หย่า ครั้งหนึ่งในชีวิต
| คุณอยากหย่ามานานแล้ว คุณคิดว่า ยังไงเป็นต้องหย่าแน่ คุณเริ่มคุยกับคู่ของคุณอย่างเป็นทางการ คุณคิดว่าหย่าแล้วจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ คุณว่าดีกว่านั่งทนอยู่กันไปแบบนี้ คุณไม่มีความสุขในชีวิตคู่เลย คุณไม่เป็นตัวของตัวเองหลังจากแต่งงาน ชีวิตคู่ของคุณเป็นผลร้ายแก่ชีวิตลูกๆ ด้วย คู่ของคุณติดเหล้าเมายา หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต คู่ของคุณไม่ยอมไปพบจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชีวิตคู่ คุณไม่อาจหาวิธีทำให้ความสัมพันธ์นี้ดีขึ้นได้ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เห็นด้วยว่าคุณควรหย่า ความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ คุณก็ว่าควรจะหย่าแต่จะทำอย่างไรดี ! จากข้อความข้างต้น ถ้าคุณไม่เห็นด้วยเลยสักข้อก็ไม่ต้องเสียเวลาอ่านเรื่องนี้ต่อไป พลิกผ่านไปได้เลย แต่ถ้าเริ่มมีบางข้อที่คุณเห็นด้วย หรือเห็นด้วยทุกข้อ หรือแม้แต่คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็นด้วย เนื้อหาต่อจากนี้ไปคือสิ่งที่คุณควรอ่านเพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมรับมือกับการหย่าที่อาจเกิดขึ้นกับคุณ ในอนาคตอันใกล้ GM ได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการหย่า รวมไปถึงความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำมาประมวลเรียงเป็นลำดับ เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจอุปนิสัยของตัวคุณเอง ก่อนที่จะนำไปเตรียมตัว เตรียมใจสำหรับการหย่าร้าง และหลักการใช้ชีวิตคนเดียวอย่างไรให้มีความสุข เพื่อเป็นเสมือนคัมภีร์ สำหรับคนที่กำลังจะหย่า คนที่แอบคิดจะหย่า หรือแม้แต่คนที่หย่าไปแล้วบางทีมันอาจช่วยให้คุณตัดสินใจอะไร ได้ถูกต้องขึ้น การตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน คนเราวางแผนก็เพื่อควบคุมอนาคตให้เป็นไปดังใจหวัง แน่นอนว่าก่อนจะตัดสินใจอะไรได้ คุณต้องมีข้อมูลมาประกอบมากมายทั้งจากภายในตัวคุณเอง และจากสภาพแวดล้อมตัวคุณ ก่อนที่จะมองออกไปรอบ ๆ ลองมาสำรวจตัวคุณเองก่อนดีกว่าว่าเหมาะที่จะหย่า หรือพึงระวังว่าจะโดนหย่าหรือเปล่า แล้วค่อยดำเนินการอะไรในขั้นต่อไป อย่างที่ซุนวูว่าไว้ "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง ประเภทผู้ชายที่ควรจะหย่า (และโดนหย่า) 1. ผู้ชายประเภท "กูแน่" พวกนี้จะมองตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โลก ดวงจันทร์ พระอาทิตย์ และบรรดาสาว ๆ ล้วนเป็นดาวบริวารที่ต้องมาโคจรรอบ ๆ ตัวเขา คนพวกนี้อีโก้สูง และเมื่อโดนหย่าแล้ว อีโก้อาจจะแตกสลาย ถึงแม้ภายนอกยังจะดูว่ากูแน่เหมือนเดิมก็ตาม แต่ภายในลึกๆ กลายเป็นคนขาดความมั่นใจ 2. ผู้ชายประเภท "ที่รัก อย่าจากฉันไป" พวกนี้เป็นคนประเภทที่ต้องพึ่งพาผู้หญิง ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ อย่างน้อย ๆ ก็อยากได้คำชม คำสรรเสริญเยินยอจากภรรยา ถ้าโดนหย่าไปแล้ว จะหาใครมาทำดีด้วย หรือมาเอาอกเอาใจแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว กลายเป็นคนซึมเศร้าไป 3. ผู้ชายประเภท "ฉันมันเลว" พวกนี้จะเป็นคนที่มีความรักและเคารพตัวเองต่ำ ประเมินว่า ตัวเองด้อยค่า และนิสัยเลว แต่ก็ไม่เคยคิดจะแก้ไขนิสัยและความประพฤติเสียที ได้แต่พร่ำบ่นว่า ฉันมันเลว ฉันมันเลว จนต้องโดนหย่าในที่สุด คนพวกนี้หลังจากหย่าแล้ว อาจจะไปบ่นฉันมันเลว ฉันมันเลวต่อไป จนอาจจะมีสาวไหนสักคนตกหลุมสงสารเข้าให้ 4. ผู้ชายประเภท "คุณละเอียด" พวกนี้เป็นคนจับจดอยู่กับสิ่งเล็กๆ น้อย ๆ แต่มองข้ามเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นภาพรวม เจ้าระเบียบ บ้านช่องจะต้องสะอาดเรียบร้อย ต้นไม้ต้นหญ้าจะต้องเล็มตัด คอยตรวจเช็กอยู่ตลอดเวลาถึงความขาดตกบกพร่องที่อาจมี โดยลืมคิดว่าตัวเองนั่นแหละ น่าจะมีส่วนช่วยงานเหล่านั้นด้วย 5. ผู้ชายประเภท "ฝันละเมอ" พวกนี้จริงๆ เป็นคนโรแมนติก ละเอียดอ่อน ตอนแรกรักก็ท่าทาง น่าจะเป็นคู่รักที่ดี แต่น่าเสียดายที่พอแต่งงาน ไปเจอโลกแห่งความจริง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเล่าเรียนลูก นำไปสู่หายนะ มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย หรือหนีโลกด้วยวิธีอื่น ๆ 6. ผู้ชายประเภท "ทำอะไรไม่เป็น" พวกนี้คือเด็กในคราบผู้ใหญ่ ทำอะไรไม่เป็น ตัดสินใจอะไรไม่ได้ แม้แต่จะคิดว่ามื้อเย็นควรทำอะไรกินก็คิดไม่ออก ไม่คิดที่จะต่อสู้ และมีความเป็นไปได้ว่า ถึงแม้จะต่อสู้แต่ก็แพ้อยู่ดี เป็น loser สมบูรณ์แบบ ใครได้ไปก็ชีช้ำกะหล่ำปลีตั้งแต่ต้นจนหย่า 7. ผู้ชายประเภท "ยึกยัก" พวกนี้อารมณ์แกว่งไกว เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา เดี๋ยวหย่า เดี๋ยวไม่หย่า บางทีอาจเหมือนพวก ดร.แจ็คกิลแอนด์มิสเตอร์ไฮด์ เวลาดีก็ดีใจหาย แต่หลังจากนั้นพออยู่ในช่วงร้ายแล้วก็เลวสุด ๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะสารเคมีบางอย่างในสมองไม่สมดุล 8. ผู้ชายประเภท "เซียน" พวกนี้ฉลาดหลักแหลม แต่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง สามารถจัดการผู้คน และสภาพแวดล้อมรอบข้างได้อยู่หมัด ด้วยฝีมือการแสดงที่เหมือนจริง บางทีจัดฉากหลอกล่อภรรยา จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ศรีธนญชัยแบบนี้ถ้าผู้หญิงจะฟ้องหย่าเอาเงินทองอะไรคงยากหน่อย 9. ผู้ชายประเภท "เจ้าคิดเจ้าแค้น" พวกนี้รักความยุติธรรมเกินเหตุ กินข้าวก็ต้องอเมริกันแชร์ และเวลาที่โมโห หรือถ้าโนทำอะไรก็จะสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพื่ออาคืนให้ได้ พวกนี้ไม่ฉลาดเท่ากับพวกเซียน แต่เป็นอันตรายกับผู้หญิงที่จะฟ้องหย่าพอ ๆ กัน 10. ผู้ชายประเภท "นกกระจอกเทศ" พวกนี้ขี้อายและคอยหลบหนีความจริงตลอด ซุกศีรษะไว้ในดินตลอดเวลา ทำอะไรผิดไว้ก็หายศีรษะไม่มารับผิดชอบ แม้แต่ตอนจะหย่ากัน ก็ไม่ยอมไปศาล หรือไม่ยอมไปอำเภอพร้อมกับภรรยา จริงๆ แล้วก็ไปๆ ให้มันจบๆ สักทีก็ดี หัดเผชิญหน้ากับโลกเสียบ้าง 11. ผู้ชายประเภท "พี่มันผิดเอง" พวกนี้ระดับจริยธรรมและคุณธรรมสูง และรู้สึกผิดกับการหย่าร้าง หรือชีวิตคู่ที่ล้มเหลว ถือเป็นคนที่น่านับถือ แต่ควรระวังว่าอย่าจมปลักกับความรู้สึกผิดมากเกินไป จนอดีตภรรยาคุณอาศัยเป็นจุดอ่อนในการเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าเลี้ยงดูไปจนหมดตัว (เรียบเรียงจากหนังสือ Tao of Divorce : A Woman's A Woman's Guide to Winning ของ Steven L.Fuchs & Sharyn T. Sooho) การได้รู้ก่อนว่าคุณเป็นคนแบบใด จะทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีกว่า เช่น ถ้าคุณแข็งกร้าวภายนอก แต่ข้างในแสนจะบอบบางก็คงจะต้องคิดกันนานหน่อย ก่อนจะเดินไปบอกภรรยาว่าอยากหย่า ทางที่ดีอาจจะต้องกลับไปปรับปรุงนิสัยตัวเองเสียใหม่ก่อน เพราะไม่อย่างนั้นดีไม่ดี ถ้าเธอรู้จักคุณดีกว่าตัวคุณเอง แล้วหยิบจุดอ่อนข้อนี้มาจัดการคุณในชั้นศาลเป็นอันต้องจ่ายกันกระเป๋าฉีก หลังจากพิจารณาตัวเองเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ว่ามีสภาพการณ์เหมาะสมกับการหย่าแค่ไหน ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง (ระหว่างเพศ) และอย่าลืมเรื่องลูกด้วย (ถ้ามี) การตัดสินใจหย่าร้าง ไม่ควรเป็นผลดีสืบเนื่องจากอารมณ์ชั่ววูบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในขณะโกรธ หรือน้อยใจ เพราะคนเรามีโอกาสตัดสินใจผิดพลาด ดังนั้นการตัดสินใจหย่าร้าง จึงไม่ใช่เรื่องด่วน แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันนาน ๆ และมีการเตรียมตัวเตรียมใจทีดี อยู่...หรือหย่า 1. เตรียมปรับตัวต่อค่านิยมของสังคม สังคมไทยแต่โบราณไม่ยอมรับการหย่าร้าง และมีค่านิยมในทางลบต่อการหย่าร้าง โดยเฉพาะ ต่อฝ่ายหญิงจนถึงกับใช้คำว่า "แม่ม่ายผัวทิ้ง" แต่ปัจจุบันบทบาทหน้าที่ของสตรีเปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพเศรษฐกิจสังคม ผู้หญิงพึ่งตนเองได้ จึงหย่าร้างได้ง่ายกว่าสตรีสมัยย่ายาย สำหรับผู้ชายในเรื่องนี้น่าจะลอยตัวได้ เพราะในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ การหย่าร้าง มักไม่ถูกมองว่าเป็นความผิดของผู้ชาย (ถึงแม้จะใช่ก็ตาม) บางคนถึงขั้นเนื้อหอมขึ้น ถึงแม้จะมี เรือพ่วงติดมา ๒-๓ ลำ แต่บางทีคุณอาจจะต้องทนฟัง คำถามน่าเบื่อจากชาวบ้านชาวช่อง ก็อย่าคิดมากเลยครับ คิดไปเสียว่าเป็นเพราะเขาเป็นห่วงเป็นใย 2. เตรียมปรับตัวต่อปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะฝ่ายที่มีรายได้น้อยกว่า จะเกิดปัญหาการเงินในการเลี้ยงลูก หรือแม้แต่เลี้ยงตนเอง ให้รอด ดังนั้นจึงควรทำความตกลงที่มีผลตามกฎหมายเสียก่อน ขณะเดียวกันก็หาทางช่วยตนเอง โดยเพิ่มรายได้ให้สามารถพึ่งตนเองได้เต็มที่ เช่น ทำงานพิเศษบางอย่าง ฝ่ายชายอาจจะต้องเตรียมรับมือกับค่าเลี้ยงดูมหาโหด โดยที่ศาลจะพิจารณาค่าเลี้ยงดู ตามรายได้ในแต่ละเดือน ถ้าฝ่ายหญิงพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายชายมีรายได้สูงมาก เขาก็เรียกค่าเลี้ยงดูได้มาก ดูกรณีนักแสดงตลกคนหนึ่งที่อดีตภรรยาเรียกร้องค่าเลี้ยงดูลูก ๒ คน เดือนละ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท หรือถ้าคุณเป็นฝ่ายที่ไปมีชู้ ก็อาจจะต้องเตรียมจ่ายค่าเสียหายทดแทน โดยศาลจะพิจารณา จากฐานะทางสังคมของฝ่ายหญิง ถ้าฝ่ายหญิงเป็นคุณหญิง คุณนาย หรือนักธุรกิจใหญ่โต ที่มีชื่อเสียงเสียหายจากการหย่าร้างเพราะมีชู้ คุณก็ต้องเตรียมจ่ายอีกก้อน แต่ถ้าฝ่ายหญิงเป็นแม่บ้าน หรือคนธรรมดาสามัญทั่วไปก็จ่ายน้อยหน่อย 3. เตรียมปรับอารมณ์และจิตใจ ผู้ที่หย่าร้างมาใหม่ๆ จะรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว รู้สึกว่าถูกทิ้งให้เผชิญความทุกข์อยู่เดียวดาย ไร้ผู้คนมาล้อมรอบแสดงความเห็นใจ มีความรู้สึกคล้าย ๆ กันว่าได้สูญเสียอะไรบางอย่างที่เคย อยู่ใกล้ใจของตน และรู้สึกเสมือนว่าตนพ่ายแพ้ หรือล้มเหลว ทั้งๆ ที่ก่อนจะหย่ากันก็คิดว่า จะทำให้ทั้งคู่ต่างก็มีความสงบสุข และพอใจในชีวิตมากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น จึงควรเตรียมหากิจกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อลดความรู้สึกเหงา ระวังอย่าเร่งรีบ หาใครมาอยู่ข้างๆ เพื่อคลายเหงา เพราะอารมณ์ช่วงนี้อาจจะทำให้คุณหน้ามืดตามัว อาจจะหนักกว่า ตอนที่ตัดสินใจแต่งงานครั้งแรกเสียอีก และข้อสำคัญอีกประการ คืออย่าแก้เหงาด้วยการทุ่มเทเวลาและจิตใจทั้งหมดให้แก่ลูก เพราะอาจทำให้กลายเป็นพ่อติดลูกไปโดยไม่รู้ตัว ส่งผลกระทบต่อลูกอีก ทั้งที่คุณไม่ได้ตั้งใจ 4. เตรียมลูก การหย่าร้างที่ดีจะต้องเตรียมตัวลดผลกระทบต่อเด็ก ลูกอาจคิดว่าเขาเป็นตัวสาเหตุ หรืออาจคิดผิดๆ ว่าถ้าพ่อแม่เลิกรักกันได้ พ่อแม่ก็คงจะเลิกรักเขาได้เช่นกัน เด็กอาจเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาจะดำเนินอย่างไรในวันข้างหน้า หรืออาจรู้สึกโกรธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ส่งผลให้บางคนการเรียนตกต่ำลง บางคนซึม เหม่อลอย แต่บางคน อาจหงุดหงิด ก้าวร้าว ซึ่งล้วนเป็นปฏิกิริยาต่อการสูญเสีย การพูดให้เด็กเข้าใจสถานการณ์ควรพิจารณาอายุของเด็ก ไม่พูดให้ร้ายหรือกล่าวโทษอีกฝ่าย ประการสำคัญที่สุด บอกให้เขารู้ว่า ถึงแม้พ่อกับแม่จะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ทั้งพ่อและแม่ก็จะยังรักเขา เหมือนเดิม เขาจะมีโอกาสพบพ่อหรือแม่ในโอกาสสำคัญ ๆ เช่น ในวันเกิด วันรับปริญญา หรือในยามเจ็บป่วย (ดูหนังเรื่อง Stepmom เป็นตัวอย่างที่ดี) (เรียบเรียงจากบทความ อยู่หรือหย่า ของ พ.ญ.สุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา จากนิตยสาร Fitness ปีที่ ๙ เล่มที่ ๙๙ พ.ศ. ๒๕๔๑ และเว็บไซต์ http://www.clinicrak.com) หลังจากพิจารณาตัวเองและสภาพแวดล้อมอย่างดี และตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ก็ขอเชิญ พลิกไปอ่านล้อมกรอบเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และการจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ก่อนที่จะจูงมือกัน ไปอำเภอครั้งที่ ๒ แต่ว่าไปทำไมมี เผลอๆ ถ้าเตรียมเอกสารขาดไปสักชิ้นหนึ่ง แล้วต้องกลับมาบ้าน นอนคิดอีกสักคืน คุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ ! คิดผิดก็คิดใหม่ได้ อยากจะเตือนไว้ก่อนว่าความเหงาในช่วงแรกหลังหย่าร้างนั้น มันรุนแรงถึงที่สุด แต่คุณก็คงจะเปรียบเทียบอย่างดีแล้วว่า การทนอยู่ต่อไปนั้นมันทรมานกว่าความเหงา อย่างไรก็ตาม การหย่าร้างไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความว้าเหว่อย่างถาวร ถ้าคุณหากิจกรรมสร้างสรรค์แก่ตนเองและสังคม ผู้หญิงบางคนค้นพบศักยภาพของตัวเอง ภายหลังการหย่าร้าง ด้วยการนำเงินก้อนใหญ่ไปลงทุน แล้วกลายเป็นนักธุรกิจเจ้าของกิจการ ที่ประสพความสำเร็จ ข้อปฏิบัติตนภายหลังจากการหย่าร้าง พยายามหาเพื่อนไว้ ทางที่ดีควรเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน อาจจะเป็นเพื่อนซี้สมัยเรียน ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ที่ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยมา หรือเพื่อนสนิทที่ทำงานที่เขาได้รับรู้เรื่องราวปัญหาชีวิตคู่ของคุณ และที่สำคัญเขาเข้าข้างคุณอยู่ แต่ถ้าหลังแต่งงานมา คุณเก็บตัวเงียบ ไม่ไปสังสรรค์กับเพื่อน หรือบางทีภรรยาอาจจะไม่อนุญาต ขาดการติดต่อกับเพื่อนเก่า คุณก็ต้องเริ่มหัดเข้าสมาคมคบหาเพื่อนฝูงใหม่ ๆที่มีความสนใจตรงกัน หางานอดิเรกทำ อาจจะทำให้ได้พบเพื่อนใหม่ในกลุ่มต่างๆ ได้ อย่างผู้หญิงก็หันมาเรียนการทำขนม เป็นงานอดิเรก ผู้ชายก็ไปเข้าสมาคมขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ในที่ทำงาน ควรทำตัวให้เป็นปกติ แน่นอนว่าในช่วงแรกๆ ของการหย่า เจ้านายของคุณคงเห็นใจและไม่อยากมารบกวนคุณมากนัก แต่เขาคงไม่ปล่อยให้คุณนั่งซึมเศร้าไปนานนักหรอก มันเปลืองเงินเดือน ทำชีวิตให้ดีขึ้น สดใสมากขึ้น แต่ก็อย่าถึงกับเวอร์มาก อย่าแต่งกายซอมซ่อลง เพราะจะทำให้ใจห่อเหี่ยว แต่การแต่งตัวมากขึ้นเพื่อหวังดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม อาจจะยิ่งเป็นที่เพ่งเล็ง จากาเจ้านายได้ ระลึกเสมอว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องของคนสองคน คนภายนอกที่มองเข้ามา คงไม่มีทางล่วงรู้รายละเอียดของปัญหาทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดบาป คุณไม่ใช่อาชญากรไปฆ่าใคร (ถึงแม้คุณจะเป็นฝ่ายมีหญิงอื่นก็เถอะ!) จริง ๆ แล้วคนภายนอก (โดยเฉพาะทางฝ่ายภรรยา) เขาไม่ได้มาสนใจ หรือโกรธแค้น เกลียดชังคุณไปนาน เพียงไม่นานพวกเขาก็ลืม แต่ละคนล้วนมีปัญหา มีเรื่องราวของตนเองให้หนักใจ มากพออยู่แล้ว ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องหลบหน้า หรือรู้สึกอับอายอะไร ควรไปมาหาสู่ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทให้เหมือนเดิม คงไม่มีคนจำพวกโกรธร้อยปี อย่ามาดีร้อยชาติ อยู่มากนักหรอก ถ้ามีใครถามถึงการหย่า ให้ตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ที่คุณสองคนได้ตัดสินใจเป็นอย่างดีแล้ว แล้วพยายามเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นต่อเลย ถ้ามีใครถามเรื่องลูก (ถ้ามี) อาจชี้แจงสั้นๆ ว่าพวกคุณสองคนได้เตรียมการทุกอย่าง สำหรับลูกอย่างดีที่สุดแล้ว จบ อย่ารีบร้อนหาคนรักใหม่เพื่อแทนที่คนเก่ายามเหงา คนเรามักตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้อง "เข็ด" กับความรักไปจนตาย เพียงแต่การพิจารณาให้รอบคอบยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้คิดไตร่ตรองดูแล้วว่า การแยกทางกันนั้นเป็นทางที่ดีที่สุด และคุณได้ตัดสินใจ ลงมือไปแล้ว ก็ต้องรับผลกระทบที่จะตามมา หลังจากนั้นด้วยความองอาจ และสำหรับความรักครั้งต่อไป ก็ควรนำบทเรียนที่ได้มาในครั้งนี้มาพิจารณาก่อนรักใคร่จริงจังกับใครอีก คุณควรจะพิจารณาตัวเขา และตัวคุณในแง่มุมต่าง ๆ ลองตั้งคำถามดูว่า คุณได้อะไรจากการหย่าครั้งนี้บ้าง และนี่คือข้อสรุปของความรักและการหย่าร้าง 1. ความคาดหมาย โดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็คาดหมายคู่ของตน ไปในแนวทางที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่าจะมีใครในโลกที่จะเป็นได้ตามที่คุณคาด นอกเสียจากตัวคุณเอง (ซึ่งบางทีคุณก็เป็นไม่ได้ด้วยซ้ำ) ผู้หญิงอาจจะคาดหมายผู้ชายเก่ง ๆ ฉลาดหลักแหลม ไม่กินเหล้าเมายา รับผิดชอบครอบครัว ผู้ชายอาจจะคาดหวังผู้หญิงฉลาด อ่อนหวาน เอาอกเอาใจ 2. ค่านิยมพื้นฐาน เกือบร้อยละ ๙๙.๙๙ ของคนที่หย่าก็ต้องให้เหตุผลว่า "ความคิดไม่ตรงกัน" เรื่องความคิดไม่ตรงกันนี่แหละ ที่มีจุดกำเนิดมาจากค่านิยมพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่เกิด และปลูกฝังตอกย้ำกันมาทุกวันๆ จนคุณทั้งสองคนมาเจอกัน และแน่นอนว่าต่างก็ได้รับการปลูกฝังกันมา แตกต่างกันบ้าง แต่ที่สำคัญแล้วค่านิยมพื้นฐานบางข้อควรจะต้องตรงกัน เช่น เรื่องเงินทอง ความงาม รสนิยม ศีลธรรม จริยธรรม ถ้าเรื่องเหล่านี้แตกต่างกันมากก็จะยิ่งส่งผลร้ายต่อชีวิตคู่ 3. การสื่อสาร ยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว คนเราสื่อสารกันได้ง่าย เพียงแค่ยกโทรศัพท์ มือถือขึ้นมา แต่แน่นอนว่าถ้าคุณสามารถติดต่อกับภรรยาคุณได้ง่ายๆ คุณก็สามารถติดต่อกับสาวอื่นได้ง่ายด้วยเช่นกัน ใครๆ ก็มีมือถือ ใครๆ ก็มีอินเตอร์เน็ต ดังนั้น การจูนคลื่นทางจิตใจเข้าหากันน่าจะ เป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการซื้อหาเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้จริงไหม 4. เซ็กซ์ ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันสำคัญกับชีวิตคู่ แต่ใครๆ ก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้มากนัก บางคนมองว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ให้ความสำคัญ แต่สำหรับผู้ชายแล้ว มันคือปัจจัยที่ ๕ ของชีวิต (คู่) หรืออาจจะเป็นปัจจัยที่ ๑ ด้วยซ้ำไป การมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ดี จะช่วยยืดอายุชีวิตคู่ให้ยืนยาว ไปได้อย่างไม่น่าเบื่อ บางคู่ตอนบ่ายทะเลาะกันจะเป็นจะตาย ตื่นเช้ามาคืนดีกันเหมือนเดิมแล้ว และผู้ชายบางคนก็ทิ้งผู้หญิงดี ๆ ไปหาผู้หญิงเลวๆ ได้ ก็ด้วยเรื่องราวพรรค์นี้เอง 5. ความเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรม ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง เป็นธรรมะข้อที่ควรจะท่องไว้ และตระหนักเสมอ เวลาคุณรักใคร เขาไม่ได้เป็นเหมือนภาพ Snapshot ที่อยู่นิ่งแบบนั้นตลอดไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คนเราเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งร่างกายและจิตใจก็ต้องเปลี่ยนแปลง แม้แต่ตัวคุณเองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เป็นชายหนุ่มเสน่ห์แรงแสนฉลาดปราดเปรื่องสำหรับภรรยาคุณนักหรอก ดังนั้นจะไปคาดหวังให้ภรรยาคุณสวยปิ๊ง ปราดเปรียว เฉลียวฉลาดเหมือนตอนสาวๆ คงไม่ได้ (เรียบเรียงจากหนังสือ "รักให้เป็น" ของ นวลศิริ เปาโรหิตย์ http:// www.clinicrak.com) รวมไปถึงเรื่องความรู้สึกรัก ก็ไม่ได้คงอยู่เหมือนเดิมตลอด แต่มันจะค่อยเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นลักษณะอื่น ๆ เช่น ความผูกพัน ความปกติสุข ความเรียบง่ายของชีวิต ว่ากันว่า ความรักร้อนแรงในช่วงข้าวใหม่ปลามันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่จะมีอยู่ในช่วง ๖ เดือน ถึง ๒ ปีแรกเท่านั้น จริง ๆ แล้วความรักแบบชั่วฟ้าดินสลาย บุพเพสันนิวาส Soulmate หรือการจบเรื่อง ด้วยคำว่า "แล้วทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป" นั้นอาจจะมีแต่ในหนังสือ หรือละครเท่านั้น ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้อาจจะทำให้เขาคาดหวังจากชีวิตคู่มากเกินความจริง ในขณะที่ความจริงที่รออยู่ แตกต่างจากภาพที่เห็นในจอโดยสิ้นเชิง และคุณเอง จะเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร |
Go back to the Main Page