การศึกษาวิ่งตามเทคโนโลยี : บทเรียนจาก Australia
อ.ธีรชาติ ชยาภรณ์
|
เป็นที่รู้กันดีว่า สิ่งที่สร้างชื่อเสียงประเทศออสเตรเลียนั้น นอกจากหมีโคอาล่า กับจิงโจ้แล้ว ก็คือระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งติดอันดับโลกทำให้ออสเตรเลียเป็นเหมือนศูนย์รวมนักศึกษาจากนานาประเทศทั่วโลก ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นจำนวนมหาศาล(หลายแสนคน)ทุกปี แต่ขณะนี้ (ปี 2001) กำลังเกิดปัญหาหนึ่งกับระบบการศึกษาของออสเตรเลีย นั่นก็คือ IT ปัญหาการศึกษา IT นั้นไม่ได้อยู่ที่นักเรียนหรือจำนวนนักเรียน Demand ของนักเรียนยังคงสูงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ว่าบุคลากรนั้นเริ่มจะหายากขึ้นทุกวัน ปรากฏการณ์นี้ก็คล้ายๆกับในบ้านเรา แต่ลึกๆแล้วไม่เหมือนกันครับ บทความนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาในออสเตรเลีย ที่เป็นระดับโลก ว่าแตกต่างจากในบ้านเราอย่างไร ที่ออสเตรเลียมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งคือ นักธุรกิจที่ดังๆและประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่จะเรียนไม่เก่งครับ นักเรียนที่เก่งๆ ส่วนมากจะโดน Professor เรียกให้มาทำวิจัย (Research) คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ กันหมด หรือไม่ก็ให้มาเป็น Lecturer ดังนั้น ในมหาวิทยาลัยจะเป็นที่รวมพวกคนที่เก่งๆ ไว้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบการศึกษาของออสเตรเลียถึงได้แข็งแกร่งมาก ห้องเรียนปริญญาโทขนาดยักษ์ แต่สำหรับการศึกษา IT โดยเฉพาะสาขาต่างๆ ที่ไม่ใช่ Computer Science กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากสัดส่วนระหว่างนักศึกษากับบุคลากรเริ่มแตกต่างกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่ University of Wollongong (UoW) รัฐ NSW สัดส่วนนักศึกษากับบุคลากร เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากไม่กี่ปีก่อนที่จำนวนนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชาในระดับปริญญาโทมีประมาณ 20 30 คน แต่ในปี 2000 ห้องเรียนที่มีนักเรียนเกินหนึ่งร้อยคน ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม จำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นสาขา IT หรือ Business System เสียส่วนใหญ่ แต่ในสาขา Computer Science นั้นก็ยังคงมีนักศึกษาประมาณ 30 คนอยู่ดี เนื่องจากคนออสเตรเลียไม่ค่อยเรียนปริญญาโทด้าน Computer Scienceเท่าไหร่ เพราะแค่ความสามารถระดับปริญญาตรีก็เหลือเฟือ สำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมการพัฒนาซอฟท์แวร์ได้แล้ว ศาสตราจารย์ Robin King แห่ง University of South Australia (USA) ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องจำนวนนักศึกษาว่า Demand ของนักศึกษา IT เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน การทำหลักสูตรให้ทันสมัยนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะมันหมายถึงการเพิ่มความกดดันให้แก่บุคลากร ในขณะที่จำนวนสัดส่วนของนักศึกษากับบุคลากรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สัดส่วนนักศึกษากับบุคลากรในคณะ Information Technology and Communication ในปี 1994 คือ 27.1 ต่อ 1 ซึ่งสัดส่วนโดยรวม(ไม่แบ่งแยกคณะ)ของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย คือ 8.2 ต่อ 1 ส่วนปี 1998 คณะเดียวกัน สัดส่วนของนักเรียนกับบุคลากร คือ 51.5 ต่อ 1 ในคณะที่สัดส่วนโดยรวมคือ 10.7 ต่อ 1 ทำไมการห้องเรียนขนาดใหญ่ ถึงทำให้คุณภาพการศึกษาต่ำลง คำตอบนั้นง่ายมากครับ เนื่องจากการศึกษา Computer ใน Australia นั้นจะเน้นภาคปฏิบัติกันเยอะมาก การลงทุนทางด้านเครื่องมือและอุปกรณ์นั้นไม่อั้น เพราะทางรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่แต่สิ่งที่ขาดก็คือทรัพยากรบุคคลนั่นเอง นาย Lee Peterson บัณฑิตของ UoW จากคณะ IT สาขา Business Systemได้ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนบุคลากรนั้นทำให้หลักสูตรล้าสมัย และนั่นคือปัญหาหลักของการศึกษา IT. ผมเรียนภาษา COBOL ตอนอยู่ปีหนึ่ง ซึ่งพวกเราคิดว่า COBOL ย่อมาจาก Completely Obsolete (ล้าสมัยโดยสิ้นเชิง) Business Operating Language แล้วคนที่เก่งภาษาใหม่ๆ อย่าง Java หายไปไหนกันหมดทำไมไม่มาสอน เรื่องของเรื่องก็คือคนที่เก่งๆ หนีไปทำงานกันหมดครับไม่มีใครยอมอยู่สอน เพราะว่าเงินเดือนของ Lecturer ที่นี่ Start ที่ 50,000 ออสซี่ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1,250,000 บาท ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับตำแหน่ง IT ในออสเตรเลีย) แต่ Java Programmer ที่ไม่มีประสบการณ์ กลับมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 60,000 ออสซี่ดอลลาร์ต่อปี ผมไม่เข้าใจว่าทำไม lecturer มีเงินเดือนเพียง 50,000 ดอลลาร์ต่อปี ทำไมคุณต้องมาทำงานเพื่อเงินเดือนเพียง 50,000 ดอลลาร์ต่อปีในขณะที่คุณสามารถเรียกค่าตัวได้ 100,000 ดอลลาร์ต่อปีได้สบายๆ นาย Peterson กล่าว แล้วจะแก้ปัญหาสมองไหลได้อย่างไรล่ะ? ศาสตราจารย์ Roy Offen แห่ง Macquarie University เห็นด้วยกับนาย Peterson คนที่มาเป็น Lecturer ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาเพราะเงินเดือน ไม่มีประโยชน์ที่จะไปคิดถึงเรื่องนั้น การที่อัตราการเปลี่ยนงานของบุคลากรนั้นสูง ส่งผลให้ความกดดันตกอยู่กับคนที่ยังอยู่กับคนที่รับเข้ามาใหม่ ที่ Macquarie มีการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ (Industry Advisory Board) เพื่อที่จะทำให้หลักสูตรมีความทันสมัยตลอดเวลา และสอดคล้องกับความเป็นจริงในอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ ในขณะที่ Macquarie University กับ University of South Australia (USA) ต่างก็ใช้ Advisory Board ในการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย University of Wollongong (UoW) ใช้ประโยชน์จากการทำวิจัย (Research Project) เพื่อที่จะปรับปรุงหลักสูตรให้มีความนำสมัยอยู่ตลอดเวลา UoW ได้รางวัล University of The Year ของออสเตรเลียสองสมัยซ้อนติดต่อกัน (1999-2000 กับ 2000 2001) เพราะการทำงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของตลาดและมีคุณภาพ ดูตัวอย่างได้ที่ Website ของ UoW ที่ http://www.uow.edu.au/ แผนก IT ของมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งในออสเตรเลียมีการปรับปรุง (Revise)หลักสูตรใหม่ทุกๆ 3-4 ปี ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรของที่นี่จะไม่เหมือนที่บ้านเราครับ เพราะที่บ้านเราการปรับปรุงหลักสูตรจะเน้นไปที่การแก้ไข ของเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่สำหรับที่ออสเตรเลียการ Revise ก็คือการโยนของเก่าทิ้งแล้วเขียนใหม่หมดเลยนะครับ อย่างที่ Computer Science ของ UoW เวลาที่เขา Revise หลักสูตรของแต่ละวิชา ทางคณะจะเอา Sheet ที่เป็น Lecture Note หรือที่เคยขายแพงๆ เมื่อเทอมก่อน มาแจกฟรีๆ เลย แต่ตอนนี้ Lecture Note ไม่มี Sheet แล้วครับเพราะเขาเอาขึ้น Web หมด ส่วนที่เมืองไทยก็มีคณะ Business Information System ของ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ได้เริ่มทำการ Revise หลักสูตรแล้วเหมือนกัน โดยพยายามที่จะเปลี่ยนใหม่หมดเกือบทุกวิชาเลย มหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียจะใช้วิธีการเปิดวิชาเลือกเยอะๆโดยที่วิชาเลือกนี้จะไม่เจาะจงลงไปตายตัวว่าจะเรียนเรื่องอะไร แต่เนื้อหาที่สอนจะเป็นที่ทันสมัยมากชนิดที่เรียกว่า Update กันเทอมต่อเทอมเลยทีเดียว อย่างที่ UoW เริ่มมีการสอน XML (eXtensible Markup Language) ตอนปี 2001 ซึ่ง XML นั้นเริ่มต้นพัฒนาปี 1999 และประกาศ Full Version อย่างเป็นทางการในปี 2000 เรียกได้ว่ายังเปิดตัวไม่ถึง 1 ปี ก็มีสอนในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว แต่การใช้วิธีนี้มีปัญหาใหญ่ก็คือ ค่าตัวของผู้สอน (ซึ่งส่วนมากจะเป็นมืออาชีพในวงการ) จะสูงมากและไม่ค่อยทุ่มเทให้กับการสอนเท่าที่ควร เพราะว่าไม่ใช่อาชีพหลักของเขา ศาสตราจารย์ King กล่าวว่า เราไม่มีทางเลือกมากนัก แน่นอน เพราะโอกาสในธุรกิจ IT มีสูงกว่านั่นเอง ถึงแม้เราจะเสนอเงินเดือนกับสวัสดิการให้กับบุคลากรทางด้าน IT มากกว่าสาขาอื่น แต่เมื่อเทียบกับในวงการธุรกิจแล้วก็ยังเทียบไม่ได้อยู่ดี นาย Peterson ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ผมสามารถเป็น lecturer ได้แม้ผมจะได้คะแนนในระดับธรรมดาก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากในสมัยก่อนที่บุคลากรจะคัดมาจากระดับหัวกะทิของห้องทั้งนั้น ตอนที่ผมเรียนอยู่มี lecturer บางคนที่มุ่งมั่นและมีระดับคุณภาพการสอนที่สูง แต่กับ lecturer บางคนนั้นมาสอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก เหมือนโดนบังคับ เมื่อ lecturer มืออาชีพไม่พอ บางที Professor ก็จะเอานักเรียน Ph.D. มาสอนแทน แน่นอน นักเรียนปริญญาเอกต้องเรียนเก่งอยู่แล้ว แต่คนเรียนเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะสอนได้เก่งเสมอไป มองในอีกมุมหนึ่ง ระบบการศึกษาระดับวิทยาลัย (ที่ออสเตรเลียเรียก TAFE College) เริ่มจะมีมาตรฐานสูงขึ้น จนสามารถเปรียบเทียบได้กับระดับมหาวิทยาลัยที่มาตรฐานเริ่มตกลง บางทีทำให้บุคลากรในระดับมหาวิทยาลัยต้องหันมามอง และยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้นเพื่อที่จะรักษามาตรฐานของแต่ละสถาบันไว้ มิฉะนั้นอาจถูกการศึกษาในสายอาชีพ (วิทยาลัย) แซงหน้าได้ในอนาคต ศาสตราจารย์ King เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ดี ที่จะให้เรา(ออสเตรเลีย) เป็นประเทศที่กระหายในการเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของระบบเศรษฐศาสตร์การศึกษาโลก การที่วิทยาลัยในออสเตรเลียยกระดับขึ้นมาได้ เป็นข้อยืนยันถึงมาตรฐานที่สูงส่งของระบบการศึกษาที่นั่น แต่กับการศึกษา IT อีกนานแค่ไหนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะยกคงรักษาระดับเอาไว้ได้? แล้วยังไงต่อ
มองมาที่เศรษฐศาสตร์ IT ออสเตรเลียเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ อยู่หรือเปล่า
ความเป็นจริงก็คือว่า ออสเตรเลียมักเสียนักวิทยาศาสตร์ระดับชั้นนำออกไปนอกประเทศเสมอ
เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ไม่เคารพในวิทยาศาสตร์ เขา(ชาวออสเตรเลีย)ไม่สนใจหรอกว่ามันสำคัญขนาดไหน
ศาสตราจารย์ Offen กล่าว พวกเรา(มหาวิทยาลัย) พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะพยายามทำให้หลักสูตรนั้นทันสมัย
แต่ถามว่าประเทศนั้นได้ใช้ประโยชน์จากบัณฑิตที่เก่งๆหรือไม่ คำตอบที่ค่อนข้างจะตรงไปหน่อยของผมก็คือ
ไม่ "บัณฑิตจบใหม่ จะทำงานอยู่ในประเทศประมาณปีสองปี ก่อนที่จะบินไป Europe,
Silicon Valley หรือไม่ก็แคนาดา พวกเขาชอบที่จะขุด ปลูกหรือไม่ก็ถลุงทรัพยากรจากดินแล้วเอาไปขายต่อเท่านั้น
ไม่ได้คิดที่จะเพิ่มมูลค่าหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในกับทรัพยากรที่ขุดขึ้นมา
พวกเขาทำการวิจัยและค้นคว้าเพื่อที่จะช่วยให้ชาวนาปลูกพืชได้มากขึ้น หรือง่ายขึ้นเท่านั้น
เหมือนกับว่าความร่ำรวยของประเทศนั้นมาจากดินเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ
ที่ California สหรัฐอเมริกาเพียงรัฐเดียวมี นักวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (biological
scientist) มากกว่าออสเตรเลียทั้งประเทศซะอีก ศาสตราจารย์ Offen ยังกล่าวต่อว่า เหมือนกับพวกเรา (มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย) ผลิตทรัพยากรบุคคลชั้นนำของโลกให้กับทุกประเทศในโลก แต่กลับไม่ใช่สำหรับออสเตรเลีย แล้วการสนับสนุนจากรัฐบาลล่ะ? พวกเขา (รัฐบาล)ไม่สนใจหรอก ยังไงจำนวนนักวิจัยก็สู้ชาวนาไม่ได้อยู่ดี นโยบายหลักของเขาก็คือว่า เศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับเกษตรกรรม (หมายเหตุ:บทสัมภาษณ์นี้มีขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2001 ของออสเตรเลียครับ ที่นี้บังเอิญว่าพรรค Liberal ของนาย John Howard ที่พึ่งชนะการเลือกตั้งได้ให้สัญญาประชาคมตอนก่อนเลือกตั้งเกี่ยวกับเรื่อง IT ไว้ด้วย ไว้ทีหลังผมจะเขียนมาเล่าให้ฟังต่อ - ผู้เขียน) ศาสตราจารย์ Offen ยังกล่าวต่ออีกว่า ระบบเศรษฐกิจของออสเตรเลียไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก
R&D เท่าใดนัก ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจเท่านั้น ผมว่ามันอยู่ในวัฒนธรรมต่างหาก
ถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ออสเตรเลียอาจจะโดนประเทศอื่นๆ แซงหน้าในเรื่องความทันสมัยและเศรษฐกิจ
ถ้าวัฒนธรรมของผู้คนยังไม่เปลี่ยน
ก็เท่ากับว่าเราจะผลิตบุคลากรชั้นนำของโลกออกไปทุกปีๆ
โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ศาสตราจารย์ Offen กล่าวทิ้งท้าย ส่วนเรื่องการขาดแคลนบุคลากรนั้น
สมัยที่เศรษฐกิจบ้านเรายังดีๆ อยู่นั้น ที่นี่จะแก้ปัญหาโดยการว่าจ้างบุคลากรเพิ่ม
หรือภาษาชาวบ้านเรียก ซื้อตัว โดยเฉพาะหลักสูตรที่เป็นนานาชาติจะพบว่ามีการจ้าง
Professor ชื่อดังจากเมืองนอก มาสอน นัยว่าเป็นจุดขายของสถาบันนั้นๆ อย่างเช่น
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(หลักสูตรนานาชาติ) หรือสถาบัน
Sasin ของจุฬา และแน่นอนครับว่าค่าตัวของบุคลากรเหล่านี้จะสูงถึงสูงมาก ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ทางมหาวิทยาลัยต่างๆ คงไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้อีกต่อไปครับเนื่องจาก Demand ของนักศึกษาที่ต้องการหลักสูตรสากลนั้นต่ำลงไปเยอะ ในเมื่อซื้อตัวไม่ได้อีกต่อไปก็ต้องใช้บริการของคนในสถาบันนั้นๆ พวกอาจารย์ที่อาวุโสก็จะดึงบัณฑิตที่เก่งๆ(อย่างเช่นพวกที่ได้เกียรตินิยม) ในแต่ละรุ่นมาอยู่เป็นอาจารย์สอนรุ่นต่อๆ ไป อย่างเช่นที่ Sasin ก็มีการดึงเอาคนที่จบแล้วที่เก่งมากๆ และเพียบด้วยประสบการณ์มาเป็นอาจารย์พิเศษ แล้วการศึกษา IT ล่ะ บ้านเราก็เหมือนกับออสเตรเลียครับ คนที่เก่งมากๆ ในแต่ละรุ่นจะไปทำงานบริษัทกันหมด หรือแม้แต่คนที่เป็นอาจารย์ประจำอยู่แล้วก็ยังออกไปทำงานบริษัทก็เยอะ เพราะเงินเดือนกับโอกาสทางความก้าวหน้าในวิชาชีพที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่ว่าวัฒนธรรมการศึกษาของเมืองไทยไม่ค่อยส่งเสริมให้มีการพัฒนาตัวเองเท่าใดนัก ตรงนี้คือจุดที่แตกต่างกับในออสเตรเลีย อย่างเช่นที่คณะ Computer Science ของ UoW นั้นจะให้คะแนนนักศึกษาจากความคิดสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมต่างๆ ในการผลิตผลงาน(การเขียนซอฟท์แวร์)แต่ละชิ้น เรียกได้ว่า การท่องจำและเข้าใจตำรา กับเนื้อหาการสอนนั้นยังไม่เพียงพอต่อการเรียนจบออกไปจากคณะนี้ แต่วัฒนธรรมการศึกษาที่เมืองไทยจะเน้นการท่องจำแล้วเข้าใจตำรากับ เนื้อหาในห้องเรียนมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ คนที่จะได้คะแนนเยอะคือคนที่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดที่อาจารย์สอน อีกมุมมองหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ สถาบันเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านเงินทุนและด้านอื่นๆจากภาครัฐเท่าที่ควร คือนอกจากจะไม่ได้รับเงินสนับสนุน แล้วทางสถาบันยังต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลอีก เป็นที่แน่ชัดว่า สถาบันการศึกษาของเอกชนก็เป็นตัวจักรสำคัญในวงการการศึกษาบ้านเราเช่นกัน การศึกษา IT ต้องใช้ทุนค่อนข้างเยอะเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับทางสถาบันที่จะปรับปรุงหลักสูตรการสอน เพราะการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือจะเทไปทางสถาบันของรัฐเสียมากกว่า ในประเด็นของการสรรหาบุคลากร IT นั้น ค่อนข้างที่จะลำบากเพราะถูกดึงมาสอนเป็นอาจารย์เป็นอาจารย์พิเศษนั้น จะไม่สามารถทุ่มเทให้กับการสอนได้เต็มที่ อย่างที่คณะ Business Information System (BIS) ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(ABAC)ก็เคยมีปัญหานี้เมื่อสี่ห้าปีก่อนที่มีอาจารย์ประจำน้อยกว่าอาจารย์พิเศษเสียอีก ซึ่งทำให้ความกดดันตกอยู่กับอาจารย์ประจำเพียงไม่กี่คน ที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะรักษาคุณภาพการสอนให้อยู่ในระดับที่เป็นมาตรฐานสากล วิธีการแก้ปัญหาในระยะยาว
มหาวิทยาลัยต่างๆได้มีวิธีการที่แตกต่างกันในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นตัวอย่างหนึ่งในการวางแผนและปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
แต่บุคลากรในเชิง IT นั้น ในแต่ละปีทางมหาวิทยาลัยจะส่งอาจารย์ประจำไปศึกษาต่อปริญญาโทหรือ
ปริญญาเอก ตามสถาบัน IT ชั้นนำของโลกที่ ออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา หรือที่อื่นๆ
ปีละหลายคน โดยที่อาจารย์พวกนี้จะถือว่าเป็น เด็กปั้น ที่จะต้องนำเข้าเทคนิคและวิธีการสอนจากประเทศชั้นนำทางการศึกษาเล่านี้มาใช้ในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญต่อไป
สรุป
ปัญหาของ ออสเตรเลียกับในเมืองไทยก็มีส่วนที่คล้ายกันคือ
ความสามารถในการดึงบุคลากรชั้นนำเข้ามาอยู่ในวงการศึกษานั้น
ไม่เพียงพอที่จะต่อต้านแรงดึงดูดจากวงการธุรกิจทั้งในและนอกประเทศได้ อย่างไรก็ตาม
สถาบันการศึกษาในออสเตรเลียนั้นยังเชื่อมั่นว่า
ยังมีความสามารถที่จะผลิตบุคลากรชั้นนำในด้าน
IT ได้อยู่ เพราะมาตรฐานการศึกษาที่สูงอยู่นั่นเอง ข้อมูลอ้างอิง
บทความบางส่วน แปลมาจาก IT Learning Curve: How to keep IT education ahead
of technology นิตยสาร Internet.au ฉบับ July 2001 ประเทศ Australia ตีพิมพ์ใน MCOT.NET, Dec. 10, 2001 |
Go back to the Main Page