จะปฏิรูปการศึกษาหรือยัง? 

สุทธิชัย หยุ่น กรุงเทพธุรกิจ 16-21 ก.ค.44 

สอนให้เด็กไทยคิดเป็น (1)

ผมเห็นพ้องกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างยิ่งครับที่บอกว่า การจะปฏิรูปการศึกษาของไทยเรานั้นจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "เด็กไทยจะได้อะไรใหม่จากการปฏิรูป?" เพราะการปฏิรูปไม่ใช่เพียงเพิ่มต่ำแหน่งข้าราชการ ไม่ใช่เพิ่มอำนาจนักการเมือง ไม่ใช่แบ่งโซนเขตการศึกษาให้สอดคล้องกับการหาเสียงของนักการเมือง และไม่ใช่ให้ฟังดูโก้เก๋ หรือเพียงแค่สั่งซื้อคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน โดยที่ไม่รู้ว่าจะสอนอะไรเด็กไทย

วันก่อน ผมไปค้นหนังสือเก่าๆ เรื่องการศึกษาก็บังเอิญ ให้เห็นชุดที่มีคุณค่าว่าด้วย "การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์" ซึ่งธนาคารกสิกรไทยได้ให้การสนับสนุนเพื่อศึกษาค้นคว้า และแสวงหาคำตอบเป็นเวลากว่า 3 ปี ออกมาเป็นหนังสือชุดหนึ่งชื่อ "ความจริงของแผ่นดิน" ซึ่งมีความหมายและข้อเสนอมากมายหลายด้านที่น่าสนใจยิ่ง แต่อาจจะเป็นเพราะเมืองไทยมีเรื่องอื่นที่เรียกร้องความสนใจเฉพาะหน้ามากเกินไป จึงทำให้ประเด็นของการปฏิรูปการศึกษาถึงกลบหายไป ไม่ร้อนแรงตามความสำคัญที่มันควรจะได้รับในสังคมที่กำลังถามหาทางออก และค่านิยมใหม่

ผมจึงขออนุญาตคณะศึกษาของโครงการที่มีอาจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานเอาบางประเด็นที่สำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษามาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์นี้ทั้งอาทิตย์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจ และผลักดันให้มีการถกเถียงกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทีเรื่อง "เหี้ย" ยังทำให้คนไทยวิพากษ์ถึงความถูกผิดกันอย่างกว้างขวางได้ตั้งหลายวันติดต่อกัน ทำไมเรื่องการศึกษาซึ่งหมายถึงอนาคตของประเทศชาติข้างหน้าอย่างใหญ่หลวงจะเป็นประเด็นของการถกเถียงกันบนพื้นฐานของข้อมูล และข้อเท็จจริงให้เป็นหลักเป็นฐานไม่ได้เล่าครับ?

บางที รัฐมนตรีศึกษาคนใหม่จะสนใจได้อ่าน "จดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำประเทศ" จากคณะศึกษาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง บางตอนของ "จดหมายเปิดผนึก" นี้บอกว่า

"เราพบความสำเร็จของกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในหลายๆ พื้นที่ในทุกภูมิภาคของแผ่นดินนี้...เราพบความสำเร็จของการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ เช่นกันเราพบความสำเร็จของการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างน่ามหัศจรรย์..." 

แต่เขาก็ยอมรับว่าสิ่งที่พบนั้นเป็นเพียงกลุ่มน้อยในภาพรวมของวงการศึกษาไทยเท่านั้น และจะต้องเผยแพร่ขยายพลของความสำเร็จน้อยๆ เช่นนี้ไปให้กว้างขวางในทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นในบางจุดนั้นไม่ใช่เป็นเพียง "โชคดี" ของเด็กบางคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ควรจะเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของเด็กไทยทุกคน จดหมายฉบับนั้นเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนเชิงนโยบาย และงบประมาณอย่างจริงจังให้แก่โรงเรียนแนวหน้าเหล่านี้ที่สมควรจะได้รับการสนับสนุน หมายถึงด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างพอเพียงให้แก่โรงเรียนที่แม้มีความคิดริเริ่มดีๆ และก็ยังมีข้อจำกัดมากมายในหลายเรื่อง ซึ่งก็หมายถึงการสนับสนุนในเชิงวิชาการที่จะศึกษาประสบการณ์ของโรงเรียนเหล่านี้อย่างเป็นระบบจริงจัง เพื่อสกัดประสบการณ์ที่ได้ออกมาเป็น ข้อคิด ความหวังและแนวทางให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป

แต่อุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้ามีมากมายเหลือเกิน คณะศึกษาชุดนี้บอกว่าอุปสรรคอันใหญ่หลวงก็คือ "ระบบราชการ" ที่ยังล้าหลังและอุ้ยอ้าย อุปสรรคจากการขาดการประสานงานจากหน่วยงานที่มีอำนาจ อุปสรรคจากการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นและกลไกการระดมทรัพยากรระดับท้องถิ่นที่ดี อุปสรรคจากการประเมินผล และนิเทศการศึกษาที่ล้าสมัย ไร้โลกทัศน์ ขัดต่องานพัฒนาริเริ่มต่างๆ จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จึงเสนอให้รัฐบาล "ผลักดันเรื่องการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบที่เป็นองค์รวมโดยเร็วที่สุด..." ปฏิรูปในที่นี้หมายถึงการออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาเพื่อผลักดันการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและโรงเรียนที่เป็นรูปธรรม หมายถึงการปรับปรุงกลไกด้านการเงิน การคลัง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถระดมทรัพยากรเพื่ออุดหนุนการศึกษาของตนเองได้อย่างพอเพียง หมายถึงการปรับปรุงระบบและวิธีการประเมินผล แนะนิเทศการศึกษาให้ทันสมัย มีวิสัยทัศน์และเอื้อต่อการกระตุ้นและให้แรงจูงใจครูและโรงเรียนและผู้บริหารให้สามารถริเริ่มทำงานดีๆ และได้ผลตอบแทนดีๆ จากงานที่ได้ทำ

จุดไฟแห่งการเรียนรู้ของเด็กไทย (2)

เชื่อไหมว่าการปฏิรูปการศึกษาได้เริ่มแล้ว แต่ไม่ใช่ในระดับชาติ หากแต่เกิดในระดับรากหญ้า และเป็นความริเริ่มของคนในชนบทที่ห่างไกลปืนเที่ยงเองต่างหาก เพราะครูบางคนในท้องถิ่นได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและสอนเพื่อสร้างคุณภาพให้กับเด็กไทยแล้วอย่างจริงจัง เพียงแต่ว่าระดับนโยบายที่กรุงเทพฯ ยังแนบแน่นกับความคิดเก่าๆ ที่ติดอยู่กับระบบ "อำนาจนิยม" เท่านั้น ข้อคิดหลายเรื่องที่สำคัญปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง "ความจริงของแผ่นดิน" อันเป็นผลงานของคณะทำงานของโครงการ "การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์" ซึ่งธนาคารกสิกรไทยได้ให้การสนับสนุนกว่า 3 ปีที่เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2537 และมาสรุปในช่วงของวิกฤติเศรษฐกิจ เช่นกรณีของอาจารย์ชาตรี สำราญ แห่งโรงเรียนคุรุชนพัฒนาที่ จังหวัดยะลา ซึ่งได้รับรางวัลครูดีเด่นด้านการสอนภาษาไทยในปี พ.ศ.2533 

ท่านพูดไว้น่าฟังว่า "การเล่นเป็นอาชีพถาวรของเด็ก เพราะฉะนั้น กิจกรรมการเรียนการสอนต้องไม่แยกการเล่นออกจากการเรียน ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เด็กก็จะตื่นอยู่เสมอสำหรับการเรียนรู้" อาจารย์ชาตรี เปรียบให้ดูถึงการสอนแบบเก่ากับแบบใหม่อย่างนี้ แบบเดิมจะเป็นอย่างนี้คือ ครูบอกเรื่องที่ครูรู้ให้เด็กๆ ฟังและจดตาม จากนั้นเด็กก็จดสิ่งที่ฟังไปจำ และเตรียมมาทำข้อสอบ การสรุปว่าเด็กรู้อะไรแค่ไหนก็อยู่ที่ว่า "สอบได้" หรือ "สอบตก" นี่คือรูปแบบที่คนรุ่นผม และก่อนผม และรุ่นปัจจุบันก็ยังต้องเดินตามอยู่ เพราะไม่ว่าจะปฏิรูปกันในระดับชาติกี่ครั้ง การเรียนการสอนก็ยังย่ำอยู่กับที่อย่างนี้ ไม่อาจจะปรับเปลี่ยนลงไปสู่ชีวิตประจำวันใน และนอกห้องเรียนได้ 

อาจารย์ชาตรี ปรับการเรียนการสอนใหม่ให้เป็นอย่างนี้ ครูจะสร้างสถานการณ์และวางแนวเรื่องให้เด็กค้นคว้า จากนั้นเด็กก็จะไปค้นคว้าเพื่อมาเสนอและอภิปราย และเด็กๆ กับครูก็จะร่วมกันหาข้อสรุปร่วมกัน ไม่เหมาเอาว่าครูรู้ทุกอย่าง และไม่ตัดสินว่าเด็กจะต้องโง่กว่าครูในทุกกรณี การเรียนรู้จะเกิดขึ้นพร้อมๆ ในทุกระดับ และท้ายสุด "การสอบ" จะไม่สำคัญเท่ากับในอดีตและครูจะถูกประเมินว่าทำหน้าที่ของตนเองได้ดีหรือไม่นั้นไม่ใช่อยู่ที่ว่าเด็กในห้องของตนสอบได้หรือไม่ได้กี่คน หรือใครก็คะแนนกี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะอยู่ที่ว่าเด็กนักเรียนมีความ "อยากรู้อยากเห็น" มากขึ้นหรือไม่ สามารถตั้งคำถามได้ฉลาดกว่าเดิมหรือไม่ และที่สำคัญคือเด็กจะต้อง "คิดเป็น" มากขึ้น เพราะนั่นคือ เป้าหมายสำคัญที่สุดของการศึกษาซึ่งหมายถึงการทำให้มนุษย์กล้าคิด และกล้าค้นหาความรู้ใหม่ๆ ไม่ใช่สอนแล้วกลายเป็น "ผู้ตาม" ตลอดกาล ไม่กล้าท้าทายอำนาจ และคิดแต่เพียงจะเอาตัวรอดไปวันๆ อย่างที่เราเห็นกันทั่วๆ ไปวันนี้ 

พรุ่งนี้จะเล่าต่อถึงประสบการณ์ และตัวอย่างของจริงของการเรียนรู้ในห้องเรียนของอาจารย์ชาตรี ที่เรียกว่า "หลักสูตรไร้พรมแดน" ที่มีเป้าหมายคือการ "จุดไฟแห่งการเรียนรู้" ที่กลมกลืนไปกับความเป็นเด็กอย่างดียิ่ง 

ครูที่ดีที่สุดคือ...ครูที่สอนน้อยที่สุด (3)

อาจารย์ชาตรี สำราญ เป็นครูโรงเรียนคุรุชนพัฒนา ที่จังหวัดยะลา ได้รับรางวัลครูดีเด่นด้านการสอนภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ.2533 เพราะใช้วิธีการสอนตามหลักสูตร "ไร้พรมแดน" ให้เป็นไปตามวิถีธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ครูเล่าไว้ในหนังสือ "ความจริงของแผ่นดิน" ของคณะทำงานเพื่อรณรงค์ให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริงที่นำโดยอาจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย ว่า วิธีการสอนแบบใหม่นั้นไม่เน้นเรื่องการ "สอบ" ของเด็ก แต่ต้องการให้เด็ก "อยากรู้" และ "คิดเป็น" มากกว่า ตัวอย่างหลายเรื่องที่เน้นการศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละคน และใช้ความรู้นั้นกลับไป "จุดไฟแห่งการเรียนรู้" ให้เด็ก 

ครูชาตรีเล่าว่า "มะซอบารีที่ห้องเรียนตลอดเวลา 2 เดือน ฉันค้นพบว่าเขาไม่มีความสุขเลยในการที่จะต้องใช้มือจับสีเทียนเขียนอะไรก็ได้ในกระดาษที่ครูมอบให้ พอฉันชวนเขาออกไปที่ลานดินใต้ต้นไม้ มะซอบารีเป็นสุขมาก เขาวาดรูปลงบนพื้นดินแล้วชวนฉันไปดูรูปรองเท้าข้างเดียว และวันต่อมา มะซอบารีสามารถวาดรูปรองเท้าได้ครบคู่ ฉันเพียรสังเกตดูว่าเขาทำอย่างไร มะซอบารีนำรองเท้าของเขาไปวางลงบนพื้นทรายแล้วใช้ไม้วาดไปตามรูปทรงของรองเท้า เขาดีใจมากที่ทำได้สำเร็จ และต่อมา มะซอบารีก็วาดรูปดอกไม้ บ้าน และสิ่งอื่นๆ ได้ วันหนึ่งเขาบอกว่าเบื่อที่จะวาดรูปบนพื้นทราย เขาต้องการวาดรูปบนกระดาษด้วยสีเทียน ฉันก็ให้สิ่งที่เขาต้องการ เขาทำได้และไม่ร้องไห้อีกเลย...." 

คนนั่งร่างแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศที่เมืองหลวงสักกี่คนที่จะได้เห็นภาพอย่างนี้และเข้าใจถึงธรรมชาติแห่งการเรียนรู้เช่นนี้? ประเด็นย่อมอยู่ที่การจับจุดที่เป็นธรรมชาติของเด็ก หากจับได้ กระบวนการเรียนการสอนก็จะพลิกโฉมไปทันที เพราะครูเคย "บอกให้จด บอกให้จำ" แต่เพียงอย่างเดียว แต่ครูชาตรีทำตัวเป็น "พี่เลี้ยง" หรือ "มัคคุเทศก์" ที่คอยให้ข้อคิดและคำแนะนำ ครูเคยคิดว่าจะต้องพูดทั้งวัน วันนี้เริ่มเชื่อกันใหม่ว่า "ครูที่ดีที่สุดคือครูที่สอนน้อยที่สุด" อย่างที่ ดร.รุ่ง แก้วแดง แห่งคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติเคยพูดเอาไว้ และหนังสือเล่มนี้นำมากล่าวอ้างอิงเพื่อยืนยันว่าการปฏิรูปการศึกษาของชาติ จะต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของการเรียนรู้ของเด็ก จึงเกิดคำว่า "การเรียนรู้อย่างยั่งยืน" ขึ้นมาเพื่อท้าทายความเชื่อเก่าๆ ที่เคยคิดว่าการเรียนรู้จะเกิดได้เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น 

ผมชอบคำของครูสมชัย แซ่เจีย ศึกษานิเทศก์ของสำนักงานการประถมศึกษาอำนาจเวียงป่าเป้าที่จังหวัดเชียงราย ที่บอกว่า "การเตรียมครูก็เหมือนกับการเตรียมทหารออกรบ ที่ต้องรู้จักสมรภูมิอย่างแท้จริง ทหารที่ถูกเตรียมไปรบที่ไม่รู้จักสมรภูมินั้นก็มีแต่ตายเปล่า เช่นเดียวกับครู การเตรียมครูนั้นก็ต้องสอนให้ครูรู้จักสมรภูมิชีวิตในท้องถิ่นจริงๆ ครูจึงจะสามารถออกไปมีบทบาทในการสอนเด็กๆ ให้รู้จักความเป็นจริงของชีวิตและความเป็นจริงของชุมชนได้..." 

แนวคิด "หลักสูตรไร้พรมแดน" หมายถึงการ "เปิดพรมแดน" ให้เด็กๆ ออกไปสัมผัสกับสภาพความเป็นจริง และลองทำจริงๆ ในชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้และทัศนคติ โดยอาศัยสื่อและสภาพที่เป็นอยู่ในชุมชนนั้นๆ เป็นแหล่งการเรียนรู้ เพราะธรรมชาติคือห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ 

พรุ่งนี้จะยกตัวอย่างของโรงเรียนที่ใช้ "หลักสูตรไร้พรมแดน" ในต่างจังหวัดเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าความคิดเรื่องปฏิรูปการศึกษานั้น ความจริงได้เริ่มจาก "ของจริง" ที่ห่างไกลจากกระทรวงศึกษาธิการ และควรจะเป็นการย้อนกลับไปให้ผู้ร่างนโยบายได้รับรู้ว่าการเรียนการสอนที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่ตำราและ "การสอบ" เลยแม้แต่น้อย 

เด็กเรียนรู้ในนาข้าว (4)

โรงเรียนวัดหนองหมู อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโรงเรียนประถมเล็กๆ มีนักเรียนไม่ถึง 200 คน มีครูเพียง 7 คน แต่ได้ทดลองหลักสูตรใหม่ที่แปลกแตกต่างไปจากการเรียนธรรมดา ถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษาโดยที่ไม่ต้องรอให้ผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯสั่งมา สิ่งแปลกใหม่ที่ว่านี้ เรียกว่า "หลักสูตรนิเวศในนาข้าว" เกิดจากความคิดของครูที่ต้องการให้ความรู้เรื่องระบบนิเวศตามธรรมชาติ และผลจากระบบนิเวศที่มีต่อคน ความรู้อย่างนี้ แต่ก่อนคิดได้ว่าจะต้องเข้าระดับมหาวิทยาลัย ต้องมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และอาจารย์เก่งกาจด้านนิเวศปริญญาเอกมาสั่งมาสอนเท่านั้น แต่ที่โรงเรียนวัดหนองหมูแห่งนี้ ครูเห็นว่า เรื่องของระบบนิเวศและธรรมชาติกับมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เด็กๆ สามารถเข้าใจและตระหนักได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว 

ครูจึงให้เด็กนักเรียนลงไปสัมผัสความเป็นจริงตามธรรมชาติภายในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง และกระตุ้นให้เด็กๆ เก็บข้อมูลไปศึกษาและวิเคราะห์โดยมีเป้าหมายที่เกี่ยวกับสังคมท้องถิ่นโดยตรง เป้าหมายนั่นก็คือ การลดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้ด้วย 

ในหนังสือ "ความจริงของแผ่นดิน" ที่จัดทำโดยคณะศึกษาว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์นั้นเขียนเอาไว้ว่า ภารกิจที่ท้าทายของครูโรงเรียนแห่งนี้ คือ ไม่ใช่เพียงให้เด็กไปเล่นสนุกในนาข้าวเท่านั้น แต่ยังต้องให้เด็กรู้จักคิดและเห็นปัญหาที่ผู้ใหญ่ทำไว้ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมและนิเวศวิทยา และให้เด็กได้คิดว่า เมื่อตัวเองเติบใหญ่แล้วจะมีแนวทางขจัดปัญหาที่เคยมีมาในรุ่นพ่อรุ่นแม่อย่างไรด้วย เมื่อเด็กลงลุยท้องไร่ท้องนา ก็ได้สำรวจแมลงชนิดต่างๆ ทั้งที่เป็นมิตรและที่เป็นศัตรูกับข้าว ได้เข้าใจถึงความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายในท้องนา เด็กๆ ได้ตามหาตัวมวนจู้จี้ มวนตาโตตามที่ครูแนะ และได้เรียนรู้ไปด้วยว่าแมลงอะไรที่ช่วยขจัดตัวมวนเหล่านี้ ไม่ให้มารบกวนข้าว หรือพืชบางอย่าง เช่น สะเดา ที่เป็นอาวุธของธรรมชาติในการไล่ตัวมวน ตัวเพลี้ยเหล่านี้ไม่ให้มากวนแปลงไร่แปลงนาได้ 

หลักสูตรนี้ทำให้เด็กได้เห็นว่าในแปลงนาที่ใช้สารเคมีนั้น ได้ฆ่าแมลงบางอย่างซึ่งเป็นเครื่องควบคุมศัตรูพืชตามธรรมชาติไป เด็กๆ เมื่อลุยท้องไร่ท้องนาแล้วก็เริ่มจะเห็นว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติเลย หากใช้ความสังเกตและชาญฉลาด ก็สามารถใช้ความลับของธรรมชาตินั้นเองเป็นเครื่องเพิ่มผลผลิตให้แก่ตนเองโดยไม่ต้องลงทุนเรื่องสารเคมี 

ประธานกรรมการของโรงเรียนวัดหนองหมู ชื่อ ลุงแคล้ว นิสสุ่ม บอกกับคณะทำงานการปฏิรูปการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์ นี้ว่า "ผมว่าการที่ครูมัวแต่สอนอยู่หน้าชั้น อธิบายอยู่กับกระดานดำ มันก็อธิบายได้จริง แต่กลับบ้านแล้วเด็กๆ มันก็ลืม ความรู้มันติดอยู่กับกระดาน แต่ถ้าผมเรียนอย่างที่อาจารย์พาเด็กๆ ลงไปเดินในท้องไร่ท้องนา มันเป็นความรู้ที่ติดตา ติดใจ ติดมือไปทำได้จริงๆ เด็กๆ ไม่เคยเรียนรู้ว่าข้าวกว่าจะได้กินนั้นมันยากเย็นแค่ไหน เด็กๆ เรียนแต่การวาดรูปรวงข้าว แต่ไม่เคยลองจับคันไถดูว่ามันเหนื่อยยากอย่างไร ไม่เคยรู้ว่าดำนา ถอนกล้า เกี่ยวข้าว มันเหนื่อยผิดกันหรือเปล่า..." 

นี่คือ การสอนให้เด็กไทยได้รู้จักแก่นแท้ของ "ระบบนิเวศ" และทำให้เด็กเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท้องถิ่น มองเห็นความหวัง และมีพลังใจกับการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงในท้องถิ่นจริงๆ หนังสือเล่มนี้บอกว่า นี่คือ การสร้าง "ภูมิปัญญาและความชาญฉลาด" ที่จะทำมาหากินในท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงและผาสุก 

การปฏิรูปการศึกษาอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมีคุณครูที่เก่งกาจเหนือมนุษย์ หากแต่ต้องการครูที่เข้าใจถึงหัวใจของการปฏิรูปและเข้าใจธรรมชาติของเด็ก หนังสือ "ความจริงของแผ่นดิน" ที่ผมไปขุดมาอ่านระหว่างช่วงวันหยุดเมื่อเร็วๆ นี้ให้ความคิดคำนึงได้ชัดเจน ดั่งที่สรุปว่า การได้ครูที่เข้าใจการปฏิรูปนั้นก็คือครูที่ทำให้ศักยภาพของเด็กที่มีอยู่แล้วเต็มที่ "ได้ฉายแววออกมาอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง" 

ครูเก่งๆ มีเต็มบ้านเมือง (5)

"ครูเก่งๆ ของเรามีอยู่เต็มแผ่นดิน" คือหัวข้อย่อยของหนังสือ "ความจริงของแผ่นดิน" เล่มสองซึ่งพยายามจะสร้างความสำนึกในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ในฐานะประธานคณะศึกษาโครงการ "การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทยเขียนเอาไว้ในคำนำว่าครูกว่า 500,000 คนของเราคือความหวังในการสานความฝันของแผ่นดิน และการนำแนวคิดบนแผ่นกระดาษไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผล 

ผมนั่งตะลุยอ่านหนังสือชุดนี้ด้วยความสนใจยิ่ง และไม่แน่ใจนักว่าคนไทยจะได้อ่านกันมากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้าหากนายกฯทักษิณ ชินวัตร ลงมาควบตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาและประกาศจะปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับสิ่งที่สังคมต้องการจริงๆ ให้ได้ ก็ยิ่งอยากให้ท่านได้อ่านผลการค้นคว้าศึกษาของคณะทำงานชุดนี้ เพราะข้อสรุปและตัวอย่างหลายด้านล้วนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ต้องเอาทฤษฎีมาพูดกันให้น้ำท่วมทุ่ง ไม่ต้องเอาหลักการมากล่าวอ้างกันให้ฟังดูขลัง แต่ไม่ได้ลงไปถึงระดับของเด็กไทยอย่างจริงจัง หนังสือชุดนี้เอาตัวอย่างจริงๆ ของครูในต่างจังหวัดที่ลงมือลงแรงเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการสอนอย่างน่าทึ่งยิ่งนัก 

เรามีทรัพยากรมนุษย์มากมาย เรามีศักยภาพมหาศาล แต่การปฏิรูปการศึกษาไปไม่ถึงไหนเพราะระดับหัวไม่ขยับ และติดยึดอยู่กับระบบราชการและการเมือง ตัวอย่างครูประสาน แสงไพบูลย์ และครูดำรงค์ สุภาษิต ของโรงเรียนพลูตาหลวงวิทยา บริเวณหาดแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบริเวณที่สภาพแวดล้อมชายฝั่งเสียหายไปมากมายจากขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรมและการประมงที่ผิดกฎหมาย ครูดำรงค์ ริเริ่มโครงการให้เด็กรุ่นใหม่มีความรู้ และจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสอนแนวใหม่ที่ไม่ติดอยู่กับห้องเรียน ครูทั้งสองใช้ "มุขการสอน" ผ่านกิจกรรมของศูนย์กิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ เช่น 
  1. ให้เด็กๆ ได้ทำจริง คิดเอง กระฉับกระเฉงกับการเรียนรู้ คือให้เด็กลงไปสังเกตธรรมชาติใต้ทะเลจริง เพื่อสำรวจศึกษาสภาพปัญหาการทำลายปะการังชายฝั่งจากมลพิษ และการทำประมงแบบไร้วินัย เป้าหมายคือให้เด็ก "คิดได้" ถึงรากเหง้าของปัญหา และร่วมกันมีส่วนพื้นฟูสภาพปะการังด้วยตนเอง ครูทั้งสองจับเด็กฝึกให้รู้จักดำน้ำซึ่งสร้างความสนุกและได้เรียนรู้จากของจริงไปด้วย 
  2. ให้กระบวนการกลุ่มกระตุ้นการเรียนรู้ โดยให้เด็ก "แลก" ความคิดกันในการร่วมกันศึกษาปัญหาและ "หาทางออก" ให้กับสภาพแวดล้อม มีการจัดค่ายและกิจกรรมภาคสนามให้เด็ก ไม่เฉพาะที่พลูตาหลวง แต่จัดให้เด็กๆ จากสถานศึกษาต่างๆ ถึงปีละประมาณ 4,000 คน 
  3. ให้ชุมชนเป็นหุ้นส่วนในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ด้วยการให้เด็กออกพบปะและร่วมรณรงค์เผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน 
  4. ให้ประสบการณ์ทุกอย่างถูกจัดเป็นระบบความรู้ ด้วยการศึกษาวิจัยเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ให้เด็กๆ ที่สนใจริเริ่มโครงการศึกษาวิจัยย่อยๆ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งได้อย่างน้อยปีละ 2 เรื่อง 

หนังสือเล่มนี้อ้างถึงคำพูดของครูประสานที่พลูตาหลวงวิทยาว่าด้วย "ใจครู-ใจศิษย์" ไว้อย่างนี้ 

"การเรียนรู้เริ่มจากการที่ครูกับศิษย์เข้ากันได้ ศิษย์ไว้ใจครูและพร้อมจะเปิดเผยตัวเองออกมา ครูเองต้องคอยดูว่าสิ่งที่ศิษย์คิดอยู่นั้น ครูจะไปแทรกการเรียนรู้ได้ตรงไหน ถ้าเขามีการเรียนรู้บางอย่างอยู่แล้ว ครูจะเสริมอย่างไรให้การเรียนรู้นั้นถูกพัฒนาต่อไป ข้อคิดนี้ผมได้มาจากครูดี ๆ ของผมเอง ครูดีๆ อีกหลายท่านมีลักษณะเช่นนี้ เราจึงรู้สึกรักครู รักเพราะเขามีความจริงใจให้เรา ถ้าหากจะให้เด็กเกิดอะไร เราต้องมีความจริงใจก่อน ทุกครั้งที่เราให้ความจริงใจ เด็กก็จะค่อยๆ ซึมซับและเรียนรู้ และจิตสำนึกที่เราคาดหวังในตัวเขาก็จะเกิดขึ้น...." 

เป็นคำพูดง่ายๆ ที่กินความลึกซึ้ง และนี่คือหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา เพราะถ้าจะทำกันจริงๆ ต้องลงมาที่ "หัวใจของครู, หัวใจของนักเรียน" เท่านั้น 

ความฝันของแผ่นดิน (6)

ผมเขียนเรื่องปฏิรูปการศึกษามาห้าวัน ส่วนใหญ่เป็นเพียงการย่อยความจากหนังสือชุด "การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์" ที่น่าสนใจยิ่ง และไม่ต้องการให้ผลงานนี้เพียงวางประดับไว้บนหิ้งหนังสือเก่าเท่านั้น อยากให้รัฐบาลนำเอาข้อสรุปและข้อเสนอไปวิเคราะห์วิจัยใช้อย่างเอาจริงเอาจัง ยิ่งเห็นนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ลงมาควบเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯด้วย ก็ยิ่งอยากให้ท่านได้อ่านได้ย่อยข้อเสนอจากคณะทำงานที่ต้องถือว่าเป็น "มันสมอง" ของชาติอย่าง ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต นายแพทย์เกษม วัฒนชัย (อดีตรัฐมนตรีศึกษาฯหมาดๆ) ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ (เสียชีวิตแล้ว) อาจารย์เติมศักดิ์ กฤษณามระ คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  ดร.เจตนา นาควัชระ คุณเตือนใจ ดีเทศน์ คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นต้น เพราะภารกิจของคนรุ่นนี้ก็คือ การทำให้การศึกษามีความเป็นเลิศเพื่อสร้างชาติในรุ่นต่อๆไป ซึ่งหากมองในระยะยาวแล้ว ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเมืองและเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าความพิกลพิการของโครงสร้างการเมืองไทยนั้น ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางและลุ่มลึกเพียงพอที่จะทำให้เกิดโฉม หน้าใหม่ของแนวทางการศึกษาแห่งชาติอย่างที่เราพึงหวังเท่านั้นเอง 

"ความฝันของแผ่นดิน" ที่เป็น "บทส่งท้าย" ของหนังสือเล่มนี้ ย่อมจะเป็น "ความฝัน" ของเราคนไทยทุกคนเช่นกัน เพราะผู้เขียนบันทึกความรู้สึกไว้ได้อย่างตรงประเด็นอย่างยิ่งว่า เราฝันเห็นภาพเมืองไทย ที่ไปในหมู่บ้านเล็กๆ ก็มีแผงขายหนังสือ ที่มีหนังสือดีจำหน่าย และได้รับการอุดหนุนอยู่ไม่ขาด เราฝันถึงสังคมไทยที่เป็น "สังคมนักอ่าน" ฝันถึงคนไทยที่บอกรับเป็น สมาชิกหรืออ่านวารสารที่ตนโปรดคนละ 2-3 ฉบับ ไม่รวมหนังสือพิมพ์ ซึ่งอ่านเป็นปกติอยู่แล้ว และเป็นหนังสือพิมพ์ดีๆ ที่ไม่ได้ขายแต่รูปภาพและความตื่นเต้น 

เราฝันถึงการมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ โรงละครย่อมๆ สถานที่จัดแสดงนิทรรศการ ขนาดกำลังเหมาะอยู่ทุกหนทุกแห่ง และสถานที่แห่งสุนทรียภาพทางจิตใจ และความเบิกบานทางปัญญาเหล่านี้ จะง่วนอยู่กับการหาอะไรใหม่ๆ มาให้สมาชิก ในชุมชนตลอดปี และบัตรเข้าดูเข้าชมสถานที่เหล่านี้ "ถูกจอง" ล่วงหน้าอย่างคึกคัก 

ในฝันนั้น หากเข้าไปเยี่ยมเยียนบ้านคนไทยสักครอบครัวหนึ่งแล้ว ก็จะไม่เห็นแต่ทีวี วิดีโอและสเตอริโอหรือเครื่องปรับอากาศ แต่จะเห็นหนังสือพอคเก็ตบุ๊คหรือนิตยสารใหม่ๆ ที่เพิ่งวางแผงกองอยู่มุมหนึ่ง เห็นข่าวตัดที่ "สะดุดความคิด" จากหนังสือพิมพ์หล่นๆ อยู่ทางหนึ่ง ตั๋วไปดูหุ่นกระบอกวันเสาร์เสียบอยู่ในครัว และก่อนจะลากลับก็แอบได้ยินพ่อบ้าน แม่บ้านกำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่อง "คนไทยมาจากไหนกันแน่" จากบทความที่อ่านเจอในหนังสือพิมพ์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว 

เราฝันที่จะให้คนไทยมีการศึกษาขั้นต่ำถึงชั้นมัธยมปลายทุกคน และหากต้องการ "ปริญญาใบนั้น" ให้ได้จริงๆ ก็มีทางเลือกให้พอสมควรอย่างไม่ยากนัก ในการศึกษาระบบเปิดที่สามารถเรียนได้ด้วยตนเองอยู่กับบ้าน หรือในระบบปกติที่สามารถ "สมัครเข้า" เป็นนักศึกษาได้โดยสะดวกกับสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่ไกลบ้านจนเกินไป ไม่ใช่ "สอบเข้า" และรอผล "แพ้-ชนะ" เหมือนที่เป็นอยู่ 

เราฝันถึงหลักสูตรในโรงเรียน ที่ไม่ใช่หลักสูตร "กวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย" ตั้งแต่อนุบาลอีกต่อไป แต่เป็นหลักสูตรที่ "กวดขันความเป็นมนุษย์" ด้วยการถ่ายทอดความรอบรู้ทางอารยธรรมและ ประวัติศาสตร์ การปลูกฝังค่านิยมและคุณธรรมในการดำรงชีวิต การสอนให้คน "รู้จักตนเอง" ด้วยกิจกรรมที่นำเด็กไปสัมผัส มนุษย์ด้วยกันและสัมผัสชีวิตในชุมชน และชุมชนเองก็เข้ามามีส่วนช่วยจัดหลักสูตรและสนับ สนุนการศึกษาของโรงเรียนอย่างเต็มที่ 

เราฝันให้การเรียนในมหาวิทยาลัยที่เป็นหลักสูตร "สร้างผู้นำประเทศ" จริงๆ ด้วยการสอนให้คนมีอุดมคติรักบ้านเมือง รักวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับความแข็งแกร่งทางวิชาการ วิชาชีพ และพลังในการคิด วิเคราะห์ และวิจารณ์สิ่งต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ และมีความเข้าใจอันดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ในยุคแห่งการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมนี้ 

เราฝันให้สังคมไทยที่ไม่ใช่สังคม "บ้าปริญญา" แต่เคารพ "การทำงานได้" มากกว่า สังคมที่เงินเดือนไม่ถูกจำกัดอยู่ด้วยกระดาษแผ่นเดียว แต่พุ่งขึ้นไปตามความชำนาญในงานอย่างแท้จริง เราอยากจะเห็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ที่ "ไม่ได้เรียนสูงๆ" แต่เชี่ยวชาญ อาจจะเงินเดือนมากกว่าวิศวกรปริญญาที่เพิ่ง "หัดงาน" หลายเท่า และสุดท้ายของความฝันคือการสร้างความ "พอดี" ของสังคมไทย เพื่อความพอดีระหว่างความเข้มแข็งมั่นคงทางเศรษฐกิจ กับความอบอุ่นและมีเอกลักษณ์ของสังคม เพื่อความพอดีระหว่างการ แข่งขันกับความร่วมมือกับนานาประเทศ 

ความพอดีระหว่างการ "แสวงหา" กับการ "ให้" เพื่อความพอดีระหว่างการ "ใช้ชีวิต" ในสังคมยุคใหม่กับการ "มีชีวิต" ที่สมถะทรงคุณค่าและมีสุนทรียะทางจิตใจ เพื่อ "ชีวิตแห่งการเรียนรู้" และ "สังคมแห่งภูมิปัญญา" จำเป็นที่เราต้องมีสติสำนึกอยู่ในความสามัคคี อันจะพาคนไทย สังคมไทย และลูกหลานไทยก้าวไปในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างผาสุก มั่นคงและรักษา "ความเป็นไทย" ไว้ได้ตลอดปี 

นี่มิใช่หรือที่เป็น "ความฝันร่วมของคนไทย" ทั้งประเทศ - และนี่มิใช่หรือคือเป้าหมายที่แท้จริงของการ "ปฏิรูปการศึกษา" ที่เราได้เรียกร้องกันมาหลายทศวรรษแล้ว?

Go back to the Main Page

Posted on: 21/07/44

Hosted by www.Geocities.ws

1