| (ถอดเทปรายการสัมภาษณ์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ทาง UBC 7 วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม 2543) |
เงินสำรองของชาติตอนนี้แยกอยู่ 3 ส่วน คือ
อยู่ที่ฝ่ายออกบัตร มีประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์
อยู่ที่ตัวแบงค์ชาติเองในบัญชีแบงค์ชาติมีประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ และ
กองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนมีอยู่จำนวนน้อยประมาณ 800 ล้านดอลลาร์
ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า
เงินสำรองระหว่างประเทศ
เงินที่ท่านอาจารย์หลวงตามหาบัวหามาได้
ท่านมีเจตจำนงค์จะใส่ในส่วนที่
1 คือ ไปรวมในส่วน 27,000
ล้านดอลลาร์
แต่ปัจจุบันแบงค์ชาติยังไม่ได้ใส่เข้าไป
ก็เลยไปใส่ในส่วนที่ 2 คือ
ส่วนของแบงค์ชาติเอง
เงินสำรองในส่วนที่ 1 จำนวน 27,000
ล้านดอลลาร์
ไม่ใช่เงินของแบงค์ชาติหรือของรัฐบาล
เป็นเงินของประเทศ
เป็นของประชาชนไทยทุกคน
ที่มีมาก่อนการตั้งแบงค์ชาติมีมานานแล้ว
เพิ่งจะมาโอนให้แบงค์ชาติดูแลเมื่อปี
พ.ศ. 2485 คือ โอนการพิมพ์เงินบาทให้แบงค์ชาติเป็นผู้ดูแล
โดยใช้เงินส่วนนี้หนุนหลัง
แล้วเงินส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
เพราะไปฝากแล้วได้ดอกเบี้ย
จนถึงวันนี้มี 27,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อปี พ.ศ. 2540 แบงค์ชาติ
สมมติว่าเป็นหลานชายคนโตของบ้านทรายทอง
ขาดทุนจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์
จึงมีเงินไม่พอ
ที่ตอนแรกผมบอกว่าแบงค์ชาติมีเงินอยู่
5,000 ล้านดอลลาร์ ก็คือ
แบงค์ชาติไปกู้ไอเอ็มเอฟมา
13,000 ล้านดอลลาร์
เพื่อใช้หนี้ที่ทำขาดทุนไปจึงยังเหลือเงินอยู่
5,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นถ้าอีก
2 ปี
แบงค์ชาติจะต้องไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ
ก็จะไม่มีเงินพอ
วันนี้หลานชายคนโตยังเป็นหนี้สุทธิอีก
8,000 ล้านดอลลาร์
หลานชายคนโตก็จะไปขอแบ่งสมบัติ
27,000 ล้านดอลลาร์
ในบ้านทรายทองนี้มีหลานๆ ถึง
62 ล้านคน เป็นเกษตรกร
ชาวไร่ชาวนาทั้งหมดในประเทศไทย
แบงค์ชาติจะขอแบ่งมาใช้หนี้ที่แบงค์ชาติทำขาดทุน
โดยแบ่งจากกองกลาง 27,000
ล้านดอลลาร์มาประมาณ 8,000
ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้หนี้
เงินที่เหลืออยู่ประมาณ 19,000
ล้านดอลลาร์
ไว้หนุนพิมพ์ธนบัตร
แบงค์ชาติก็จะขอเป็นกรรมสิทธิเอง
ทั้งๆ
ที่ไม่ใช่เงินของตัวเอง
หลานชายคนโตจะขอเงินส่วนกลาง
27,000 ล้านดอลลาร์
ไปเป็นของตัวเอง
โดยบางส่วนเพื่อไปใช้หนี้
หลานชายคนที่ 2 ชื่อ
กองทุนฟื้นฟูฯ
เห็นว่าหลานคนแรกจะฮุบเองเงินส่วนกลางไปหมด
จึงขอแบ่งบ้างโดยต้องการถึง
8,000 ล้านบาท (20,000 ล้านดอลลาร์)
หลานคนโตไม่อยากให้
จึงทะเลาะกันใหญ่
โดยหลานคนอื่น ๆ อีก 62 ล้านคน
ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าเงิน
27,000
ล้านดอลลาร์นี้ก็เป็นของตัวเองด้วย
หลังจากทะเลาะกันมาก
จึงจัดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 24
พฤษภาคม 2543 เพื่อตกลงกัน
โดยหลานชายคนโตขอเงินทั้งหมด
27,000 ล้านดอลลาร์
ไปใส่ในกระเป๋าตัวเอง
และหักเงินประมาณ 3,300
ล้านดอลลาร์ (130,000 ล้านบาท)
เพื่อไปให้หลานชายคนที่ 2 ไป
แต่ทั้ง 2
ทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นเงินของตัวเอง
คนอื่นไม่เกี่ยว หลานคนที่ 2
ได้ไปสร้างหนี้ไว้ประมาณ 1.5
ล้านล้านบาท
ยอดหนี้จำนวน 1.5
ล้านล้านบาทของหลานชายคนที่ 2
ที่ชื่อกองทุนฟื้นฟูฯ นี้
มาจาก
การปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง แล้วให้ ปรส. ไปขายสินทรัพย์ขาดทุนไป 6 แสนล้านบาท
ไปเพิ่มทุนในธนาคารที่รัฐยึดมา ได้แก่ ธนาคารศรีนคร ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารไทยธนาคาร ธนาคารรัตนสิน ธนาคารนครธน และธนาคารกรุงไทย ประมาณ 3 แสนล้านบาท
ไปค้ำประกันรายได้
และค้ำประกันการขาดทุนของธนาคารของรัฐที่ขายให้ต่างชาติไป
เช่น ธนาคารรัตนสิน
ค้ำประกันไว้ประมาณ 40,000
ล้านบาท ธนาคารนครธน อีก 40,000
ล้านบาท และธนาคารศรีนคร
อีกประมาณ 180,000 ล้านบาท
การขายธนาคารของรัฐให้ต่างชาติไป
กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ตกลงให้หลักประกันแก่นายธนาคารต่างชาติดังนี้
ประกันการรายได้ให้ต่างชาติ กองทุนฟื้นฟูฯ จะจ่ายดอกเบี้ยบนหนี้เสียให้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี
ประกันการขาดทุนให้ต่างชาติ
ถ้าภายในสิ้นปีที่ 5
ต่างชาติไปตามหนี้เสียไม่ได้เลย
กองทุนฟื้นฟูฯ
จะจ่ายเงินให้ร้อยละ 85
ของหนี้เสียที่ตามไม่ได้
หลานชายคนที่ 2
จึงมาขอเงินของคุณทวดที่เก็บมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย
ที่เก็บไว้ในไหใบนี้
โดยจะขอแบ่งมาประมาณ 130,000
ล้านบาท
เพื่อไปใช้หนี้เหล่านี้
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า
สมมติตระกูลร่ำรวย
มีหนี้อยู่กับธนาคารแห่งหนึ่ง
3,000 ล้านบาท
ไม่ยอมจ่ายปล่อยให้เป็นหนี้เสีย
แต่เขามีเงินฝากอยู่อีกแห่งหนึ่งประมาณ
1,000 ล้านบาท
ตระกูลนี้เขาก็จะได้เงิน 1,000
ล้านบาท เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ
ไปค้ำประกันเงินฝากไว้
ถามว่าควรจ่ายหรือไม่ ?
ประชาชนควรถามว่า
กองทุนฟื้นฟูฯ
จะเอาเงินไปจ่ายอะไรบ้างในหนี้ก้อนโต
1.5 ล้านล้านบาทนี้
เอาเงินไปชดเชยการขาดทุนที่
ปรส.
ขายสินทรัพย์ให้ต่างชาติแบบไม่ฉลาด
ควรหรือไม่ ? สินทรัพย์จำนวน 9
แสนล้านบาท
ถ้าขายให้คนไทยก็อาจจะได้ประมาณ
5 แสนล้านบาท แต่ไม่ขาย
กลับไปขายให้ต่างชาติได้เงินมา
2.5 แสนล้านบาท
แล้วกองทุนฟื้นฟูฯ
ก็ตามไปใช้ส่วนขาดทุนด้วยเงิน
130,000 ล้านบาท ควรหรือไม่ ?
คำถามต่อไป คือเงิน 27,000
ล้านดอลลาร์ ที่จะถูกแบ่งไป
11,000 ล้านดอลลาร์
ให้แบงค์ชาติไปใช้หนี้ขาดทุนจากการถูกโจมตีค่าเงินบาทประมาณ
8,000 ล้านดอลลาร์ ควรหรือไม่ ?
เพราะประชาชนไม่ได้ทำแบงค์ชาติเสียหาย
แต่เป็นหลานชายคนที่ 1
เป็นคนทำเสียหาย
คำถามต่อมา
คือผมเป็นเกษตรกรยากจน
เป็นหนี้เป็นสิน
ผมจะขอแบ่งเงินในไหของคุณทวดด้วยได้หรือไม่
เพื่อมาใช้หนี้ให้ผมด้วย
เพราะหนี้สินเกษตรกรมีเพียง
17,000 ล้านบาทเท่านั้น
เงินนี้เป็นเงินของคุณทวด
ที่ท่านกองไว้ไม่ได้แบ่งให้ใคร
แต่ก็มีข้อจำกัดว่า
หลานชายคนที่ 1 คือ แบงค์ชาติ
กับหลานชายคนที่ 2 คือ
กองทุนฟื้นฟูฯ
ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล
มาตัดสินกันเองว่าจะเอาเงินของคุณทวด
27,000 ล้านดอลลาร์ มาแบ่งกัน 2 คน
คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิหรือ
ความจริงเงินจำนวนนี้
กฤษฎีกาได้ตัดสินเมื่อปี พ.ศ.
2533 ว่า
ไม่ใช่เงินของหลานชายคนโต
เงินที่ไว้หนุนพิมพ์ธนบัตรไม่ใช่เงินของแบงค์ชาติ
เพียงแค่โอนมาให้แบงค์ชาติดูแลเท่านั้น
วันนี้หลานชายคนโตกำลังจะเอาออกมาเป็นของตัวเอง
บังเอิญกองทุนฟื้นฟูฯ
ไปรู้เข้าจะขอแบ่งด้วย
ขอเรียนว่า
ประชาชนไทยทุกคนเป็นเจ้าของเงิน
27,000 ล้านดอลลาร์
ที่เป็นสมบัติของชาตินี้ด้วยกันทุกคน
เพราะฉะนั้นที่หลวงตามหาบัวพูดไว้
ท่านพูดถูก
เพราะท่านไม่ได้พูดเฉพาะเงินที่ท่านมาบริจาค
ท่านพูดถึงเงินรวมทั้งหมด 27,000
ล้านดอลลาร์นี้ว่า
เอาเงินนี้ไปทำแล้วอาจจะเสียหายกัน
ผมว่าท่านคงมองเห็นอะไรในอนาคตที่ท่านกังวลอยู่
อย่างไรก็ตาม
ถ้าไม่เอาเงินมาชำระหนี้ให้หลานชายคนที่
1 และ หลานคนที่ 2 แล้ว
จะแก้ปัญหาได้ไหม
เพราะหลานชายทั้ง 2 คน
ไปทำหน้าที่ในนามครอบครัว
ครอบครัวบ้านทรายทองคนที่ 1ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ
8,000 ล้านดอลลาร์
ตอนไปสู้ค่าเงินกับนายจอร์จ
โซรอส คนที่ 2 ก็ขาดทุนประมาณ 1.5
ล้านล้านบาท
ทุกคนก็จะเอาเงินทั้งนั้น
ปัญหาก็คือ
ประชาชนไทยควรรู้ว่าเงิน 27,000
ล้านดอลลาร์
เป็นเงินของประชาชนทุกคน
ไม่ใช่เงินของแบงค์ชาติ
ที่พูดเมื่อวันพุธที่ 24
พฤษภาคม 2543
ในการสัมมนาระดมความเห็นเรื่องการรวมบัญชี
เขาไม่ได้บอก
เขาพูดเสมือนหนึ่งว่าเงิน 27,000
ล้านดอลลาร์
เป็นเงินของแบงค์ชาติ
เรื่องรวมบัญชี
จึงเป็นเรื่องใหญ่
เพราะเงินที่จะเอาไปรวมนั้น
ไม่ใช่ของแบงค์ชาติคนเดียว
แต่เป็นเงินของคนไทยทุกคน
แบงค์ชาติ =
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ปรส. =
องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
Go back to the Main Page