พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(Summary in English is down below)
24 ธันวาคม 2542
สมัยนี้เราไม่ใช่ว่าไม่มีสตางค์ เรามีหนี้ มันตรงข้าม ทีนี้ไปดูปี 1900 ไม่มีหนี้ก็ไชโย
ปีที่แล้วในโอกาสเช่นนี้ได้ขอบใจท่านทั้งหลาย ผู้ที่มาในงานนี้ ทั้งข้างนอกข้างในว่า ขอขอบใจที่ได้มาอวยพรปีใหม่ ที่จริงก็เกือบไป แต่อย่างไรก็ได้แก้ตัวว่าเป็นการอวยพรปีใหม่ ถึงอีกปีหนึ่งที่ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ ก็ต้องขอบใจท่านที่ได้มาอวยพรในการที่ได้ผ่านไป 6 รอบ แต่ของจริง การที่บอกว่า อวยพรหรือให้ความยินดีที่ผ่านไป 6 รอบก็ไม่ค่อยถูกนัก ควรเป็นมาอวยพรในการขึ้นต้นรอบที่ 7 ก็จะเป็นมงคล และได้ตอบสนองได้ว่า ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุข ความเจริญ ความสำเร็จในรอบต่อไป ในการนี้ ก็ต้องขออวยพรปีใหม่ เพราะใกล้ปีใหม่เต็มที ให้แต่ละท่านได้รับความเจริญ ความสำเร็จ มีพลานามัยแข็งแรงต่อไป ที่อวยพรให้อย่างนี้ ก็เพราะว่า ปีใหม่ที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้ เขาถือว่าเป็นปีที่ประหลาดเป็นปีที่พิเศษ แต่ว่าส่วนมาก ปีหน้าเป็นปี 2543 ก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาดเลย มันก็ผ่านไปอีกปีเริ่มต้นอีกปี ไม่มีอะไรเป็นพิเศษใดๆ เลย เพียงแต่เป็น 2542 บวก 1 เป็น 2543 แต่ว่าทุกคนเครียด เพราะว่า ปีที่ผ่านมานั้นเป็นปีที่ค่อนข้างจะมีความเครียด อาจเป็นเหตุผลที่ให้ จะผ่านปี จะขึ้นปีใหม่นั้นเป็นสิ่งที่เกรงกลัวกันว่าจะเครียด ว่าจะลำบากต่อไป ซึ่งก็อย่างที่ว่าปีหน้าก็ไม่มีอะไรที่พิเศษ เป็นปี2543 แต่ว่าที่เครียดกันก็เพราะว่า ปีนับเป็นปี พุทธศักราช แต่ถ้านับเป็นคริสศักราช เป็นปี 2000 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวย แต่ตัวเลขที่สวยก็เพราะ กลัวกันมาก เพราะว่าเกี่ยวข้องกับวิทยาการแผนใหม่ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับเรื่องของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นของสมัยใหม่ และส่วนมากเดี๋ยวนี้ก็สนับสนุนให้ศึกษาเรื่องคอมพิวเตอร์ และศึกษาวิทยาการสมัยใหม่
คอมพิวเตอร์นี่ที่กลัวกันมาก
เพราะคนที่สร้างหรือออกแบบคอมพิวเตอร์ตอนแรกไม่มีวิสัยทัศน์
คำว่าวิสัยทัศน์เดี่ยวนี้ชอบพูดกัน
และพูดกันว่าคนนี้มีวิสัยทัศน์
คนนี้ไม่มีวิสัยทัศน์
อันนี้เป็นคนละเรื่องแต่นึกถึงผู้ที่สร้างคอมพิวเตอร์ไม่มีวิสัยทัศน์
เพราะว่าเมื่อเริ่มทำ
เขาบอกว่า กว่าจะถึงปี
2000 อีกหลายต่อหลายปี
แต่ว่าความจริงหลายต่อหลายปีนั้น
เดี๋ยวนี้ก็ถึงแล้ว
ที่เขาทำ เขาสร้างขึ้นมา
เริ่มใช้กันปีที่คนรู้
แถวๆ ปี 1945 หรือ 1950
เป็นปีคริสต์ศักราช
เขาก็บอกว่า ปี1950 ก็ย่อเป็นปี
50 ก็ง่ายดี
ประหยัดดีไม่ต้องใส่ปี
1950
แล้วก็ใช้ได้คนสมัยนั้น
คนที่สร้างก็เฉลี่ยดูก็อายุ
30-40 ที่ศึกษาการสร้าง
คอมพิวเตอร์แบบพัฒนาคอมพิวเตอร์
เมื่อถึง ปี 2000 เขาก็บอกว่า
เขาอายุ 80-90 แล้ว
เขาคงไม่ต้องทำแล้ว
คงเป็นคนที่ปลดเกษียณแล้ว
ไม่ต้องทำงาน รับผิดชอบ
จึงไม่คิดทำให้เป็นปี 2000
ให้สิ้นเปลืองกันเปล่าๆ
แต่ว่า อีกไม่กี่วันจะถึงปี 2000
ก็เลยจ้าละหวั่นกันใหญ่
ต้องแก้ปัญหาปี 2000
ซึ่งภาษาฝรั่ง ปีก็ตัว y
ตัวเยียร์ 2000
ก็ไม่ได้เขียน ปัญหา y2000
เขียนว่า y2kหรือ 2ykนั้นแปลว่าพัน
เหมือนคำว่ากิโลเมตรก็พันเมตร
กิโลกรัมก็พันกรัม
คนไทยก็เป็นคนที่ย่อๆเหมือนกัน
เหมือนกับฝรั่งที่สร้าง
เครื่องคอมพิวเตอร์
ฝรั่งสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ปี
1950 เขาตัดพันออก
เก้าร้อยเขาก็ตัดออก
เหลือ 50
คนไทยตรงข้าม น้ำหนักกี่กิโลกรัมก็ยังเรียกน้ำหนักเท่านั้นเท่านั้นกิโล หรือเดินทางเท่านั้นๆกิโลเมตร ก็ไปเท่านั้นกิโลและชาวบ้านโดยมาก เดินทาง เขาก็ตัดเป็นไปกี่โล 1โล 2โล 3โล ก็ตัดไปให้สั้น คนไทยนี่ตัดไปคนละอย่างกับฝรั่ง ก็ทำให้คนไทยกับฝรั่งต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามคนไทยหรือ คนฝรั่ง คนต่างประเทศก็เดือดร้อนตามๆกัน เพราะว่าถ้าถึงปี 2000 มันเป็นปีสองศูนย์ศูนย์ศูนย์ จะกลายเป็นปี1900 บ้างหนึ่งเก้าศูนย์ศุนย์ ถ้าหากเป็น 1900 ใครมีบัญชีในธนาคารจะไปบอกว่า วันนี้วันที่ 1 หรือวันที่ 2-3 มกราคม 2000 ก็ไปดูในตำราเขา ก็บอกเป็นปี 1900 ทางธนาคารก็บอกคุณไม่มีสตางค์ หมดแล้ว ไม่ต้องบุคคล รัฐบาลก็ไม่มีสตางค์ เหมือนกัน เดือดร้อนถ้าไม่มีสตางค์
แต่ว่า สมัยนี้เราไม่ใช่ว่าไม่มีสตางค์ เรามีหนี้ มันตรงข้าม ทีนี้ไปดูปี 1900 ไม่มีหนี้ก็ไชโย อันนี้เป็นเรื่องต่างๆ ที่เวลามาพูดต่อหน้าท่านทั้งหลาย ก็มีคนที่ซ้ำหน้าบ้าง ไม่ซ้ำหน้าบาง มันทำให้ความคิดเฟื่อง มีความคิดแปลกๆ ว่า ทำไมคนเรามีปัญหา ที่พูดมานี้ ก็จะพูดถึงปัญหาหลายอย่าง บางปัญหาไม่อยากพูด เพราะถ้าพูดแล้วเดี๋ยวจะทะเลาะกันต่อไป แต่ว่าพูดถึงว่า เราคนไทยเรียกว่า กิโล เป็นโล ถ้าจะเรียกว่า ปัญหาปี 2000 นี้เราก็ต้องย่อเป็นปัญหา ปี 2 โล คนก็ไม่เข้าใจ ก็เลยต้องพูดเป็น ปัญหา 2 วายเค ต้องใช้ภาษาฝรั่ง
อันนี้ก็เป็น ปัญหาเกิดขึ้นอย่างที่ได้มีคำพูดของนายกฯว่าสนับสนุนการศึกษา อันนี้การศึกษาก็ต้องสนับสนุน แต่เป็นปัญหาอย่างหนักว่า ให้ศึกษาเดี๋ยวนี้ ก็พูดว่าชั้นประถมก็ต้องสอนภาษาอังกฤษ ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ก็จริงแม้แต่ชั้นอนุบาลหรือก่อนอนุบาลก็ใช้ภาษาอังกฤษ เวลาฟังวิทยุ ผู้ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษฟังไม่รู้เรื่อง ฟังวิทยุทุกวัน ฟังดูแล้ว คนที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษจะไม่มีทางเข้าใจว่า เขาพูดว่ากระไร ด้วยเหตุผล 2 อย่าง อย่างนึง ใช้คำภาษาฝรั่งโดยที่ไม่แปลบางท่านหรือโฆษก บางคน หรือผู้ดำเนินรายการก็ดี เวลาที่คู่สนทนาพูดเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมา โฆษกเขาแปลเป็นภาษาไทยทันที ว่าแปลว่าอะไร บางทีผู้ที่สนทนาพูดเป็นภาษาอังกฤษ และคู่สนทนาก็ไม่ว่าอะไร ไม่โกรธ เขาต้องแปล ผู้ฟังก็รู้เรื่องว่า ผู้มาสนทนาพูดเรื่องอะไร อันนี้เป็นข้อหนึ่งที่ต้องรู้ภาษาอังกฤษ
อีกอย่างนึงพูดภาษาไทย
แต่คำภาษาไทยนั้นแปลตรงมาจาก
ภาษาอังกฤษก็เลยฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดว่าอะไร
ก็ต้องฟังรายการหรือฟังที่เขา
พากย์ภาพยนตร์เป็นภาษาไทย
เราจะต้องคิดว่าภาพยนตร์นั้นเป็นภาพยนตร์
เรื่องอะไร
เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร
ที่ลำบากก็ต้องแปลภาษาไทยนั้นเป็นภาษาอังกฤษ
แล้วเอามาแปลภาษาไทยใหม่ถึงจะเข้าใจ
ซึ่งเสียเวลา อันนี้
เรื่องหาความลำบากของภาษา
ถ้าหากว่าการศึกษาสามารถที่จะสอนภาษาอังกฤษคู่กับภาษาไทย ก็อาจทำให้คนเข้าใจดี
แต่สมองของคนจะรับได้หรือไม่
สมองของเด็ก
เด็กจะรับได้หรือเปล่า
ยิ่งถ้าเป็นสมองของครู
สมองของครูจะรับได้หรือเปล่า
ที่จะสอนภาษาไทยควบกับภาษาอังกฤษตลอด
ไม่สามารถที่จะสอนแล้ว
ก็จะทำให้เด็กไม่มีความรู้ยิ่งกว่าเดิม
อันนี้เป็นข้อคิดที่เข้าใจว่า ไม่เคยได้ยินเขาพูดว่าการสอน ภาษาหนึ่งภาษาใดต้องควบ โดยมากเขาเรียนภาษา มีวิธีสองวิธี วิธีหนึ่งพูดเป็นภาษาไทย และสอนเป็นอังกฤษ ว่าคำนี้แปลว่าอะไร อีกวิธีก็พูดเป็นภาษาอังกฤษ และสอนเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจเอาเอง ซึ่งทั้งสองอย่างก็ลำบาก และทำให้ความรู้เกิดขึ้นช้า ถ้าพูดภาษาอังกฤษล้วน ก็ใช้ตำราในภาษาอังกฤษ แต่อย่างนั้น มันไม่เกิดประโยชน์มากนัก ถ้ามีความรู้พอแล้วก็จะเร็ว เพราะตำราภาษาอังกฤษก็มีแล้วมีพร้อม ไม่ต้องแปลด้วยซ้ำ เพราะไปเอาตำราเขาทั้งดุ้นก็ใช้ ตำราภาษาในภาษาอังกฤษแล้วมาสอน แต่อย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์มากนัก เพราะสมองของคนไม่เหมือนกันหรือสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน สภาพแม้แต่อุณหภูมิก็ไม่เหมือนกัน นอกจาก 2-3 วันนี้อากาศเย็นมากเขาขู่ว่าอาจจะลงไปถึง 14 องศาเซลเซียสที่กรุงเทพ ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ใกล้เคียง ก็ต้องหาวิธีที่จะทำการเรียนการสอนให้ได้ประโยชน์และได้สามารถที่จะเข้าใจ ความจริงไม่ใช่ว่าจะเข้าใจภาษา เข้าใจวิชาการและไม่ใช่วิชาการเท่านั้นเอง แต่ต้องเข้าใจวิธีปฏิบัติตน คือหมายถึงจริยธรรม และอะไรต่างๆ ต้องเรียนต้องรู้ ต้องมีความรู้กว้างขวาง อันนี้ที่เป็นข้อสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ถ้าหากว่าไม่พัฒนาการศึกษาประเทศชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ เพราะถ้าไม่พัฒนาการศึกษาความเข้าใจของบุคคลจะไม่มี ถ้าความเข้าใจของบุคคลไม่มี คนพูดอย่างข้อใดก็ตามที่คนไม่เข้าใจ คือ สื่อความหมาย สื่อความ คิดไม่ได้ ถ้าไม่มีความรู้ โดยเฉพาะทางภาษา
อันนี้ที่จะต้องแก้ไข ที่บอกว่าต้องแก้ไข เพราะรู้ว่า ยังไม่ดี เมื่อสมัยก่อนนี้ พอได้ เมื่อสมัยเมื่อต้นศตวรรษ ปี 1900 นั้นในเมืองไทยการศึกษายังไม่ก้าวหน้านัก แต่คนเข้าใจ คนรู้เรื่อง ค่อยๆ มาถึงกึ่งศตวรรษ คือแถว1950 ชักจะไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะไปสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ ก็เลยปล่อยให้คอมพิวเตอร์คิดเอง คนไม่คิด เดี๋ยวนี้สมองของคนเป็นทาสของคอมพิวเตอร์ ซึ่งคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสมองเรียกว่า สมองกล เป็นสิ่งที่คนคิดขึ้นมาทำ คนก็เลยไม่ใช้ความคิด เมื่อไม่ใช้ความคิดแล้วพูดจากันก็ไม่รู้เรื่อง
นี่ที่ชักนิยายต่างๆ เหล่านี้ ท่านทั้งหลายคงนึกว่าจะไปไหน จะพูดเรื่องอะไร ก็พูดเรื่องเดิม ก็เมื่อ 2 ปี พูดถึงเศรษฐกิจ พูดถึง เศรษฐกิจพอเพียง พูดถึงทฤษฎีใหม่ แล้วก็บอกว่า ถ้าไม่รู้เรื่อง ปีหน้าก็มาอีก ก็ปีหน้าก็มาจริงๆ คือปี 2541 ปี 2541 มาแล้วก็ต้องมาอธิบายใหม่ ที่บอกว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็แปลแล้ว เป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยบอกแล้วว่า ถ้าไม่เข้าใจก็จะอธิบายใหม่ เมื่อปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2541 ก็ได้อธิบาย ก็รู้สึกว่า อธิบายอย่างแจ่มแจ้ง ยืดยาว ก็ดูใครต่อใคร พยักหน้าว่า เอ้อ ดี ทำไปทำมา ก็ถามกันว่าจะทำอย่างไร
ทำเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวก็มีการสัมมนากัน
มีรายการวิทยุ
ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ถามกันไปถามกันมาว่า
เศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวนี่เป็นอย่างไร
โอ้ยดีจะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ได้
บางคนก็คัดค้านบอกว่าไม่ดี ไม่ใช่ว่าผู้ที่กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นคล้ายๆ
ทฤษฎีขึ้นมาใหม่นะ จะน้อยใจ ไม่น้อยใจดีใจที่ท่านผู้ที่เป็นนักเศรษฐกิจ
ผู้เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเขาอุตส่าห์อ่านถึง
เอ่ยถึงเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว
ถ้าเขาไม่เห็นว่าดีจริง
เขาไม่พูดหรอก
ถ้าพูดเดี๋ยวหาว่า
มาติเตียนพระเจ้าอยู่หัว
ไม่ดี แต่นี่เขาก็พยายามที่จะเอาขึ้นมาใช้
แต่เขามีคำถามว่าป็นอย่างนั้นใช่มั้ย
เป็นอย่างนี้ใช่มั้ย
เหมือนกับพระเจ้าอยู่หัวว่า
ใช่มั้ย ๆ
และเขาพูดในทีวี
แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็ฟังดู
มันไม่ใช่สองทาง
เดี๋ยวเราต้องตั้งสถานีโทรทัศน์ดูเขาเถียงกันบนเวที
แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็นั่งฟัง
แล้วถ้ามีอะไรที่
เขาจะถาม เขาก็จะถามว่าพระเจ้าอยู่หัวคิดอย่างไร แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็จะยกมือขึ้นเหนือหัว
เราก็กดไมโครโฟน แล้วก็ตอบยืดยาวจนกระทั่งมีการประท้วง
แต่อย่างไร
ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้นอนไม่ได้หลับ
คือเขาจะมีโปรแกรมโต้วาทีกัน
ถ้าพูดอย่างนั้นก็เป็นการโต้วาที
ให้กระชับหน่อย
กระชับไม่ได้
อธิบายถึงเรื่องสำคัญ คือเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ
ที่เขาพูดกัน
มาเป็นแรมปี
เป็นร้อยปีแล้ว
แล้วก็ยังตกลงกันไม่ได้
ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะมาแก้ปัญหาได้ทันทีทั้งหมด
แต่ว่าบางอย่างก็คันปากที่จะตอบ แล้วเขาก็บอกว่า
ก็ไม่บอกเพราะว่าเขาไม่ได้ยินหรอก
ก็ไม่ทราบว่าเราจะประท้วง แต่อยากประท้วงเพราะว่าพาดพิง
วันนี้ได้เปรียบ เพราะว่าไมโครโฟนอันนี้เปิดตลอด ไมโครโฟน อันโน้นไม่เปิด และถ้าเขาเปิด ก็จะต้องบอกว่าไม่ให้เปิด ก็ต้องบอกได้ว่า เขามีดอกเตอร์คนนึงพูด เขาพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่ ภาษาอังกฤษเขาจะว่ายังไง แหม คันปากอยากจะพูด ที่จริงที่คันปากที่จะพูด ก็เพราะว่าตอบแล้ว พูดแล้ว อย่างที่เห็นในทีวีในการณ์ใหญ่ เขาพูดถามโน่นถามนี่ เราก็ดูแล้วก็รำคาญ เพราะว่าตอบแล้ว เขาตอบแล้ว เสร็จแล้วก็ให้ตอบใหม่ เมื่อตอบอีกแล้ว บอกว่าทำไมพูด ถามเสร็จแล้วเขาก็ตอบ ผู้ถาม ก็ถามว่าทำไมพูด พูดแล้ว แล้วลำบาก คราวนี้เราฟังเขา แล้วเขาถามว่าภาษาอังกฤษ จะตอบจะแปล เศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไร ก็อยากจะตอบว่า มีแล้วในหนังสือ ในหนังสือ ไม่ใช่ตำราเศรษฐกิจ
ในหนังสือพระราชดำรัสที่อุตส่าห์พิมพ์อุตส่าห์เอามาปรับปรุงดูให้ฟังได้และแปลเป็นภาษอังกฤษ เพราะว่าคนที่ฟังเดี๋ยวนี้ไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ คนที่ฟังภาษาไทย บางทีไม่เข้าใจภาษาไทย ก็ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ก็ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วเขียนเส้นใต้ด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียง เขียนเป็นตัวหนา แปลว่า Sufficiency Economy เขียนเป็น ตัวหนาในหนังสือ ในหนังสือพลิกๆ อาจจะไม่เห็นเพราะเขียนเป็นตัวหนา ตัวเองก็ตกใจว่า เราไม่ได้แปลหรือ เราไม่ได้อธิบายหรือ ก็เลยไปดูใน คอมพิวเตอร์ สมเด็จพระเทพฯ ได้อุตส่าห์ทำซีดีรอม พระราชดำรัส วันที่ 4 ธ.ค. หลายฉบับ และเข้าไปในซีดีรอม และเอาซีดีรอมนี้มาให้ เราก็เอาใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็เก่ง รู้สึกตัวเองเก่งมาก เพราะว่าการที่จะใช้ซีดีรอมได้ ใช้คอมพิวเตอร์ได้มันโก้นะ รู้สึกว่าเชี่ยวชาญมาก ก็เปิดกดพระราชดำรัสภาษาอังกฤษ ของวันที่ 4 ธ.ค. 1998 กดไปก็ดู Sufficiency Economy ก็มีอยู่นี่นา ก็หมายความว่าได้แปลไว้ชัดเจน และพูดแล้วซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ตอบไปให้แก่ผู้ที่เป็น ดอกต้งด๊อกเตอร์ต่างๆ เหล่านั้นว่ามีแล้ว แล้วเขาก็มาบอกว่า คำว่า Sufficiency Economy ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะเป็นทฤษฎีใหม่เป็นตำราใหม่ ถ้ามีอยู่ในตำรา ก็หมายความว่าเราก้อปปี้มา เราลอกเขามา เราไม่ได้ลอก ไม่อยู่ในตำราเศรษฐกิจนะ เป็นเกียรติมาก ที่เขาพูดอย่างนี้ ว่า Sufficiency Economy ไม่มีในตำรา การที่พูดว่าไม่มีในตำรา ที่ว่าเป็นเกียรตินั้น ก็หมายความว่าเรามีความคิดใหม่ เป็นความคิดที่ใหม่ และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญ สนใจ เราก็สามารถที่จะคิดอะไรที่ให้ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจสนใจ จะถูกจะผิดก็ช่างแต่เขาสนใจ และถ้าเขาสนใจ เขาก็จะสามารถที่จะปรับปรุง หรือไปใช้หลักการ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศ และของโลกพัฒนาดีขึ้น อันนี้ขอพูดจากที่เขียน หรือที่พูดเมื่อปีที่แล้วว่าจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อไป ซึ่งก็แย้มเอาไว้แล้วแต่เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เขาตีความว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน คือหมายความว่า ให้พอเพียงในหมู่บ้าน หรือในท้องที่ให้สามารถที่จะมีพอกิน มันเริ่มด้วยพอมี พอกิน อันนี้พอมี พอกินได้พูดมาหลายปี 10 กว่าปีมาแล้ว ให้พอมีพอกิน แต่ว่าพอมีพอกิน มันเป็นการเริ่มต้นของ เศรษฐกิจ
เมื่อปีที่แล้วบอกว่า
ถ้าพอมีพอกินพอ Self sufficiency
คือพอมีพอกินของตัวเองนั้น
ถ้าพอมีพอกิน
ของตัวเองนั้นมันเป็นเศรษฐกิจสมัยหิน มันไม่ใช่ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน
สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐฏิจพอเพียงเหมือนกัน
แต่ว่าค่อยๆ
พัฒนาขึ้นมา
ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน
มีการช่วยระหว่างหมู่บ้านหรือระหว่างอำเภอ
จังหวัด ประเทศ
ก็จะต้องมีการแลกเปลี่ยน
มีการ ไม่พอเพียง ถึงบอกว่า มีเศรษฐกิจพอเพียงเพียงเศษ 1 ส่วน 4
ก็ถือว่าพอแล้ว
จะใช้ได้ เพราะถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียงเศษ 1 ส่วน 4 ถ้าสมมติว่า
เดี๋ยวนี้ ไฟดับ
ถ้าไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง
ไฟดับ ไฟฟ้าหลวง
หรือไฟฟ้าฝ่ายผลิตดับหมด
พังหมด จะทำอย่างไร
ที่ที่จะต้องใช้ไฟฟ้า
ก็จะต้องแย่ไป
บางคนที่ต่างประเทศ
เวลาไฟดับเขาก็ฆ่าตัวตาย
แต่ของเรา ไฟดับเราเคยชิน
เราไม่เป็นไร ไฟดับถ้ามี
ความจำเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่
เรามีเครื่อง ปั่นไฟ
เราก็ปั่นไฟ
หรือถ้าขั้นโบราณกว่า
มืดก็จุดเทียน
มีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้น
เศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ
แต่ว่าต้องดูว่า
เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ที่จะมาบอกว่าให้พอเพียงเฉพาะตัวเอง
100 เปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้
จะต้องมีการแลกเปลี่ยน
ต้องมีการช่วยกัน
ถ้ามีการช่วยกันแลกเปลี่ยนไม่ใช่พอเพียง
แล้วแต่ว่าพอเพียง
ในทฤษฎีหลวงนี่
คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้
แต่ที่ว่าเมืองไทยไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
นี่ไม่ได้ตำหนิ
ไม่เคยพูด
นี่เพิ่งพูดวันนี้
เวลานี้ ขณะนี้
ว่าประเทศไทยไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
ค่อนข้างเยอะ แย่เพราะว่าจะทำให้ล่มจม
เศรษฐกิจพอเพียงที่หมายถึงนี้
คือว่า อย่างคนที่ทำธุรกิจ
ก็ย่อมต้องไปกู้เงิน เพราะว่าธุรกิจหรือกิจการอุตสาหกรรมสมัยใหม่
คนเดียวไม่สามารถที่จะรวบรวม
ทุนมาสร้างกิจกรรมที่ใหญ่
ซึ่งจำเป็นที่จะใช้กิจกรรมที่ใหญ่
ไหนๆ
ได้เอ่ยถึงเขื่อนป่าสัก
คนเดียวทำไม่ได้
หรือแม้จะหน่วยราชการหนึ่งเดียวทำไม่ได้
เขื่อนป่าสัก นี้
ซึ่งเริ่มต้นด้วยเป็นกิจการของกรมชลประทาน
แต่ว่าให้กรมชลประทานทำแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้
มันกว้างขวางมาก ก็ต้องรวบรวมกำลังและกลายเป็นกิจการของรัฐบาลเป็นส่วนรวม
หรือว่า รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลเดียวหรือว่ารัฐบาลเสริม
หมายความว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลไปเสริม
ก็มาใส่ตัวเอส
ก็หลายรัฐบาลต้องทำ แล้วก็เงินทองนั้นก็เป็นกิจการที่ใช้เงิน
คือทำไปทำมาแต่ก่อนไม่แพง
แต่ทีหลัง ก็แพงเกิน 2 หมื่นล้าน
สองหมื่นล้านเป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อย
ดูจะเป็นเงินที่หายาก
แล้วทำไมมาทำ แต่ที่ทำและสนับสนุนให้ทำเพราะว่า
เขื่อนป่าสักนี้
อย่างที่นายกฯ
ได้กล่าวว่า
ได้มีประโยชน์มาก
แม้จะยังไม่ได้ส่งน้ำในการเกษตรแท้ๆ
แต่ว่าได้ทำประโยชน์
ปีนี้เดือนตุลาคมพฤศจิกายน
เขากลัว น้ำท่วม
แล้วก็ได้บอกไว้แล้วว่า
โครงการป่าสักมีไว้สำหรับน้ำแห้ง
และมีไว้สำหรับน้ำเปียก
น้ำมันก็เปียก
น้ำเกินทำให้มีความเสียหาย
เสียหายทั้งทางเกษตรคือถ้าสิ่งที่เพาะปลูกถูกน้ำท่วมก็เน่า
และเมื่อเน่าแล้ว
เจ้าของเกษตรกร
ก็ไม่มีรายได้
ต้องช่วยเขา
และเขาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย
เสียหายมากในด้านอื่น
ในกรุง ในเมืองก็มีน้ำมากไม่ได้ประโยชน์
มาท่วมถนน
การจราจรติดขัด
ธุรกิจต่างๆ หยุดชะงัก ไอ้ความเสียหายเหล่านี้
ที่เคยคำนวณดูว่าหมื่นล้าน เมี่อปี 26
หรือเมื่อปีน้ำท่วม
คำนวณดูแล้ว รัฐบาลต่างๆ
ในระยะโน้นต้องมีงบประมาณไปช่วยเกษตรกร
งบประมาณสูบน้ำออก
จากถนน ออกจากกรุง
คิดแล้วเป็นเงินก็ประมาณหมื่นล้าน
แต่ความเสียหายอย่างอื่นที่เป็นมลพิษ
คือ
เครื่องที่สูบก็ต้องใช้น้ำมัน
หรือถ้าไม่ได้ใช้น้ำมัน
ก็ต้องใช้ไฟฟ้า
ไฟฟ้าต้องผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษ ส่วนมากเป็น อย่างนั้น ไอ้เชื้อเพลิงหรือกำลังพลังงาน ที่ไม่มีมลพิษ เช่นพลังงานน้ำมีน้อย เปรียบเทียบกับพลังงานที่ใช้เช่น น้ำมัน หรือลิกไนต์ ทำมลพิษมาก ก็เสียหายทับถมไปอีก มันเกินหมื่นล้าน ถ้านับดูปีนี้ ที่น่าจะมีความเสียหายหมื่นล้าน ไม่ต้องเสีย และที่ไม่ต้องเสียนี้ก็ทำให้เกิดมีผลผลิตโดยเฉพาะเกษตรมีผลผลิตได้ แม้จะปีนี้เขื่อนยังไม่ทำงานในกิจการด้านชลประทาน ก็ทำให้ป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ก็เป็นเงินหลายพันล้านเหมือนกัน ฉะนั้นในปีเดียวเขื่อนป่าสักนี้ได้คุ้มแล้ว คุ้มค่าที่ได้สร้าง ไอ้สองหมื่นล้านนั่นน่ะ ที่สร้างตัวเขื่อนและส่วนประกอบต่างๆ ไม่ถึงพันล้านหรอก ที่มาก เพราะว่าต้องไปชดเชยและไปเลื่อนถนนเลื่อนรถไฟ ก็ไม่ใช่เฉพาะเขื่อน
การที่จะชดเชยให้แก่ผู้ที่มีที่ก็ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น วันนั้นที่ไปเปิดเขื่อนได้ บินเฮลิคอปเตอร์ไปดูขอบของอ่าง ก็เห็นบ้านที่เขาสร้างให้ผู้ที่ย้ายมาจากที่จะอยู่ในที่เสียหาย เขาก็สร้างบ้านไว้อย่างดี คุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับการชดเชยก็ดีขึ้น ก็หมายความว่ากิจการเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน แต่ว่าเป็น เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ก็พอเพียงเพราะว่าถ้าทำแล้ว คนอาจจะเกี่ยวข้องกับกิจการนี้มากมาย แต่ทำให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์แล้วเจริญ
การที่สร้างเขื่อนป่าสักนี้ เป็นกิจการที่กว้างขวางต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ไปขุดดินมาถม หรือของผู้ที่จะงานมา เปิดปิดประตูน้ำเพิ่อควบคุมน้ำ เป็นการร่วมมือระหว่างคนหลายจำพวกหลาย อาชีพ บางคนก็ไม่ใช่วิศวกร บางคนก็เป็นพวกที่เป็นผู้ปกครอง เป็นฝ่ายปกครอง คือฝ่ายจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ จนกระทั่งกำนันผู้ใหญ่ ทุกคนมีสิทธิ์แต่ว่าถ้ากิจการที่ทำ ต้องมีนโยบายที่แน่วแน่ สอดคล้องกัน ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จก็ถือว่าไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด และเมื่อไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด ป่านนี้เราจะจนลงไปเงิน สองหมื่นล้าน ถือไปลงทุนก็ถือว่าหมดไปแล้ว หมดไปโดยไม่มีประโยชน์ หมดไปโดยได้ทำลาย เพราะเกษตรกรเดือดร้อน ชาวกรุงเดือดร้อน ฉะนั้นก็ต้องมีเหมือนกัน โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ที่ต้องมีการสอดคล้องกันดี ที่ไม่ใช่ เพียงแต่เหมือนทฤษฎีใหม่ 15ไร่ ปลูกข้าวพอกิน อันนี้มีใหญ่กว่า แต่อันนี้ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนกัน คือคนไม่เข้าใจว่า กิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสัก เขาคิดว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ไกลจาก เศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าไอ้นี่ เราว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้เป็นตัวอย่าง ในทางที่บวก
เศรษฐกิจพอเพียงอีกอย่าง ไม่ค่อยอยากพูด แต่ว่าอย่างเช่น การแลกเปลี่ยนเงิน ค่าแลกเปลี่ยน ไอ้นี่ได้พูดมาสองปี บอกว่าให้ค่าของเงินจะสูงจะต่ำเท่าไหร่ก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าไม่สมดุลกัน มันไม่ดี อย่างที่บางคนบอกว่า ค่าของเงินแข็งเกินไปทำให้การขายไม่ดี ก็ขอคัดค้านเหมือนกัน ถ้าให้เงินอ่อนลงไป เช่นจะให้ดอลลาร์ 50บาท อ้างว่าขายสินค้าออกไปต่างประเทศ เงินดอลลาร์ จะได้มา 50 บาท จริงได้ 50 บาท แต่ว่า 50 บาทนั้นมันราคา 50 บาทหรือเปล่า เพราะว่า 50 นั้น จะไปซื้อน้ำมันไปซื้ออะไรก็ได้เพียงครึ่งเดียว อันนี้ไม่ได้เข้าข้างใครแต่ว่าเข้าข้างตัวเอง เพราะได้พูดมาก่อนนี้แล้ว พูดมาก่อนที่ ผู้ที่เปลี่ยนตัวละครในการถกเถียงกันได้มาอยู่ในตำแหน่งนั้น พูดมานานแล้วแต่ว่าถ้าเงิน 20 บาท 25 บาทต่อดอลลาร์ 50 บาทบ้างต่อดอลลาร์ คนที่ขอใช้คำว่าหัวใส คนที่หัวใสเขารู้ เขาก็ไปซื้อดอลลาร์ในราคา 25 บาท ไม่กี่วันดอลลาร์ขึ้นไป 50 บาท เขาก็ขาย 50 บาท ได้กำไร 2 เท่าได้กำไรขึ้นมา อย่างนั้นเราเห็นว่า คนได้กำไร เราก็ยินดีด้วยกับ เขาว่าคนไหนรวยก็ดี แต่ที่ไม่ยินดีเพราะว่าคนไหนที่ได้กำไรโดยมีเทคนิคสูง ในการแลกเปลี่ยน หรือมีความรู้ไส้ ฝรั่งเขาเรียกว่า อินไซเดอร์ ก็หมายความว่า รู้ไส้นั่นเอง คนไหนรู้ไส้ของเศรษฐกิจชั้นสูงๆ อย่างนี้รวย รวย แต่ว่าคนนั้นรวยอย่างที่ว่า เรายินดีด้วยกับเขาถ้าเขารวย เรารวยก็จะได้ใจบุญทำบุญได้ แต่อย่างนี้เศรษฐกิจพัง พังเพราะอย่างนี้ จะไม่พูดว่าอันนี้เป็นทุจริต แต่ว่าพูดไปแล้ว ในเมืองไทยนี้ ถ้าทำกิจการหมายความว่า ปกครองหรือดำเนินการกิจการ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ อาชีพมีทุจริตเมืองไทยพัง เมืองไทยเราที่ยังไม่พังแท้ ก็เพราะเมืองไทยนับว่าแข็งมาก แต่ว่าเดี๋ยวนี้ถ้าทำไม่ระวัง เข็นให้พัง มันเหมือนบ้านที่กำลังคลอน บ้านกำลังคลอนอะไรสั่นนิดเดียวบ้านก็ถล่ม เมื่อถล่มแล้วก็จะแย่ ในปีที่ผ่านมายังไม่ผ่านไป มีตัวอย่างของเรื่องบ้านพัง อย่างเช่น เตอรกีบ้านมันพัง มีแผ่นดินไหว สั่นบ้านก็พังจากชั้นบน มาถึงชั้นล่างเลย คนที่นั่งชั้นบนบอกว่า มันลงๆๆๆๆ ทับลงมายังถึงชั้นล่างก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะมีทุจริตส่วนใหญ่ เพราะว่าผู้ที่ตรวจการก่อสร้างปล่อยให้เขาก่อสร้างบ้านที่สั่นนิดก็หล่น ที่อื่นที่มันสั่นเกิดแผ่นดินไหวไม่เสียหายเท่า ก็มีหลายตัวอย่าง ก็ตัวอย่างเขาว่า เป็นทุจริตที่เวเนซูเอลา เมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาว่าเป็นทุจริตไม่ได้ทำโครงการที่เหมาะสมสำหรับป้องกัน ทำให้คนตายกว่า สามหมื่นเป็นอย่างน้อย เมืองไทยเคราะห์ดีไม่เป็น ไม่มีเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่ระวังก็เป็น
ที่ได้เห็นเพราะว่า ไปอยู่หัวหินนานเกินไป ทำให้ไปเผชิญพายุ พายุที่ผ่าน ที่ปราณฯ ด้วยความเร็วลม 60 กม./ชั่วโมงมาพัดใส่หัวหิน วันนั้นเวลา 10.00น.ดูทะเลเป็นบ้า น้ำท่วมที่บ้านวังไกลกังวล น้ำท่วมเพราะเหตุว่า ถนนที่ผ่านตลาดกั้นน้ำไว้ น้ำก็เอ่ออยู่ข้างบน แล้วก็ท่วมชาวบ้าน สุดท้ายก็ไปพังถนนนั้น พังที่กั้นสองข้างของผิวจราจร น้ำก็ไหลลงเข้ามาในวังไกลกังวล แล้วเทลงทะเล เป็นเหมือนน้ำตกก็สวยดีเหมือนกัน แต่ว่าน้ำท่วมครั้งนั้นอยู่พอดีที่จะควบคุม ก็จัดการซ่อมแซมได้เรียบร้อย แต่ตอนนี้ต้องทำแผนเพราะว่าน้ำท่วมลงตลาดฉัตรชัย ไม่ไหลลงทะเล เพราะสร้างบ้านขวาง ตลอดทางขากลับจากหัวหิน น้ำก็ยังท่วมอยู่บริเวณทาง เข้าเพชรบุรี เพราะตรงนั้นมีอาคารสร้างขวางทางน้ำที่จะลงทะเล ที่จะระบายน้ำออก ทั้งหมดนี้เดี๋ยวจะกลายเป็นการหาเรื่อง แต่ว่าระเบียบ เขาก็รู้ว่าน้ำฝนจะลงมาจะทำให้ขวางเอ่อท่วม ถ้าควบคุมดีๆ ก็จะไม่ว่าเป็นทุจริตแต่เป็น เลินเล่อเพราะเป็นมานานแล้ว สร้างถนนทำสะพานไม่พอสร้างถนนเขาก็บอกว่ามีท่อ ไอ้ท่อนั้นมันผ่านไม่ได้เท่าไรท่อใหญ่ๆ คนเข้าไปได้แต่น้ำมันมากกว่า ฉะนั้นโครงการไม่ดีเห็นมามากแล้วว่า ระหว่างหน่วยราชการเช่น กรมทาง กรมชลประทาน กรมป่าไม้ เป็นต้น ไม่ได้สอดคล้องกัน โครงการไม่ทำสอดคล้องก็เกิดเรื่อง ก็แก้ไขได้ไม่ยากนักแต่จะต้องไม่มีที่ติ จะต้องร่วมกัน แต่ถ้ามีทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องในกิจการเหล่านี้แล้ว มันก็จะทำให้ร้ายแรงขึ้นไป สองเท่าสามเท่า ที่พูดอย่างนี้เมื่อหลายปีแล้วยี่สิบปีได้มั้งที่ชุมพร มีฝนลงมามากและน้ำไหลขึ้น น้ำก็ขึ้น ๆ ๆ ในคลอง ที่ผ่านชุมพรนั้นเรียกว่า คลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำคลองท่าแซะ กับคลองลับล่อ เป็นสำคัญสองคลองนี้ น้ำลงมาและผ่านถนน ตอนนั้นมันเอ่อและไหลมาลงคลองอู่ตะเภาจะท่วมอำเภอเมืองชุมพร ตอนนั้นก็มีโครงการแล้ว ประตูน้ำสามแก้ว แต่การเปิดประตูน้ำสามแก้วนั้น เขาเปิดปิดผิดจังหวะเพราะน้ำพรวดพราดมา ถนนที่สร้างตอนนั้นก็ไม่ใหญ่โตไม่มีทางปล่อยน้ำลง เมื่อสองสามปีนี้ก็เกิดเรื่องที่เล่าให้ฟังเมื่อปีที่แล้ว ฝนตกน้ำท่วมในเมือง 2 เมตร รถยนต์ รถอะไรแย่ โรงพยาบาลก็ท่วม ที่ว่าเอ็กซเรย์ที่อยู่ชั้นล่าง ก็เสียหาย ทราบอย่างนั้นก็ได้ซื้อเอ็กซเรย์ให้เขา เมื่อไปก็ไปเยี่ยมโรงพยาบาลไปดูเอ็กซ์เรย์ เยี่ยมเอ็กซเรย์ พอดีหมอเอ็กซเรย์ที่นั่น เขาก็บอกว่าน้ำท่วมสูงถึงหม้อแปลง แต่ดูแล้วก็ดีใจที่หมอเอ็กซเรย์เป็นหมอผู้หญิง แต่ตัวสูงก็เลยไม่จมน้ำตาย ก็ซื้อเอ็กซเรย์ให้นั้นจะเข้าประตูไม่ได้เพราะน้ำขึ้นมาสูง ต้องเข้าทางหน้าต่าง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโครงการไม่ถูกคือ มีคลองที่จะระบายน้ำ ที่เรียกว่า รั้ววังพนังตัด แต่ว่าคลองนั้นยังไม่เสร็จยังไม่เรียบร้อยต้องคอยอีก 2 ปีถึงจะเสร็จ ก็เลยบอกว่าขุดเลย เขาก็บอกว่า ไม่มีเงิน เอาเงินให้ งบประมาณไม่มีก็ช่าง ที่จริงไม่ได้เท่าไรเปรียบเทียบกับความเสียหาย ที่เสียหายเป็นพันล้านก็ทำขุดได้ประชาชนก็ร่วมมือ
ต่อมาเมื่อทำเสร็จก็ระบายน้ำได้ มีพายุเข้ามาอีกมีฝนลงมามากไม่ท่วม
ปีต่อมาปีที่แล้วก็ไม่ท่วม
นี่เด็กสมัยใหม่
สมัยเด็กไอทีก็ไม่ท่วมอีก
ก็หมายความว่า 3ปีไม่ท่วม
ประหยัดได้ 3 พันล้าน
ที่ทำคลองนั้น 30 ล้าน
ก็คุ้มนะ
ไอ้นี่พอเพียงเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว
เราก็คิดดูวันนั้น
ตอนนั้น ที่เดินทางไปที่ชุมพรจากหัวหิน
นั่งรถไปก่อนจะไปถึงที่ก็จอดที่สะพานแห่งหนึ่ง
ชะโงกดูสะพาน ข้างล่างไม่มีน้ำ
มีน้ำขังอยู่นิดๆ
คนก็ถามว่าทำไมมาจอดสะพานนี้
ไอ้สะพานนั้นตอนน้ำท่วมน้ำมันผ่าน
เหนือสะพาน 1 เมตร
หมายความว่าสะพานนั้นทำหน้าที่สะพานอยู่ใต้น้ำ
ฉะนั้นจะต้องหาวิธี โดยบอกกับกำนัน
บอกว่าคลองท่าแซะ
อยู่โน่น เขาบอกใช่
แล้วตามทางเป็นของใคร เขาบอกว่าของชาวบ้านทำนา
ก็เลยบอกขอนิด
ขอสำรวจต่อไปอาจจะทำคลองระบายน้ำ
ลงไปในหนองใหญ่
เพื่อที่จะเป็นระบบป้องกันน้ำท่วม
ซึ่งหนองใหญ่จะเป็นที่เรียกว่า
แก้มลิง
แก้มลิงนี่คนเขาก็หัวเราะทำไมเรียกแก้มลิง
ก็อธิบายมาแล้ว
คนก็เข้าใจแล้วว่าแก้มลิงคืออะไร
คนหัวร่อเพราะข้อความที่ใช้มันตลก
ที่เอาลิงมาเลี้ยงที่นี่เพราะแก้มลิง
เพื่อคนจะได้รู้จะได้เห็น
สมัยนี้คนไม่รู้ไม่ได้
เห็นว่า
ลิงมีแก้มแต่เอามาโชว์ว่ามีแก้มลิง
ขอพูดต่างหากต่างหาว่า
ลิงตัวหนึ่งที่มีอยู่
เรียกว่า ไอ้กะลา
มือมันพิการไม่ด้วนแต่ใช้การไม่ได้
หรือคุณกะลาเมื่ออยู่ในวัง
เป็นลิงจากบางขุนเทียนของท่านผู้ว่าฯ
ใครเอากะลาเจาะรูไปวาง
ลิงก็อยากรู้ว่าข้างในมี
อะไรเอามือเข้าไป
ก็จับและกำมันอยู่อย่างนั้น
สลัดไม่ออกเพราะกำมือไว้
มือก็เริ่มเน่า หมอไปจับกว่า
จะจับได้ก็หลายวัน
ผ่ากะลานั้นออกพิการ
เมื่อมือพิการแล้ว
เราจะปล่อย แม้รักษาหายแล้วก็ยังพิการ
ถ้าปล่อยไปในฝูงลิง
ที่บางขุนเทียนมันก็อยู่ไม่ได้
จะถูกพรรคพวกตี ก็คงตายแน่
เราก็เรียกว่า คุณกะลา
เมื่อ 2-3วันนี้ได้ข่าวว่า ที่เพชรบุรี มีลิงตัวหนึ่ง เขาผูกกะละมังที่ตีน ขาของลิงเขาผูกมันแน่นเข้าทุกที ตีนมันเลยเน่า ตอนนี้กำลังรักษาเขาบอกว่า ต้องตัด น่ากลัวจะต้องเอามาเลี้ยงที่นี่ด้วย เพราะสงสารเข้าฝูงไม่ได้ ตายแน่ ก็เลยนึกว่าน่าจะเอามาเลี้ยง ลงท้ายก็เป็นพวกพิการตัวนั้นชื่อ ไอ้กะละมัง ไม่ทราบว่าเป็นลิงตัวผู้ตัวเมีย ตัวนี้ลิงตัวผู้ ถ้าตัวนั้นเป็นตัวเมียก็จะให้แต่งงานกัน แล้วลูกก็ชื่อกะลาแม แต่สงสัยว่า เป็นตัวผู้เพราะมันซนและดุ ถ้าเป็นตัวผู้ด้วยก็ต้องหาภรรยาให้เขา แต่ว่า ไม่ได้หมายความว่าตัวเมียไม่ดุ อาจจะดุก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นตัวเมียก็ดี กะลากับกะละมังแต่งงานกัน อาจจะต้องเชิญคณะรัฐบาลมาเป็นพยาน ท่านประธานสภาฯ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน มาหมด
อาจจะได้สัมภาษณ์ลิงว่า เขาทำอย่างไร เอ๊ะพูดถึงลิงทั้งที่ จริงๆ พูดถึงชุมพร ปีนี้ผ่านวิกฤติหลายขั้น แต่ก็อย่างดี ก็บอกว่าถ้าบริหารโครงการ ถ้าบริหารระบบด้วยดีได้ผล เมื่อกี้ทำไมพูดถึงลิงก็เพราะแก้มลิงหนองใหญ่ได้ผล การบริหารที่ได้เล่าให้ฟังเพราะมันต่อเนื่องกับผู้ที่อยู่ที่นั่น คือผู้ว่าราชการ จังหวัดก็ตามในกรมกองต่างๆ ผู้ว่าคนใหม่ก็ดีเข้าใจ ข้าราชการอื่นๆ ก็เปลี่ยนเกือบหมดเหลือคนเดียวคนเดิมที่เข้าใจ เป็นสิ่งที่มีความลำบาก เพราะผู้ที่บริหารโครงการจะต้องมีความเข้าใจ แม้จะมีผู้บริหารเข้ามาใหม ่ก็จะต้องถ่ายทอดความรู้และช่วยกันทำ แสดงให้เห็นว่า ไปที่ชุมพรใช้ได้ ถ้าช่วยกันบริหารด้วยความเข้าใจนั้น กิจการก็สำเร็จ
ตกลงได้ประหยัดการลงทุนประมาณ 35 ล้านของมูลนิธิและของข้าราชการที่ลงทุนไปตามงบปกติ ที่สามารถฟันฝ่าไปได้อย่างดี ก็ไม่ทราบว่าใครได้หน้า เพราะว่าเปลี่ยนคนไปเรื่อย แต่ว่าทุกคนมีส่วนได้หน้าทั้งนั้น รวมทั้งเอกชนคือ มียังงานที่ต้องทำ ทำงานเพื่องาน ให้ได้ผลสำเร็จวิธีการบางอย่างก็ต้องมีการปรึกษาหารือกันบ้าง ถ้าทำได้ดีมันช่วยกันประหยัด ก็สามารถทำโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่อยากจะพูดว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเอะอะอะไรก็ประชาชน ทั้งที่ประชาชนเขาคอย ผู้ที่มีความรู้มากกว่าไม่ใช่รัฐบาล ผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อให้ไปช่วยเขา คือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราก็เป็นประชาชนเหมือนกัน เป็นนายกฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน จะปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นประชาชนคนไทย ถ้าปฏิเสธก็หมายความว่า ทุกคนที่อยู่เป็นคนไทย เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน ผู้โตผู้น้อยเป็นคนไทยทั้งนั้น คนไหนพูดภาษาไทย ไม่ชัดก็เป็นคนไทย แต่ว่าก็ต้องร่วมมือกัน เข้าใจกัน
ไม่ทราบว่า ตะกี้ ก่อนลงมาจะพูดเรื่องอะไรก็ลืมไปแล้ว พูดอะไรไปตามกลอน ที่จริงเราไม่ใช่ เป็นนักกลอน แต่กลอนพาไปก็ไม่ทราบว่า ถ้าพูดไม่หมดก็คอยปีหน้า อ้อ มีอยู่นิดหนึ่ง คนเขาว่า ที่ไม่มีงานอย่างเช่นวันนี้ เพราะว่า ได้ออกสีหบัญชรแล้ว ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น สีหบัญชรไม่เกี่ยวกับงาน เช่นนี้ แต่วันที่ 4 เจ้าหน้าที่ได้ตั้งได้ทำกำหนดการในวันที่ 4 ที่ตามปกติจะมาพบกันแบบนี้ มีงานหลวงลงท้ายวันที่ 4 ไม่สามารถจะพบกัน ถ้าพบ งานก็ต้องเลื่อน ซึ่งเลื่อนก็ไม่ได้ ถ้าตั้งกำหนดการแล้วจะไปเลื่อนก็ไม่ได้ ถ้าทำต้องเลื่อนไปปีหน้าก็ไม่เหมาะสม เพราะเขาอุตส่าห์เลื่อนสวนสนามมาเป็นวันที่ 2 เขาก็บอกว่า วันที่ 3 ก็มีนี่ แต่ไม่ไหววันที่ 3 ไปรับคำนับทหาร ต่างๆ แล้ว วันที่ 3 ก็ขอพักหน่อย ก็วันที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่จริงแล้วเขาก็มีงานของเขา ก็เลยต้องเลื่อนมาถึงวันนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ดี พระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์ เขาว่า เต็มดวงเต็มที่นะ และโตกว่าที่เคยเป็น ตั้งเท่าไหร่ 150 ปี ถึงทำให้มี เหตุการณ์แปลกๆ เพราะว่าพระจันทร์อยู่ใกล้ ที่จริงไปดูพระจันทร์ก็โตจริงๆ โตสว่าง ที่พระจันทร์สว่างนี้ไม่ใช่เพราะพระจันทร์สว่าง เพราะว่าไม่มีเมฆ แล้วก็มลพิษของกรุงเทพเขาก็คงไปกวาดแล้ว ทำให้ดีขึ้น
แต่ว่ายังไงก็ตาม ถึงเลื่อนมาถึงวันนี้ วันที่ 23 วันที่ 4 ไม่มี วันที่ 5 ก็ออกสีหบัญชร ที่จริงจะบอกให้ออกสีหบัญชรน่ะ ตรงนั้นคับแคบ แล้วก็ค่อนข้างจะร้อน คนที่อยู่ข้างล่าง เขาก็รู้ว่า พูดว่ากระไร คนที่อยู่ข้างหลัง ข้างบนเขาไม่โดน ไม่โดนแดด แต่คนที่อยู่ข้างล่าง เขาโดนแดด ก็ค่อนข้างจะลำบาก มองอะไรไม่เห็น ถึงเวลาพูดเนี่ยหงุดหงิด คนที่อ่านถวายพระพรรู้สึกหงุดหงิด แล้วคนที่ฟังข้างล่าง คณะฑูต คณะทูตานุฑูตเขาก็หงุดหงิด ก็เลยทำให้มานั่งกันอยู่ที่นี้ดีกว่า แล้วก็ เมื่อถ้านั่งตรงนี้ ก็รู้สึกว่าสบายกว่า
ถึงแม้ว่าจะคนเยอะแยะ แต่ว่าที่สีหบัญชรนั้นนับกันหรือเปล่า รู้สึกไม่เท่าไหร่ ไม่กี่คน แต่ที่นี่ ที่มาวันนี้ 21,154 แต่วันนี้บัญชี เขาบอก 59 ก็ไม่รู้ว่า ใครหายไป แต่หายไป 5 คนก็ไม่เป็นไร เขาอาจจะดูทีวีคืนนี้ ดูทีวีว่าพูดอะไร เขาอาจจะดูได้ดีกว่า แล้วก็ไม่เมื่อย ยังไงก็ตามได้แถลงข่าว แล้วว่า ทำไมมาทำวันนี้ ถ้าทำวันที่ 4 ไม่มีทาง แม้จะเขาบอกว่า เพราะว่ามีสีหบัญชร
แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งจะต้องแถลงว่า
ปีที่ผ่านมานี้ก็ต้องขอบใจ
ขอบใจทุกคน ต้องขอบใจ
ทั้งฝ่ายราชการ
และฝ่ายเอกชน
พ่อค้าประชาชน
ที่มีโครงการหรือมีงานการ
แสดงออกมา ซึ่งความเอ็นดู
ซึ่งความเป็นห่วง
อันนี้ต้องบอกว่าทราบซึ้งจริงๆ
มีคนเขาถามมาว่าที่มีงาน
ที่มีรายการ
โดยเฉพาะรายการทางโทรทัศน์
หรือวิทยุก็ออกทุกวันให้พรว่ารู้สึกอย่างไร
รู้สึกดีใจหรือเปล่า
เขาบอกดีใจ บอกได้ว่า
ดีใจและขอบใจ
ที่ทุกคนก็ให้ศีลให้พรอย่างนั้น
จนกระทั่งตอนต้นปีที่ไม่สบาย
ที่ไม่สบายอย่างหนักๆ
เดินไม่ได้เรื่อง
เดินตัวเบี้ยวไปเลย
เดี๋ยวนี้ก็ยังเบี้ยวๆนิดหน่อย
แต่ว่าก็ดีขึ้นมาก
เพราะว่าได้
รับศีลรับพรเลยถึงต้องถือโอกาสขอบใจทุกคนที่มาให้พร
วันนี้ไม่ให้พร
เนื่องจากวันเฉลิม 6 รอบ
แต่ว่าถือว่า
เมื่อก้าวเข้ามาในรอบที่
7 แล้วก็ขอถือว่า เป็นการมาให้พรในรอบที่
7 คือ รอบที่ 6
มันผ่านไปแล้ว
เป็นปีที่ผ่านไปแล้ว
แต่ว่าปีต่อไปไม่ใช่ปี
เป็นอีกรอบที่จบรอบปีที่
6 อันนี้เริ่มรอบที่ 7
คราวเมื่อรอบที่ 5
ครึ่งนี้บอกว่า อายุ 72
จะไปเปิดเขื่อนป่าสัก
ก็คงจำได้ว่า เมื่ออายุ
5 รอบครึ่งบอกว่า อายุ 6
รอบถ้ายังเดินไหว จะไปเปิดป่าสักและฉลองกันอย่างเอิกเกริก
ก็เดินไหว
ที่จริงก็นึกว่าจะเดินไม่ไหวแล้ว
แต่ก็เดินไหว
เพราะพรที่ท่านทั้งหลายได้ให้
เลยวันนี้แม้จะไม่ใช่
แม้จะห่างจากวันเกิดแล้ว
จะถือว่าเป็นวันที่ได้รับพรตั้งแต่
5 รอบครึ่ง 6 รอบ
แล้วก็ถึง 7 รอบ
ก็ขอขอบใจที่ท่านทั้งหลาย
มาให้พรและขอให้ทุกคนสามารถที่จะทำงานอย่างดี
แล้วก็มีสุขภาพ
แข็งแรงจิตใจเข้มแข็ง
เพื่อที่จะทำหน้าที่ของตนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ซึ่งแต่ละท่านก็เป็น
แต่ละส่วนของส่วนรวม
ไม่ใช่ไม่เป็นก็ให้ทุกคนได้ประสบความสำเร็จความเจริญ
ที่มา: แก้คำผิดต้นฉบับจาก ThaiPost.net และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (24 ธันวาคม 2542)
His Majesty the King yesterday used the newly-built Pasak Dam in Lop Buri to illustrate how co-operation and understanding can bring great benefits to the people. The dam, officially opened by the King recently, saved farmland upcountry as well as Bangkok from flooding, and, when fully operating, will help farmers overcome drought.
"This cannot be done by one person alone," said the King.
The dam is worth the investment of 20 billion baht, given the fact that it has saved and will spare the country from damage to crops and infrastructure in the cities estimated at billions of baht a year. The King said the Royal Irrigation Department is responsible for the project but without close co-operation with other agencies, and support of several governments, the work could not be completed.
"If we are only busy quarrelling, the project would not be finished and our 20 billion baht would be wasted," His Majesty said.
His address, given to more than 20,000 well-wishers who gathered at Chitralada Palace to mark his 72nd birthday, was timely, as the public had earlier complained they had more than enough of same old-style censure debate in which the opposition and government only traded accusations but failed to come up with constructive criticisms or suggestions.
The King said the success of any project, or national administration, lies in the fact that the people involved are willing to put aside their pride and do a lot of listening and talking among them.
No member of the government and the opposition, he said, can deny he or she is a Thai, and with that recognition each must foster co-operation and understanding among one another in the interest of the whole nation.
"The people are waiting for kind-hearted, knowledgeable persons to help them," the King said. "I am one of the people too."He also warned agencies and the people against practising corruption, saying malpractice, which leads to approval of shoddy construction, was responsible for the collapse of buildings in some countries hit by natural disasters recently.
Thailand would not have survived if its major sectors-politics, business and economy_ were plagued with corruption.
It was good, the King said, for people to be able to become rich but he could not be pleased with anyone who made large profits with the assistance of insider information, such as in the floating of the baht two years ago. He made it clear for the third time that his sufficiency economy principle basically means having enough to eat and to live but said that would be possible only during ancient times when people had no contact with one another.
In these modern times, there is no way people can fully rely on themselves and they have to exchange their products with others, the King said. Now sufficiency, in theory, means having enough to begin, implement and finish any work.
The principle was first mentioned by His Majesty during his annual address to well-wishers on Dec 4, 1997, the year Thailand was broadsided by the worst recession in decades and had to turn to the International Monetary Fund for help.
This year's address was postponed from Dec 4 because His Majesty had been engaged in several royal and state functions that day.
Bangkok Post, December 24, 1999
Go back to the Main Page