ป่วย..ด้วยโรคคอมพิวเตอร์

เอื้อพันธุ์ ศรีสุนทร

ถึงวันนี้...ชาวโลกคงปฏิเสธ ไม่ได้ว่า คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่เป็นอุปกรณ์รูปร่างสี่เหลี่ยมๆ ที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน หากได้กลายเป็น "วัตถุ" สำคัญชิ้นหนึ่งของคนเราไปแล้ว ที่ไหนๆ ก็ใช้คอมพิวเตอร์ ชีวิตมนุษย์ดำเนินต่อไปได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่ คอมพิวเตอร์เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของวิถีชีวิตมนุษย์ ยุคศตวรรษที่ 21 มันมีอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่บนโลก ในสำนักงาน ตู้เอทีเอ็ม นาฬิกาข้อมือ เครื่องซักผ้า รถยนต์ ลิฟต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ประตูเปิด-ปิดเขื่อนกั้นน้ำ สะพาน รถไฟ ตลาดหุ้น ธนาคาร ยานอวกาศ จนถึง ระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องนอน มันพัวพันกับเรามากเสียจน.. พอถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1999 ชาวโลกพากันโกลาหลอลหม่าน หวาดกลัวว่าคอมพิวเตอร์จะหยุดเดิน หรือแกล้งรวนให้มนุษย์โลกป่วนเล่น แล้วก็ทุ่มเงินเทไปนับพันนับหมื่นล้าน เพื่อป้องกันปัญหา Y2k คอมพิวเตอร์ที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ได้กลายเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ของมนุษย์ไปเสียแล้ว

ขาดคอมพิวเตอร์ โลกเราจะเป็นเช่นไร

หลายคนนึกภาพไม่ออก  แต่หากให้คิดอะไร เล่นๆ สวนกระแสว่า   ถ้าเราอยู่กับ คอมพิวเตอร์นานๆ แนบแน่นต่อกันยิ่งกัน  แบบฉันขาดเธอไม่ได้ ตัวเราเองจะเป็นเช่นไร

ติดคอมพ์..คลั่งเน็ต

หลายคนติดคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นอุปกรณ์สำคัญใน การทำงาน เช่น พนักงานคีย์ข้อมูล เสมียนพิมพ์ดีด (ที่เลิกใช้พิมพ์ดีดไฟฟ้าไปนานแล้ว) พนักงานธนาคาร รัฐวิสาหกิจ นักข่าว นายหน้าค้าหุ้น หรือแม่บ้าน ฯลฯ หลายคนทำงานไม่ได้ ถ้าไม่มีเครื่องคอมพ์อยู่ตรงหน้า ในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล หาเพื่อนคุย แลกเปลี่ยนความ คิดเห็น ท่องไปในโลกอินเทอร์เน็ต อีกหลายคนก็ติดทางด่วน ใยแมงมุม ที่พาท่องไปในโลกของไซเบอร์เซ็กซ์ จนกลายเป็นโรค "เซ็กซ์ เน็ต" คนจำนวนนี้ หลายคนเป็นโรค "ทนรอไม่ได้" กลายเป็น คนขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย เกิดโรคชนิดใหม่ที่แพทย์ เรียกว่า โรค Hurry Sickness หรือทนรอเครื่องดาวน์โหลด นานๆ ไม่ได้ มีอาการกระวนกระวาย เป็นมากก็เข้าขั้นโรคประสาทถามหา

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท โซน รีเสิร์ช (ในอเมริกา) ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ที่เข้าไปในเวบไซต์ประเภทขายสินค้าและบริการที่เราเรียกว่า E-commerce พบว่า แต่ละหน้าของเวบไซต์ไม่ควรใช้เวลาโหลดนานเกิน 8 วินาที หรือ 8 seconds rule เพราะถ้านานกว่านั้นเวบไซต์จะสูญเสียลูกค้ารายนั้นไป 8 วินาทีก็รอไม่ได้ ไม่เชื่อถามคนท่องเวบดูได้ ถ้ารอเกินกว่านั้นก็จะเกิดอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน แต่หารู้ไม่ว่า.. โรคเกี่ยวกับคนคลั่งเน็ต ยังอันตรายน้อยกว่า "โรคคอมพิวเตอร์ทำ" ให้เกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ปวดกล้ามเนื้อ เครียด มีปัญหาทางสายตา จนถึงระบบประสาท

คอมพิวเตอร์ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายง่ายขึ้น ขณะเดียว กัน มันก็ทำให้เราเกิด "โรค" ที่ไม่มีเชื้อโรค หาวัคซีนป้องกันไม่ได้ ไม่ใช่โรคติดต่อ ทว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ มักเป็นโรค ที่ว่า

คอมพิวเตอร์ทำให้มนุษย์ทุกข์ทรมาน เกิดโรคได้

กลายเป็น "โรค" ยุคใหม่ ในยุคที่มนุษย์มีนิ้วยาวขึ้น หัวโต แขนขาอาจจะลีบเล็กลง พูดน้อยลง มนุษยสัมพันธ์แย่ เพราะนั่งแต่หน้าจอ มือกดแป้น คลิกเมาส์ ขาดการออกกำลังกาย ขาดโภชนาการที่ดี ขาดปฏิสันถารกับเพื่อนมนุษย์ทั่วไป อย่างนี้จะให้เชื่อว่า "ชีวิตที่ดี ชีวิตที่คลิก" ตามสโลแกนโฆษณาของสินค้าอย่างหนึ่ง-ได้อย่างไร

โรคคอมพิวเตอร์ทำ

สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดในโลก มีรายงานว่า ประชากรอเมริกันกว่า 50 ล้านคน จากทั้งหมด 200 กว่าล้านคน ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและมีเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนี้ไว้ที่บ้าน ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขแท้จริงได้ว่า ทั้งประเทศมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ กี่ล้านคน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน อเมริกานับเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ก่อนใคร สมัยนั้นมีนักวิจัยทำรายงาน และเก็บสถิติได้ว่า คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในยุคนั้น ประสบปัญหาโรคทางสายตา เช่น ต้อกระจก เกิดอาการเครียด ปวดหัว มากที่สุด เพราะจอ หรือมอนิเตอร์ของคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ยังไม่ได้รับการพัฒนา การนั่งเพ่งอยู่หน้าจอ มอนิเตอร์นานๆ ปัญหาเกิดแน่

ในเมื่อรู้ถึงต้นตอของปัญหา ประเทศแม่แบบผู้ผลิตเทคโนโลยี สมองกลได้พัฒนาปรับปรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผู้ใช้ คือ มนุษย์ และไม่ทำอันตรายต่อระบบสายตา ขณะเดียวกัน ก็เล็งเห็นปัญหาอันเกิดจาก "โรคคอมพิวเตอร์ทำ" อาทิ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ จนถึงเส้นประสาท เป็นมากเข้าก็ต้องพึ่งโรงหมอ ในอเมริกากฎหมายเกี่ยวกับประกันชีวิต การจ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคนในสำนักงาน (ที่ใช้คอมพิวเตอร์) ป่วยกันมาก นายจ้างก็ต้องเสียเงินค่ารักษามาก

แล้วเมื่อรู้สาเหตุของ "โรคคอมพิวเตอร์ทำ" อเมริกาจึง เป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มจัดระเบียบระบบ สภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ กำหนดแบบแผนการทำงานในสำนักงาน การใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกวิธี การจัดโต๊ะเก้าอี้ จอมอนิเตอร์ แป้นคีย์บอร์ด การวางเอกสาร การปรับระดับสูงต่ำของอุปกรณ์ ในการทำงาน จนถึงแสง-สี-เสียงในสำนักงาน ฯลฯ ทั้งหมดรวมเรียกว่า การจัดสภาพแวดล้อมการทำงาน หรือ Work Station ให้ถูกสุขลักษณะ สอดคล้องกับลักษณะงานของพนักงาน แต่ละคน ป้องกันไม่ให้เกิดโรคคอมพิวเตอร์ทำ ต้นตอที่ทำให้ ผู้คนเจ็บป่วย ในอเมริกาทำมานานแล้ว และในอีกหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็เริ่มจัด เวิร์ค สเตชั่น ในการทำงานใหม่ หรือปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เจ้าคอมพิวเตอร์ แพร่เชื้อโรคร้ายที่บางคนติดเชื้อมากจนรักษาไม่หาย ถึงขนาดต้องลาออกจากงาน สั่งลาคอมพิวเตอร์เพื่อนซี้ไปเลยก็มี

โรคจากการทำงาน

ผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคคอมพิวเตอร์ทำ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังตามก้นฝรั่ง เห่อใช้คอมพิวเตอร์ (และทำธุรกิจตัวอีกับดอทคอม) ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ รวมถึงเมืองไทยยังไม่มีการจัด สภาพแวดล้อมการทำงาน (Work Station) ที่ถูกต้อง คนไทยจึงมีแนวโน้มจะติดโรคคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น แม้จะไม่มีการสำรวจ หรือเก็บสถิติเกี่ยวกับโรคนี้ ทว่าก็พอสังเกตได้ว่า คนทำงานในสำนักงานมักเป็นโรคปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว ปวดตา จนถึงโรคเครียด

ดร.วรรธนะ ชลายนเดชะ นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาล ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ศึกษาด้าน Ergonomics/ Bio-mechanics หรือการจัดสภาพแวดล้อม การทำงานจาก อเมริกาบอกว่า "ทุกวันนี้คนเป็นโรคนี้กันเยอะ เรียกได้ว่าเป็นโรคคอมพิวเตอร์ทำ คือ ถ้าใช้คอมพ์มากๆ จะมีอาการปวด ตั้งแต่คอ หลัง แขน ศัพท์แพทย์เรียกว่า Cumulative Trauma Disorders ในเมืองไทยยั ไม่มีใครตั้งชื่อ อาการของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ชัดเจนเหมือนประสบอุบัติเหตุ ต้องทำงานไปสักพักหนึ่งจะรู้

คนไข้ที่มาพบแพทย์จะมาด้วยอาการตั้งแต่ปวดคอ ไหล่ ข้อมือ หลัง คนที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการชาที่มือ เป็นสักพักหนึ่งจะหาย อาการของโรคพวกนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นแล้วพอพักก็หาย ระยะสองเป็นแล้วจะมีอาการ ตอนกลางคืนด้วย แล้วพอไปพักก็หาย ระยะสาม คือ เป็นตลอดเวลา อยู่เฉยๆ ก็เป็น ทำงานนิดหน่อยก็ปวด พักก็ไม่หายแล้ว" นักกายภาพบำบัด บอกว่า คนไข้ที่มาพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักเป็นระยะ 2-3 พอเริ่มรู้สึกว่า อาการกระทบต่อการทำงาน หรือคุณภาพชีวิต พวกเขาก็จะวิ่งเข้าโรงหมอ"พวกที่เป็นมากๆ ระยะสาม คือ ทำงานไม่ได้ พิมพ์ไม่ได้ แล้ว ทำคอมพ์ไม่ได้ เคยทำได้ร้อยเหลือแค่หกสิบ หรือทำแล้ว ต้องพัก ซึ่งแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะรู้ถึงสาเหตุได้จาก การซักประวัติ การสอบถามเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงาน แต่เมืองไทยไม่ค่อยทำสถิติเก็บไว้ แล้วก็ไม่มีคนสนใจจริงจัง มากนัก โดยเฉพาะโรคที่เกิดกับการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และโรคพวกนี้ดูเหมือนไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่พอเกิดขึ้นมาแล้วรักษาหายยาก ใช้เวลานาน สิ้นเปลือง ทำลายคุณภาพชีวิต ขั้นร้ายแรง ก็คือ ต้องออกจากงาน

ทุกวันนี้มีผู้ป่วยหลายคนที่มาหาหมอด้วยอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ข้อมือ หรือชา ก็ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุว่าเกิดจากอะไร (รวมถึงคนไข้เองก็ไม่รู้) ถ้าหมอไม่ได้ซักถามหมอก็จะรักษา ไปตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ พวกนี้เมื่อ ได้ยาแล้วจะดีขึ้น แล้วถ้าได้พัก แล้วเป็นระยะที่ 1-2 พักและออกกำลังกาย ก็หาย แต่ถ้าเป็นถึงระยะ 3 คงไม่หาย เพราะต้องให้การรักษาที่เฉพาะเจาะจง ว่าเป็นโรคอะไรมาก รักษาแบบไหน ต้องแก้ที่สาเหตุเพราะโรคนี้ จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เหมือนอุบัติเหตุ เช่น หกล้มมาเราก็รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่โรคนี้ตัวคนไข้เอง บางคนก็ไม่รู้ หมอต้องถามว่า เช่น ทำงานไปแล้วเริ่มมีอาการตอนทำงานหรือเปล่า ไปทำกิจกรรมอะไรมา ถึงเป็น" แล้วพอรู้ถึงสาเหตุที่มาของโรคแล้ว ทางแก้ที่ดีที่สุด คือ "แนะนำคนไข้ว่า เขาจะจัดวิธีการทำงานของเขาอย่างไร เช่น ถ้าเขาพิมพ์ดีดทั้งวัน จะแนะให้เขาพักอย่างไร จัดโต๊ะทำงานให้เหมาะสม จนถึงท่านั่ง ท่าพิมพ์งาน แต่ถ้ารักษาหายแล้วกลับ ไปทำงานลักษณะเดิม ไม่ได้แก้ไข เขาก็จะเป็นอีก"

โรคจากการทำงานซ้ำซาก

นักกายภาพบำบัด บอกว่า ชื่อของโรคนี้ระบุถึงที่มาของสาเหตุการเกิด ซึ่งพบมากในคนทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ คนพิมพ์ดีดตลอดทั้งวัน กลุ่มที่พบบ่อยที่สุด คือ กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือ เนื่องจากการทำงานซ้ำๆ ที่บริเวณข้อมือ ทำให้เอ็นรอบๆ ข้อมือหนาตัวขึ้น แล้วไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่าน ทำให้เกิดอาการชา คนถนัดข้างไหนจะเป็นข้างนั้น ซึ่งส่วนใหญ่คนถนัดขวา คนพิมพ์ดีดทั้งวันมีโอกาสเป็นโรคชาที่ข้อมือขวามากกว่ามือข้างซ้าย พนักงานคีย์ข้อมูล ป้อนตัวเลขทั้งวัน (แป้นตัวเลขอยู่ฝั่งขวามือ) มีโอกาสเป็นมาก

วิธีรักษา ถ้าเป็นระยะแรกๆ ใช้วิธีรักษาทางกายภาพได้ 

โดยใช้ความร้อนทำให้บริเวณที่จับหนาตัวขึ้นนิ่มลง และยืดมันออก ทำให้อุโมงค์ที่เส้นประสาทลอดผ่านขยายตัวได้ แต่ถ้าคนเป็นมากๆ จะมีอาการชาจนกระทั่งกล้ามเนื้ออ่อนแรงลงไป พวกนี้ต้องผ่าตัด อาการที่พบ คือ ฝ่ามือตรงนิ้วโป้งลีบไปด้านหนึ่งเลย ผ่าตัดด้วยการกรีดออกทำให้ขยาย อาการชาข้อมือ ฝรั่งเรียกว่า Carpal tunnel Syndrome (กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือ) พบมากในอเมริกา พอคนเป็นโรคนี้กันเยอะ เขาก็เริ่มสนใจโรคเกี่ยวกับการทำงานด้วยเครื่องคอมพ์ โดยเฉพาะคนทำงานหนังสือพิมพ์ พนักงานเก็บดาต้า พบอาการเหล่านี้มาก เขาก็พยายามหาทางป้องกัน มีการทำรายงาน งานวิจัยออกมามากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้เขาได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่หมดแล้ว โรคที่ว่าก็ค่อยๆ ลดลงไป แต่ในเมืองไทยคนเป็นมากขึ้น เพราะเรายังใช้ของเดิมอยู่ เราไม่มีการปรับปรุง เพราะติดเรื่องค่าใช้จ่าย อีกอย่างคนไทยเรายังมองไม่เห็นปัญหานี้ เพราะยังไม่เกิดชัดเจน แต่แนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชื่อโรคยังไม่ได้ตั้งเป็นภาษาไทยเลย จะเรียกรวมๆ ว่า โรคที่เกิดจากการทำงานซ้ำๆ ซึ่งนับรวมไปถึงคนทำงานในโรงงาน ทำรองเท้า ทำเครื่องจักรซ้ำๆ กัน จะเกิดอาการบาดเจ็บซ้ำๆ"

ผู้ "เสี่ยง" ต่อโรคคอมพิวเตอร์ทำ

ดร.คีรินท์ เมฆโหรา นักกายภาพบำบัด, นักการยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้จบการศึกษาด้าน Ergonomics จากออสเตรเลีย ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนใจในเรื่องโรคจากการทำงานซ้ำๆ และเฝ้าติดตามผู้ที่เกิดโรคดังกล่าวในเมืองไทย มีงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มอาการของโรค และผลหลังเข้ารับการรักษาและจัดสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ โรคที่ว่าเนื่องจากเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ กระดูก เกิดจากการทำงาน นักกายภาพบำบัดเลยเรียกว่า Masculo Skelletal Disorders อาการที่เกิดกับกล้ามเนื้อ กระดูก เรียกย่อๆ ว่า MSD ซึ่งชื่อนี้กินความหมายกว้างมาก และก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานทั้งหมด อาจเกิดจากกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ไปตีกอล์ฟ หรือคนทำงานซ้ำๆ ก็จะเกิดโรคนี้ได้ ก็เลยมีศัพท์อีกคำเรียกว่า Work Related Masculo Skelletal Disorders และเกิดได้หลายแฟคเตอร์มาก เช่น เกิดจากตัวเขาเอง เกี่ยวกับด้านร่างกายของเขา หรือกระทั่งการจัดการระบบการทำงานของเขาเอง 

ส่วนปัจจัยเสริม ได้แก่ กิจกรรมส่วนตัวของคนๆ นั้น เช่น คนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยมีโอกาสเป็นมากกว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีแนวโน้มเป็นได้มากกว่า คนที่เครียดง่ายก็เป็นได้มากกว่า หรือคนที่พอกลับจากที่ทำงานแล้วต้องกลับบ้านไปทำงานบ้าน ต้องโหนรถเมล์ ก็เป็นปัจจัยเสริมอีก แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ การจัดเวิร์ค สเตชั่น โต๊ะทำงาน แป้นพิมพ์ดีด จอ ความร้อน แสง เสียง ความสั่นสะเทือน อุณหภูมิ การจัดท่าทางที่ผิดปกติ เช่น ก้มมากไป ยกแขนสูงไป ไม่อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย อีกอย่าง คือ ลักษณะการทำงานของแต่ละบุคคล เช่น บางคนพิมพ์ดีดไม่คล่อง ต้องมองแป้น แล้วก็เงยหัวมองเอกสาร กลับมาคีย์งาน ดูจอ ทำอย่างนี้ทั้งวัน ท่าทางการทำงาน คือ ขยับตลอด ในขณะที่คนพิมพ์ดีดคล่อง เขาจะมองแต่เอกสาร จะไม่เกิดการเคลื่อนไหวมาก ดังนั้น คนขยับมากกว่ามีโอกาสเป็นมากกว่า คนพวกนี้ถ้าเกิดอาการมาพบแพทย์ พอซักประวัติเขาไป รักษาไป อาการดีขึ้น แต่พอกลับไปเขาก็เป็นอีก เราตอบได้เลยว่าเราวินิจฉัยเขาถูก วิธีรักษาถูกต้อง เขาหาย แต่กลับไปเกิดอีก ไม่ใช่เกิดจากเราแล้ว นั่นคือ เกิดจากตัวเขาเอง ท่าทางการเดิน นั่ง เช่น ไปนั่งที่ไหนก็ท่าแบบนี้ ต่อให้จัดเวิร์ค สเตชั่นดีเขาก็เป็นได้อีก เพราะฉะนั้นต้องแก้ที่ตัวท่าทาง และคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวก็เป็นได้ เพราะปัจจัยหลายอย่าง ยังมีเรื่องระบบการทำงานของตัวเองด้วย เช่น การพักสำคัญ ถ้าทำงานรวดเดียว นั่ง 3-4 ชั่วโมงติดต่อกัน ร่างกายไม่ได้พัก ไม่เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อ หรือในที่ทำงานเขาจัดระบบดีไหม ให้มีการพักงานได้ไหมหรือต้องทำตลอด เช่น ถ้าที่ทำงานให้พักได้ โอกาสเป็นโรคก็ลดลง พวกที่เป็นโรคนี้มาก สังเกตได้เลย เช่น คนที่มีหน้าที่คีย์ข้อมูลของรัฐ สำนักงานสถิติ สำนักงานทะเบียนราษฎร ฯลฯ 

ปัจจัยเพิ่มขึ้นมาอีกว่า ถ้าเราบอกว่าฝรั่งจัดเวิร์ค สเตชั่น ดีแล้ว เราก็ไปลอกเลียนเขามาใช้ โต๊ะเก้าอี้ต้องสูงเท่านี้ เราลอกเขามาใช้ซึ่งเขาได้พัฒนาไปแล้วก็ถูก แต่เราลอกเขามาแล้วปรับใช้กับตัวเราเองเหมาะสมหรือเปล่า เพราะร่างกายฝรั่งกับคนไทยไม่เหมือนกัน ปัญหาอีกอย่าง คือ ผมเคยไปดูตามที่ทำงานในสำนักงานเมืองไทย พบว่า บางทีโต๊ะทำงานเขาไม่ได้นั่งคนเดียว มีคนอื่นมาใช้ร่วมด้วย หรือบางทีเก้าอี้ปรับได้แต่เขาก็ไม่ปรับกัน ผมเคยเข้าไปสำรวจในสำนักงานแห่งหนึ่ง เป็นชั้นลอยที่เปิดโล่งให้แสงด้านนอกเข้ามาได้ ซึ่งมันจ้ามาก ถามเขาว่า ทำไมไม่ปิดม่าน เขาบอกว่าเจ้านายไม่อนุญาต ซึ่งถ้าปิดม่านไปจะทำให้บริเวณนั้นดูทึบ ไม่โปร่ง ผลปรากฏว่าพนักงานทุกคนมีปัญหาด้านสายตา ทุกคนปวดตาหมด ปัญหาอีกอย่างที่พบทั่วไปในสำนักงาน คือ เราไปเสียเงินกับอุปกรณ์โดยไม่จำเป็น เช่น ใช้เครื่องเพนเที่ยมทรีกับงานธรรมดา แทนที่จะเลือกจอดีๆ ช่วยถนอมสายตา เราไปลงทุนตรงนั้นมากกว่าคำนึงถึงการจัด
เวิร์ค สเตชั่น"

ดร.คีรินทร์ บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้ทำสำรวจวิจัยเกี่ยวกับโรค MSD กับสภาพการทำงานในสำนักงาน 4 แห่ง เมื่อราว 2 ปีก่อน โดยใช้เวลาเก็บข้อมูล 1 ปี จากพนักงาน 4 บริษัทในกรุงเทพฯ ซึ่งมีพนักงาน 150 คน, 200 คน, 70 คน และ 100 คน จากการให้กรอกแบบสอบถามในเบื้องต้น ว่า พวกเขามีปัญหาด้านโรคภัยอะไรบ้าง พบว่า พนักงานมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา 32.6% ปวดไหล่ซ้าย 25.9% ปัญหาที่แขนข้างซ้าย 15.4% ปวดหลัง 34.6% ปัญหาเกี่ยวกับคอมากสุด 43.5% ปวดไหล่ขวา 32.1% แขนขวา 24.6% (คนส่วนใหญ่ถนัดขวา) ปวดหลังบริเวณท่อนล่าง 28.6% กลุ่มอาการเหล่านี้ นักการยศาสตร์ บอกว่า คือ อาการไม่สบาย 8 แห่ง ทั่วร่างกาย แต่หลังจากเข้าไปซักถามโดยละเอียดพบว่า ผู้ที่มีอาการไม่สบายอันเกิดจากการทำงานจริงๆ มีประมาณ 20% และในจำนวนนี้คิดจะเปลี่ยนงาน 2.63% ในกลุ่มคนที่เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ และตัดสินใจมาพบแพทย์ หรือปรึกษานักกายภาพบำบัดมีเพียง 9.71% 
อย่างไรก็ดี เมื่อ ดร.คีรินทร์ เข้าไปรับคำปรึกษาและปรับปรุงเวิร์ค สเตชั่น จัดสภาพแวดล้อมที่ทำงานใหม่ ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการปวดเมื่อยต่างๆ ลดลง ถ้าคุณกำลังนั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ มือวางแป้น หรือคลิกเมาส์ และนั่งอยู่ตรงนั้นนานเกินกว่า 2 ชั่วโมงแล้ว คุณควรเปลี่ยนอิริยาบถเสียบ้าง ลุกขึ้นยืดแข้งยืดขา พักสายตาอย่างน้อย 10 นาที ถ้าโต๊ะสูงไป เก้าอี้ต่ำไป ปรับได้ควรปรับ ทั้งนี้รวมไปถึงท่านั่ง เดิน ยืน และกิจวัตรประจำวันส่วนตัวของตัวคุณด้วย เพราะถ้าเกิดป่วยเป็นโรคคอมพิวเตอร์ทำขึ้นมา คุณจะไม่ได้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานได้อีก

ป้องกันโรคคอมพิวเตอร์ ทำโดยการออกกำลังกาย 

การหยุดพักเพื่อออกกำลังจำเป็นมาก เพราะช่วยให้ร่างกายได้พักจากการทำงานซ้ำๆ กัน ติดต่อกันหลายชั่วโมง การออกกำลังส่วนใหญ่ควรเป็นการยืดกล้ามเนื้อ มือ ข้อมือ แขน หลังคอ และไหล่ เมื่อหยุดพักอาจเดินไปรอบๆ หรือเลื่อนเก้าอี้ไปมา การยืดกล้ามเนื้อจะช่วยป้องกันมากกว่ารักษา ถ้ามีอาการปวดอยู่แล้วควรปรึกษานักกายภาพบำบัด หรือแพทย์ก่อน ถ้ามีอาการปวดขณะที่ทำการออกกำลังกายไม่ควรทำต่อ

ท่าออกกำลังกายประกอบด้วย

ท่าที่ 1 : นั่งหันหน้าตรงค่อยๆ เอียงคอไปทางด้านซ้ายช้าๆ จนกระทั่งรู้สึกตึงที่บริเวณกล้ามเนื้อคอ ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที ทำซ้ำโดยการเอียงคอไปด้านขวา ทำแต่ละข้าง 2-3 ครั้ง

ท่าที่ 2 : นั่งหันหน้าตรง หันหน้าไปทางไหล่ซ้าย จนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อคอด้านขวา ค้างไว้ประมาณ 10-20 นาที ทำแต่ละข้าง 2-3 ครั้ง

ท่าที่ 3 : นั่งหรือยืนหันหน้าตรง ยกไหล่ขึ้นทั้งสองข้างจนรู้สึกตึงบริเวณที่ไหล่และคอ ค้างไว้ 5 วินาที แล้วคลายกล้ามเนื้อกลับเข้าสู่ปกติ ทำ 2-3 ครั้ง

ท่าที่ 4 : ยืดแขนขวาตั้งฉากกับลำตัว กระดกข้อมือขึ้นให้ฝ่ามือหันออก ใช้มือข้างซ้าย ยืดนิ้วและมือขวาเข้ามาหาตัว ค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที ทำข้างซ้ายด้วย ทำข้างละ 2-3 ครั้ง

ท่าที่ 5 : นวดมือบริเวณฝ่ามือและนิ้วด้วยมืออีกข้างหนึ่ง

ท่าที่ 6 : ยืดนิ้วหัวแม่มือด้านซ้ายโดยดึงนิ้วเข้าหาศอก จนกระทั่งรู้สึกว่าถูกยืด ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำข้างขวาสลับกัน

ท่าที่ 7 : กำมือหลวมๆ แล้วค่อยคลายออก โดยการเหยียดและกางนิ้วออกจนสุด ทำประมาณ 5 ครั้ง

ท่าที่ 8 : ยืนหันหน้าเข้าหามุมห้อง หรือใช้ขอบประตู เอามือทั้งสองข้างวางที่มุมห้อง หรือขอบประตู ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า พร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้าจะรู้สึกว่า บริเวณกล้ามเนื้อหน้าอกถูกยืด หลังส่วนบนบริเวณสะบักจะถูกบีบให้ติดกัน ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ให้ทำซ้ำโดยสลับเท้าอีกข้างหนึ่งไปข้างหน้า ทำประมาณ 2-3 ครั้ง ทำบ่อยๆ เมื่อมีโอกาสได้ลุกจากที่นั่งทำงาน

 

การออกกำลังกายดังกล่าว จะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ก็จะทำได้ครบทุกท่า อาจทำท่าไหนก่อนก็ได้แล้วแต่ความสะดวก เมื่อได้ออกกำลังและจัดสถานที่ทำงานที่เหมาะสม รวมทั้งจัดเวลาพักสำหรับการทำงาน อย่างน้อยชั่วโมงละ 5 นาที เมื่อกลับไปบ้านควรจะออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วอย่างน้อย 15 นาที 3 ครั้งต่ออาทิตย์ สามารถป้องกันอาการปวดที่เกิดขึ้นจากการทำงานได้เป็นอย่างดี สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีความสุขกับการทำงานที่ปราศจากอาการปวด มีสุขภาพแข็งแรง ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ไปได้นานๆ อีกหลายปี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับกรุงเทพวันอาทิตย์ 22 ต.ค.43

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1