"เรื่องของคนสองคน" โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ 
เผยแพร่ในเว็บ 
http://www.meechaithailand.com/

เรื่องของคนสองคน
จาก "พ่อ"

คนสองคนที่ตัดสินใจแต่งงานกันนั้นโดยส่วนใหญ่ย่อมมีความรักเป็นพื้นฐาน และเป็นเค้ามูลแห่งการตัดสินใจ ซึ่งนับว่าเป็นเค้ามูลที่ถูกต้องที่สุด เพราะความรักที่มีต่อกันย่อมจะเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะทำให้ชีวิตคู่ยืนยง และอยู่กันอย่างมีความสุข แต่มิได้หมายความว่าเพียงลำพังความรักอย่างเดียวจะทำให้เกิดความยืนยงหรือความสุขได้ตลอดไป เพราะคนทั้งสองย่อมมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน และด้วยเหตุนี้การอบรมบ่มนิสัย ความเคยชินความชอบหรือไม่ชอบจึงย่อมแตกต่างกัน เมื่อจะต้องมาอยู่ด้วยกัน จึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเข้าหากกัน แต่การปรับตัวเข้าหากันนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความอดทนความรอมชอมและการอ่อนข้อให้แก่กันและกันใครที่เคยนึกในขณะที่กำลังรักกันและยังไม่ได้แต่งงานกันว่า "เราสองคนช่างมีอุปนิสัย ใจคอ คล้ายคลึงกัน" นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะเป็นการสรุปจากสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อแท้ของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมี "ความรัก" เป็นพื้นฐานและมีความตั้งใจที่จะทำความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัวสิ่งที่ว่ายากก็อาจกลายเป็นง่ายได้ ข้อคิดดังต่อไปนี้ คือสิ่งที่พ่อได้เฝ้าสังเกตมาจากตัวเองบ้าง จากการรับฟังปัญหาของคนอื่นบ้างและคิดว่าถ้าได้ตระหนักไว้ก็น่าจะช่วยให้การปรับตัวเข้าหากันทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

1. พื้นฐานแห่งครอบครัวเดิม

ความรักของคนสองคนที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องเกิดขึ้นกับคนที่มาจากพื้นฐานและวิถีชีวิตแห่งครอบครัวที่ใกล้เคียงกัน และถึงแม้จะใกล้เคียงกันอย่างไรก็ยังมีสิ่งแตกต่างกันอยู่นั่นเอง สิ่งแรกที่ทั้งสองคนจะต้องทำ จึงได้แก่การลืมพื้นฐานและวิถีชีวิตแห่งครอบครัวเดิมของตนเสีย แล้วเริ่มร่วมกันสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตแห่งครอบครัวของตนขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะมีแนวทางเหมือนใกล้เคียงหรือแม้แต่จะแตกต่างไปจากครอบครัวเดิมของทั้งสองก็ได้สุดแต่ว่าทั้งสองจะตั้งเป้าหมายแห่งครอบครัวของตนไปในแนวทางใด 

บางกรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดีหรือสูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายที่มีพื้นฐานดีกว่าก็จะต้องลืม "ความดีกว่า" หรือ "เหนือกว่า" นั้นเสีย เพื่อมิให้เกิดความรู้สึก Superior หรือติดยึดกับความสะดวกสบายที่เคยชินมาก่อน อันจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างครอบครัวที่เริ่มต้นใหม่ ส่วนฝ่ายที่มาจากพื้นฐานที่ด้อยกว่า (ซึ่งอาจจะด้อยกว่าจริงในทางใดทางหนึ่ง หรืออาจจะคิดเอาเองว่าตนด้อยกว่าก็ตาม) ก็ต้องลืมพื้นฐานเดิมของตนเช่นเดียวกันเพื่อมิให้เกิดปมด้อย ซึ่งสำหรับบางคนอาจลบล้างด้วยการสร้างปมเด่นให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการข่มอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ฝ่ายชายรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า)

เมื่อปล่อยวางพื้นฐานและวิถีชีวิตของครองครัวเดิมของทั้งสองคนได้แล้ว จึงค่อยๆปรึกษาหารือกันว่าครอบครัวใหม่ "ของเรา" จะเดินหน้ากันไปอย่างไร มีวิธีการดำเนินชีวิตกันอย่างไร ที่ให้ลืมพื้นฐานเดิมนั้น มิได้หมายความจะต้องปฏิเสธสิ่งที่ดี ๆ จากครอบครัวเดิมเสียทั้งหมด 

เพราะคนเราย่อมหนีไม่พ้นที่จะเลือกสรรตัวอย่างที่ดี ๆ ที่พบเห็นจากที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างได้ ดังนั้น จึงอาจจะเลือกสรรตัวอย่างดี ๆ ที่เคยประทับใจจากครอบครัวเดิมของตนก็ได้ แต่ตัวอย่างที่ว่านั้น ต้องเป็นตัวอย่างที่ทั้งสองฝ่ายเห็นดีเห็นงามว่าสมควรจะใช้เป็นแนวทางได้ 

2. ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง

ความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคนที่แต่งงานกันใหม่ ๆ แม้ว่าจะรักกันอย่างไรก็ตาม คือความพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่งให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ความพยายามเช่นนั้นจะก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้

(1) การขัดขืนจากฝ่ายที่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลง เพราะอุปนิสัยใจคอ หรือพฤติกรรมใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจนเคยชิน หรือบางกรณีเกิดขึ้นมาแต่อ้อนแต่ออก การให้เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นอยู่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ไม่โดยทางเปิดเผยก็อาจเป็นในทางความคิด แม้ว่าในระยะเริ่มต้นอาจจะมีการฝืนใจทำให้ได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเป็นอุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด หรือเคยชินมาเป็นเวลานาน ไม่ช้าไม่นานสิ่งเหล่านั้นก็จะกลับมาอีก และถ้าผู้ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีศิลปะในการโน้มน้าวใจ ย่อมจะเกิดการหมางใจขึ้นได้ในที่สุด หรือเกิดแรงต่อต้านจนกลายเป็นเรื่องเป็นราวได้ 

(2) การเปลี่ยนแปลงที่กลับกลายเป็นคนละคน ในบางกรณีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะสำเร็จได้โดยง่าย ถ้าฝ่ายที่จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นคนอ่อน แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ใช่ว่าฝ่ายที่ใช้ความพยายามจะพอใจก็หาไม่ เพราะสิ่งที่ตนนึกว่าชอบนั้นจริง ๆ แล้ว อาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่ตนต้องการในส่วนลึกของใจก็ได้ เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการแล้ว นั้นก็จะกลับกลายเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับคนที่ตนเคยรักมาก่อน 

การที่คนสองคนรักกันนั้น ย่อมมิใช่เป็นความรักในหน้าตาหรือรูปร่างแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่องค์ประกอบในเรื่องอุปนิสัยใจคอและพฤติกรรมต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนประกอบที่โน้มน้าวให้เกิดความรักขึ้น ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะไม่ก่อให้เกิดความสนใจเสียตั้งแต่แรกก็ได้ เช่น ชายรักหญิงเพราะหญิงเป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็จะพบว่าการเป็นตัวของตัวเองนั้น ย่อมจะทำให้ขาดความ dependent ที่ทำให้ฝ่ายชายเกิดความภูมิในที่ได้เป็น “ผู้นำ” ถ้าหากฝ่ายชายจะพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ฝ่ายหญิงมีลักษณะ “dependent” ขึ้น ความเป็นตัวของตัวเองก็จะขาดหายไป ซึ่งจะกลายเป็นคนอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเสียตั้งแต่แรกฝ่ายชายอาจจะไม่สนใจจนเกิดความรักขึ้นก็ได้ ผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมเป็นผลที่ไม่น่าประสงค์ ดังนั้น จึงไม่ควรคิดไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใด ๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอันขาด 

ถ้าหากเขามีอุปนิสัยที่เป็นภัยต่อการอยู่ร่วมกัน หรือมีพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ที่อยู่ด้วย ก็ต้องใช้วิธีบอกให้รับรู้ และฝ่ายที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นก็ต้องทำใจให้กว้าง และพร้อมที่จะปรับปรุงบ้างเท่าที่จะทำได้ โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับรู้ถึง defect นั้นว่าจะให้หมดไปทีเดียวโดยเร็วคงไม่ได้ เช่น ฝ่ายชายเป็นคนมีนิสัยไม่เรียบร้อย ถอดเสื้อผ้าที่ไหนก็วางทิ้งที่นั่น อย่างนี้ฝ่ายชายก็จำต้องเปลี่ยนแปลง โดยนึกถึงว่าภรรยาคือคู่ทุกข์คู่ยากไม่ใช่คนใช้ที่จะคอยปรนนิบัติ ฝ่ายภรรยาก็ต้องมีกุศโลบายในการพูดให้เกิดความเข้าใจและเห็นใจในกันและกัน

3. การเรียกร้องการกระทำจากอีกฝ่ายหนึ่ง

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ได้มาอยู่ด้วยกัน มักจะตั้งความหวังให้อีกฝ่ายหนึ่งทำบางสิ่งบางอย่างที่ตนคิดว่า น่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขหรือหวานชื่นมากขึ้น แต่การที่คนเราจะได้สิ่งที่เราต้องการหรือไม่ บางทีก็ต้องตั้งคำถามถามตัวเองดูบ้างว่า แล้วเราทำสิ่งเหล่านั้นให้กับคนที่เรารักได้หรือไม่ ถ้าคำตอบว่า ไม่ได้ เพราะเราเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร หรือได้คำตอบว่าก็นิสัยเราไม่ใช่เป็นคนอย่างนั้น แล้วเราจะหวังให้อีกฝ่ายหนึ่งทำอย่างที่เราต้องการได้อย่างไร 

ถ้าเราอยากให้อีกฝ่ายหนึ่ง romantic หรือ sweet หรืออ่อนโยนกับเราอย่างสม่ำเสมอ แล้วเราเองทำเช่นนั้นไม่ได้ หรือไม่ตอบสนอง หรือเกิดความรำคาญเมื่อเขาทำในยามที่เราไม่อยู่ในอารมณ์นั้น ย่อมเป็นการยากที่อีกฝ่ายหนึ่งจะเริ่มต้นทำได้ หรือถ้าหากได้ทำอยู่แล้วเพราะบังเอิญเขาเป็นคนมีนิสัยเช่นนั้น ไม่ช้าไม่นานสิ่งที่เขาทำอยู่ก็จะค่อย ๆ จางหายไป เนื่องจากอีกฝ่ายจะเกิดความเคอะเขิน หรือมิฉะนั้นเขาก็จะนึกว่าธรรมชาติและความชอบของเราเป็นอย่างนั้น แล้วเขาก็จะพยายามปรับตัวเข้าหา และทำในสิ่งที่เราทำเป็นประจำ คือเมินเฉย และถ้าเขาทำจนเกิดเป็นความเคยชินขึ้นมาเมื่อไร ถึงแม้เราจะรู้สึกผิดหวังขึ้นในภายหลัง ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเขาจะนึกว่าเขาทำในสิ่งที่เราชอบแล้ว ในที่สุดเราก็จะต้องรับในสิ่งนั้นตลอดไป จะมานั่งนึกน้อยใจว่าทีใหม่ ๆ ละหวานชื่นนัก พออยู่ด้วยกันไม่นาน ความ romantic เหล่านั้นกลับหายไปหมด ใครจะทำ romantic อยู่คนเดียวได้

4. การ Appreciate ความดีที่อีกฝ่ายทำ

คนบางคนก็โชคดีที่ได้คู่ที่มีความดี หรือความนุ่มนวล หรือความ romantic อยู่แล้วเป็นนิสัย แต่ความดีเหล่านั้นเมื่อทำๆ ไปเป็นประจำ ก็จะกลายเป็นของปกติธรรมดา และมองไม่เห็น หรือถึงเห็นก็จะถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่เป็นประจำแล้ว เมื่อใดที่เขาลดความดีนั้นลงไปบ้าง จะด้วยเหตุใดก็ตาม แม้ความดีที่ยังมีเหลืออยู่เมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้วก็จะถือว่าเป็นโชคดีอยู่ นั่นเอง แต่อีกฝ่ายหนึ่งจะเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนและมองไปว่าฝ่าย ที่ทำความดี นั้นกลายเป็นคนไม่ดีไปเสียแล้ว

เหมือนกับคนที่เคยมีเงินใช้วันละ 10,000 บาท ต่อมาฐานะฝืดเคืองลง มีเงินใช้เพียงวันละ 5,000 บาท ความทุกข์ก็เกิด ในขณะที่คนอีกคนหนึ่งมีเงินใช้วันละ 100 บาท ต่อมาฐานะดีขึ้นได้ใช้เงินวันละ 150 บาท ก็เกิดความสุขขึ้นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ถ้าดูจำนวนเงินแล้วคนที่มีเงินใช้วันละ 5,000 บาท น่าจะยังมีความสุขดีกว่า แต่ถ้าไปถามทั้งสองคนนั้นดู คนที่มีเงินใช้วันละ 5,000 บาท กลับจะรู้สึกอิจฉาความสุขของคนที่มีเงินใช้เพิ่มขึ้นเป็น 150 บาท เพราะนึกไปเสียว่าเป็นการพัฒนาไปในทางที่สูงขึ้น ส่วนตัวเองนั้นเป็นการพัฒนาไปในทางที่ต่ำลง แต่ถ้าไปถามคนที่มีเงินใช้ 150 บาท ก็จะบอกว่าถ้าเขามีเงินใช้วันละ 5,000 บาทเขาจะเหมือนขึ้นสวรรค์ 

อีกตัวอย่างหนึ่งที่สามีเลิกงานแล้วตรงกลับบ้านทุกวัน ต่อมาเขามีธุระปะปังกลับบ้านตรงเวลาบ้างไม่ตรงเวลาบ้าง ภรรยาที่ไม่รู้จักคิดก็จะเป็นทุกข์เป็นร้อนว่าสามีเปลี่ยนไป โดยไม่ถามไถ่ถึงสาเหตุ ตรงกันข้ามกับอีกครอบครัวหนึ่ง ที่สามีชอบไปสังสรรค์กับเพื่อนหลังจากเลิกงานแล้วเป็นประจำ ต่อมาเกิดเบื่อจึงไปบ้างไม่ไปบ้าง วันไหนที่เขากลับบ้าน ภรรยาก็จะเกิดความสุขขึ้น ทั้ง ๆ ที่ถ้านับจำนวนวันที่เขากลับบ้านตรงเวลายังอาจน้อยกว่าอีกครอบครัว หนึ่งด้วยซ้ำไป เหตุทั้งนี้ก็คงเนื่องจากคนที่มีเงิน 5,000 บาท หรือคนที่มีสามีกลับบ้านตรงเวลาไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่หรือไม่รู้จักหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่ 

ดังนั้น สิ่งที่มีอยู่แล้วถ้าเป็นของดีจึงต้องคอยหมั่นให้กำลังใจแก่คนที่ทำอยู่เสมอ เพื่ออย่างน้อยเขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนเห็นคุณค่า และเป็นความชื่นใจของคนที่เขารัก ซึ่งจะทำให้มีความสุขกับการทำเช่นว่านั้นไปในตัวด้วย ในขณะเดียวกันถ้ามีความเปลี่ยนแปรไปบ้าง ก็ต้องเข้าใจในความจำเป็น หรือถ้าไม่เข้าใจต้องไถ่ถาม และตราบเท่าที่สิ่งที่เขายังทำอยู่นั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ ก็ควรพอใจในสิ่งที่มีอยู่ แทนที่จะทำให้สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ต้องหมดสิ้นไป หรือหมดความหมาย

5. การนำชีวิตของตนไปเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น

การนำวัตรปฏิบัติของคนคู่หนึ่งไปเปรียบเทียบกับวัตรปฏิบัติของคนอีกคู่หนึ่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือก่อให้เกิดประโยชน์แก่ใคร เพราะตลับแต่ละตลับย่อมมีฝาที่มีสีสรรและขนาดและเกลียวที่เข้ากันได้เป็นคู่ ๆ ไป ไม่อาจใช้สลับกันได้ ตลับสีขาว ย่อมมีฝาเป็นสีขาว จะนำตลับสีขาวไปเทียบกับตลับที่มีตัวเป็นสีฟ้าและฝาเป็นสีฟ้าแล้วนึกว่าทำไมฝาของเราไม่เป็นสีฟ้าบ้าง เพราะดูแล้วสวยดี เห็นจะไม่ได้ ถ้าเราเปลี่ยนไปใช้ฝาตลับสีฟ้า นอกจากจะไม่สามารถปิดได้สนิทแล้ว สีที่ออกมาก็จะดูน่าเกลียดมากกว่าน่ารัก คนโบราณเขาเรียกว่า “ผิดฝาผิดตัว” 

ความจริงถ้าตลับเป็นสีขาวและมีฝาเป็นสีขาว ก็อาจตกแต่งให้สวยงามได้โดยการวาดแต่งเติมลวดลายหรือดอกไม้ให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูตามแบบของชุดสีขาวได้ ซึ่งจะเป็นความสวย น่ารัก ไปตามแบบของตัว ข้อสำคัญเจ้าของต้องมีจิตใจที่จะตกแต่งให้สวยงามตามทัศนะของตัว โดยไม่มัวไปนั่งนึกถึงแต่ว่าทำไมฝาของเราจึงไม่เป็นสีฟ้า นอกจากจะเสียเวลาเปล่าแล้ว ถ้าเกิดได้อย่างนั้นเข้าจริงๆ อาจจะต้องเสียใจในภายหลังได้ 

ถ้าเราต้องการของที่ unique และ authentic จริงๆ ชนิดที่ไม่มีใครเหมือนหรือไปลอกเลียนแบบใครมา ก็มีวิธีเดียวที่จะทำคือการสร้างหรือทำขึ้นด้วยตัวเอง 

แต่การจะทำอย่างนั้นได้จะต้องมี will power ที่มั่นคง ไม่ใช่นึกอยากให้เป็นก็จะเป็นได้ง่าย ๆ เนื่องจากการที่จะทำเช่นนั้นได้ต้องทำให้อีกฝ่ายหนึ่งคล้อยตามไปด้วย และการที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งคล้อยตามนั้น เราจะต้องทำเสียก่อนจนติดเป็นความเคยชิน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเห็นหรือฟังทุกเย็นเช้าแล้วก็จะคล้อยตามไปในที่สุด เว้นแต่จะไปเจอเอาคนที่หินชาติเข้า เข้าทำนอง “ผิดฝาผิดตัว” ซึ่งถ้ากรณีเป็นเช่นนั้นก็นับว่าเป็นกรรมไป แต่อย่างไรก็ตามการทำเช่นนี้แล้วก็ใช่ว่าจะได้ดังประสงค์ เพราะความประสงค์ของมนุษย์นั้น มักจะเปลี่ยนแปลงและไม่ค่อยจะพึงพอใจอะไรได้ง่าย ๆ เว้นแต่เป็นคนที่ฉลาดและไม่มี “อวิชชา” เป็นเจ้าเรือน จึงจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากมนุษย์มักจะอดเปรียบเทียบของของตัวกับของของคนอื่นอยู่เสมอ และมักจะคิดว่าของ ๆ คนอื่นดีกว่าของ ๆ ตัวเองอยู่ร่ำไป ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะหาความพอใจไม่ได้ เพราะถ้าเปรียบเทียบกับตลับ ก็จะมีตลับที่มีรูปแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ มีสีสรรที่แตกต่างกัน มีลวดลายที่แปลก ๆ และสวยงามออกมาอยู่เรื่อย ๆ 

ในชั้นแรกเมื่อเห็นลายดอกไม้ก็นึกว่าดอกไม้สวย จึงวาดลวดลายเป็นดอกไม้ ต่อมามีลายกนกออกมาใหม่ก็นึกเบื่อลายดอกไม้ อยากได้ลายกนกแทน จึงเติมลายกนกเข้าไป ครั้นมีลายกนกแล้ว ต่อมาเกิดมีรายทิวทัศน์วางตลาดอีก ก็อยากได้ทิวทัศน์อีก ถ้าวิ่งตามแฟชั่นหรือตามสิ่งที่คนอื่นมีอยู่ร่ำไป ในที่สุดตลับใบนั้นก็คงเป็นลายร้อยพ่อพันแม่ หาความสวยงามหรือหาความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไม่ได้ ในที่สุดเจ้าของก็คงเบื่ออยู่นั่นเอง 

การที่จะหาความสุขได้ ในเบื้องต้นจึงต้องพินิจพิจารณาถึงใจของตัวเราเองก่อนเป็นหลักว่าเราต้องการสิ่งใดแน่ เราต้องการสิ่งนั้นจริงหรือ เราจะเบื่อกับมันไหม จะเอียนกับมันไหม ถ้าแน่ใจแล้วจึงค่อย ๆ บรรจงแต่งให้เป็นไปตามที่เราต้องการ และเมื่อได้ตามที่ต้องการแล้ว ต้องหยุดความพอใจไว้ที่ตรงนั้น ต่อไปใครเขาจะมีลวดลายอะไร สีสรรอย่างไร รูปทรงอย่างไร ต้องไม่เอาไปเปรียบเทียบ ต้องพอใจอยู่ตรงที่ ๆ เราได้เลือกแล้ว ความสุขอันแท้จริงจึงจะเกิดขึ้น 

ถ้าลองเปลี่ยนตัวอย่างจากตลับเป็นคน คงดูไม่จืด เช่น สมมุติว่า มีผัวเมียคู่หนึ่งเริ่มแรกสามีก็เป็นคนปกติธรรมดาทั่ว ๆ ไป ต่อมาเมียไปเห็นคู่ของเพื่อนคู่หนึ่งพูดจากันหวานจ๋อย ก็อยากให้สามีพูดบ้าง สามีก็พยายามจ๊ะจ๋าจนเคยชิน ต่อมาเมียไปเห็นอีกคู่หนึ่งที่สามีค่อนข้างจะเงียบขรึมจะพูดจะจาอะไรก มีน้ำเสียงเข้มงวด ดูเป็น man น่าทึ่งเป็นอันมาก ก็กลับมาบอกให้สามีเอาอย่างบ้าง สามีก็พยายามทำ แต่ลักษณะสองอย่างดังกล่าวมันขัดกันอยู่ในตัว ถ้าจะเลิกจ๊ะจ๋าเมียก็หาว่าเปลี่ยนแปลง ก็เลยต้องทำเสียงจ๊ะจ๋าที่มีสำเนียงดุดัน หลับตานึกถึงภาพแล้ว ใคร ๆ ก็คงต้องหวาดเสียว นี่ยังไม่นึกถึงว่าถ้าต่อไปเมียเกิดไปเห็นคู่ไหนเขา romantic กันเป็นประจำแล้วเกิดมาเคี่ยวเข็ญให้สามีเอาอย่างอีกด้วย คงจะยิ่งดูไม่จืดและสามีก็คงกลายเป็นคนติงต๊องไปเลย

ความจริงคนสองคนที่จะมาอยู่ร่วมกันนั้น ไม่ใช่ของง่าย ๆ การเริ่มมาอยู่ด้วยกันอาจจะไม่ยากนัก แต่การที่จะให้อยู่ด้วยกันต่อ ๆ ไปอย่างมีความสุข สนุกร่าเริงนั้นไม่ใช่เป็นของง่ายเลย ถึงแม้จะรักกันเพียงใดก็ใช่ว่าจะมีวิถีชีวิตและอุปนิสัยใจคอเหมือนกัน ต่างคนต่างมีความเคยชินที่แตกต่างกัน ความชอบและไม่ชอบในสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน อารมณ์สนุกและอารมณ์เศร้าที่แตกต่างกัน ความแตกต่างเหล่านี้มีตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เมื่ออยู่ร่วมกันแล้ว ความแตกต่างที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องน่าเบื่อ และทนไม่ได้ โดยยังไม่ต้องนึกถึงเรื่องใหญ่ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก 

นับประสาอะไร เพียงแต่คนหนึ่งเป็นคนช่างพูดอีกคนหนึ่งเป็นคนเงียบ ๆ ตอนรักกันก็จะนึกว่าดี เพราะเมื่อคนหนึ่งพูดอีกคนฟัง จึงนับว่าเป็นคู่ที่เหมาะเจาะกัน แต่พออยู่ด้วยกัน คนที่ชอบพูดก็จะเกิดความรำคาญที่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรอีกคนหนึ่งก็เอาแต่เงียบ ๆ อย่างมากก็พยักหน้า ความรู้สึกเบื่อหน่ายก็จะเกิดขึ้น ที่นึกไว้ว่าดีจะได้ไม่มีคนแย่งพูดนั้น พอถึงเวลากลับเกิดความรู้สึกว่าเหมือนพูดกับสาก ในที่สุดเมื่อเบื่อมาก ๆ เข้าก็จะไปหาคนที่ชอบพูดเหมือนกันมาเป็นเพื่อนคุย หรือถ้ารุนแรงหน่อยก็ถึงกับทนอยู่ด้วยไม่ได้ไปเลย 

ส่วนคนที่เงียบ ๆ และเมื่อตอนรักกันก็นึกว่าดีจะได้มีคนคอยคุยให้หายเหงา แต่พอมาอยู่ด้วยกันเข้า ความช่างพูดที่เคยนึกว่าดีนั้น กลับกลายเป็นความน่ารำคาญ เพราะรู้สึกว่าเป็นนกแก้วนกขุนทองที่พร่ำทั้งวัน อยู่ไป ๆ จึงกลายเป็นคนเงียบยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเบื่อต่อคนที่ช่างพูดเสียแล้วตัวก็เลยไม่อยากจะเอ่ยปาก เพราะถ้าเอ่ยปากเรื่องอะไรขึ้นมา อีกคนก็จะหยิบยกขึ้นมาพูดได้เป็นคุ้งเป็นแคว จนน่ารำคาญใจ และเมื่อเบื่อมาก ๆ เข้าก็เลยไม่อยากกลับมาบ้าน เพราะขี้เกียจฟัง 

ถ้าถามว่าแล้วคนสองคนที่รักกันนั้นจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร คำตอบก็คือเมื่ออยู่ด้วยกันใหม่ ๆ ต่างคนต่างต้องคอยสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายหนึ่ง ว่ามีความรู้สึกต่อการกระทำของเราอย่างไร ถ้ามีวี่แววว่าไม่ค่อยจะ enjoy นัก แม้ว่าเขาจะไม่แสดงอะไรออกมา (เพราะยังอยู่ในระยะน้ำผึ้งอยู่) ก็ต้องเริ่มลดราวาศอกลงบ้าง อะไรที่เราไม่ชอบให้เขาทำ เราก็ต้องไม่ทำ อะไรที่เราอยากให้เขาทำ เราก็ต้องทำ 

แต่แน่ละคนเรานั้นไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่าย ๆ หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยสิ้นเชิง เมื่อสามารถลดลงมาได้ครึ่งหนึ่งหรือใกล้ครึ่งหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับ และปรับตัวเองให้เข้าให้ได้กับอุปนิสัยที่เคยไม่ชอบมาก่อน และที่สำคัญก็คือทั้งสองฝ่ายต่างต้องร่วมกันสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองคน (ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง) แล้วมีความสุขกับสิ่งที่ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา โดยไม่ไปวอกแวกกับคนอื่น 

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเราจะไม่ดูตัวอย่างจากคนอื่นเสียทีเดียว แต่การดูนั้นต้องดูอย่างคนฉลาด คือดูแล้วไตร่ตรองว่าสิ่งที่เราเห็นและดูเหมือนดีนั้น มันดีจริงหรือ มีสิ่งใดที่เป็นช่องโหว่หรือน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ปะปนอยู่หรือไม่ ถ้าเห็นว่าดีจริงและน่าจะทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้น ก็ไม่ผิดกติกาอะไรที่เราจะเอามาเลียนแบบบ้าง แต่การเลียนแบบนั้นต้องไม่ใช่เอามาทั้งดุ้นหากแต่ต้องนำมาปรุงแต่งเสียใหม่ให้เหมาะสมกับอุปนิสัยของเราและคนของเรา 

ถ้าทำได้เช่นนั้น ย่อมเพิ่มพูนรสชาติแห่งชีวิตได้ดีขึ้น เรียกว่าเป็นการมองสิ่งต่าง ๆ อย่างคนชาญฉลาดและรู้จักหยิบฉวยสิ่งที่มองเห็น และนำมาเป็นประโยชน์แก่ตนเองได้อย่างคนฉลาด 

คนบางคน (ซึ่งน่าเสียใจว่ามักจะเป็นส่วนใหญ่) มักจะมองสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ฉลาด โดยมองสิ่งที่ดี ๆ ที่เห็นจากคนอื่น ที่สร้างความสุขให้คนอื่น หรืออย่างน้อยก็นึกเอาว่าเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับคนอื่นแล้วกลับเอาสิ่งนั้นมาสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง โดยดันไปมองว่าทำไมเราไม่เป็นอย่างนั้นบ้างหรือเราไม่โชคดีอย่างนั้นบ้าง แล้วก็มาคร่ำครวญเอากับชะตาชีวิตของตัวเอง หรือโยนไปให้เป็นความผิดของคนที่อยู่ใกล้เคียง โดยวิธีนั้นนอกจากจะเป็นการเอาสิ่งที่ดีมาทำให้ตัวเองเป็นทุกข์แล้ว ยังสร้างความทุกข์ให้กับคนข้างเคียงอีกด้วย 

ถ้าได้ตั้งสติเสียเล็กน้อยตนก็จะสามารถสร้างสิ่งดี ๆ เหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เหมือนกับที่คนทั่วไปมักจะมองความสำเร็จของคนหนึ่งด้วยความเกลียดชัง และมักจะมองแต่เพียงว่าดู ๆ ก็ไม่เห็นมันมีดีอะไรไปกว่าเรา และเมื่อมองแต่เพียงผิวเผินจึงมองไม่เห็นว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จนั้น ก่อนที่เขาจะก้าวมาถึงจุดนั้นได้เขาต้องใช้ความอุตสาหะพยายาม ความขยันหมั่นเพียร ความอดทน และมันสมองไปเท่าไร เมื่อมองโดยผิวเผินและไม่เห็นอะไรเด่นชัดจึงพากันสรุปเอาง่าย ๆ ว่าคงจะประจบสอพลอจึงสามารถก้าวขึ้นมาได้ ความจริงถ้าเพียงแต่ใช้สมองคิดเพียงเล็กน้อยก็จะเล็งเห็นได้ว่าถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็คงมีใครต่อใครก้าวขึ้นมาได้อย่างมากมาย 

คนเรามักจะมองแต่เพียงว่าตัวเองดีกว่าหรือเก่งกว่าคนอื่นอยู่เสมอ แต่ลืมนึกไปว่าความดีและความเก่งที่ตัวมีอยู่นั้นตัวได้เคยเอาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์บ้างหรือยัง และถ้าได้ใช้แล้วมันดีหรือเก่งจริงอย่างที่ตัวเองนึกหรือไม่

6. เสรีภาพในการดำรงชีวิต

มนุษย์ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไร ย่อมมีสิ่งที่ตนอยากทำและไม่อยากทำด้วยกันทั้งนั้น และสิ่งที่อยากทำหรือไม่อยากทำนั้นในแต่ละวันหรือแต่ละเวลาก็ใช่ว่าจะคงที่อยู่เสมอไป สิ่งที่อยากทำในวันนี้พอถึงพรุ่งนี้อาจไม่อยากทำเสียแล้ว หรือสิ่งที่ไม่อยากทำในวันนี้พอถึงพรุ่งนี้กลับอยากทำขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น ถ้าคนหนึ่งอยากทำหรือไม่อยากทำอะไรตราบเท่าที่ความอยากหรือไม่อยากนั้นไม่ได้สร้างภาระให้เกิดขึ้นกับอีกคนหนึ่งหรือกับครอบครัวจนเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่อีกฝ่ายจะเที่ยวได้เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการขัดขวางเขา เพราะการทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด และขาดเสรีภาพในครอบครัวขึ้น 

ข้อสำคัญความอยากหรือไม่อยากของมนุษย์นั้น โดยปกติจะไม่อยู่คงเส้นคงวาและจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายก็ไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพยายามไปหาเหตุผลหรือให้เขาอธิบาย แม้แต่จะด้วยความหวังดีเพื่อว่าในคราวต่อไปจะได้ปรนนิบัติได้ถูก ก็ไม่ควรทำ เพราะรังแต่จะขัดความรู้สึกกันเปล่าๆ และถึงรู้แล้วก็ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์ หากแต่จะเป็นโทษมากกว่า เพราะพอคิดว่าการที่เขาอยากทำการอย่างหนึ่ง แล้วเป็นความชอบ คงจะอยากทำทุกวันหรือบ่อย ๆ พอรุ่งขึ้นไปจัดเตรียมการหรือไปช่วยจัดการทำให้ เขาก็จะกลับโกรธหรือไม่ใส่ใจ ซึ่งเราก็จะน้อยใจไปต่าง ๆ นานา 

ทางที่ดีก็คือเมื่อเขาอยากทำอะไรในบ้าน ก็ให้คิดเสียว่านี่ก็บ้านเขาเหมือนกัน ถ้าไม่เป็นภาระแก่เราหรือครอบครัวเกินไปก็ให้ทำไป ถ้าอยากสนุกด้วยจะเข้าไปช่วยหยิบฉวยในขณะนั้นก็ไม่ผิดกติกา อาจจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสบายใจขึ้นก็ได้ที่มีคนมาช่วย 

แต่การเข้าไปช่วยต้องไม่ใช่เป็นการเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการทำเสียเอง หรือคอยไปคัดค้านอยู่ร่ำไป ถ้าเขาอยากตอกตะปูสักตัวหรือสองตัวที่ข้างฝา แม้เราจะเห็นว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ขาดความสวยงาม หรือขัดลูกกะตา แต่ถ้ามันเป็นความสุขของอีกฝ่ายหนึ่งก็ปล่อยไป ถ้ามันขัดลูกกะตานักก็อย่าไปมองเสียก็สิ้นเรื่อง 

ความสวยงามหรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น ถ้าเราถามว่าเราทำไว้ทำไม คำตอบก็คือให้น่าอยู่ ถ้าถามต่อไปว่าความน่าอยู่นั้นเพื่อใคร เพื่อเราคนเดียวหรือว่าเพื่ออีกคนหนึ่ง ถ้าคำตอบว่าเพื่ออีกคนหนึ่งด้วย ก็ต้องถามว่าแล้วอีกคนหนึ่งเขาเห็นว่ายังไม่ดีเขาจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างมันจะหนักหนาอะไร เราต้องการให้บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยในสายตาของเรา โดยอีกฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าบ้านนี้ไม่ใช่บ้านของเขา เขาแตะต้องไม่ได้ อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน 

คนหนึ่งอยากกินผักบุ้งไฟแดง ผักบุ้งก็มีอยู่ ผัดเสียเดี๋ยวเดียวก็ได้กิน ถ้าเราเกิดรู้สึกว่าจะอะไรกันนักหนากับข้าววันนี้ก็ทำไว้แล้วและมีมากพอแล้ว จะมาอยากกินอะไรกันอีก ไว้พรุ่งนี้ค่อยกินก็แล้วกัน ครั้นพอรุ่งขึ้นทำให้กิน เขาก็อาจจะไม่กิน เพราะหมดอยากเสียแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตั้งหน้าตั้งตาน้อยใจหรือบ่นว่า ว่านี่มันอะไรกัน ก็ไหนว่าอยากกินผักบุ้ง พอทำให้แล้วก็กลับไม่กิน ช่างเอาใจยากเสียจริง ความระหองระแหงก็ย่อมเกิดขึ้น 

แท้ที่จริงปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะเราชอบคิดแทนคนอื่นว่าวันนี้ควรทำอะไร กินอะไร หรือไม่ควรทำอะไร โดยอาศัยความต้องการของเราเป็นที่ตั้ง

7. การยอมรับผลของสิ่งที่เคยชอบ

คนสองคนที่จะรักกันนั้น โดยเริ่มต้นย่อมต้องขึ้นอยู่กับความถูกอัธยาศัย ความนิยมยกย่อง หรือความชอบใจในบางสิ่งบางอย่าง แต่เมื่อรักกันแล้วและอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ เข้า มักจะลืมสิ่งที่ตนเคยชอบเพราะสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นของธรรมดาที่เคยชินไปแล้ว และเริ่มมองหาสิ่งใหม่ ๆ เพิ่มพูนขึ้นเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็ในความคิดของตน แล้วก็มักจะเคี่ยวเข็ญอีกฝ่ายหนึ่งให้ทำหรือเป็น 

เมื่อไม่ได้ดังใจจึงหงุดหงิด หรือคร่ำครวญคิดแต่ว่าตนโชคไม่ดีที่ “ไม่ได้ดังใจ” อันเป็นต้นเหตุแห่งการถกเถียงหรือระหองระแหงกันได้ ถ้ายิ่งเป็นคนประเภท “คิดมาก” ด้วยแล้ว ย่อมมีเรื่องมีราวมีปากมีเสียงกันไม่หยุดหย่อน ลืมนึกถึงความจริงที่ว่า ของบางอย่างมาควบคู่หรือพร้อมกันไม่ได้ เพราะขัดกันเองอยู่ในตัว เช่น คนที่เงียบขรึม ย่อมไม่ช่างพูดหรือช่างเอาใจ คนที่ช่างพูดช่างเอาใจก็ไม่มีทางที่จะวางมาดให้ดูน่าเกรงขาม หรือคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ชอบคบค้าสมาคมกับคนทั่วไป ย่อมยากที่จะเป็นคนอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน หรือคนที่ชอบขลุกอยู่แต่กับครอบครัวหรือในบ้าน ย่อมยากที่จะเป็นคนชอบพาคู่ของตนออกงานการ คนที่เป็นคนเจ้าระเบียบเรียบร้อยย่อมจะเป็นคนขี้บ่นจู้จี้ คนที่แต่งตัว “นิ๊ง” อยู่ตลอดเวลา ย่อมยากที่จะไม่ใช้เงินเปลือง คนที่เป็นคนอ่อนนุ่มตามใจคู่ครองทุกอย่างก็ยากที่จะหวังให้เขามีความคิดริเริ่ม หรือเป็นตัวของตัวเอง หรือเป็นผู้นำได้อย่างสมบูรณ์ ในทางกลับกันคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีลักษณะเป็นผู้นำ ย่อมยากที่จะหวังให้เขาคอยเอาอกเอาใจเราอยู่ตลอดเวลา 

ของเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่คู่กันหรือมีอยู่พร้อมกัน เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่ง ต้องยอมรับอีกสิ่งหนึ่งที่เป็น “ผลพลอยได้” ของอีกด้านหนึ่งด้วย และเมื่อเราได้เลือกที่จะชอบเพราะเขามีอุปนิสัยอย่างใดแล้ว ก็ต้องรับรู้และไม่ไปพยายามให้เขามีในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับอุปนิสัยนั้น และพยายามหาความสุขจากสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งมีและเราเคยชอบ พร้อมทั้งยอมรับทุกข์อันเกิดจาก “ผลพลอยได้” นั้น ๆ 

8. การสร้างความเป็น “เรา” ให้เกิดขึ้น (ละลายพฤติกรรมเดิม)

เมื่อมีการจัดงานแต่งงาน หรือจดทะเบียนสมรส และคนสองคนมาอยู่ด้วยกันแล้ว อย่านึกว่า “ครอบครัว” ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะเมื่อมาอยู่ด้วยกันใหม่ๆ ความรู้สึกแปลกแยกจะยังมีอยู่ ความรู้สึกที่ว่า “ของเธอ” และ “ของฉัน” จะยังมีอยู่ ตราบใดที่ความรู้สึกเช่นนั้นยังมีอยู่ “ครอบครัวใหม่” จะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “การที่คนสองคนจากสองครอบครัว มาเริ่มต้นอยู่ด้วยกัน” เท่านั้น 

ความเป็น “ครอบครัวใหม่” จะเริ่มเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อความรู้สึกว่า “ของเธอ” และ “ของฉัน” จางหายไป และเริ่มมี “ของเรา” ขึ้นมาแทนที่ เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ที่จะต้องพยายามขจัดความเป็น “ของเธอ” และ “ของฉัน” ให้หมดไปโดยเร็ว โดยต่างฝ่ายจะต้องโน้มเข้าหากัน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะลืมเลือน “สิทธิ” ของอีกฝ่ายหนึ่งโดยสิ้นเชิง อันที่จริงสิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างความรู้สึกเช่นนี้ ให้เกิดขึ้นได้ก็คือ “ลูก” ที่เกิดขึ้น เมื่อมีลูกความเป็น “เรา” อย่างสมบูรณ์ ก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ 


9. การยอมรับในสิ่งที่เป็นที่เคารพรักของอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวเป็นฐานที่มา ต่างฝ่ายจึงต่างย่อมมีบุคคล อันเป็นที่เคารพรักด้วยกัน อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องยอมรับรู้ และให้ความเคารพรัก หรือความใกล้ชิดสนิทสนมด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความกินแหนงแคลงใจในกันและกัน การตัดสินใจในเรื่องใด ที่มีผลต่อคนอันเป็นที่เคารพรัก หรือสนิทสนมของฝ่ายใด เป็นการสมควรที่จะให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ตัดสินใจ โดยฝ่ายที่ตัดสินใจ ก็ต้องคำนึงถึง “ครอบครัวของเรา” ไว้อยู่เสมอว่า การตัดสินใจเช่นนั้น จะนำความเดือดร้อน หรือเป็นการเบียดเบียน “ครอบครัวของเรา” เกินฐานะหรือเกินความจำเป็นหรือไม่ ในขณะเดียวกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำใจให้กว้างไว้ และนึกเสมอว่า บุคคลเหล่านั้นเป็น “ญาติมิตรหรือบุพการี “ของเรา”

 

Go back to the Main Page

Last updated: 11/10/43

Hosted by www.Geocities.ws

1