นายแพทย์ ดร. วิศาล เยาวพงศ์ศิริ
|
เราไม่มีตัวเลขว่าคนไทยตายเพราะผลข้างเคียงจากยามากน้อยสักเท่าไร
แต่ตัวเลขจากสหรัฐฯ ประเทศต้นแบบของการแพทย์ไทย
ก็ย่อมทำให้พวกเรารู้สึกหนาว |
| ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นประเทศที่มีวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าที่สุด
มีแพทย์ที่มีความรู้เฉพาะทางมากที่สุดในโลก
และค่ารักษาเวลาเจ็บป่วยก็แพงสุดๆ
นั่นย่อมหมายความว่า
คนในสหรัฐฯน่าจะได้รับการบริการสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก
แต่ความจริงหาจะเป็นเช่นนั้นไม่
มีบทความเรื่อง
Is
US Health Really the Best in the World? โดย
Dr. Barbara
Starfield จากมหาวิทยาลัย
Johns Hopkins ลงตีพิมพ์ในวารสารแพทยสมาคมของสหรัฐอเมริกา
(JAMA) ลงวันที่
26 กรกฎาคม ค.ศ.2000
ได้วิเคราะห์ถึงความบกพร่องของระบบบริการสุขภาพในสหรัฐฯ
มีใจความว่า คนในประเทศสหรัฐอเมริกาแม้จะทราบว่าค่ารักษานั้นแพงมาก แต่ก็ยอมรับกัน โดยเชื่อว่าการจ่ายแพงจะได้รับผลการรักษาที่ดี แต่มีสถิติว่า อาจมีผู้ป่วยร้อยละ 20 ถึง 30 ที่ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้น คนอเมริกาก็เพิ่งจะได้รับทราบ เป็นครั้งแรกจากรายงานของสถาบัน Institute of Medicine (IOM)ว่า แต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณสี่หมื่นกว่าคนถึงเกือบแสนคนที่ตายจากการรักษาที่ผิดพลาด" มีการเปรียบเทียบดัชนีสุขภาพระหว่างประเทศที่พัฒนา 13 ประเทศ และที่ได้ผลดีเป็นอันดับต้นคือญี่ปุ่น ตามด้วย สวีเดน แคนาดา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย สเปน ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ (U.K.) เดนมาร์ก เบลเยี่ยม แล้วจึงเป็นสหรัฐฯและเยอรมัน ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตำแหน่งที่ 12 (รองบ๊วย) แม้การศึกษาจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งใช้ดัชนีวัดที่ต่างกัน พบว่าสุขภาพของคนอเมริกาได้เป็นอันดับที่ 15 ในประเทศอุตสาหกรรม 25 ประเทศ การที่คนอเมริกามีสุขภาพแย่นั้น คงมีสาเหตุที่ซับซ้อนและหลากหลาย ความไม่เสมอภาคทางรายได้และสิทธิก็เป็นหนึ่ง ดังที่เห็นประชาชนมากกว่า 40 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนไม่มีหลักประกันสุขภาพ คนทั่วไปอาจคิดว่าคนอเมริกามีนิสัยไม่ดี ชอบสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือกินไขมันจากเนื้อสัตว์มาก แต่ความจริงคนอเมริกามีอัตราการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อยู่ระดับปานกลาง และมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ส่วนที่ว่าคนอเมริกามีนิสัยชอบความรุนแรง แต่สถิติการตายที่ไม่รวมจากอุบัติเหตุก็ยังจัดอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าอยู่ดี การที่คนอเมริกามีสุขภาพที่ด้อยกว่านั้น ระบบบริการทางการแพทย์ก็มีส่วนด้วย ดังข้อมูลที่แสดงว่ามีการรักษาจนผู้ป่วยได้รับความเสียหาย อันเป็นผลจากปฏิบัติการทางการแพทย์(iartrogenic damage) และถึงแก่ชีวิตดังนี้
|
| รวมยอดแล้วจะมีผู้ป่วยตายอันเป็นผลจากปฏิบัติการทางการแพทย์ประมาณปีละ
225,000
คน
ตัวเลขนี้รวมเฉพาะการตายของผู้ป่วยขณะที่อยู่ในโรงพยาบาล
ยังไม่รวมความพิการหรือเจ็บป่วยจากผลข้างเคียงของการรักษาที่เกิดขึ้นที่บ้าน
แม้การตายจากความผิดพลาดมีตัวเลขต่ำกว่าที่
IOM
รายงาน
แต่การตายปีละ 2
แสนกว่าคนก็นับว่ามาก
ถือเป็นสาเหตุการตายอันดับสามรองจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
ส่วนความล้มเหลวของระบบบริการทางการแพทย์ในสหรัฐฯ อาจมีสาเหตุดังนี้ 1) สหรัฐฯขาดแพทย์ที่ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ (primary health care) โดยปกติแพทย์ทั่วไปจะเป็นคนทำหน้าที่เป็นแพทย์บริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งให้บริการดูแลการเจ็บป่วยทั้งระดับต้นและโรคทั่วไป จากสถิติ 7 ประเทศที่ประชาชนมีสุขภาพดีที่สุด มี 5 ประเทศที่มีระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง แม้การเข้าถึงแพทย์ได้ง่ายและสะดวกอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แต่สถิติก็บ่งบอกว่าแพทย์ที่เข้าถึงควรจะเป็นแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์บริการสุขภาพปฐมภูมิถึงมีประโยชน์ ประเทศสหรัฐฯมีแพทย์ทั่วไปน้อย แต่กลับมีแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาก แพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางอาจบริการผู้ป่วยได้ดีในบางกรณีเท่านั้น แต่สำหรับโรคทั่วไป แพทย์ทั่วไปสามารถให้การรักษาที่ดีและเป็นองค์รวม (holistic) แม้แต่โรคเบาหวานก็มีสถิติว่า ผลรักษาจากแพทย์ทั่วไปก็ดีไม่ต่างไปกับแพทย์เชี่ยวชาญหรือแพทย์เฉพาะทาง 2) ลักษณะการบริการทางการแพทย์ก็มีส่วน ประเทศสหรัฐฯมีการใช้เทคโนโลยีสูง จากการเปรียบเทียบ 29 ประเทศ สหรัฐฯมีเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาแพง เช่นเครื่อง MRI และ CT-Scan ต่อประชากรล้านคน เป็นที่ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นกลับมีสุขภาพที่ดีกว่าและอยู่ในอับดับต้น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพียงเพื่อการตรวจวินิจฉัย แต่ไม่ค่อยให้การรักษามากนัก ผิดกับในสหรัฐฯ ซึ่งมีการใช้เครื่องมือตรวจวินิจฉัยมาก และมักมีการรักษามากตามมาด้วย 3) การกระจายรายได้และความเสมอภาคทางสิทธิประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งการกระจายของแพทย์บริการสุขภาพปฐมภูมิ จากสถิติในสหรัฐฯพบว่ารัฐหรือท้องที่ใดที่มีอัตราส่วนแพทย์ทั่วไปต่อประชากรสูง จะมีประสิทธิผลทางสาธารณสุขที่ดีกว่า แต่ถ้ามีอัตราส่วนแพทย์เฉพาะทางต่อประชากรหรือต่อแพทย์ทั่วไปสูง ก็มักจะกลับมีประสิทธิผลที่ด้อยกว่า นอกจากนั้น รัฐใดที่มีการกระจายรายได้ดี ก็มักมีระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่ดีกว่า การรับรู้ถึงผลเสียของระบบบริการสุขภาพ และสาเหตุการตายเพิ่มขึ้นในประเทศสหรัฐฯ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ย่อมเป็นการเตือนสติ ประเทศไทยมีการผลิตแพทย์เฉพาะทางมากมาย แพทย์ทั่วไปซึ่งทำหน้าที่ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิต้องทำงานหนัก ได้เงินน้อย ศักดิ์ศรีและความก้าวหน้าทางอาชีพก็ไม่ค่อยมี แพทย์ที่มีทางออกจึงไม่ค่อยมีใครอยากเป็นแพทย์ทั่วไป คนไทยป่วยแต่ละครั้งก็ต้องวิ่งหาแพทย์เฉพาะทาง เป็นโรคหัวใจก็หาหมอหัวใจ เป็นโรคตับก็หาหมอตับ ฯลฯ ถ้าเป็นหลายโรคก็ต้องหาหลายหมอ ผู้ป่วยที่รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางมักจะต้องเสียเงินมาก มีการตรวจวินิจฉัยและใช้ยาเยอะ และมักใช้ยาที่มีราคาแพง ผู้ป่วยได้รับยาแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 4 - 6 ขนาน ยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคหัวใจ บางคนอาจจะได้ยา 13 15 ขนานในเวลาเดียวกัน เป็นที่น่าห่วงว่า ยาใหม่ๆ ที่เคยใช้อย่างแพร่หลายบางขนาน FDA (สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ) ต้องถอดถอนจากทะเบียนตำรับยาที่อนุญาตให้จัดจำหน่าย เพราะมีผลข้างเคียงมากและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยา เราไม่มีตัวเลขว่าคนไทยตายเพราะผลข้างเคียงจากยามากน้อยสักเท่าไร แต่ตัวเลขจากสหรัฐฯ ประเทศต้นแบบของการแพทย์ไทย ก็ย่อมทำให้พวกเรารู้สึกหนาว |
ที่มา: บทความนี้ได้ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2544
Go back to the Main Page