|
เปิดคำวินิจฉัยกลางสะท้านเมือง ทักษิณ'ไม่ผิด
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีสองประเด็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และมาตรา 292 หรือไม่ และการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่
ประเด็นที่สอง ผู้ถูกร้องมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่
ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และมาตรา 292 หรือไม่ และการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่
ตามคำร้องของผู้ร้องและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้อง มีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้
ผู้ร้องได้ตรวจสอบบัญชีฯ ที่ผู้ถูกร้องยื่นกรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องไม่แสดงรายการทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหุ้นที่ใช้ชื่อผู้อื่นถือแทน ครั้งที่ 1 กรณีเข้ารับตำแหน่ง 2,371,726,371 บาท ครั้งที่ 2 กรณีพ้นจากตำแหน่ง 1,523,157,657 บาท และครั้งที่ 3 กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี 646,984,383 บาท อันเป็นการจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ เนื่องจากเข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับในวันที่ 11 ตุลาคม 2540 เป็นการดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2538 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ต้องยื่นบัญชีฯ และแม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับ โดยมีบทเฉพาะกาลมาตรา 317 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คงเป็นคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญต่อไป แต่มาตรา 321 ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป.ทำหน้าที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญก็บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป.กำหนดระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยขอความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับต่อไป แสดงว่า ก่อนมีระเบียบเช่นว่านั้น การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการยื่นบัญชีฯยังเกิดขึ้นไม่ได้ การยื่นบัญชีฯครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 กรณีเข้ารับตำแหน่ง และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 กรณีพ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นการยื่นบัญชีฯโดยสมัครใจมิใช่เพราะมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ส่วนการยื่นบัญชีฯครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ภายหลังจากที่ผู้ร้องมีระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2541 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง ใช้บังคับ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 แล้ว แต่คำว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 3 และข้อ 13 หมายความถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ระเบียบประกาศใช้บังคับ ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จึงไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบดังกล่าว การยื่นบัญชีฯครั้งที่ 3 จึงเป็นการยื่นโดยสมัครใจเช่นเดียวกับการยื่นบัญชีฯครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
"ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง...(2) รัฐมนตรี"
มาตรา 292 บัญญัติว่า
"บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 291 ให้แสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว และต้องยื่นภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง
(2) ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง
(3) ในกรณีที่บุคคลตามมาตรา 291 ซึ่งได้ยื่นบัญชีไว้แล้ว ตายในระหว่างดำรงตำแหน่งหรือก่อนยื่นบัญชีหลังจากพ้นจากตำแหน่ง ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดก ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ในวันที่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นตาย ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งตาย
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่ง นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม (2) แล้ว ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย"
มาตรา 317 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
"ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงเป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 317 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 10/2543 และ 27/2543 สรุปได้ว่า ให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ยังคงเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ต่อไปจึงต้องถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ คือวันที่ 11 ตุลาคม 2540 เป็นวันเริ่มต้นการเข้ารับตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 317 วรรคหนึ่ง กรณีนี้ได้ความว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 ในคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จึงถือว่า เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ตามนัยคำวินิจฉัยข้างต้น เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291 บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยื่นบัญชีฯ ผู้ถูกร้องจึงมีให้ที่ยื่นบัญชีฯต่อผู้ร้องตามกำหนดเวลาในมาตา 292 รวม 3 ครั้ง อนึ่ง รัฐธรรมนูญมาตรา 291 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม (1) ถึง (6) มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ หมายถึงผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในขณะที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ไม่ว่าการเข้าดำรงตำแหน่งของผู้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญนี้ มีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ เพราะการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินอยู่ในหมวด 10 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญนี้ จึงต้องแสดงบัญชีฯ โดยเปิดเผยตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งบัญชีฯนั้นจะถูกนำไปเป็นฐานของการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้นั้นทั้งในขณะดำรงตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองว่า มีการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินอย่างผิดปกติ อันนำไปสู่การมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ถูกร้องจึงมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯต่อผู้ร้องตามมาตรา 291 และมาตรา 292
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ในขณะที่ผู้ร้องยังไม่ได้ออกระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง การยื่นบัญชีฯตามรัฐธรรมนูญนี้ จะปฏิบัติไม่ได้นั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 291 วรรคหนึ่ง และมาตรา 292 บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯต่อผู้ร้อง แต่มิได้บัญญัติว่า จะต้องออกระเบียบก่อน จึงจะมีผลใช้บังคับได้ ส่วนระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้อง ตามมาตรา 321 วรรคสอง นั้นเห็นว่า เป็นกรณีที่ผู้ร้องกำหนดระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แล้วเท่านั้น มิได้เป็นเหตุให้เกิดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาของการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องแต่ประการใด จึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีฯตามกำหนดเวลาและแสดงรายการทรัพย์สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว
สำหรับข้ออ้างของผู้ถูกร้องที่ว่า หากผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ มาตรา 295 ซึ่งเป็นบทลงโทษที่กำหนดโทษไว้ 2 ประการ ควบคู่กัน คือให้พ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาห้าปี ไม่สามารถใช้บังคับกับผู้ถูกร้องได้ เพราะผู้ถูกร้องไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แล้ว โทษที่ให้พ้นจากตำแหน่งจึงมีไม่ได้ การห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาห้าปีจึงเกิดขึ้นไม่ได้ นั้น
รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 บัญญัติว่า
"ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตามมาตรา 292 หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ให้นำบทบัญญัติมาตรา 97 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 295 เป็นมาตรการบังคับสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 291 ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา 291 และมาตรา 292 บัญญัติไว้ ซึ่งมาตรา 292 วรรคหนึ่ง (2)(3) และวรรคสอง บัญญัติไว้ว่า แม้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ และถ้าตาย ทายาทหรือผู้จัดการมรดกก็ต้องจัดการยื่นบัญชีฯแทน คำว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ตามมาตรา 295 จึงมีความหมายเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 291 และมาตรา 292 คือ หมายความถึงผู้ที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และรวมถึงเมื่อผู้นั้นตาย พ้นจากตำแหน่งในเวลาต่อมา หรือตายในระหว่างดำรงตำแหน่ง หรือก่อนยื่นบัญชีฯ หลังจากพ้นจากตำแหน่งด้วย ดังนั้น เมื่อมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ถ้าจงใจไม่ยื่นบัญชีฯตามกำหนดเวลา หรือจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 295
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ผู้ร้องลงมติกรณีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยฝ่าฝืนระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2541 ข้อ 21 โดยไม่ให้โอกาสผู้ถูกร้องชี้แจงต่อผู้ร้องก่อนลงมติ ซึ่งผู้ร้องชี้แจงว่า ขณะลงมติกรณีผู้ถูกร้อง ระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกแล้วโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง เนื่องจากมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้วนั้น
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 321 วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการตามวรรคหนึ่ง กำหนดระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้ ระเบียบดังกล่าวให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้บังคับใช้จนกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะมีผลใช้บังคับ" หมายความว่า ระเบียบตามมาตา 321 วรรคสอง คือระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2541 เป็นระเบียบที่ออกมาใช้เป็นการชั่วคราวเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใช้บังคับ เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 แล้ว ระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2541 เป็นอันสิ้นผลการใช้บังคับ ทั้งนี้ เพราะก่อนที่จะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใช้บังคับการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จำเป็นจะต้องมีหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่มีลักษณะเป็นกระบวนการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ไว้พลางก่อน ขั้นตอนการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญซึ่งใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเป็นกฎหมาย มาตรา 321 วรรคสอง จึงให้ออกระเบียบใช้บังคับก่อน ต่อเมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและกระบวนการตรากฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีสาระสำคัญอย่างน้อยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 331 ซึ่งมาตรา 331(4) บัญญัติให้ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมทั้งเอกสารประกอบ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาและตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินนั้นเป็นระยะ และหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้ว ระเบียบดังกล่าวเป็นอันสิ้นผลไป ทั้งนี้ แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวบทเฉพาะกาล มาตรา 130 จะบัญญัติว่า "ให้บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีระเบียบหรือประกาศตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ออกใช้บังคับ" ก็หมายความเพียงว่า ให้ระเบียบที่ออกตามรัฐธรรมนูญยังคงใช้ได้ในเรื่องที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ยังไม่ได้บัญญัติรายละเอียดไว้ หรือในเรื่องซึ่งจะต้องออกระเบียบหรือประกาศต่อไป แต่กรณีการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯบัญญัติเรื่องนี้ไว้แล้ว ดังนั้น ขณะที่ผู้ร้องพิจารณาและลงมติกรณีของผู้ถูกร้องเป็นช่วงเวลาที่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว การลงมติของผู้ร้องจึงต้องเป็นไปตามวิธีการที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้
สําหรับกรณีที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า มติของผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีผู้ที่ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.คือคุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา เข้าร่วมประชุมพิจารณา และมีมติกรณีของผู้ถูกร้องนั้น
พิจารณาแล้ว กรณีบริษัทวงศ์อมรฯ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 18/2544 ลงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2544 ว่า คุณหญิงปรียาฯแสดงเจตนาลาออกด้วยวาจาและเป็นหนังสือต่อคุณหญิงวนิดา พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทวงศ์อมรฯ ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2542 มีผลเป็นการลาออกภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. คุณหญิงปรียาฯจึงมิได้กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 259 วรรคสอง
ส่วนกรณีบริษัทเกษมวนารมย์ฯ นั้น เห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ว่า คุณหญิงปรียาฯลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นหลักฐานราชการ จึงเชื่อถือได้ และการลาออกอยู่ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมวุฒิสภา สำหรับการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการและผู้ทำบัญชีในแบบนำส่งงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนของบริษัทเกษมวนารมย์ฯ นั้น ไม่ทำให้ฐานะการเป็นกรรมการบริษัทกลับมามีขึ้นอีก เพราะมิได้มีมติแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นและมิได้มีการจดทะเบียนแต่ประการใด ส่วนในฐานะการเป็นผู้ทำบัญชีนั้น คุณหญิงวนิดาฯ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ให้การยืนยันว่า ไม่เคยมีสัญญาจ้างหรือให้ค่าจ้างใดๆ แก่คุณหญิงปรียาฯ ในฐานะลูกจ้างผู้ทำบัญชีของบริษัทเกษมวนารมย์ฯ การลงลายมือชื่อเป็นการรับรองงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนของปี 2542 ซึ่งคุณหญิงปรียาฯเป็นกรรมการอยู่ช่วงหนึ่ง และเป็นการรับรองดังเช่นที่คุณหญิงปรียาฯเคยปฏิบัติ พยานหลักฐานทางฝ่ายผู้ถูกร้องรับฟังไม่ได้ว่า คุณหญิงปรียาฯเป็นลูกจ้างของบริษัทเกษมวนารมย์ฯ คุณหญิงปรียาฯจึงมิได้กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 258 วรรคสอง
กรณีที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ผู้ร้องตรวจสอบบัญชีฯ กรณีของผู้ถูกร้อง เมื่อพ้นกำหนดอายุความที่จะดำเนินการตามมาตรา 295 แล้ว ทั้งนี้ แม้รัฐธรรมนูญไม่กำหนดอายุความกรณีการยื่นบัญชีฯ แต่น่าจะอนุโลมนำอายุความเรื่องร่ำรวยผิดปกติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 75 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "การกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติต้องกระทำในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปี" มาใช้บังคับกับกรณียื่นบัญชีฯ เพราะกรณีร่ำรวยผิดปกติเป็นความผิดที่รุนแรงกว่ากรณียื่นบัญชีฯ อายุความกรณียื่นบัญชีฯจึงไม่น่าจะเกินสองปี ดังนั้นเมื่อผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 การที่ผู้ร้องเริ่มสอบสวนกรณีของผู้ถูกร้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 จึงเกินสองปีนับแต่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งแล้วนั้น
พิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 75 เป็นกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ แล้วต้องดำเนินการเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในหมวด 7 ว่าด้วยการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เป็นหมวดที่แยกต่างหากกับเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินในหมวด 3 และการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เป็นบทบัญญัติที่ออกมาเพื่อกำหนดรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวด 10 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน การดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ต้องเป็นไปตามกรอบหรือแนวทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของผู้ยื่นบัญชีฯ และกำหนดมาตรการบังคับของการไม่ปฏิบัติหน้าที่ไว้ในมาตรา 295 โดยไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ การดำเนินการกรณีการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ไม่อาจจะนำอายุความในกรณีอื่นมาใช้บังคับได้
กรณีที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่สามารถแยกให้เห็นได้ว่า กรณีใดเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ กรณีใดเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ทำให้ผู้ถูกร้องไม่สามารถชี้แจงได้ถูกต้อง นั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่า รายละเอียดตามคำร้องกล่าวถึงการปกปิดการแสดงรายการทรัพย์สินอย่างละเอียด โดยผู้ร้องเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องส่วนนี้ มีลักษณะเป็นการจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จรวมอยู่ด้วย ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงและต่อสู้ตรงตามข้อกล่าวหาตามคำร้องแล้ว จึงเห็นว่า คำร้องสมบูรณ์สามารถเข้าใจได้ดี พิจารณาจากคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาผู้ถูกร้องได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ตามคำร้องทุกประเด็นแล้ว ข้ออ้างของผู้ถูกร้องกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น
นอกจากนี้ ที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ผู้ร้องพิจารณาและดำเนินการกรณีของผู้ถูกร้อง โดยไม่เที่ยงธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อผู้ร้องว่า นายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ไม่แสดงรายการทรัพย์สินซึ่งเป็นหุ้นเช่นเดียวกับผู้ถูกร้อง โดยผู้ร้องมีมติว่า การที่ไม่แจ้ง เพราะหลงลืม ไม่เป็นความผิด แล้วเปลี่ยนแนวการสอบสวนผู้ถูกร้องว่า การไม่แสดงรายการหุ้นที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนเป็นความผิด นั้น
พิจารณาข้ออ้างของผู้ถูกร้อง ซึ่งกล่าวหาถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นธรรมของผู้ร้องแล้ว เห็นว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นรายกรณีไป ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้เสนอเรื่องของนายชวน และนายบัญญัติดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการเปรียบเทียบ
เมื่อได้พิจารณาคำร้องของผู้ร้องและข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องในเรื่องหน้าที่ของผู้ร้องและการดำเนินการของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และมาตรา 292 และการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 แล้ว
ประเด็นที่สอง ผู้ถูกร้องมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่
ประเด็นนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 11 คน มีความเห็นว่า ผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ตามที่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่หนึ่งแล้ว แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน มีความเห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองไปก่อนที่จะยื่นบัญชีฯ ครั้งแรกกรณีเข้ารับตำแหน่งภายในสามสิบวัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง (1) ผู้ถูกร้องจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 295
คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำร้องต่อไปว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตามมาตรา 292 หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง"
ในการพิจารณาประเด็นนี้ จำต้องพิจารณาความหมายของคำว่า "จงใจ" ก่อน ดังนี้
มาตรา 295 เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หมวด 10 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตั้งแต่มาตรา 291 ถึงมาตรา 296 ซึ่งกำหนดหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ยื่นบัญชีฯ ต่อผู้ร้องตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 291 มาตรา 292 และมาตรา 293 บัญญัติให้ผู้ร้องเปิดเผยบัญชีฯ ของผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งให้ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินโดยเร็ว นอกจากนี้ มาตรา 294 บัญญัติว่า กรณียื่นบัญชีฯ เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น พ้นจากตำแหน่งหรือตาย ให้ผู้ร้องตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้นั้น แล้วจัดทำรายงานผลการตรวจสอบประกาศในราชกิจจานุเบกษา และหากปรากฏว่าผู้นั้นมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ส่งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
พิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติหมวด 10 ส่วนที่ 1 นี้ มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความโปร่งใสในเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินของตนตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง และหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งในระยะหนึ่ง และเพื่อให้การแสดงบัญชีฯ บรรลุวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องบัญญัติมาตรการบังคับแก่ผู้ที่จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ หรือจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือยื่นบัญชีฯโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบไว้ในมาตรา 295 ดังนั้น มาตรา 295 จึงบัญญัติความ "จงใจ" ไว้เป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดที่มีมาตรการบังคับ กล่าวคือ การต้องพ้นจากตำแหน่งและการต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 31/2543 ลงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2543 และคำวินิจฉัยที่ 19/2544 ลงวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2544 ให้ความหมายของคำว่า "จงใจ" ไว้สรุปได้ว่า "จงใจ" เป็นเพียงเจตนาธรรมดา คือผู้ถูกร้องรู้หรือไม่รู้ว่า มีทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวอยู่หรือไม่ เพียงผู้ถูกร้องรู้สำนึกในการกระทำก็พอแล้ว ไม่จำต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อมุ่งประสงค์ต่อประโยชน์ที่มิชอบ หรือมุ่งประสงค์เพื่อเตรียมการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์อันมิชอบ หรือเพื่อปกปิดทรัพย์สินที่ได้มาโดยการทุจริตต่อหน้าที่
แม้คำว่า "จงใจ" ไม่จำต้องประกอบด้วยเจตนาพิเศษ หรือมุ่งประสงค์เป็นพิเศษตามที่ได้ให้ความหมายมาแล้วก็ตาม แต่การใช้คำว่า "จงใจ" นำหน้าข้อความว่า "ยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ" นั้น ย่อมมีความหมายว่า รัฐธรรมนูญประสงค์เน้นว่า ผู้ยื่นบัญชีฯต้องรู้สำนึกที่แน่ชัดพอสมควร และจำต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดแจ้งหรือปราศจากข้อสงสัยอันสมควรมาแสดง ในกรณีที่พยานหลักฐานยังไม่ชัดแจ้ง หรือยังเป็นที่สงสัยอยู่ จึงไม่ควรวินิจฉัยให้เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวหา
พยานหลักฐานจากเอกสารประกอบคำร้องของผู้ร้องในชั้นคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ปรากฏตามคำให้การบางตอนของบุคคลที่มีชื่อถือหุ้นแทนผู้ถูกร้อง ซึ่งให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 27 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ดังนี้
นางดนีย์ บุรกสิกร ให้การว่า "...ข้าฯไม่เคยถือหุ้นแทนพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร แต่กรณีของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น ข้าฯเคยได้รับการติดต่อจากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้เป็นผู้ใช้ชื่อถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมานฯ หลังจากนั้น นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ซึ่งเป็นเลขานุการของคุณหญิงพจมานฯ ก็ได้นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มาให้ข้าฯเซ็นชื่อหลายครั้ง...ข้าฯก็ได้ลงนามให้ไปโดยไม่ได้ตรวจสอบว่า เป็นเอกสารของบริษัทใดบ้าง..."
นายวิชัย ช่างเหล็ก ให้การว่า "...เมื่อข้าฯเข้ามาทำงานเป็นคนขับรถที่บริษัทชินวัตรนั้น คุณหญิงพจมานฯได้เรียกข้าฯไปพบ...และบอกกับข้าฯว่า จะขอใช้ชื่อข้าฯถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมานฯ ตามบริษัทต่างๆ ข้าฯได้ตอบตกลง โดยข้าฯไม่ทราบเหตุผล...และต่อมาเลขานุการคุณหญิงพจมานฯชื่อคุณแจง ชื่อจริง นางกาญจนาภาฯ ก็ได้นำเอกสารต่างๆ มาให้ข้าฯลงลายมือชื่อ..."
นายชัยรัตน์ เชียงพฤกษ์ ให้การว่า "...คุณหญิงพจมานฯได้มาขอยืมชื่อข้าฯถือหุ้นในบริษัทต่างๆ แทนคุณหญิงพจมานฯ ...การดำเนินการดังกล่าวกระทำโดยนางกาญจนาภาฯ หรือคุณแจง ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมานฯ ได้นำเอกสารเกี่ยวกับเรื่องหุ้นมาให้ข้าฯเซ็นซึ่งข้าฯเห็นว่าไม่เสียหายก็ได้เซ็นชื่อให้ไป..."
นางดวงตา ประมูลเรือง(วงศ์ภักดี) ให้การว่า "...คุณหญิงพจมานฯได้มาบอกกับข้าฯว่า จะขอยืมชื่อของข้าฯเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ แทน...ซึ่งข้าฯก็ยินยอม...หลังจากที่คุณหญิงพจมานฯพูดเรื่องดังกล่าวประมาณ 1 สัปดาห์ นางกาญจนาภาฯ...ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมานฯ ได้นำเอกสารมาให้ข้าฯลงลายมือชื่อ..."
นายพรทิพย์ เชียงพฤกษ์ ให้การว่า "...ข้าฯมิได้เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงในบริษัทดังกล่าวตามข้อสอบถาม เหตุที่มีชื่อข้าฯเป็นผู้ถือหุ้น เนื่องจากได้รับการขอร้องจากคุณหญิงพจมานฯ ขอให้ชื่อข้าฯ เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งเจ้าของหุ้นที่แท้จริงในบริษัทต่างๆ ตามข้อสอบถาม คือคุณหญิงพจมานฯ ขอใช้ชื่อข้าฯ เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งเจ้าของหุ้นที่แท้จริงในบริษัทต่างๆ ตามข้อสอบถาม คือคุณหญิงพจมานฯ...และคุณกาญจนาภา หงษ์เหิน(คุณแจง) เลขานุการของคุณหญิงพจมานฯ..นำเอกสารสองสามแผ่นมาให้ข้าฯลงลายมือชื่อ ข้าฯจำไม่ได้ว่า เป็นเอกสารเรื่องอะไร แต่เข้าใจว่า คงเกี่ยวกับเรื่องหุ้นที่คุณหญิงพจมานฯแจ้งให้ทราบแล้ว ข้าฯจึงได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว..."
นางสาวบุญชู เหรียญประดับ ให้การว่า "...คุณหญิงพจมานฯ...ได้มาบอกข้าฯที่บ้านพักของท่านว่า จะขอเอาชื่อของข้าฯไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แต่คุณหญิงพจมานฯก็ไม่ได้บอกข้าฯว่า เป็นหุ้นของบริษัทใดบ้าง จำนวนเท่าใด และหุ้นดังกล่าวจะเป็นของบุคคลใด..."
พิจารณาจากคำให้การของนางดนีย์ฯ นายวิชัยฯ นายชัยรัตน์ฯ นางดวงตาฯ และนายพรทิพย์ฯ รับฟังได้ตรงกันว่า บุคคลเหล่านี้ต่างรับว่า เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ แทนคุณหญิงพจมานฯ คู่สมรสผู้ถูกร้อง โดยมีนางกาญจนาภาฯ เลขานุการส่วนตัวของคู่สมรสผู้ถูกร้องดำเนินการให้ลงลายมือชื่อในเอกสารการโอนหุ้นต่างๆ มีเพียงนางสาวบุญชูฯ ที่ให้การว่า เป็นผู้ถือหุ้นแทนตามที่คู่สมรสผู้ถูกร้องขอ เพียงแต่ไม่ทราบว่า ถือไว้แทนใคร
ผู้ร้องอ้างว่า มีพยานเอกสารการโอนหุ้นโดยตรงจากผู้ถูกร้องไปยังบุคคลที่มีชื่อถือแทนรวม 2 บริษัท คือ บริษัทอินโฟลิงค์ จำกัด และบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยการโอนหุ้นบริษัทอินโฟลิงค์ฯ ปรากฏหลักฐานว่า มีการโอนหุ้นไปมาระหว่างผู้ถูกร้องกับนางสาวบุญชูฯ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2542 ถึง 21 เมษายน 2543 แต่ในชั้นพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องซักค้านเรื่องกรรมการบริษัทอินโฟลิงค์ฯ แจ้งข้อมูลผิดพลาดต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และปัจจุบันแจ้งแก้ไขแล้ว ซึ่งผู้ร้องตอบคำซักค้านในประเด็นนี้ว่า เมื่อแก้ไขถูกต้องแล้ว ก็ไม่ติดใจนำเรื่องการโอนหุ้นบริษัทดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณากรณีผู้ถูกร้อง ส่วนการโอนหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ ปรากฏหลักฐานว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 ผู้ถูกร้องโอนหุ้นให้แก่นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี (นางดวงตา ประมูลเรือง) นางสาวสุกัญญาฯ นางสาวบุญชูฯ นายวิชัยฯ นายมานัสฯ นายพรทิพย์ฯ และนายชัยรัตน์ฯ และบุคคลเหล่านั้นถือหุ้นจนถึงปี 2541
ผู้ถูกร้องอ้างในคำให้การเป็นหนังสือ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ความตอนหนึ่งเกี่ยวกับการโอนหุ้นว่า "ประมาณปี 2535 ก่อนที่ข้าฯจะเข้ามาทำงานการเมือง ได้เริ่มทยอยโอนหุ้นที่ข้าฯถืออยู่ในบริษัทเหล่านั้นให้คุณหญิงพจมานฯ โดยวิธีการโอนลอย..การโอนหุ้นลอยในลักษณะดังกล่าว ถ้าตราบใดยังไม่มีการลงชื่อผู้รับโอนและนำไปเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ก็จะยังปรากฏมีชื่อข้าฯเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตลอดเวลา แม้จะมีการส่งมอบใบหุ้นและตราสารการโอนหุ้นลอยให้บุคคลอื่นต่อไปอีกหลายทอดแล้วก็ตาม ต่อเมื่อผู้รับโอนคนใดประสงค์จะจดแจ้งในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ก็จะปรากฏหลักฐานว่า ผู้รับโอนดังกล่าวเป็นผู้รับโอนจากผู้โอนคนแรก คือข้าฯ ฉะนั้น ตามหลักฐานทางทะเบียนจึงดูเสมือนหนึ่งว่า ข้าฯเป็นผู้โอนให้แก่ผู้รับโอนคนสุดท้าย ซึ่งไม่เป็นความจริงความจริงข้าฯได้โอนให้เป็นสิทธิเสร็จเด็ดขาดให้แก่คุณหญิงพจมานฯไปแล้ว ส่วนคุณหญิงจะไปดำเนินการอย่างไรต่อไปข้าฯไม่ทราบ..ในกรณีที่มีการโอนหุ้นของข้าฯ ในบริษัทต่างๆ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ระบุในคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย เช่น หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หุ้นบริษัท อินโฟลิงค์ จำกัด หุ้นบริษัทเทเลอินโฟมีเดีย จำกัด หุ้นบริษัท เพจเจอร์ เซลล์ จำกัด นั้น ก็เป็นการโอนลอยตามวิธีที่ข้าฯได้ให้การมาแล้วข้างต้นนั่นเอง เมื่อข้าฯโอนลอยให้คุณหญิงพจมานฯไปแล้ว หุ้นดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณหญิงพจมานฯ นับแต่วันที่ข้าฯได้โอนลอยนั้น หลังจากนั้น คุณหญิงพจมานฯจะนำไปโอนใส่ชื่อ คุณหญิงพจมานฯ เป็นผู้ถือหุ้นเอง หรือโอนต่อให้บุคคลอื่น หรือใส่ชื่อผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ถือหุ้นไว้แทนก็เป็นดุลพินิจของคุณหญิงพจมานฯ ซึ่งข้าฯไม่ได้ติดตามหรือตรวจสอบ เพราะเป็นสิทธิของคุณหญิงพจมานฯ..."
ผู้ถูกร้องอ้างนายสรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ กรรมการบริหารบริษัท เฟรชฟิลด์ จำกัด เป็นพยานต่อศาล โดยยื่นทั้งคำให้การเป็นหนังสือ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 และมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 โดยพยานให้การเกี่ยวกับการโอนลอยหุ้นว่า "การโอนลอยนั้นเป็นคำที่ใช้เรียกกันในบรรดานักกฎหมายที่ประกอบกิจการในด้านกฎหมายธุรกิจและกฎหมายในเชิงพาณิชย์ การโอนหุ้นลอยนั้นจะเป็นการโอนหุ้นโดยที่ผู้โอนลงลายมือชื่อของตนในใบโอนหุ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว แล้วมอบใบโอนหุ้นที่ผู้โอนลงลายมือชื่อให้แก่ผู้รับโอนลอย โดยให้อิสระแก่ผู้รับโอนลอยที่จะระบุชื่อของผู้รับโอนในภายหลังตามที่ผู้รับโอนหุ้นจากการโอนลอยเห็นสมควร กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้โอนประสงค์จะโอนหุ้นให้ผู้รับโอน แต่ผู้รับโอนหุ้นจากการสลักหลังลอยยังไม่แน่ใจว่า ตนเองจะโอนหุ้นที่รับมาให้บุคคลใดบ้าง ในจำนวนเท่าใด ผู้รับโอนจะขอให้ผู้โอนสลักหลังโอนลอยใบโอนหุ้นไว้ก่อน โดยขอร้องให้ผู้โอนลงชื่อในใบโอนหุ้นในช่องผู้โอน โดยยังไม่ระบุชื่อผู้รับโอน แล้วให้สิทธิแก่ผู้รับโอนจะตัดสินใจโอนหุ้นให้บุคคลตามที่ผู้รับโอนประสงค์จะโอนให้ในภายหลัง โดยผู้โอนจะถือว่า หลังจากที่ตนเองได้สลักหลังโอนลอยให้แก่ผู้รับโอนลอยแล้ว ตนเองก็ได้ทำหน้าที่ของตนครบถ้วนแล้ว และถือว่า ได้สละสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของหุ้นที่โอนลอยไปแล้ว" และพยานอ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 42/2540 ลงวันที่ 9 มกราคม 2540 และที่ 6692/2540 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ว่า การโอนลอยหุ้นกระทำได้ทั้งการซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือให้
พิจารณาคำให้การของบุคคลที่มีชื่อถือหุ้นแทน ที่ต่างให้การยอมรับว่า ถือหุ้นแทนคู่สมรสผู้ถูกร้อง คำให้การของผู้ถูกร้อง คำให้การของพยานเกี่ยวกับหลักการโอนลอยหุ้นประกอบกับพยานเอกสารที่ผู้ร้องอ้างว่า มีการโอนหุ้นโดยตรงจากผู้ถูกร้องไปยังบุคคลอื่น ให้ถือแทนแล้ว รับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องได้โอนลอยหุ้นบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ปี 2535 ให้คู่สมรส เป็นการโอนก่อนที่จะเข้าดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หลักฐานที่ปรากฏการโอนหุ้นโดยตรงจากผู้ถูกร้องไปยังบุคคลอื่น เช่น หุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นฯ ก็เป็นเพราะผลจากการที่ผู้ถูกร้องโอนลอยหุ้นให้คู่สมรส แล้วคู่สมรสนำไปโอนลอยต่อให้บุคคลเหล่านั้นมีชื่อถือไว้แทนคู่สมรส ทำให้ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า บุคคลเหล่านั้นรับโอนหุ้นโดยตรงจากผู้ถูกร้อง ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการที่มีชื่อบุคคลเหล่านั้นถือหุ้นในบริษัทต่างๆ เป็นการถือไว้แทนคู่สมรสผู้ถูกร้อง ไม่ใช่ถือแทนผู้ถูกร้อง
ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ในขณะที่ยื่นบัญชีฯต่อผู้ร้อง ผู้ถูกร้องรู้หรือไม่รู้ว่าคู่สมรสมีหุ้นที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนที่ไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีฯ พิจารณาจากพยานหลักฐาน ดังนี้
คุณหญิงพจมานฯให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ว่า "เหตุผลที่ข้าฯและพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ไม่ได้แสดงรายการหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 3 ครั้ง นั้น เนื่องจากนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เข้าใจผิดคิดว่า จะต้องแสดงรายการเฉพาะทรัพย์สินและหนี้สินเฉพาะที่มีชื่อข้าฯ และบุตรเท่านั้นเอง ส่วนที่เป็นชื่อบุคคลอื่นนั้น นางกาญจนาภาฯเข้าใจผิดคิดว่า ไม่ต้องยื่นและข้าฯไม่ได้ตรวจดู ถ้าข้าฯ ได้ตรวจดูก็จะทราบได้ว่า จะต้องยื่นเพราะยังเป็นทรัพย์สินของข้าฯอยู่..การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนพันตำรวจโททักษิณฯนั้น ไม่มี เพราะได้โอนสิทธิในหุ้นทั้งหมดให้กับข้าฯไว้แล้ว
ก่อนเล่นการเมือง..."
นางกาญจนาภาฯ เลขานุการส่วนตัวของคู่สมรสผู้ถูกร้อง ให้การเป็นหนังสือลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 โดยผู้ถูกร้องยื่นคำให้การดังกล่าวต่อศาล มีความตอนหนึ่งว่า "ก่อนที่ผู้ถูกร้องจะเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าฯได้รับมอบหมายให้นำเอกสารการโอนหุ้นไปให้ผู้ถูกร้องลงนามโอนหุ้น โดยถ้าเป็นหุ้นของบริษัทจำกัด ผู้ถูกร้องจะลงนามในลักษณะโอนลอย คือผู้โอนลงลายมือชื่อในช่องผู้โอนในแบบฟอร์มใบโอนหุ้น โดยมิได้ระบุชื่อผู้รับโอน หรือวันที่ที่โอนส่วนถ้าเป็นหุ้นของบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ถูกร้องจะลงนามในด้านหลังใบหุ้นช่องผู้โอนในลักษณะโอนลอย โดยมิได้ระบุชื่อผู้รับโอนหรือวันที่ที่โอนเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้รับโอนจะโอนหุ้นต่อไปให้บุคคลอื่นในอันที่จะระบุชื่อผู้รับโอนและวันที่ที่จะโอนต่อไป อันเป็นทางปฏิบัติที่กระทำกันทั่วไปในการซื้อขายหุ้นหรือโอนหุ้น เมื่อผู้ถูกร้องได้ลงชื่อในใบโอนหุ้นแล้วได้มอบเอกสารใบหุ้นให้แก่ข้าฯ เพื่อมอบให้แก่คุณหญิงพจมานฯ โดยข้าฯเก็บไว้ในสถานที่ที่เก็บรักษาเอกสารสิทธิทั้งปวง...และในเวลาต่อมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ถูกร้องได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทต่างๆ ในกลุ่มชินวัตรด้วย และมิได้เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการของบริษัทดังกล่าวอีก แต่อย่างใด นับแต่ผู้ถูกร้องได้โอนหุ้นให้แก่คุณหญิงพจมานฯ และลาออกจากตำแหน่งบริหารแล้ว การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกิจการของบริษัทรวมทั้งหุ้นทั้งที่รับโอนมาหรือที่เป็นของคุณหญิงพจมานฯ อยู่เดิม คุณหญิงพจมานฯเป็นผู้สั่งให้ข้าฯดำเนินการทั้งสิ้น โดยข้าฯ ไม่เคยเห็นผู้ถูกร้องเข้ามาเกี่ยวข้องหรือรับรู้ด้วยแต่อย่างใด ตลอดเวลาที่ข้าฯทำงานเป็นเลขานุการของคุณหญิงพจมานฯ มาจนถึงปัจจุบัน ข้าฯสังเกตว่า ในการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับธุรกิจ หรือการซื้อขายหรือโอนหุ้น คุณหญิงพจมานฯ และผู้ถูกร้องมิได้รับทราบ หรือเข้าเกี่ยวข้องในกิจการของกันและกัน เพราะต่างก็มีภารกิจของตนมากมายและน่าเชื่อว่า ข้าฯในฐานะเลขานุการน่าจะรู้เรื่องราวต่างๆ มากกว่าที่ผู้ถูกร้องจะรับรู้หรือรู้ถึงการดำเนินการใดๆ ของคุณหญิงพจมานฯ"
พิจารณาแล้ว เห็นว่าคำให้การของนางกาญจนาภาฯ มีลักษณะทำนองเดียวกันกับที่นางกาญจนาภาฯ ให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ สอดคล้องกับคำให้การของคุณหญิงพจมานฯ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้
นางกมลวันฯ เลขานุการส่วนตัวของผู้ถูกร้อง ให้การเป็นหนังสือ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 โดยผู้ถูกร้องยื่นคำให้การดังกล่าวต่อศาล มีความตอนหนึ่งว่า "ในการกรอกรายการทรัพย์สินและหนี้สินนั้น ข้าฯจะรับผิดชอบตรวจสอบเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกร้อง ส่วนทรัพย์สินและหนี้สินของคุณหญิงพจมานฯ และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น เป็นความรับผิดชอบของนางกาญจนาภาฯ ซึ่งข้าฯไม่มีเหตุสงสัยใดๆ ว่า นางกาญจนาภาฯจะแจ้งรายการทรัพย์สินของคุณหญิงพจมานฯไม่ครบถ้วน เพราะไม่มีทางทราบได้ เนื่องจากนางกาญจนาภาฯเป็นผู้รวบรวมและเก็บรักษาเอกสารหลักฐานแต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับที่ข้าฯเป็นผู้รวบรวมและเก็บรักษาเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ถูกร้องแต่เพียงผู้เดียว โดยนางกาญจนาภาฯก็จะไม่มีทางทราบได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อนางกาญจนาภาฯแจ้งรายการทรัพย์สินมาเท่าใด ข้าฯจะกรอกรายการไปตามที่ได้รับแจ้งนั้น ข้าฯไม่เคยทราบว่า คุณหญิงพจมานฯมีหุ้นที่อยู่ในชื่อของบุคคลอื่นอยู่ด้วย ข้าฯมาทราบเมื่อปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนแล้วแต่ข้าฯขอยืนยันว่า ตามเอกสารหลักฐานที่ข้าฯเก็บรักษาไว้ ผู้ถูกร้องไม่มีหุ้นที่อยู่ในชื่อของบุคคลอื่นแต่อย่างใด"
พิจารณาแล้ว เห็นว่าคำให้การของนางกมลวันฯมีเหตุผล และไม่ขัดแย้งกับคำให้การของนางกาญจนาภาฯ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้
ผู้ถูกร้องยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นบัญชีฯ จำนวน 3 ฉบับ ต่อประธานอนุกรรมการตรวจสอบฯ คือ ฉบับลงวันที่ 14 วันที่ 24 และวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ผู้ถูกร้องได้ชี้แจงเหตุผลว่า ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ มีความตอนหนึ่งว่า "การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 3 ครั้ง ด้วยข้าพเจ้า และภรรยาต่างมีทรัพย์สิน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นหุ้นในบริษัทต่างๆ เป็นจำนวนมาก จนยากที่จะมีเวลาในการติดตามด้วยตนเองว่า ในขณะหนึ่งๆ มีหุ้นอยู่ในบริษัทใดเป็นจำนวนเท่าใด จึงต่างต้องมีเลขานุการส่วนตัวคนละคน เพื่อติดตามการมีอยู่และการโอนหุ้นต่างๆ ซึ่งเลขานุการจะเก็บบันทึกบรรดาหุ้นที่ข้าพเจ้า หรือภรรยายังถืออยู่ในนามของตนเองไว้ นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่คอยติดตามงานการต่างๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การเสียภาษีเงินได้ การขออนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า หรือภรรยาโดยตรงและในการรวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 3 ครั้ง ข้าพเจ้าและภรรยาต่างมอบให้เลขานุการส่วนตัวเป็นผู้รวบรวม และจัดทำบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้กับข้าพเจ้า และการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ดำเนินการด้วยความสุจริต มิได้มีกรณีจงใจที่จะแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือปิดบังอำพรางแต่อย่างใด" ผู้ถูกร้องได้ขอให้ถือหนังสือชี้แจงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบเพิ่มเติมในบัญชีฯ ของผู้ถูกร้อง และจัดส่งหลักฐานเกี่ยวกับหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่ยังไม่ได้แจ้งในบัญชีฯ ทั้ง 3 ครั้ง ต่อผู้ร้อง พร้อมกับหนังสือชี้แจงดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องได้ยืนยันในหนังสือชี้แจงว่าหุ้นที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนนั้น มีเฉพาะหุ้นของคู่สมรสเท่านั้น
ผู้ร้องมีความเห็นว่า ผู้ถูกร้องทราบข้อเท็จจริงในการมีหุ้นของคู่สมรสที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือไว้แทน เพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนในบริษัทต่างๆ เป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ และใช้ชื่อบุคคลผู้ใกล้ชิดและทำงานอยู่กับผู้ถูกร้องเป็นผู้มีชื่อถือหุ้นแทน นอกจากนี้ ผู้ร้องอ้างถึงการที่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสซื้อหุ้นของบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ในวงเงิน 500 ล้านบาท แล้วใช้ชื่อนายชัยรัตน์ฯ นายวิชัยฯ และนางสาวบุญชูฯ ถือหุ้นแทน ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2541 โดยผู้ถูกร้องให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ทางยูบีซี 7 ว่า ผู้ถูกร้องได้ซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์ ในราคา 500 ล้านบาท เป็นการแสดงว่า ผู้ถูกร้องรู้ถึงการมีอยู่ซึ่งหุ้นของบริษัทอัลไพน์กอล์ฟฯ แต่ไม่แจ้งไว้ในบัญชีฯ
ผู้ถูกร้องยอมรับว่า ในการดำเนินธุรกิจใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน และหุ้นที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือไว้แทน เป็นหุ้นของคู่สมรสจริง แต่ต่อสู้ว่า ในขณะยื่นบัญชีฯ นั้นไม่ทราบว่ามีหุ้นของคู่สมรสส่วนนี้ที่ยังไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีฯ และสำหรับหุ้นของบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟฯ นั้นผู้ถูกร้องชี้แจงปรากฏตามคำให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ และคำให้การของผู้ถูกร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า ผู้ถูกร้องให้สัมภาษณ์กับนายเจิมศักดิ์ฯ ว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ซื้อสนามกอล์ฟนั้น เพราะเข้าใจตามข้อมูลที่รับทราบมาแต่เดิมว่า ผู้ซื้อ คือ บริษัทเอส ซี แอสเสท จำกัด ที่ครอบครัวของผู้ถูกร้อง และครอบครัวของนายบรรณพจน์ฯ เป็นเจ้าของกิจการอยู่ เป็นการให้สัมภาษณ์ในภาพรวมว่าบริษัทในกลุ่มเป็นผู้ซื้อ มิใช่ผู้ถูกร้องเป็นผู้ซื้อ ผู้ถูกร้องเพิ่งมาทราบภายหลังว่า นายสุรเธียร จักรธรานนท์ แนะนำให้คุณหญิงพจมานฯ ซื้อไว้โดยให้ใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นแทน คุณหญิงพจมานฯ จึงดำเนินการตามที่นายสุรเธียรฯ แนะนำ
พิจารณาแล้ว ผู้ร้องมีพยานหลักฐานว่า ผู้ซื้อหุ้นของบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟฯคือ นายชัยรัตน์ฯ นายวิชัยฯ และนางสาวบุญชูฯ ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดกับครอบครัวของผู้ถูกร้อง บุคคลทั้งสามให้การรับกันว่า เป็นการถือหุ้นในบริษัทแทนตามที่คุณหญิงพจมานฯ คู่สมรสผู้ถูกร้องได้ขอใช้ชื่อให้ถือหุ้นแทน และคำให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องว่า เป็นผู้ซื้อหุ้นก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกร้องให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นผู้ซื้อโดยเข้าใจว่า บริษัทเอส ซี แอสเสทฯ เป็นผู้ซื้อ จึงทำให้พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักน้อย เมื่อพิจารณาคำให้การของผู้ถูกร้องว่า ไม่รู้มาก่อนว่า คู่สมรสเป็นผู้ซื้อเพราะเหตุใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน คู่สมรสผู้ถูกร้องได้ให้การว่า ไม่ได้เล่าเรื่องที่ตนซื้อหุ้นดังกล่าวให้ผู้ถูกร้องทราบ นายสุรเธียรฯ ให้การสอดคล้องกับคำให้การของผู้ถูกร้องและคู่สมรสผู้ถูกร้องว่าในชั้นต้นบริษัทเอส ซี แอสเสทฯ จะซื้อ แต่เห็นว่า มีปัญหาการเจรจาหนี้สิน จึงขอให้คู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ซื้อ โดยผู้ถูกร้องไม่รู้ พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้องมีพยานสนับสนุนอย่างสมเหตุสมผล น่าเชื่อได้ นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่า บุคคลซึ่งถือหุ้นแทนได้เล่าเรื่องการถือหุ้นแทนให้ผู้ถูกร้องทราบ ทั้งไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่า ผู้ถูกร้องได้มีส่วนในการบริหารจัดการหุ้นหรือสนามกอล์ฟอัลไพน์แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงไม่พอฟังว่า ในขณะยื่นบัญชีฯ ผู้ถูกร้องรู้ว่าคู่สมรสมีหุ้นบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟฯ ที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน
พิจารณาคำให้การของผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนแล้วเห็นได้ว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสดำเนินธุรกิจและมีทรัพย์สินจำนวนมาก โดยเฉพาะหุ้นในบริษัทต่างๆ ซึ่งวิธีการดำเนินธุรกิจ ผู้ถูกร้องได้ยอมรับว่า บางบริษัทก็มีความจำเป็นต้องใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ แต่การดำเนินการให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนในบริษัทใด เมื่อใด จำนวนเท่าใด นั้นได้ความว่า ผู้ถูกร้องได้มอบให้เลขานุการส่วนตัวของผู้ถูกร้อง คือ นางกมลวันฯ เป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากหุ้นและบริษัทซึ่งต้องกำกับดูแลมีจำนวนมากการดำเนินการของผู้ถูกร้องถือปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจ และเมื่อเริ่มเข้าสู่การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองผู้ถูกร้องก็โอนลอยหุ้นทั้งหมดให้คู่สมรสไปดำเนินการ ซึ่งคู่สมรสก็ยังคงดำเนินการดังเช่นที่เคยปฏิบัติ คือ มอบให้เลขานุการส่วนตัวดูแลการโอน และการใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน ตลอดจนจัดทำแฟ้มรายละเอียดการถือหุ้นเหล่านั้นไว้ นอกจากนี้ เลขานุการส่วนตัวของผู้ถูกร้องและคู่สมรสยังได้รับความไว้วางใจในการจัดทำบัญชีฯ ยื่นต่อผู้ร้อง ทั้งนี้ เพราะผู้ถูกร้องและคู่สมรสต่างมีการงานและทรัพย์สินมาก ไม่มีเวลาที่จะรวบรวมทำบัญชีฯ ได้ด้วยตนเอง เมื่อเลขานุการทำบัญชีฯ เสนอให้ผู้ถูกร้องรับรอง ผู้ถูกร้องก็เชื่อว่า ถูกต้อง จึงลงลายมือชื่อรับรองไปตามนั้น สำหรับการจัดทำรายการทรัพย์สินในบัญชีฯ ในส่วนของคู่สมรสนั้น ได้ความตามคำให้การของนางกาญจนาภาฯ เลขานุการส่วนตัวของคู่สมรส ยอมรับว่า มีหุ้นที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนคู่สมรสผู้ถูกร้อง ที่ไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีฯ แต่เกิดจากความเข้าใจผิดของนางกาญจนาภาฯ เองว่า ไม่ต้องแจ้ง เนื่องจากสับสนเกี่ยวกับแบบและคำอธิบายเกี่ยวกับการยื่นบัญชีฯ ซึ่งจากคำให้การของคู่สมรสผู้ถูกร้องที่ให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ยอมรับว่าไม่ได้ตรวจรายการฯ ที่นางกาญจนาภาฯ จัดทำมา หากตรวจก็จะต้องนำหุ้นส่วนนั้นมาแจ้งเพราะยังเป็นทรัพย์สินของตนอยู่ แสดงให้เห็นว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องเองยังไม่ทราบว่า ไม่ได้แจ้งรายการหุ้นดังกล่าวของตนไว้ในบัญชีที่ยื่นต่อผู้ร้องทั้ง 3 ครั้ง ครั้นทราบเรื่องก็ได้ดำเนินการให้ผู้ถูกร้องแจ้งต่อผู้ร้องเพิ่มเติม จึงเห็นว่า ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้องมีเหตุผลรับฟังได้
รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 มีมาตรการบังคับสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ จงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบคือ การพ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งถือว่า เป็นมาตรการบังคับทางการเมืองที่มีความรุนแรง ดังนั้น การพิจารณาเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 นี้ ผู้กระทำต้องรู้ชัดแจ้งถึงความมีอยู่จริง ไม่ใช่ควรจะรู้ถึงความมีอยู่ของทรัพย์สินฯ เพราะผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะแสดงรายการทรัพย์สินฯ ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากความเป็นจริง หรือรู้ชัดแจ้งว่า มีทรัพย์สินฯ อยู่เพียงเท่าใด โดยมีเจตนาไม่แสดงรายการทรัพย์สินฯ หรือแสดงไม่ครบถ้วน จึงจะเป็นความผิดกรณียื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะชี้ชัดได้ว่าผู้ถูกร้องรู้ว่า ยังมีทรัพย์สินซึ่งเป็นหุ้นของคู่สมรสที่ให้ผู้อื่นถือแทนอยู่อีก ผู้ร้องมีความเห็นแต่เพียงว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสผู้ถูกร้องพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน มีสำนักงานอยู่ในอาคารเดียวกัน ทรัพย์สินเป็นหุ้นมีมูลค่าเป็นเงินจำนวนมาก มีการซื้อขายหุ้นเป็นประจำ ซึ่งผู้ถูกร้องต้องรู้หรือน่าจะรู้การกระทำของคู่สมรส รวมตลอดทั้งทรัพย์สินเป็นหุ้นที่คู่สมรสดำเนินการอยู่เสมอไป นั้น หาได้ไม่ เพราะในความเป็นจริงบางกรณีอาจไม่รู้ก็ได้ ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้องว่าผู้ถูกร้องไม่ทราบว่า ยังมีหุ้นที่คู่สมรสให้ผู้อื่นถือแทนในขณะยื่นบัญชีฯ เนื่องจาก นางกาญจนาภาฯ เลขานุการส่วนตัวคู่สมรสเข้าใจผิดคิดว่าหุ้นที่ให้ผู้อื่นถือแทนไม่ต้องแสดงเพราะแบบกรอกบัญชีไม่ระบุไว้ นางกาญจนาภาฯ ไม่ได้แจ้งให้ นางกมลวันฯ ทราบ นางกมลวันฯ จึงกรอกรายการทรัพย์สินอื่นของคู่สมรสผู้ถูกร้อง และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยไม่มีรายการหุ้นที่ให้ผู้อื่นถือแทน เมื่อนางกมลวันฯ จัดทำบัญชีฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำไปให้ผู้ถูกร้องลงลายมือชื่อในบัญชี และเอกสารประกอบทุกหน้า ซึ่งมีจำนวนมากโดยนางกมลวันฯ เป็นผู้เปิดให้ลงลายมือชื่อ และผู้ถูกร้องก็ไม่ได้ถามถึงหุ้นดังกล่าว ดังนั้น เมื่อความปรากฏว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นหุ้นของคู่สมรสที่ให้ผู้อื่นถือแทน จึงได้รวบรวมรายการทรัพย์สินดังกล่าว ขอแสดงรายการทรัพย์สินเพิ่มเติมต่อผู้ร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพย์สินที่เป็นหุ้นเหล่านั้น รับฟังได้ว่า เป็นทรัพย์สินของคู่สมรสผู้ถูกร้องแต่เพียงผู้เดียว และคู่สมรสผู้ถูกร้องเอง ยังให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ด้วยว่า ตนเองก็ยังไม่รู้ว่า เลขานุการส่วนตัวของตนไม่ได้แจ้งหุ้นเหล่านั้นไว้ในบัญชีฯ ถ้าตนตรวจดูก็จะรู้และให้แจ้งไว้ เห็นได้ว่า แม้กระทั่งคู่สมรสผู้ถูกร้องซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นเหล่านั้นยังไม่รู้ว่า ในขณะยื่นบัญชีฯ ทั้ง 3 ครั้ง ของผู้ถูกร้อง ไม่ได้แจ้งรายการหุ้นเหล่านั้นไว้ในบัญชีฯ เมื่อเจ้าของหุ้นที่แท้จริงซึ่งเป็นคู่สมรสผู้ถูกร้องยังไม่รู้ จะรับฟังได้อย่างไรว่าผู้ถูกร้องต้องรู้ถึงการไม่แจ้งหุ้นเหล่านั้นไว้ในบัญชีฯ เช่นนี้ จึงเชื่อว่า ผู้ถูกร้องน่าจะไม่รู้ว่า ขณะยื่นบัญชีฯ ทั้ง 3 ครั้ง มีหุ้นที่ให้ผู้อื่นถือแทนและยังไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีฯ ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้องจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างอิงและนำสืบแล้วยังไม่พอฟังว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบผู้ถูกร้องจึงไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
อนึ่ง เนื่องจากในการวินิจฉัยคำร้องนี้ มีเหตุผลที่ผู้ร้องและผู้ถูกร้องยกขึ้นกล่าวอ้างในหลายกรณีด้วยกัน คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงกำหนดประเด็นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 11 คน คือ นายประเสริฐ นาสกุล พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 295 ใช้บังคับกับกรณีของผู้ถูกร้องได้ เพราะเป็นมาตรการบังคับสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 291 และมาตรา 292 ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปาน และนายศักดิ์ เตชาชาญ วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 295 ไม่ใช้บังคับกับกรณีของผู้ถูกร้อง เพราะในขณะที่ยื่นบัญชีฯ ทั้ง 3 ครั้ง ผู้ถูกร้องได้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว ซึ่งแม้ในการยื่นบัญชีฯ ครั้งแรก ผู้ถูกร้องจะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 215 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต้องพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 215 (1) แล้วก็ไม่อาจถือว่า ในระหว่างนั้น ผู้ถูกร้องยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามความหมายของมาตรา 295 วรรคหนึ่ง และวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องไม่มีความผิดมาตรา 295 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน
ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมากมีมติ 8 ต่อ 7 ว่า ผู้ถูกร้องไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 คน คือนายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจินดา ยงสุนทร และนายอนันต์ เกตุวงศ์ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 7 คน คือ นายประเสริฐ นาสกุล นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องมีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดโดยเสียงข้างมากว่าพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกร้องไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ให้ยกคำร้อง
ประเสริฐ นาสกุล
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ |