นลอยๆ โดยไม่มีตัวตนชื่อกลุ่ม 'กองทัพอิสลามเพื่อปลดปล่อยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์'
  18. นายอัล โอวาลี มือระเบิดพลีชีพที่รอดชีวิตอยู่ ยอมรับว่าตนได้รับคำสั่งให้จัดทำวิดีโอเทปภาพของตนเองโดยใช้ชื่อกลุ่มที่ตั้งขึ้นลอยๆ ดังกล่าว 
  19. โทรสารที่อ้างความรับผิดชอบในกรณีนี้นั้นเมื่อติดตามร่องรอยไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ปรากฏว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่ออยู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบิน ลาเดน คำกล่าวอ้างความรับผิดชอบที่จัดให้สื่อมวลชนนั้นเขียนขึ้นโดยผู้ซึ่งทราบแผนการก่อการร้ายครั้งนี้ดี คำกล่าวอ้างดังกล่าวเน้นว่าการวางระเบิดดำเนินการโดยชาวซาอุดีอาระเบียในเคนยาและชาวอียิปต์หนึ่งคนในดาเอส ซาลาม คำกล่าวอ้างดังกล่าวอาจถูกส่งไปก่อนที่การระเบิดจริงๆ จะเกิดขึ้น ในคำกล่าวอ้างระบุว่ามีชาวซาอุดีอาระเบีย 2 คนเสียชีวิตในการระเบิดที่ไนโรบี แต่ข้อเท็จจริงนายโอ วาลี หลบหนีมาก่อนในนาทีสุดท้าย ดังนั้นจึงมีชาวซาอุดีอาระเบียเพียงคนเดียวที่เสียชีวิตในการระเบิดครั้งนั้น
  20. ในวันที่ 22 ธันวาคมปี 2541 บิน ลาเดน ให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ ซึ่งถามว่า เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อการร้ายเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2541 หรือไม่ บิน ลาเดน กล่าวว่า "แนวร่วมอิสลามมิก จิฮัด สากลเพื่อทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่อสหรัฐและอิสราเอลได้ประกาศโองการศักดิ์สิทธิ์ที่ชัดเจนแจ่มแจ้งเรียกร้องให้ชาติอิสลามทำสงครามศักดิ์สิทธิ์โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาติแห่งโมฮัมเหม็ดได้ตอบสนองต่อคำอ้อนวอนดังกล่าว หากการยั่วยุให้เกิดจิฮัดต่อยิวและอเมริกันถูกพิจารณาว่าเป็นอาชญากรรมประการหนึ่งแล้ว ก็ขอให้ประวัติศาสตร์จงเป็นประจักษ์พยานว่า ข้าฯคืออาชญากร ภารกิจของเราก็คือยุยงส่งเสริมและเราได้ทำดังว่าและมีประชาชนจำนวนหนึ่งตอบสนองต่อคำยุยงส่งเสริมของเรา"

เมื่อถูกถามว่ารู้จักกับผู้ที่ปฏิบัติการดังกล่าวหรือไม่

"เหล่าผู้ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่พระผู้เป็นเจ้าคือมนุษย์ที่แท้ คนเหล่านี้ได้จัดการขจัดความอดสูออกจากชาติอิสลาม เรายึดถือพวกเขาเหล่านี้ว่ามีเกียรติภูมิสูงสุด"

และเมื่อถามว่า สหรัฐจะคาดหวังอะไรจากบิน ลาเดน ได้บ้าง คำตอบก็คือ

"ขโมยหรืออาชญากรใดๆ ผู้ซึ่งรุกรานเข้าไปยังประเทศอื่นเพื่อปล้นสะดมควรได้รับการคาดหมายว่าจะถูกเปิดเผย ถูกฆาตกรรมในทุกๆ เวลา สหรัฐรู้ว่าข้าพเจ้าได้โจมตีต่อสหรัฐมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปีจนถึงขณะนี้ พระเป็นเจ้าทรงทราบว่าเราพึงพอใจจากการสังหารทหารอเมริกัน(ในโซมาเลียปี 2536) สิ่งเหล่านี้ประสบความสำเร็จก็ด้วยความสง่างามแห่งพระเป็นเจ้า และความพยายามของนักรบศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นศัตรูต่อสหรัฐเป็นภารกิจทางศาสนา และเราหวังที่จะได้รับรางวัลตอบสนองจากการดำเนินการดังกล่าวจากพระองค์ ข้าฯเชื่อมั่นว่าเหล่ามุสลิมจะสามารถยุติตำนานที่เรียกขานกันว่า อภิมหาอำนาจแห่งอเมริกาลงได้....

  1. ในเดือนธันวาคมปี 2542 เซลก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับอัล เคด้า ถูกค้นพบว่าพยายามที่จะก่อการร้ายภายในสหรัฐ นายอาห์เหม็ด เรสซัม ชายชาวแอลจีเรียถูกกักตัวเพื่อการตรวจสอบที่ด่านชายแดนสหรัฐ-แคนาดา และพบวัสดุเพื่อสร้างวัตถุระเบิดมากกว่า 100 ปอนด์ ภายในรถของนายเรสซัม ซึ่งให้การรับสารภาพในภายหลังว่ากำลังวางแผนที่จะทำให้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแองเจลิสในวันขึ้นปีใหม่ นายเรสซัมกล่าวว่า ได้รับการฝึกการก่อการร้ายจากค่ายฝึกของอัล เคด้า ในอัฟกานิสถานจากนั้นได้รับคำสั่งให้เดินทางไปยังต่างประเทศและสังหารพลเรือนและทหารอเมริกัน
  2. ในวันที่ 3 มกราคมปี 2543 สมาชิกอัล เคด้า กลุ่มหนึ่งและผู้ก่อการร้ายซึ่งเคยได้รับการฝึกในค่ายฝึกอัล เคด้า ในอัฟกานิสถานอีกกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะโจมตีเรือพิฆาตของสหรัฐด้วยเรือเล็กบรรทุกวัตถุระเบิด แต่เรือเล็กดังกล่าวจมเสียก่อน ทำให้ไม่เกิดการโจมตีขึ้น
  3. ในวันที่ 12 ตุลาคมปี 2543 เรือรบยูเอสเอส โคล ถูกพุ่งชนโดยเรือบรรทุกวัตถุระเบิดเต็มลำระหว่างจอดเพื่อเติมเชื้อเชื้อเพลิงที่เมืองเอเดน ลูกเรือ 7 คนเสียชีวิต อีก 40 คน ได้รับบาดเจ็บ
  4. ผู้ก่อการร้ายหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเยเมนและซาอุดีอาระเบียได้รับการฝึกที่ค่ายก่อการร้ายของบิน ลาเดน ในอัฟกานิสถาน นายอัล โอวาลี ได้ชี้ตัวผู้บงการเหตุโจมตีเรือรบยูเอสเอส โคล ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการวางแผนและเตรียมการสำหรับการวางระเบิดสถานทูตสหรัฐในแอฟริกาตะวันออกด้วย
  5. หลายเดือนก่อนเกิดเหตุวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน วิดีโอเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อถูกแจกจ่ายไปทั่วพื้นที่ตะวันออกกลางและโลกมุสลิมโดยองค์กรอัล เคด้า ภายในวิดีโอดังกล่าว บิน ลาเดน และผู้นำคนอื่นๆ ออกมากระตุ้นเหล่ามุสลิมให้โจมตีต่อเป้าหมายอเมริกันและยิว 
  6. วิดีโอคล้ายคลึงกันนั้นซึ่งมีการเรียกร้องให้ปฏิบัติการรุนแรงต่อสหรัฐและเป้าหมายอื่นๆ เคยถูกแจกจ่ายไปก่อนหน้าที่จะมีการลอบวางระเบิดสถานทูตสหรัฐในแอฟริกาตะวันออก เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2541

บิน ลาเดน กับการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน2544

  1. ชายฉกรรจ์ 19 คน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสลัดอากาศจากรายชื่อผู้โดยสารของเครื่องบิน 4 ลำ ที่ถูกจี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2544 มีอย่างน้อย 3 ราย ในจำนวนนั้นถูกระบุว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเครือข่ายของอัล เคด้า และถูกระบุด้วยว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในการวางระเบิดสถานทูตสหรัฐในแอฟริกาตะวันออกและเรือรบยูเอสเอสโคล การสืบสวนเรื่องภูมิหลังของสลัดอากาศเหล่านี้กำลังดำเนินต่อไป
  2. จากแหล่งข่าวด้านข่าวกรอง ข้อเท็จจริงต่อไปนี้ถูกจัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงวันที่ 11 กันยายน ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลด้านการข่าว รายชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้องถึงแม้จะเป็นที่รู้กัน แต่จะไม่มีการเปิดเผยในที่นี้

ในการเตรียมการเพื่อการโจมตีในวันที่ 11 กันยายน 2544 บิน ลาเดน ได้จัดเตรียมการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อในกลุ่มที่มีความเห็นแนวทางเดียวกัน รวมทั้งวิดีโอเทปและเอกสารเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการโจมตีต่อยิวและสหรัฐอเมริกา และอ้างว่าเหล่าผู้ตายในวิถีทางเหล่านี้จะได้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เราได้รับทราบมาว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน บิน ลาเดน ได้ประกาศด้วยตนเองเพียงไม่นานก่อนถึงวันที่ 11 กันยายน ว่าได้เตรียมโจมตีครั้งใหญ่ต่อสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน เครือข่ายใกล้ชิดของบิน ลาเดน ทั่วโลก ได้รับคำเตือนให้เดินทางกลับอัฟกานิสถานให้ทันภายในวันที่ 11 กันยายน ก่อนหน้าเหตุการณ์เพียงเล็กน้อย สมาชิกที่เกี่ยวข้องกับบิน ลาเดน ได้กำหนดวันปฏิบัติการไว้ที่วันที่ 11 หรือประมาณวันที่ 11 กันยายน เราได้ทราบมาว่า นับแต่วันที่ 11 กันยายน สมาชิกที่ใกล้ชิดและอาวุโสสูงสุดคนหนึ่งของบิน ลาเดน เป็นผู้รับผิดชอบวางแผนการโจมตีทั้งหมด มีหลักฐานที่จำเพาะเจาะจงที่เชื่อมโยงไปยังความผิดของบิน ลาเดน และคนใกล้ชิด ซึ่งมีความละเอียดอ่อนมากเกินกว่าที่จะเผยแพร่ได้ 

  1. บิน ลาเดน ยังคงอยู่ในระหว่างถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการการปฏิบัติการของกลุ่มอัล เคด้า เมื่อวันที่ 11 กันยายน ซึ่งปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากตัวนายบิน ลาเดน เองทั้งหมด
  2. การก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน เป็นการประยุกต์วิธีการมาจากปฏิบัติการก่อการร้ายในอดีตที่ผ่านมาของอัล เคด้า ประวัติการก่อการร้ายของอัล เคด้า มีบุคลิกเด่นเป็นการวางแผนการอย่างละเอียดรอบคอบเป็นระยะเวลานาน มีความปรารถนาที่ต้องการให้เกิดการเสียชีวิตมหาศาล เป็นการระเบิดพลีชีพและเป็นการโจมตีต่อเนื่องหลายจุด
  3. การโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน มีองค์ประกอบทั้งหมดของขอบเขตและมีความสลับซับซ้อนของการวางแผน ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับการโจมตีสถานทูตสหรัฐในแอฟริกาตะวันออกและเรือรบยูเอสเอสโคล ที่ไม่มีการเตือนล่วงหน้าก่อนการโจมตีทั้ง 3 ครั้ง เช่นเดียวกับเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน
  4. ผู้ปฏิบัติงานของอัล เคด้า จากหลักฐานที่ปรากฏในการดำเนินคดีเหตุระเบิดสถานทูตสหรัฐในแอฟริกาตะวันออก ได้อธิบายถึงวิธีการที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายใช้เวลาหลายปีในการเตรียมการโจมตี ได้มีการสอดแนมครั้งแล้วครั้งเล่า มีความอดทนในการสะสมวัสดุเพื่อการก่อการร้ายและการจำแนกและหาตัวผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งมีทักษะที่จะมีส่วนร่วมในการโจมตีและมีความเต็มใจที่จะเสียชีวิตเพื่อความเชื่อของตนเอง 
  5. ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน เข้าเรียนการบินในโรงเรียนฝึกบิน ใช้เครื่องฝึกบินจำลองเพื่อศึกษาการควบคุมอากาศยานขนาดใหญ่และตรวจสอบสนามบินที่อาจเป็นเป้าหมาย รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการบินที่จะเป็นไปได้
  6. การโจมตีของอัล เคด้า มีคุณลักษณะไม่สนใจชีวิตของผู้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง รวมถึงมุสลิม ในการให้สัมภาษณ์หลังจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดสถานทูตในแอฟริกา บิน ลาเดน ยืนยันว่าความจำเป็นในการโจมตีสหรัฐมีมากกว่าการฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์อื่นๆ ทั้งที่เป็นมุสลิมและที่ไม่ใช่มุสลิม 
  7. ไม่มีองค์กรก่อการร้ายอื่นใดที่มีทั้งแรงจูงใจและขีดความสามารถที่จะปฏิบัติการโจมตีเหมือนกับที่ปรากฏเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาได้ นอกเหนือจากกลุ่มอัล เคด้า ภายใต้การนำของนายโอซามา บิน ลาเดน

บทสรุป

  1. การโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน ได้รับการวางแผนและปฏิบัติการโดยอัล เคด้า องค์กรก่อการร้ายซึ่งมีบิน ลาเดน เป็นผู้นำ องค์กรดังกล่าวมีเจตนารมณ์และมีทรัพยากรในอันที่จะโจมตีในขอบเขตเดียวกันกับการโจมตีครั้งนี้ต่อไปอีก ทั้งสหรัฐและพันธมิตรตกเป็นเป้าของการโจมตีดังกล่าว การโจมตีไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการเป็นพันธมิตรกันระหว่างขบวนการทาลิบัน และบิน ลาเดน ซึ่งทำให้บิน ลาเดน สามารถปฏิบัติการได้อย่างเสรีในอัฟกานิสถาน ส่งเสริม วางแผน และสั่งให้มีการปฏิบัติการก่อการร้าย

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1