สามปีบนสมรภูมิเลือด
วัดผลงานàÈÃɰ¡Ô¨ตัวต่อตัว รัฐบาลชǹ 2
ก่อนที่รัฐบาลนายชวน หลีกภัย จะประกาศยุบสภา และอำลาการบริหารประเทศ ครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ ดรีมทีมเศรษฐกิจ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลัง และนายศุภชัย พานิชภักดิ์ รอง นายกรัฐมนตรี และรมว. พาณิชย์ ซึ่งเมื่อ 2 ปี 11 เดือน 28 วันที่ผ่านมา ต่างเป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศว่า จะเป็น "อัศวินม้าขาว" ที่จะเข้ามากอบกู้ ซากเศรษฐกิจไทย
ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ตรงกันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนี้ ได้ช่วยปกป้องเศรษฐกิจ จากจุดวิกฤติตกต่ำที่สุด และการล่มสลาย เอาไว้ได้แล้ว!!!
แต่การฟื้นตัวต้องยอมรับว่า ยังเกิดขึ้นได้ไม่ทั่วถึง และยังมีช่องโหว่ และจุดตายอีกมากมาย ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ตัวเลขเศรษฐกิจ ที่กำลังพุ่งขึ้น และที่น่าเป็นห่วง ในระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่รัฐบาลนี้กำลังจะลาโรง ตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจ บางตัวยังเริ่ม หักหัวดิ่งลงอีกครั้ง
"ทีมเศรษฐกิจ" จึงได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ และดัชนีเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญแต่ละตัว เพื่อสะท้อนสภาพความเป็นจริง ปัจจุบันเทียบกับอดีต 3 ปีที่ผ่านมา ว่า จากนโยบายด้านเศรษฐกิจ เกิดความเปลี่ยนแปลงไปทางใด "ล้มเหลวหรือสำเร็จ"
ต้องยอมรับว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปัจจุบัน ฟื้นตัวขึ้นแต่ไม่มากนัก จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ด้วยการทุ่มเทเม็ดเงิน พยุงสถาบันการเงิน และการขาดดุลงบประมาณรายจ่าย หลายแสนล้านบาท อัดฉีดเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เนื่องด้วยการเดินตามมาตรการ ของกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งเข้มงวดมากเกินไป ทำให้ธุรกิจไทย อยู่ไม่รอด
ในปี 2540 เศรษฐกิจขยายตัว-0.4% ปี 2541 ขยายตัวติดลบไป 10.4% ปีที่ผ่านมาขยับขึ้นมาได้ในระดับ 4% และปีนี้คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัว 4.5-5% ซึ่งพบว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่กลับขึ้นมายังน้อยกว่า จุดที่เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมาก
ที่สำคัญ หากเทียบระหว่างเม็ดเงินมหาศาล ที่ใช้ไปกับความสำเร็จ พบว่าผลที่ได้รับกลับมา มีน้อยมาก การฟื้นตัวเกิดจาก ภาคการส่งออก ซึ่งได้รับประโยชน์ จากการอ่อนตัว ของค่าเงินบาทเป็นหลัก
จากตัวเลข ของธนาคารแห่งประเทศไทย การใช้กำลังการผลิตโดยรวม 9 เดือนแรก อยู่ระดับ 55.7% จากปี 2541 อยู่ที่ 52.1% และปี 2542 อยู่ที่ 60% ในขณะที่ ดัชนีอุปโภคบริโภค ภาคเอกชน 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 99.3 จุด ในขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 97.1 จุด และปี 2541 อยู่ที่ระดับ 95.6% และมีแนวโน้มในอนาคตว่า กำลังซื้อภาคเอกชน กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ยังเกิดขึ้นน้อยมาก
การปล่อยสินเชื่อใหม่ ให้ภาคธุรกิจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นน้อยมาก ยอดคงค้างล่าสุด การปล่อยสินเชื่อ 9 เดือนแรก ของปีนี้ ติดลบ 11.9% แต่หากไม่คิดเรื่องการตัดหนี้สูญ และโอนหนี้เอ็นพีแอล ไปบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้ว พบว่า มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพิ่มขึ้นเพียง 9,000 ล้านบาท
ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น กับเศรษฐกิจไทย ขณะนี้ ยังมีภาคธุรกิจอีกหลายสาขายังไม่ฟื้นตัว บางภาคกำลังดิ่งลงไปอีก ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กำลังนอนรอความตาย จำนวนมาก นอกจากนั้น ยังขาดแรงกระตุ้นรอบใหม่ ที่มีความแรงเพียงพอ ที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยขณะนี้ จึงอยู่ในช่วงซึมยาว กำลังซื้อในประเทศถดถอย ฝากความหวังไว้ กับการส่งออก และยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีปัจจัยใดๆ กระตุ้นให้เกิดความคึกคักได้ รวมทั้งปัญหาราคาน้ำมัน ทำให้หลายสถาบันวิเคราะห์ต่างประเทศ มองว่า การขยายตัวเศรษฐกิจของไทย เริ่มเข้าจุดวกกลับอีกครั้ง เพราะฟันธงตรงกันว่า ในปีนี้การขยายตัว ของเศรษฐกิจจะต่ำกว่า 5% ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ และปี 2544 จะต่ำลงจากปีนี้ พร้อมๆ ความหวาดหวั่นว่า จะมี "วิกฤติรอบสอง" ที่เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ผลที่เห็นชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง ของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล ซึ่งใช้นโยบายการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการขาดดุล งบประมาณร่ายจ่าย และการกู้เงินในประเทศ และต่างประเทศจำนวนมหาศาล
ภาระหนี้ที่รัฐบาลระดมกู้ อย่างไม่บันยะบันยัง และการรับภาระความเสียหาย ในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน ของกองทุนฟื้นฟู ทำให้การตั้งงบประมาณ ในการลงทุนใหม่แทบไม่เหลือ หมดทางที่จะใช้นโยบายดังกล่าว กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เหลือแต่ภาระหนี้ ที่ยังไม่มีแนวทางจัดการ
ตัวเลขล่าสุด ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2543 ยอดหนี้สาธารณะมีคงค้าง 2,731,649.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเดือน ธ.ค. 2540 ถึง 830,294 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดหนี้ใหม่ทั้งหมด ที่เกิดขึ้น ภายใต้การบริหารงาน ของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลัง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยต่องบประมาณแผ่นดินเพื่อชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในลักษณะก้าวกระโดด และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 9-12% ตลอดช่วง ปีงบประมาณ 2544-2550 ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยรับ ความเสียหาย ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ
นอกจากนี้ ยังพบว่าสัดส่วน หนี้ภาครัฐต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ) ในปีงบประมาณ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าสัดส่วนหนี้ ที่รัฐบาลกู้โดยตรงต่อจีดีพี จะขึ้นไปสูงสุดที่ 29-34.4% ในปีงบประมาณ 2546 และ 2548
ทั้งนี้ สาเหตุที่ยอดหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาจากการกู้เงิน ในประเทศแยกเป็น 1. กู้เงินเพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2542 ขาดดุล 40,000 ล้านบาท (กู้จริง) ปีงบประมาณ 2543 ขาดดุล 110,000 ล้านบาท และล่าสุด ในปีงบประมาณ 2544 ขาดดุล 105,000 ล้านบาท 2. การกู้เงินเพื่อชดใช้ความเสียหาย ให้กองทุนฟื้นฟูฯ วงเงินก้อนแรก 500,000 ล้านบาท 3. การกู้เงินเพื่อเสริมความมั่นคงของสถาบันการเงิน ตามโครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2
สำหรับเงินกู้ต่างประเทศ มาจากเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ (SAL) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา มีวงเงิน 1,350 ล้านดอลลาร์ เงินกู้เพื่อลดผลกระทบ ทางสังคม วงเงิน 593 ล้านดอลลาร์ และเงินกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1,450 ล้านดอลลาร์
และภาระหนี้ยังไม่มีหนทางที่จะคลี่คลาย ในระยะเวลาอันสั้น และรัฐบาลนี้ก็จากไป โดยยังไม่มีแผนการบริหารหนี้ ที่มีประสิทธิภาพ และชัดเจน
ในช่วงปี 2540 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีธนาคารพาณิชย์เอกชนไทย 15 ธนาคาร และมีบริษัทเงินทุน ทั้งสิ้น 91 แห่ง ในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์เอกชนไทย เหลือเพียง 13 แห่ง ด้านบริษัทเงินทุนเหลือ 23 แห่ง และค่อยๆ หมดความสำคัญ จากระบบการเงินไทย
ธนาคารที่ยังมีผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นคนไทยเหลืออยู่เพียง 5 แห่ง กลายเป็นบริษัทลูก ของต่างประเทศ 4 แห่ง และเหลือเป็น ธนาคารรัฐ 4 แห่ง โดยสถาบันการเงินทุกแห่ง ยืนยันตรงกันว่า อยู่ในสภาพบอบช้ำ อย่างถึงที่สุด
หากถามว่า ระบบสถาบันการเงิน ในวันนี้ กับเมื่อ 3 ปีแตกต่างกันอย่างไรบ้าง หลังการทุ่มเทเงินหลักล้านล้านเข้าอุ้ม คำตอบสุดท้าย ที่ชัดเจน ตัวสถาบันการเงิน อาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ในฐานะผู้ทำหน้าที่เส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยง ภาคเศรษฐกิจ ฐานะนั้น กลับเลวลงสุดขีด
การแก้ปัญหาหนี้เอ็นพีแอล กว่า 2 ล้านล้านบาท หมายถึงผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจหลายล้านบริษัท เกิดขึ้นช้ามาก การประนอมหนี้ช่วยให้ภาคธุรกิจ กลับฟื้นตัวได้ใหม่ได้เพียงไม่กี่พันราย ในขณะที่หนี้ส่วนใหญ่ จบลงที่การฟ้องล้มละลายในศาล โดยปัจจุบันมีลูกหนี้ ที่อยู่ในกระบวนการศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท
ความภูมิใจของรัฐบาลที่ลดหนี้เอ็นพีแอล ได้จากการโอนหนี้เสีย จากระบบธนาคารไปยังเอเอ็มซีไม่ใช่จุดสิ้นสุดปัญหา ภาคธุรกิจที่เป็นเอ็นพีแอลเหล่านั้น ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ กำลังนอนรอวันตาย !!
การปล่อยสินเชื่อใหม่ และสินเชื่อต่อเนื่อง น้อยมาก แบงก์คงดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ ในระดับสูง 7.5-8.5% และพยายามรับเงินฝาก ให้น้อยที่สุด โดยกดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ต่ำติดดิน โดยอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ 2.5-2.75% และเงินฝากประจำอยู่ที่ 3.25% สร้างความเดือดร้อน ให้ผู้ฝากเงินอย่างมาก
ค่าเงินบาทต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้สร้างความเชื่อมั่น ให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ ในเรื่องค่าเงินบาท เพราะสามารถฉุดค่าเงินบาท ที่อยู่ในระดับ 50-56 บาทต่อดอลลาร์ ขึ้นมาอยู่ในระดับ 40-45 ได้ในช่วงแรกของการทำงาน เนื่องจากคนไทย และต่างชาติฝากความหวังไว้ กับรัฐบาลนี้
แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ยังเชื่องช้า และล้าหลังมาก เมื่อเทียบกับประเทศ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน อย่างเกาหลีใต้ และมาเลเซีย ทำให้ความมั่นใจ ในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยลดลง ไทยจึงถูกลดเกรดไป รวมกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ความมั่นใจ จึงลดลงอีก รัฐบาลหวังจะหยุดไว้ที่ 42 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือการส่งออก จึงทำไม่ได้ และไหลรูดลงมาแตะ 44 บาทต่อดอลลาร์ และมีท่าจะไหลลงอีก
ข่าวคราวความพยายาม เก็งกำไร และทุบค่าเงินบาทออกมาเป็นระยะ ความไม่มั่นใจ ในค่าเงินบาท ทำให้คนในเทขายเงินบาท การโจมตีค่าเงินบาทครั้งใหม่ พร้อมที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ เพราะขณะนี้นักค้าเงินส่วนใหญ่ ฟันธงตรงกันว่าค่าเงินบาท จะไหลลงต่อลงไปต่ำกว่า 45 บาท ต่อดอลลาร์ในไม่ช้านี้ !!!
ขณะที่ด้านทุนสำรองทางการ ซึ่งรัฐบาลมองว่า อยู่ในระดับสูง แต่ข้อเท็จจริง ไม่สามารถใช้สำหรับ ดูแลค่าเงินบาทได้ เพราะในเงินทุนสำรองทางการ 32,200 ล้านดอลลาร์ มีเงินกู้ของไอเอ็มเอฟ และมิตรประเทศอยู่ 12,477 ล้านดอล-ลาร์ ซึ่งกำลังทยอยคืนแล้ว ในเดือนนี้ นอกจากนั้น ยังเป็นเงินที่ต้องเก็บสะสมไว้ เพื่อเป็นทุน หนุนหลังธนบัตร ที่ออกใช้และกำไร ที่ต้องเก็บอีก 25,600 ล้านดอลลาร์
|
เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจไทย |
|||||
| เครื่องชี้วัด/ปี |
ปี 40 |
ปี 41 |
ปี 42 |
ปี 43 |
เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ ค่าเฉลี่ย 3 ปี |
| 1.ดัชนีราคาพืชผล |
185 |
239.4 |
197.3 |
170 |
-14 % |
| 2.ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม |
107.2 |
96.5 |
108.5 |
109.5 |
+3.8% |
| 3.อัตราการใช้กำลังการผลิต |
65.5 |
52.1 |
60.1 |
54 |
-6.9% |
| 4.ผลประกอบการสะสมของธุรกิจ (พันล้านบาท) |
n/a |
-295.48 |
-786.86 |
-923.66 |
-38% |
| 5.ทุนธุรกิจจดทะเบียน(พันล้านบาท) |
1,133.34 |
1,258.20 |
2,193.07 |
1,437.12 |
-5% |
| 6.ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (จุด) |
600 |
390 |
415 |
300 |
-30% |
| 7.อัตราการว่างงาน (%) |
1.51 |
4.40 |
4.20 |
4.20 |
+20% |
| 8.ดุลการค้า(เฉลี่ยพันล้านบาท/เดือน) |
-7.06 |
41.91 |
28.50 |
28.50 |
-11% |
| 9.ดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ |
-297.8 |
-413.4 |
-301.7 |
-639.1 |
-54% |
| 10.เงินคงคลัง (พันล้านบาท) |
271.4 |
139.0 |
79.6 |
56.6 |
-59% |
| 11.สินเชื่อในประเทศ (พันล้านบาท) |
6,060.9 |
5,472.7 |
5,248.3 |
4,913.1 |
-9.4% |
| 12.ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ (%) |
5 |
4.50 |
3 |
2.25 |
-45% |
| 13.หนี้สาธารณะ (ล้านล้านบาท) |
1.7 |
2.7 |
3.3 |
3.8 |
+32% |
เมื่อไรที่ทุนสำรองทางการลด จากการปกป้องค่าเงินบาท ความไม่มั่นใจ จะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง นักเก็งกำไรรู้ดีในข้อนี้ ดังนั้น สถานการณ์ค่าเงินบาท ณ วันที่รัฐบาลกำลังจะอำลาจากไปกับวันที่เข้ามาคงไม่แตกต่างกันนัก และหากเกิดการโจมตีค่าเงินบาท ครั้งใหม่จริง ไทยอาจจะกลับสู่จุดล่มสลาย ซึ่งอาจร้ายแรงกว่าปี 2540 ด้วยซํ้า !!
การส่งออกของประเทศ เป็นภาคเดียวที่ถือได้ว่า ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง และรายได้จากการส่งออกนี้เอง เป็นเงินที่เข้ามาหล่อเลี้ยง ประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2541 มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 52,878.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปี 2542 มีมูลค่า 56,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และปีนี้เพียง 9 เดือนแรก มีมูลค่าการส่งออก 44,028 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จากปีก่อน 21.8%
แต่ปัญหาคือ รัฐบาลนี้ไม่ได้จริงจัง ในการปรับโครงสร้าง ภาคการส่งออก และพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมทั้งการเจรจาขาย ในลักษณะรัฐต่อรัฐมากเท่าที่ควร การส่งออกของไทยจึงย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่หลายประเทศ ที่เคยล้าหลังอย่าง จีน, อินเดีย, เวียดนาม เริ่มพัฒนาสินค้าขึ้นมา ในระดับใกล้เคียง ขณะนี้เกิดจากอานิสงส์ ของค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และการตัดราคาขายกัน ของผู้ประกอบการเท่านั้น!!
ที่สำคัญ ขณะนี้การนำเข้า ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก โดยใน 9 เดือนแรกปีนี้ การนำเข้ามีมูลค่า 40,262 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35.9% เริ่มทำให้รายได้สุทธิ ที่จะเข้ามาหล่อเลี้ยงประเทศลดน้อยลง โดยดุลการค้าประเทศ ลดลงเรื่อยๆ 9 เดือนแรกของปีนี้ ดุลการค้าของไทยเกินดุล 4,368 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ปีก่อนระยะเดียวกัน ไทยเกินดุล 7,167 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่ต่างชาติ มองอยู่เริ่มลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน โดย 9 เดือนแรกของปีนี้ ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 6,998 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ปีก่อนหน้าเกินดุล 9,215 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ที่น่าเป็นห่วงคือการเกินดุลนี้ กำลังลดลงเรื่อยๆ โดยที่รัฐบาลไม่มีมาตรการ หรือความพยายาม ที่จะลดการนำเข้าที่ไม่จำเป็นลง ความมั่นใจของต่างชาติ จึงเริ่มลดลงเรื่อยๆ ตามดุลที่เกินดุลลดลง เพราะการลดลง ของดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ได้เปลี่ยนเป็นการลงทุน ในประเทศอย่างเมื่อกาลก่อน ส่งผลให้การลงทุนใหม่ จากต่างประเทศ ยังไม่เข้ามาลงทุนเพิ่ม
ตลาดหุ้นซึ่งเป็นตัวสะท้อน ถึงความมั่นใจ ในทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่สำคัญที่สุดนั้น ก็มีสภาพไม่ต่างไปจาก ตัวชี้วัดดัชนีเศรษฐกิจตัวอื่นๆ หากนับจากเดือน พ.ย. 2540 ที่รัฐนาวาชวน 2 เข้ามานั่งกุมบังเหียนนั้น ดัชนีหุ้นยืนอยู่ ที่ระดับ 507 จุด แต่ล่าสุด 3 พ.ย. ดัชนีซึ่งเป็นตัวสะท้อนราคาหุ้น ในตลาดได้หล่นตุ๊บลงมาเหลือ 287.84 จุด ลดลงไปกว่า 219 จุด ขณะที่มูลค่าราคาตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแค็ป หายไปกว่า 3 แสนล้านบาท ไม่นับรวมบริษัทหุ้นที่ถอดใจ ออกจากตลาดหลักทรัพย์ เพราะทนอยู่ไม่ไหว รวมทั้งหุ้นของบริษัทที่ขาดทุน ล่มสลายและถูกเฉดหัวออกจากตลาด
$$$$$$$$$
ถึงตรงนี้ "ทีมเศรษฐกิจ" คงไม่ชี้ลงไปว่า นโยบายที่ทำมาของรัฐบาลเป็นอย่างไร แต่ภาพทั้งหมด ที่ออกมานี้ เป็นอีกมุมมองที่สะท้อนจากความจริง ที่เกิดขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ และคนไทย หลังการบริหารประเทศ ของรัฐบาลชวน 2 ในเวลา 2 ปี 11 เดือนกับ 28 วัน.
ทีมเศรษฐกิจ
ä·ÂÃѰ 6 ¾.Â.2543
Go back to the Main Page