ทีมข่าวการเงิน
กรุงเทพธุรกิจ
2 ก.ค.2544
|
ค่าของเงินบาทที่แท้จริงในสถานการณ์ปัจจุบันเสื่อมค่าลงทุกวัน ไม่เพียงเป็นผล สะท้อนมาจากการถดถอยของภาพรวมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งเป็นคลื่นลูกสุดท้ายของวงจรเศรษฐกิจ กำลังถูกกระทบจากวิกฤติการณ์ของระบบสถาบันการเงิน และระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ยังตกเป็นเหยื่อของประเทศมหาอำนาจที่บีบคั้นให้ต้องเปิดฐานะ "สวอป" ซึ่งทำให้ เจ้าหนี้ต่างชาติรุมเรียกหนี้คืนเพราะมองเห็นความอ่อนแอในศักยภาพทางการเงินของประเทศในขณะนั้น ภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ซึมซับและยอมรับว่า เป็นปัญหาใหญ่และหนักหน่วงที่รัฐบาลนี้จะต้องเผชิญ ก็คือ ต้นทุนของการกอบกู้วิกฤติการณ์เศรษฐกิจ ได้ใช้เม็ดเงินก้อนโตเกือบ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) หรือใช้เงินกว่า 2.5 ล้านล้านบาท นับแต่เกิดวิกฤติจนถึงปัจจุบัน กำลังทำให้ค่าเงินบาทที่แท้จริงเสื่อมลงไปเรื่อยๆ เพราะผลกระทบจากการเสื่อมทรุดลงของภาคธุรกิจที่แท้จริง และยังส่งผลทางลบต่อศักยภาพของทรัพยากรบุคคลในประเทศไทย ที่สูญเสียทั้งโอกาส และความสามารถในการแข่งขัน "การจะฟื้นฟูสถานภาพความสามารถของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และคุณภาพของคนไทยให้กลับมาเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์ อาจจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี" นักเศรษฐศาสตร์ไทยกล่าว นับจาก 2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาลไทยในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี ดร.ทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตัดสินใจปล่อยค่าเงินบาทให้เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ซึ่งเปรียบเสมือนเขื่อนทำนบสุดท้ายที่พังทลายลง เพราะฐานะทุนสำรองที่เหลืออยู่ในกระเป๋าเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามปกป้องค่าเงินบาทให้รอดพ้นจากการโจมตีของนักเก็งกำไรค่าเงิน (Hedge Funds) แต่ต้องพ่ายแพ้ โดยสามารถกอบกู้สถานการณ์เพียงแค่ยันไว้เท่านั้น สถานภาพของประเทศไทยในขณะนั้น เหมือนถูกต้อนให้จนตรอก เนื่องจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงินที่ผิดพลาดในอดีต จนกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงปี 2533-2539 เศรษฐกิจขยายตัวสูง 8-10% ต่อปี และมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมหาศาล 8-9% ของจีดีพี ในปี 2539 ด้วยความประมาทในการดำเนินนโยบายการเงินที่เปิดเสรี ให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยและธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ สามารถทำธุรกรรมวิเทศธนกิจ (BIBF)ได้อย่างเต็มที่ และปล่อยให้เงินทุนไหลเข้าออกได้เป็นอิสระ โดยมีโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยลอยตัว มาตั้งแต่สมัยนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะที่ตรึงระบบอัตราแลกเปลี่ยนผูกติดค่าเงินบาทไว้กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีน้ำหนักมากกว่า 90%ในระบบตะกร้าเงิน (Basket of Currency) ในรายงานของคณะกรรมการการศึกษาการปฏิรูประบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ของนายนุกูล ประจวบเหมาะ ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การเปิดเสรีของ BIBF โดยไม่เป็นขั้นเป็นตอน และไม่มีมาตรการป้องกันรองรับ เป็นจุดชนวนที่ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินและระบบสถาบันการเงินของไทย การตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.ขณะนั้น ซึ่งมีนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท. และดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการ และในฐานะผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งที่ค่าเงินบาทถูกโจมตีถึง 12 ครั้งใหญ่ๆ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 เป็นการนำไปสู่วิกฤติการณ์ทุนสำรองของประเทศ โดยเฉพาะการถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนัก ช่วง 12-15 พ.ค.2540 จนเงินทุนสำรองสุทธิลดลงเหลือเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากที่เคยมีเมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค. 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ บทเรียนของวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเงินของไทยเมื่อ 4 ปีก่อน ไม่เพียงแต่สะท้อนความผิดพลาดและประมาทในการดำเนินนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นความอ่อนแอของผู้บริหารประเทศ ที่นำไปสู่การตกเป็นเหยื่อของประเทศมหาอำนาจใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาในช่วงที่นายโรเบิร์ต รูบิน เป็นรัฐมนตรีคลัง ส่งสัญญาณคัดค้านการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) หากประเทศไทยในขณะนั้นไม่เปิดฐานะภาระ"สวอป" ที่มีจำนวนถึง 2.3หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีหนี้ต่างประเทศกว่า 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง กล่าวว่า การเปิดเผยฐานะ "สวอป" เท่ากับเปิดเผยฐานะการอ่อนแอของระบบการเงินของประเทศ ทำให้เจ้าหนี้ต่างชาติพากันเรียกหนี้คืนจำนวนมากในระยะต่อมา โดยเฉพาะสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ค่าเงินบาทได้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วจาก 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากการประกาศลอยตัว โดยลงไปถึงระดับ 56-57 บาทในช่วงต้นเดือนมกราคม 2541 แต่ภายหลังจากบรรดานักเก็งกำไรค่าเงิน (Hedge Funds) ปลดภาระสวอปแล้ว เงินบาทได้กลับมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง นอกจากนี้ ประเทศมหาอำนาจได้บีบคั้นให้รัฐบาลไทย ต้องยกเลิกการห้ามเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนในระบบ 2 ตลาด หรือ 2 tier markets โดยตลาดหนึ่งเป็นการซื้อขายเงินตราต่างประเทศภายนอกประเทศ (ออฟชอร์) และตลาดในประเทศ (ออนชอร์) ในเดือนมกราคม 2541 หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ประกาศมาตั้งแต่ต้นปี 2540 เพื่อป้องกันการโจมตีค่าเงินบาท ซึ่งการยกเลิกระบบ 2 ตลาดในครั้งนั้น เท่ากับเป็นการหยิบยื่นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับนักเก็งกำไรค่าเงิน เนื่องจากนักเก็งกำไรเหล่านี้เป็นพวก Hedge Funds สามารถที่จะหาเงินบาทมาส่งมอบคืนให้กับสัญญาสวอปที่ทำล่วงหน้าไว้ เงินบาทถูกโจมตีเมื่อ 4 ปีก่อน ไม่ใช่เป็นบทเรียนที่โดดเดี่ยวในการตกเป็นเหยื่อของบรรดานักเก็งกำไรค่าเงินที่มีความสัมพันธ์อันล้ำลึกกับกลุ่มผู้บริหารของประเทศมหาอำนาจ แม้แต่นายพอล ครุกแมน ได้เขียนบทความตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้หลังจากนั้น และเป็นการตอกย้ำให้รัฐบาลทักษิณต้องไม่ลืมบทเรียนของค่าเงินบาทไทยที่เกิดขึ้นในอดีต บทเรียน 4 ปีที่ประเทศไทยได้รับมาก็คือ ทุนสำรองที่กลับคืนมา 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐและระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวที่ปล่อยให้ราคาหรือค่าเงินบาทมีการปรับตัวได้ตามภาวการณ์ที่เป็นจริงทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญต่อไปก็คือการเสื่อมค่าของเงินบาท ซึ่งในขณะนี้มีการเคลื่อนไหวที่อ่อนตัวกว่า 45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตราบเท่าที่การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจยังไม่บรรลุเป้าหมาย 'รัฐแตกคอ'ต้นตอถล่มค่าเงิน จากงานเขียนของพอล ครุกแมน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งเอ็มไอที ระบุว่า ไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมาเลเซีย เคยให้สัญญามานานหลายเดือนว่าจะไม่ลดค่าเงินบาท แต่ในเดือนกรกฎาคม 2540 ก็ได้ทำให้บรรดานักลงทุนตกใจ โดยการประกาศลอยตัวค่าเงินบาททำให้นักลงทุนเริ่มขายเงินริงกิตมาเลเซีย เปโซฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซียรูเปี๊ยะห์ เรื่องนี้กระตุ้นผู้นำมาเลเซียจนเป็นเรื่องร้อน "รัฐบาลสหรัฐกระตุ้นให้จอร์จ โซรอส บ่อนทำลายเศรษฐกิจประเทศเอเชีย เพราะต้องการยัดเยียดคุณค่าตะวันตกให้กับประเทศเหล่านี้" คณะรัฐมนตรีของ ดร.มหาธีร์ขยายคำพูดของผู้นำตัวเอง จนกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับรัฐบาลชุดหนึ่ง ที่มีผลประโยชน์ระยะยาว ในการคงสัมพันธ์ที่ดีกับนักลงทุนทั่วโลก พอล ครุกแมน บอกว่า การผันผวนของค่าเงินมีสาเหตุพื้นฐานจากความขัดแย้ง เป็นปฏิบัติการชั่วร้ายทำลายล้างและเป็นอาชญากรชั้นสูงระดับโลก การตั้งข้อสังเกตส่วนนี้ สามารถบอกได้ว่าโซรอสไม่ใช่ผู้เล่นรายสำคัญในวิกฤติ เนื่องจากในช่วงต้นทศวรรษหลังปี 2533 หนึ่งในบรรดานักเก็งกำไรค่าเงินกล้าได้กล้าเสี่ยงและทะเยอ ทะยานมากที่สุดในโลกรายหนึ่ง คือธนาคารกลางในความควบคุมของรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งถอนตัวจากธุรกิจหลังจากสูญเสียเงินเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์ มาตรฐานการสนองตอบของนักเศรษฐศาสตร์ คือการตำหนิตลาดเงินในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อส่งข่าวสารว่าวิกฤติเป็นแนวทางของตลาดบอกรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งว่า นโยบายของรัฐนั้นๆ ไม่ต่อเนื่อง อาจแปลกใจว่าสารใดถูกส่งไป แต่กล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบที่ถูกต้อง เป็นสถานการณ์ง่ายๆ ที่เป็นเหตุเป็นผล นักเก็งกำไรจะไม่รอเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมด้วย ช่วงเวลาบางช่วงที่สำคัญ พวกเขาจะเคลื่อนไหวพร้อมกันหมดในทันที และทุนสำรองหลายพันล้านดอลลาร์อาจหายวับไปในเวลาไม่กี่วันหรือในเวลาไม่กี่ชั่วโมง วิกฤติค่าเงินเกิดขึ้นทันที ไม่ได้หมายความว่า มีการจู่โจมในช่วงท้องฟ้าปลอดโปร่ง ในรูปแบบเศรษฐกิจได้มาตรฐาน ความเลวร้ายที่แท้จริงเป็นการขัดแย้งของนโยบายรัฐบาลเอง สิ่งหนึ่งคือตลาดต่างๆ ไม่ได้สงบนิ่งเสมอไป มีหลักฐานมากมายในตลาดเงินต่างๆ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแห่ตามฝูง "herding" ทุกคนขายกันง่ายๆ เนื่องจากคนอื่นๆ พากันขายเหมือนกัน สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากนักลงทุนรายย่อยที่ปราศจากเหตุผล อาจเกิดขึ้นเนื่องจากเงินจำนวนมากในโลกนี้ อยู่ในการดูแลของกลุ่มผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะไม่ถูกตำหนิหากพวกเขาทำในสิ่งที่คนอื่นๆกำลังทำ เหตุอย่างหนึ่งที่ตามมาจากพฤติกรรมแห่ตามฝูง คือค่าเงินในประเทศหนึ่งอาจนำไปสู่การเทขายอย่างไม่มีเหตุมีผล ครุกแมน กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่มีวิธีป้องกัน ค่าเงินเสียทีเดียว แต่ยังมีวิธีป้องกันค่าเงินที่ได้ผลความจริงมีอยู่ 2 วิธี อย่างแรกเรียกว่ากลยุทธ์การเพิกเฉย เป็นการปฏิเสธนักเก็งกำไรโจมตีค่าเงินเป้าหมายในอัตราคงที่ อีกวิธีหนึ่งเรียกว่า กลยุทธ์ภรรยาซีซาร์ (Ceasar's wife) เพื่อแน่ใจอย่างยิ่งว่าการกระทำการใดๆ ในอัตราแลกเปลี่ยนใดเป็นพิเศษนั้นน่าเชื่อถือเสมอ ไม่มีใครโจมตีค่าเงินกิลเดอร์ของ เนเธอร์แลนด์เลย เพราะชัดเจนว่าเนเธอร์แลนด์มีทั้งความสามารถและความตั้งใจที่จะตรึงค่าเงินไว้กับค่าเงินมาร์คของเยอรมนี แต่ทางเลือกที่สามเช่นกัน โดยสามารถสร้างกฎระเบียบรอบคอบ เพื่อกันไม่ให้คนเคลื่อนย้ายเงินออกนอกประเทศ หากนักลงทุนรู้ว่าการขนเงินออกทำได้ยากก็จะลังเลใจ เป็นกรณีหนึ่งที่ทำได้แต่ไม่นิยม แต่ไม่ใช่เรื่องดูแปลกประหลาดไปเสียทั้งหมด คือมีค่าในการทิ้งประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุน เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงเกิดจากการไหลออกของเงินทุน |
Go back to the Main Page