ในตอนนั้น กระแสสังคมส่วนใหญ่เชื่อกันว่า หากต่างชาติเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล อีกไม่นาน เงินลงทุนก็จะไหลกลับเข้ามา ฉุดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหายนะ ความเชื่อเช่นนี้เองที่ทำให้รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ถูกต่อต้านจากชนชั้นกลางในเมือง และสื่อมวลชนด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ทีมเศรษฐกิจไม่มีฝีมือ ไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ จนพลเอกชวลิตต้องลาออกไปหลังจากที่เป็นรัฐบาลได้เพียง 11 เดือน และความเชื่อเช่นนี้เอง ทำให้ไม่มีใครตั้งคำถามในเรื่องแนวทางแก้ปัญหาของธารินทร์ว่าถูกต้องหรือไม่ ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยในเรื่องความแตกต่างระหว่างการบริหารธนาคารพาณิชย์ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบปี เมื่อข้อเท็จจริงเริ่มปรากฎว่า การเดินตามแนวทางของไอเอ็มเอฟนั้นผิด และการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินของธารินทร์ส่อว่า มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และปกปิดความผิดพลาดของตนและพวกพ้อง แนวทางการ แก้ไขปัญหาของธารินทร์ จึงเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ขนาดความซับซ้อนและความรุนแรงของปัญหา มีมากกว่าที่คาดคิดกันไว้ ไม่มีสูตรสำเร็จในการแก้ไข ถ้าหากธารินทร์จะยอมรับความผิดพลาด รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และปรับปลี่ยนแนวทางการแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาเสียใหม่ ประเทศชาติก็คงจะไม่บอบช้ำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่เขายืนยันในความถูกต้องของตนเอง ภายใต้การปกป้องของชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ด้วยคำพูดทำนองว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง
วันนี้ ต่างจากเมื่อ 3 ปีก่อนโดยสิ้นเชิงไม่มีใครเชื่อน้ำยาเขาอีกต่อไปแล้ว จากดาวรุ่งทางการเมืองที่ถูกวางตัวว่า เขานั่นแหละคือนายกรัฐมนตรีในอนาคตของประเทศไทย ถึงวันนี้ หลังการประกาศยุบสภา คือ การปิดฉากอนาคตทางการเมืองของธารินทร์ ด้วยความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ตัวเองพ่ายแพ้นั้นไม่เท่าไร เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ความล้มเหลวของธารินทร์ ทำให้ประเทศไทยต้องย่อยยับไปด้วย อย่างที่ไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไร
ธารินทร์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วครั้งหนึ่ง ในสมัยชวน 1 เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การแก้ไขปัญหาภาคการเงิน และสถาบันการเงินก่อนจะช่วยให้เศรษฐกิจในส่วนอื่นฟื้นตามได้ มาตรการเร่งด่วนในช่วงแรกจึงเน้นไปที่มาตรการด้านการเงิน ในปี 2540 หลังการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล "ชวน 2" นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ที่ถูกแนะนำโดยไอเอ็มเอฟ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ธารินทร์ก็นำมาใช้โดยไม่ได้ดัดแปลงไปจากรัฐบาลของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเลยก็คือนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง และลดปริมาณเงินในระบบเพราะเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูง จะดึงเงินลงทุนของชาวต่างชาติไว้ในประเทศได้ และทำให้เกิดความมั่นใจและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินได้เป็นอย่างดี
นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย เนื่องจากผู้คัดค้านเห็นว่านโยบายดอกเบี้ยสูงนั้นจะก่อให้เกิดการล่มสลายของธุรกิจเป็นจำนวนมาก และจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ในปี 2541 เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะย่ำแย่อย่างมากคือ ณ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 15.5 % เศรษฐกิจก็หดตัวลงถึง10.4 เปอร์เซ็นต์ จากที่ในหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่ 2-5 คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะหดตัวลงไม่เกินเลขหนึ่งหลัก สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2541 มีคนตกงานเพิ่มขึ้น 1-2 ล้านคนเป็นอย่างน้อย NPLโดยเฉลี่ยในระบบนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ธนาคารที่รัฐเข้าไปแทรกแซงนั้น NPLเพิ่มขึ้นสูงไปอยู่ในระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ธารินทร์ รมว.คลังฯ เพิ่งเริ่มตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินนั้นยังไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร และจะเป็นตัวฉุดระบบเศรษฐกิจได้ ทางรัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2541 โดยมาตรการดังกล่าว ต่อมาเรียกกันสั้นๆ ว่า "มาตรการ 14 สิงหา" แก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน โดยจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเพิ่มทุนทั้งในกองทุนขั้นที่ 1 และ 2 โดยได้ออกพรก.เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถออกพันธบัตรมูลค่า 300,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้ธนาคารต่างๆ ที่อ่อนแอมีการปิดควบรวมกิจการ หรือเพิ่มทุนอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ธนาคารเหล่านี้สามารถกลับมาทำหน้าที่หมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยการรับฝากและให้กู้เงินให้แก่ภาคการผลิตได้อย่างเร็วที่สุด ซึ่งในวันเดียวกัน ก็มีการแถลงว่าพันธบัตรมูลค่า 300,000 ล้านบาทนั้นจะถูกหมุนขยายให้เป็นสินเชื่อได้ถึง 12 เท่าของเงินต้นคือ เป็นเงินกว่า 3.6 ล้านล้านบาท ขณะที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงินได้กล่าวว่ามาตรการ 14 สิงหานี้ รัฐบาลนำมาใช้ปฏิบัติการช้าเกินไปถึง 6 เดือน ต่อมาไม่นานนักมาตรการ 14 สิงหาก็สำแดงผลออกมาอย่างชัดเจนว่าล้มเหลว เนื่องจากจนถึงปลายปี 2542 เงินกองทุนใช้ไปเพียง 48,700 ล้านบาทเท่านั้นจาก 300,000 ล้านบาท โดยธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับธารินทร์มากที่สุดใช้เงินกองทุนไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ คือ กว่า 37,400 ล้านบาท
จนกระทั่งปัจจุบัน ตัวเลขเมื่อสิ้นเดือนก.ย. 2543 มาตรการนี้ก็พิสูจน์ได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ
- ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในเดือน ก.ย. 2543 ลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ 5.2 ล้านล้านบาทในเดือน ก.ย. 2542 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจย่ำแย่มากแล้ว เหลือเพียง 4.74 ล้านบาทเท่านั้น
- ขณะนี้ตัวเลขหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ณ สิ้นเดือนก.ย. 2543 ถึงแม้จะลดลงเหลือ 1.12 ล้านล้านบาทหรือ 22.78 เปอร์เซ็นต์ของสินเชื่อรวม แต่สาเหตุที่
NPL
ลดลงนั้นก็ไม่ได้มาจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
หรือภาคการผลิตที่สามารถทำการผลิตได้มากขึ้น แต่เกิดจากการโอนหนี้เสียของธนาคารกรุงไทยไปให้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) กว่า 5.3 แสนล้านบาท
ทั้งนี้หากแยก NPL รายกลุ่มในเดือนกันยายน
2543 จะปรากฏดังนี้
ธนาคารเอกชนมี NPL 5.26 แสนล้านบาท และสินเชื่อรวม 2.62 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20.11% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงสุทธิจากเดือนก่อน 4.77 หมื่นล้านบาท หรือ 8.31% เนื่องจากเดือนกันยายนนี้ธนาคารดีบีเอสไทยทนุโอนขายหนี้ให้ต่างประเทศ
ธนาคารของรัฐ มี NPL 4.93 แสนล้านบาท และสินเชื่อรวม 1.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น33.09% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงสุทธิจากเดือนก่อนหน้า 4.22 แสนล้านบาท หรือ 46.13%ลดลงมากจากเดือนก่อนที่มี NPL 9.14 แสนล้านบาท เนื่องจากธนาคารกรุงไทยโอน NPL ไป AMC เป็นสำคัญ
สาขาธนาคารต่างประเทศ มี NPL คงค้างทั้งสิ้น 3.93 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อรวม6.31 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.23% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงสุทธิจากเดือนก่อน 7.4พันล้านบาท หรือ 15.83% และบริษัทเงินทุน มี NPL คงค้างทั้งสิ้น 5.72 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อรวม 1.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 35.69% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงจากเดือนก่อน 1.1พันล้านบาท หรือ 1.84%
ขณะที่ตัวเลข ณ กลางปี 2543 ตัวเลขเม็ดเงินของกองทุนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่เตรียมไว้ 3 แสนล้านบาทนั้นถูกใช้ไปเพียง 1 แสนล้านบาท ธนาคารพาณิชย์เอกชนยังประสบปัญหาเรื่องการเพิ่มทุนไม่เพียงพอ ในการรองรับ NPL ทำให้ผู้ประกอบการล้มละลายอย่างต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ เพราะสินเชื่อไม่ได้ถูกปล่อยออกมา ส่วนผู้ฝากเงินต้องทนรับชะตากรรมจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับที่ต่ำติดดิน
สาเหตุที่กระทรวงการคลังและธปท. วางนโยบายการเพิ่มทุนธนาคารพาณิชย์เอกชน ต่อเนื่องด้วยการขายธนาคารที่แทรกแซงเป็นของรัฐ โดยเน้นเม็ดเงินของต่างชาติเป็นหลัก เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานความคิดที่ว่า ประเทศไทยต้องอาศัยทุนต่างประเทศเท่านั้นจึงจะฟื้นได้
นอกจากนี้ การยืนยันเจตนารมณ์ที่ใช้โครงการเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 1 และ 2 ภายใต้มาตรการ 14 สิงหา ยิ่งกลายเป็นการซ้ำเติมวิกฤติสถาบันการเงินมากกว่าการแก้ปัญหา เพราะนอกจากแบงก์เอกชนไม่สามารถหาเงินทุนจากต่างประเทศได้เพียงพอแล้ว ยังไม่สนใจเข้าร่วมโครงการฯตามมารตรการ 14 สิงหาด้วย โดยสังเกตได้จากเงิน 3 แสนล้านบาทที่วางแผนไว้แต่ต้นมีการใช้ไปเพียง 1 ใน 3 หรือ 1 แสนล้านบาทเท่านั้น ในส่วนของธนาคารก็มีเพียงธนาคารไทยพาณิชย์และทหารไทยเท่านั้นที่ขอรับความช่วยเหลือในโครงการเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 1 ส่วนธนาคารที่เข้ายึดโดยธปท. และกลายเป็นธนาคารของรัฐนั้นที่ขายไปก็เป็นการขายแบบขาดทุนประกอบด้วย ธนาคารแหลมทอง ธนาคารนครธน และธนาคารศรีนคร ส่วนธนาคารนครหลวงไทยที่ยังไม่ขายนั้น สินทรัพย์ ก็เสื่อมค่าลงทุกวัน
ปรส.ปล้นชาติทำกองทุนล้มละลาย
ในส่วนของการจัดการปัญหา 56 สถาบันการเงินได้วางนโยบายผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นคือ ธารินทร์ จะพูดโดยตลอดว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และการเงินของประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากการทำจดหมายแสดงเจตจำนง (LOI) ฉบับที่ 1 สมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธทั้งสิ้น คือโยนความผิดให้กับรัฐบาลก่อนโดยตลอด ตนเป็นเพียงผู้เข้ามาแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
(สรุปรายละเอียดจดหมายแสดงเจตจำนง
(LOI) ทุกฉบับท้ายบทความ)
ต่อมาวันที่ 20 พ.ย. 2540 ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลชวน 2 ได้แถลงนโยบายอย่างสวยหรู โดยการกำหนดแผนดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และวางแผนไปถึงระยะยาว ขณะนั้น นโยบายเร่งด่วนที่ประกาศคือ การเสริมสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและการเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ และได้ออกมาตรการคือ ต้องแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวทันที โดยให้องค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ดำเนินการ 3 แนวทางคือ
- กลุ่มบริษัทที่สามารถเพิ่มทุนให้เปิดดำเนินการได้ทันที
- กลุ่มที่จำเป็นต้องควบรวมให้จัดการให้มีการควบรวมกิจการทันที
- กลุ่มบริษัทที่มีปัญหาและต้องปิดกิจการให้จัดการแบ่งแยกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี และเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินภายในหรือต่างประเทศรับไปบริหารส่วนสินทรัพย์ดี
ผลที่ตามมาจากมาตรการข้างต้นคือ
- มีการปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งและอนุมัติให้ 2 แห่งเปิดดำเนินการต่อไปได้
- หลังการปิดสถาบันการเงินไม่ได้แยกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดีให้สถาบันการเงินอื่นไปบริหาร เพราะผู้บริหารปรส. อธิบายว่า ปรส.ไม่ได้มีหน้าที่ไปแยกหนี้ดี-หนี้เสีย ไม่มีหน้าที่ประนอมหนี้ ไม่มีหน้าที่รักษาค่าของสินทรัพย์ให้คงอยู่หรือดีขึ้น ปรส.มีหน้าที่เพียงเลหลังขายสินทรัพย์ราคาถูกๆ เท่านั้น
- วันที่รัฐบาลชวน หลีกภัยรับงานไปจากรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนมีอยู่ประมาณ 984,000 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูในวันนั้นถือหลักประกันของบริษัทเงินทุนเหล่านี้ในมูลค่า 984,000 ล้านบาท ถ้าหากมีการควบรวมแยกหนี้ดี-เสีย จริงๆ ตามแผนที่ทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว (เพราะทุกบริษัทได้มีการ Due Diligence และมีแผนควบรวมไว้เรียบร้อยแล้ว) ปัญหาก็คงไม่เกิดขึ้น
การระงับกิจการชั่วคราวเป็นการระงับความเสียหายไม่ให้เพิ่มขึ้นเพื่อรอการทำแผนฟื้นฟู ควบกิจการ หรือการแยกหนี้ดี-เสีย เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งถ้ากระทำตามนโยบายเดิมหรือนโยบายเร่งด่วน ความเสียหายก็คงจะไม่สูงถึง 620,419 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเสียหายนี้ต้องตกเป็นภาระของสถาบันการเงินเหล่านี้ กับเจ้าหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นหนี้ของภาคเอกชนที่ประชาชนไทยทั้งประเทศไม่ต้องมาแบกรับภาระ
ใน LOI ฉบับที่ 1 มีการกำหนดไว้ชัดเจนข้อหนึ่งว่า รัฐบาลไทยจะไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินมาชำระแทนเอกชน เป็นเรื่อง moral hazard ที่ไอเอ็มเอฟเห็นด้วย แต่ธารินทร์กลับไปแก้และออก LOI ฉบับต่อๆ มา แล้วออกพระราชกำหนด (พรก.) ให้รับโอนภาระความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู 5 แสนล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่ผูกพัน์กันมาก่อน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะจะโอนภาระหนี้ของเอกชนมาเป็นของรัฐได้อย่างไร ทำไมประชาชนทั่วไปซึ่งไม่ได้ก่อหนี้เหล่านี้จะต้องออกมารับภาระหนี้นี้แทน ในการเจรจากับไอเอ็มเอฟ ไทยไม่เคยยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ และไอเอ็มเอฟเองก็บอกว่าทำไม่ได้และไม่ควรทำ แต่ไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า ใน LOI ฉบับที่ 2 และ 3 รัฐบาลนี้ไปเจรจารับภาระทำไม และที่สำคัญ ไอเอ็มเอฟเห็นชอบได้อย่างไร การไปรับโอนหนี้ของเอกชนมาเป็นหนี้ของรัฐและประชาชนเป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างมหาศาล การประกาศว่ารัฐจะดูแลผู้ฝากและผู้ให้กู้ที่ทำธุรกิจถูกต้องเป็นเพียงการบรรเทาสถานการณ์ของการระดมถอนเงินเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับให้กองทุนฟื้นฟูสละสิทธิ์หนี้บุริมสิทธิ์ของหลักประกันที่กองทุนฯ ถือ ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินเหล่านี้ก็เพียงเพื่อเอาใจเจ้าหนี้ต่างประเทศที่ให้กู้แบบปล่อยกู้โดยไม่มีหลักประกัน (clean loan) เป็นการเอาใจฝรั่งโดยการผลักภาระความเสียหายให้คนไทยที่ไม่รู้เรื่อง
ความเสียหายขณะนี้สูงถึง 7 แสนล้านที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความบกพร่องผิดพลาดและการปฏิบัติที่ไม่โปร่งใสของ ปรส.ที่นำสินทรัพย์ดีๆ ไปขายแบบเลหลัง และนโยบายที่รัฐบาลเคยประกาศเอาไว้แต่แรกว่าจะป้องกันความเสียหายนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้มีการปฏิบัติเลยกลับนำไปขายให้กับต่างชาติโดยเฉพาะ และชาวต่างชาติก็ทำกำไรไปมหาศาล ความเสียหายไม่หยุดแค่ 7 แสนล้านบาท เพราะการปิด 56 บริษัทเงินทุน เป็นการทำลายความมั่งคั่งของระบบสถาบันการเงินที่เหลือ และนักธุรกิจไทยอีกจำนวนมากอย่างไม่สามารถที่จะคำนวณได้ ปรส.ขายทรัพย์สินแบบเลหลัง โดยได้ราคาไม่ถึง 15-20% ของมูลค่าจริง การลดลงของมูลค่าทรัพย์สินเหล่านี้ทำให้สินทรัพย์และฐานะของทุกธนาคาร รวมทั้งเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ทั่วประเทศกระทบกระเทือน และลดลงทั้งระบบ นั่นคือทำให้คนไทยจนลงถ้วนหน้า สร้างปัญหาแก่ธุรกิจ ทำลายความมั่นคงของระบบธนาคารและนำไปสู่การจำนำอนาคตทางเศรษฐกิจของไทยไว้กับต่างชาติ และคนที่ได้ผลประโยชน์ก็คือต่างชาติ คนไทยกลายเป็นเพียงลูกจ้าง
เลี่ยงกฎหมายเอาคลังค้ำหนี้เน่า
ล่าสุดธารินทร์ มีวาระนำเรื่องการชดเชยการขาดทุนอีกกว่า700,000 ล้านบาทให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 31 ตุลาคม ซึ่งการชดเชยดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดและมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า การชดเชยให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯแต่ละครั้งว่ามีจำนวนเท่าใด เขาบอกว่า ในการเสนอคณะรัฐมนตรีนั้นจะให้ที่ประชุมพิจารณากรอบที่กระทรวงการคลังชดเชยให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯว่า มีวิธีการอย่างไร แต่จะไม่ให้เป็นภาระแก่งบประมาณตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่กระทรวงการคลังจะชดเชยให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้นจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและมีความชัดเจน
ทั้งยังกล่าวอีกว่า ความเสียหายที่คาดว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะได้รับนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าจากการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก 70,000 ล้านบาท การเข้าไปช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ต่างๆ รวมถึงธนาคารกรุงไทยและการซื้อหนี้เสียกว่า 500,000 ล้านบาทจากธนาคารกรุงไทยด้วยนั้น เมื่อคิดเป็นราคาปัจจุบันแล้วประมาณ 717,000 ล้านบาท บนสมมติฐานว่า หนี้เสียทั้งหมดจะสามารถติดตามให้ชำระคืนได้ร้อยละ 40
สรุปกองทุนฟื้นฟูฯขาดทุน 1.2 ล้านล้าน
ธารินทร์กล่าวว่า เดิมนั้นกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย มีสมมติฐานในการคำนวณความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯแตกต่างกัน โดย ธปท.เห็นว่า อาจเกิดความเสียหายประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ขณะที่กระทรวงการคลังเห็นว่า ควรอยู่ที่ประมาณ 800,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการหารือและมีการคำนวณองค์ประกอบต่างๆ แล้ว จึงสรุปว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 717,000 ล้านบาท ข้างต้น เมื่อรวมกับการที่กระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตร 500,000 ล้านบาทชดเชยให้แก่สถาบันการเงิน 56 แห่งไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 แล้ว เท่ากับ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯทั้งสิ้นประมาณ 1.217 ล้านล้านบาท
การขายทรัพย์สิน 56 ไฟแนนซ์ของ ปรส.ในเบื้องต้นขาดทุนไปประมาณ 570,000 ล้านบาท สูงกว่าเดิมที่คาดการณ์ไว้ 500,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังเหลือสินทรัพย์อีกประมาณ 100,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้จำหน่ายและอยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดี หากได้มาเท่าไรก็ต้องนำไปหักออกจาก 700,000 ล้าน ซึ่งจะทำให้ความเสียหายลดลงอีก การที่ธารินทร์อ้างว่าการชดเชยดังกล่าวจะไม่เป็นภาระงบประมาณเพราะวิธีการที่ใช้นั้น คือ ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นผู้ออกพันธบัตรและให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนพันธบัตรจะออกในแต่ละงวดและค้ำประกันเท่าใดนั้น จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อพิจารณา โดยจะมีหลักเกณฑ์ตามที่กำหนด อาทิ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างแน่ชัดแล้ว
กฤษฎีกาชี้การค้ำประกันพันธบัตรอาจผิดกฎหมาย
ต่อมาก็มีการเปิดเผยด้วยว่า
ก่อนหน้านี้ธารินทร์ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพื่อหารือถึงการที่กระทรวงการคลังจะค้ำประกันพันธบัตรที่ออกโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯว่า สามารถทำได้หรือไม่ โดยถามคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 ประเด็น คือ
- กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯเป็นหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.กำหนดอำนาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกัน พ.ศ.2510 ได้หรือไม่
- กระทรวงการคลังสามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยพันธบัตรที่ออกโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯแทนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้หรือไม่ เมื่อพันธบัตรดังกล่าวครบกำหนดชำระ
คณะกรรมการกฤษฎีกาก็วินิจฉัยว่า ในข้อที่ 1 กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ แต่ในข้อที่ 2 คณะกรรมการเห็นว่า การใช้วิธีการดังกล่าวก็คือการกู้เงินนั่นเอง จึงไม่สามารถทำได้ เพราะต้องออกเป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด เนื่องจากวงเงินเกินกว่า พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณกำหนด อย่างไรก็ตาม ธารินทร์ได้ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยหาทางออกว่าจะชดเชยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯด้วยวิธีการใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่วิธีการออกกฎหมาย เมื่อมีปัญหาในข้อกฎหมายเช่นนี้ ทางคณะกรรมการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตอบข้อหารือของกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการ เพราะจะมีผลกระ
ทบต่อการบริหารงานของรัฐบาล ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงทำหนังสือตอบข้อแรกเพียงข้อเดียว คือ กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้ ส่วนวิธีการกระทรวงการคลังต้องดำเนินการเอง
เลี่ยงให้กองทุนฟื้นฟูออกพันธบัตร
วิธีการที่กระทรวงการคลังจะชดเชยความเสียหายแต่ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯเป็นผู้ออกพันธบัตรเองและกระทรวงการคลังค้ำประกันให้นั้น ก็เหมือนกับกระทรวงการคลังเป็นผู้รับภาระเองเพียงแต่เลี่ยงให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ออกแทน เพราะหวั่นเรื่องการเมือง เพราะในที่สุดแล้วกระทรวงการคลัง จะต้องรับภาระเองทั้งหมดเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะมารับภาระหนี้จากการออกพันธบัตรดังกล่าว แหล่งข่าวจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯให้ความเห็นว่า ตัวเลขความเสียหายที่ประมาณการร่วมกันกับกระทรวงการคลังล่าสุดอยู่ที่ 850,000 ล้านบาท ส่วนตัวเลข 717,000 ล้านบาทยังไม่ได้พูดคุยกันและยังไม่เห็นตัวเลขดังกล่าว หากลดลง 100,000 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นภาระหนัก
นอกจากนี้ ยังมีภาระการชดเชยจากรายได้ที่ขาดหายไปจากลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (Yield Maintenance) และการร่วมแบ่งรับผลกำไรขาดทุนจากการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (Gain/Loss Sharing) ให้แก่สถาบันการเงินที่ทางการเข้าไปแทรกแซงที่มีการประมาณการความเสียหาย ในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีประมาณ 7-8 แสนล้านบาท แต่เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะทยอยมาเรื่อยๆ ที่จะต้องรับมาเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มเติมต่อจาก 5 แสนล้านบาทในระยะเวลาอันใกล้นั้น ก็คงจะไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ตัวเลขยังไม่แน่นอน เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า 2.1 แสนล้านบาท บางคนก็บอก 2.8 แสนล้านบาท
หนี้ภาครัฐอีก 5
ปีเพิ่มขึ้นอีก
สำหรับยอดหนี้คงค้างของภาครัฐ เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้เพิ่มจากร้อยละ 14.8 ในปี 2539 เป็นประมาณร้อยละ 52 ในปี 2543 ขณะที่ภาระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.7 ในปี 2539 เป็นประมาณร้อยละ 9.1 ในปี 2543 และจากการประมาณการณ์ใน 5 ปีข้างหน้า (2544-2548) พบว่าภาระหนี้ต่องบประมาณจะเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณร้อยละ 17 ในปีงบประมาณ 2547 ในกรณีที่มีการชดเชยความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯเพิ่มเติม 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าว
ส่วนยอดหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯที่เกิดขึ้น ยังไม่นับเป็นภาระของรัฐบาล จนกว่าความเสียหายสุทธิจะปรากฏชัดเจนแล้ว ณ สิ้นปี 2540 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มียอดหนี้คงค้างเท่ากับ 893,111 ล้านบาท ได้ลดลงมาเหลือ 773,941.10 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2543 การเปลี่ยนแปลงในยอดหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯนอกจากจะเป็นผลจากการแปลงหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯเป็นของรัฐบาลแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากการที่สถาบันการเงินมีสภาพคล่องและมีเสถียรภาพมากขึ้น สถาบันการเงินสามารถชำระหนี้คืนได้บางส่วน นอกจากนั้น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯยังมีรายรับจากการขายหุ้นธนาคารและผลตอบแทนอื่นด้วย
จากการประมาณการณ์ความเสียหายที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะต้องชดเชยความเสียหายและรายได้จากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากการขายธนาคารของรัฐประมาณ 382,029 ล้านบาททั้งนี้ ไม่รวมความเสียหายในส่วนอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
สรุปสาระสำคัญของหนังสือแสดงเจตจำนงจากฉบับที่ 1-8
เตือนความจำประชาคม สองปีเศษภายใต้ผลงานของรัฐบาลชวน จากหนังสือแสดงเจตจำนงที่ถูกบัญชาจากไอเอ็มเอฟชี้ให้เห็นกระบวนการทำงานของคนไทยใจฝรั่งที่พร้อมสมคบกับต่างชาติสร้างพันธกรณีเพิ่มทุกข์จากวิกฤติ เศรษฐกิจให้หนักและผูกพันมาถึงปัจจุบันและจะล่วงสู่อนาคต ความเปลี่ยนแปลงในภาคเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากพันธกรณีที่ประเทศไทยทำขึ้นตามคำบัญชาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ผ่านหนังสือแสดงเจตจำนงหรือแอลโอไอ
แรกเริ่มที่รัฐบาลชวน หลีกภัย เข้ามารับตำแหน่งบริหารประเทศเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 รัฐบาลเชื่อว่า หากทำตามพันธกรณีของไอเอ็มเอฟแล้วจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่สองปีเศษที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พันธกรณีต่างๆเหล่านั้น ไม่ได้ส่งดีต่อเศรษฐกิจแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามประเทศไทยซ้ำเติมทุกข์ของคนไทยมากขึ้น การล้มละลายของธุรกิจ การยึดครองกิจการของคนไทยโดยคนต่างชาติ ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเป็นลำดับ
เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้น "ผู้จัดการ"ได้รวบรวมสาระสำคัญของหนังสือแสดงเจตจำนงจากฉบับที่ 1-8 ที่ไทยได้ตกลงไว้กับไอเอ็มเอฟ (LOI1-8) ที่เกี่ยวเนื่องกับการออกกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม ซึ่งจะเห็นถึงพัฒนาการต่างๆที่รัฐบาลไทยจำนนต่อต่างชาติดังนี้
LOI
ฉบับที่ 1 (14 สิงหาคม 2540)
(พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ)
- พันธกรณีในการดำเนินนโยบายเน้นในการจัดการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและวางระเบียบใหม่ ในการดูแลสถาบันการเงิน-การคลังของประเทศให้เข้มงวด แต่ไม่มีพันธะที่จะต้องออกฎหมายมาใช้บังคับ ใน LOI ฉบับที่ 1 มีการกำหนดไว้ชัดเจนข้อหนึ่งว่า รัฐบาลไทยจะไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินมาชำระแทนเอกชน
ซึ่งทางไอเอ็มเอฟก็เห็นด้วยอยู่แล้ว
เนื่องจากเป็นการไม่ยุติธรรมแก่คนไทยทั้งประเทศที่จะต้องไปรับผิดชอบหนี้สินของภาคเอกชน
LOI
ฉบับที่ 2 (25 พฤศจิกายน2540)
เริ่มรัฐบาลชวน(20 พฤศจิกายน 2540)
- ได้มีการทบทวนมาตรการหลายอย่างที่ทำมาในช่วง LOI 1 โดยเฉพาะการปรับเพดานการกู้เงินต่างประเทศเพิ่มขึ้น และยกเลิกตลาดเงินตราต่างประเทศ 2 ตลาด(Two-tier system)
- ขณะเดียวกันเริ่มใช้มาตรการบีบบังคับสถาบันการเงินด้วยกฎเกณฑ์การจัดชั้นสินเชื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
- ปรับปรุงพ.ร.บ.ล้มละลาย ให้เจ้าหนี้สามารถ บังคับหลักประกันได้ในเวลาเร็วขึ้น
- ประกาศให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นข้างมากในสถาบันการเงินได้เป็นเวลา 10 ปี
- กำหนดเป้าหมายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเสนอให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายที่จำเป็น
LOI ฉบับที่ 3 (24 กุมภาพันธ์ 2541)
-กำหนดกรอบในการแก้ไขพ.ร.บ.ล้มละลาย โดยพิจารณาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ การทำธุรกิจของคนต่างด้าว
LOI ฉบับที่ 4 (26 พฤษภาคม 2541)
-นำแนวทางในการประเมินมูลค่าหลักประกันมาใช้ โดยทบทวนกฎหมายธนาคารพาณิชย์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบันทึกบัญชี ซึ่งเป็นจุดเริ่มแรกในการปรับปรุงมาตรฐานบัญชีใหม่ให้เป็นสากล และการร่างกฎหมายการบัญชีใหม่
- เน้นการเปิดเสรีมากขึ้น เสนอให้แก้ไขกฎหมายปว.281 และกฎหมายต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนทั้งหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์
LOI ฉบับที่ 5 (25 สิงหาคม 2541)
- เพื่อสนองนโยบายเปิดประเทศ รัฐบาลได้เสนอแก้ปว.281 ให้เป็นพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- แก้กฎหมายล้มละลาย ในประเด็นกระบวนการบังคับหลักประกันและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการให้กู้ยืม เพื่อเป็นเงื่อนไขจูงใจให้ทั้งเจ้าหนี้
- แก้ไขกฎหมายประมวลกฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติอาคารชุด
- อนุมัติร่างแก้ไขพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และเครดิตฟองซิเอร์
- เพิ่มความเข้มงวดระบบบัญชี
- ออกพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
- ปรุงกฎหมายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยการออกพ.ร.บ.ทุนให้อำนาจในการแปลงทุนเป็นหุ้น และแปลงรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจำกัด แก้ไขพ.ร.บ. การเดินอากาศให้ขายหุ้นส่วนใหญ่ของการบินไทยให้ต่างชาติได้
LOI ฉบับที่6 (1 ธันวาคม 2541)
- ดำเนินการต่อเนื่องในรายละเอียดของกฎหมายล้มละลาย และปว.281
- ขณะที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินมีการออกกฎหมายมาหลายฉบับ คือ กฎหมายจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร) พ.ร.ก.ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้ควบรวมการกันได้
- พ.ร.ก.จัดตั้งเอเอ็มซีแก้ไขพ.ร.บ.เงินตรา
LOI ฉบับที่ 7 ( 23 มีนาคม 2542)
- เน้นนโยบายการจัดการข้อพิพาทระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนไทย โดยแก้ไข พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฉบับใหม่ และผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบังคับหลักประกัน 2 ฉบับพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ร.บ. อาคารชุด และเร่งออกกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกส่วนหนึ่ง
LOI ฉบับที่ 8 ( 21 กันยายน 2542)
- ดำเนินการต่อเนื่อง เสนอให้แก้ไขกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธปท.(รวมบัญชี ล้างขาดทุนกองทุนฟื้นฟู) กฎหมายเงินตรา ซึ่งจะทำให้การบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีความยืดหยุ่นสูง
- ร่างกฎหมายรับประกันเงินฝาก
เมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย
2543 ได้มีใบปลิวสีแดง โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ไปทั่วเมืองเชียงใหม่ โดยหยิบยกคำพูดของนายชวน ที่กล่าวในสภาฯว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ดีอย่าเลือก พร้อมกับหยิบยกผลงานชิ้นโบดำของธารินทร์มาโจมตี เช่น นโยบายการออกกฎหมายขายชาติ การก่อหนี้ผูกพัน ให้ประชาชนชดใช้หนี้แทน 3.3 ล้านล้านบาท การตีม็อบชาวนา ใช้กระบองตีหัวชาวบ้านอย่างไร้ความปรานี ใช้หมากัดสลายม็อบ คนทำงานมีรายได้ลดลง ปล่อยให้มีการคอร์รัปชั่น ทั้งทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ โครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ ปัญหาคนตกงานเกิดขึ้น และภาคชนบทถูกละเลย แต่ยึดนโยบายอุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน
|