ไทยจะเดินไปทางไหน

อานันท์ ปันยารชุน

วันที่ 11 กันยายน เหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิด ณ นครนิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดฝันหรือคาดคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เหตุการณ์ที่มีการก่อการร้ายแบบสยองขวัญ มีการก่อวินาศกรรมที่ทำให้คนเสียชีวิตนับพันคน มีการทำลายอาคารซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม และเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งทางด้านการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการจู่โจม และก่อให้เกิดการประหัตประหารชาวอเมริกันบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอเมริกา(สมัยคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อ่าว Pearl Harbor เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่เกาะ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นแผ่นดินใหญ่) เพราะฉะนั้น ความตกใจ ความโกรธแค้น ความอาฆาตพยาบาทของคนอเมริกันซึ่งเป็นไปตามวิสัยของปุถุชนนั้น ก็ย่อมต้องมีและนับเป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะต้องพยายามสร้างกำลังใจ ปลอบขวัญ และก็สัญญาที่จะโต้ตอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาชาวโลกต่างก็ประจักษ์ชัดว่า การโต้ตอบของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นการโต้ตอบที่ไม่ถึงกับเป็นลักษณะที่จะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้ กอปรกับเสียงเตือนจากกลุ่มประเทศพันธมิตร เสียงเตือนจากมิตรประเทศ และเสียงเตือนจากกลุ่มชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการใช้ระเบิดที่อัฟกานิสถานนั้นก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ชาวอเมริกันเรียกว่า "สงครามต่อสู้การก่อการร้าย" นั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่รูปแบบสงครามอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นการใช้คำพูดใช้คำว่า "War" เพื่อแทนการต่อสู้เพื่อทำลายล้างการก่อการร้าย และโครงสร้างการก่อการร้าย

"ผมอยากจะคิดว่าการทิ้งระเบิดอัฟกานิสถานนั้นก็คงจะมีไปอีกไม่นานนัก เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะแรงโต้ตอบและกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศมุสลิม และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า คุณจะทิ้งระเบิดใส่ภูเขา กับก้อนหินไปได้นานแค่ไหน"

ถึงแม้ว่าในขณะนี้รัฐบาลอเมริกันจะแถลงอยู่เสมอว่า สงครามการใช้ขีปนาวุธที่อัฟกานิสถานมิได้เป็นการแก้แค้น แต่เป็นเรื่องของการแสวงหาความยุติธรรม ซึ่งหลายฝ่ายอาจประจักษ์แก่ตัวเองแล้วว่าถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเพียงกุศโลบายทางการทูตเท่านั้น เนื่องจากอัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทั้งสรรพกำลังและยุทธปัจจัยที่จะต่อสู้กับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้ สงครามที่เกิดขึ้นนั้นจึงไม่ใช่สงครามที่ก่อขึ้นเพื่อสำแดงผลว่าแพ้หรือชนะ หากแต่เป็นสงครามเพื่อการโต้ตอบการก่อการร้ายที่แสดงออกถึงความเคียดแค้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นความพยาบาทในระดับหนึ่ง

ในส่วนของการดำเนินนโยบายเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกานั้น คาดว่าจะเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องและใช้เวลาหลายปี โดยในระยะแรกจะเริ่มต้นด้วยการจู่โจมด้วยขีปนาวุธควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีการก่อตั้งรัฐบาลผสมในอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลผสมอาจจะประกอบด้วยอดีตพระมหากษัตริย์ พันธมิตรฝ่ายเหนือ และหัวหน้าเผ่าต่างๆ

อย่างไรก็ตามการติดตามที่จะทำลายล้างบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นตัวการในการก่อการร้ายอย่าง นายบิน ลาเดน และเครือข่ายนั้น นับได้ว่าเป็นการดำเนินการในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินในอันที่จะปิดโอกาสการแสวงหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย และการเฝ้าระวังเครือข่ายผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในประเทศต่างๆ รวมถึงการสังเกตการณ์กลุ่มประเทศที่ยังคงให้ความช่วยเหลือหรือยังให้ที่หลบซ่อนแก่เครือข่ายผู้ก่อการร้าย ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจเป็นอย่างมากในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปีแรก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่ผลพวงอันเกิดจากการก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้าวันที่ 11 กันยายนนั้น ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ.2544 อาจจะถดถอยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ในลักษณะที่ต่ำหรือติดลบ ซึ่งเมื่อผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน จึงก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจทันที

สิ่งซึ่งจะกลายเป็นผลกระทบในระยะยาวต่อไปก็คือ "ความไม่แน่นอน" ในหมู่นักธุรกิจและผู้ประกอบการต่างก็ทราบดีว่า "ความไม่แน่นอน" นับเป็นปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ ความไม่แน่นอนว่าสงครามจะลุกลามหรือไม่-ทั้งๆ ที่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ลุกลาม-ความไม่แน่นอนว่าการต่อสู้เพื่อปราบปรามการก่อการร้ายนั้นจะยาวนานไปอีกเท่าไรและจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นใดบ้าง จะมีการขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารไปยังประเทศอิรักและอิหร่านหรือไม่ และจะสามารถดำเนินการให้กระบวนการแสวงหาสันติภาพในตะวันออกกลางดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร รวมทั้งการต่อสู้กับขบวนการผู้ก่อการร้ายในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น IRA ในประเทศไอร์แลนด์ กลุ่มมุสลิม หรือกลุ่มแอลจีเรียนในประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง "ความไม่แน่นอน" ในเรื่องดังกล่าวนั้นจะทำให้การคาดการณ์ทางด้านธุรกิจ การวางแผน การลงทุน และการติดต่อค้าขายจะถดถอยลงในช่วง 6 เดือนถึง หนึ่งปีแรก

สำหรับลักษณะจำเพาะของระบบเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกานั้น นับได้ว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ของอเมริกาอาจจะมีมูลค่ามากกว่าประเทศไทยนับหลายร้อยเท่า รัฐบาลอเมริกันได้มีการกำหนดนโยบายอย่างฉับพลันเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ซึ่งได้กำหนดงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามผลสัมฤทธิ์ของนโยบายดังกล่าวก็ยังคงขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญ "ความไม่แน่นอน" ซึ่งไม่มีผู้ใดจะสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการก่อการร้ายเกิดขึ้นอีก และ "ความไม่แน่นอน" นี้จะหยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนและนักธุรกิจต่อไปอีกยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวอเมริกัน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทันทีก็คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการบิน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและจำหน่ายเครื่องบินของบริษัทโบอิ้ง หรืออุตสาหกรรมการเดินทาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริษัทการบินต่างๆ ทั้งในอเมริกา และยุโรป หรือแม้แต่สิงคโปร์ ต่างก็ได้รับการกระทบกระเทือนค่อนข้างรุนแรง ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานั้น บริษัทการบินส่วนใหญ่ต่างก็ประกาศลดจำนวนเที่ยวบินลงถึงประมาณร้อยละ 20-30 จำนวนคนเดินทางก็ลดน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมโรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยทั่วไป

ปัญหาเรื่องน้ำมันก็นับเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้ในช่วงระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่ก็ไม่มีเครื่องชี้บ่งใดที่สามารถระบุได้ว่าการลดราคาน้ำมันนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด เพราะมูลเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงนั้นเกิดขึ้นจากกฎของอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งในช่วงที่ไม่มีความแน่นอน ไม่มีการลงทุน หรือไม่มีกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ความต้องการใช้น้ำมันก็ลดน้อยลง ซึ่งส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดน้อยลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในภาพรวมของธุรกิจภาคพลังงานนั้น คาดว่าจะมีการเพิ่มต้นทุนการผลิตเพื่อนำเม็ดเงินไปเสริมสร้างและพัฒนามาตรการรักษาความปลอดภัยของท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน และช่องทางการขนส่ง

นอกจากนี้ ผลกระทบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้แก่ ความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐอเมริกาอาจจะเรียกร้องให้มีมาตรการกีดกันเหล็กนำเข้าเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมการเดินทางเรือและการขนส่งก็คาดว่าจะได้รับการกระทบกระเทือนเช่นกัน อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นไม่ใช่เป็นผลกระทบในเชิงลบเพียงด้านเดียว เนื่องจากประเทศที่มีประชาชนชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ อินเดีย และมาเลเซียนั้น ความรู้สึกและทัศนคติของคู่ค้าในอเมริกาหรือยุโรปที่ประสงค์จะสั่งซื้อสินค้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าวก็อาจลดน้อยลง เพราะเหตุว่าหากสงครามในอัฟกานิสถานยังคงยืดเยื้อและขยายวงกว้างออกไป ก็อาจเป็นไปได้ว่าชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะเดินทางเข้าร่วมสงครามเพื่อช่วยเหลือชาติมุสลิมด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ประเทศมุสลิมเกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของขีดความสามารถการผลิตสินค้าและอาจสูญเสียความสามารถในการขนส่งสินค้าได้ในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่ง ณ จุดนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยอาจจะได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โดยส่วนตัวแล้ว พบว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทย นับว่ามีจุดเด่นและปัจจัยสนับสนุนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในหลายแง่มุม อาทิ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Convention City หรือเมืองแห่งการประชุมนั้น พบว่าคนส่วนใหญ่ที่เดินทางไปยังสิงคโปร์เป็นนักธุรกิจที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถาน วัฒนธรรม หรือสิ่งสวยงามตามธรรมชาติแต่อย่างใด ซึ่งภายหลังจากการก่อวินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกา ได้มีการยกเลิกการสำรองห้องพักที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสิงคโปร์มีการยกเลิกการประชุมใหญ่ที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมถึงสี่พันคน ในขณะที่ประเทศไทยนั้น นับได้ว่ามีผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากคนที่เดินทางมายังประเทศไทยมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อพักผ่อน หรือดำเนินธุรกิจ โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่เดินทางมายังประเทศไทยมีจำนวนลดลงเพียงเล็กน้อย

"การทำตลาดที่ดีในเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นโอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเมืองไทยนั้นเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ผมยังคิดถึงศัพท์ที่พูดกันทั่วไปว่า no news is good news ซึ่งหมายความว่าข่าวส่วนใหญ่จะเป็นข่าวเลวทั้งนั้น ซึ่งถ้าเผื่อเราไม่มีข่าวอยู่ในโลกนี้ แสดงว่าเราเรียบร้อย ฉะนั้น Thailand is no news, Thailand is good news"

ปัญหาและผลกระทบที่เกิดกับประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีเหตุปัจจัยจากเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน เพียงประการเดียว เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่มาซ้ำเติมปัญหาที่ประเทศไทยสะสมอยู่ ดังนั้นการมองภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องมองภาพก่อนวันที่ 11 กันยายนด้วย ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 4 ปีก่อน ช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินอันเป็นผลมาจากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกี่ยวกับการผลิต นวัตกรรม และการตลาดโดยตรง เป็นการลงทุนชนิดที่เรียกว่า "ไม่ลืมหูลืมตา" ในเรื่องกิจกรรมเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เรื่องของการค้าขายกับต่างประเทศและการผลิตผลิตภัณฑ์ หรือเรียกกันว่า non-traded item ซึ่งได้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทการเงิน โครงสร้างขั้นพื้นฐาน และโทรคมนาคม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตส่วนเกินเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราส่วนการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยลดลงเหลืองบประมาณร้อยละ 55-60 ซึ่งเมื่อกำลังผลิตนั้นเกินความต้องการก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น

ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจประเภท non-traded item 4-5 รายการข้างต้นได้ดึงทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศไปสู่ภาคธุรกิจเหล่านั้นเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคลและเงินทอง ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในตลาดบุคลากร และตลาดอื่นๆ เป็นอันมาก ในสมัยนั้นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างก็ทราบดีว่า การสรรหานักการเงินและบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญนับเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบริษัทการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ โทรคมนาคม ต่างก็เสนอผลตอบแทนการจ้างงานมากกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 3-4 เท่าตัว

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจการธนาคาร ทำให้ธนาคารส่วนใหญ่เร่งแสวงหาแนวทางการเพิ่มเงินทุนทั้งจากในและต่างประเทศ ระบบสินเชื่อในลักษณะไว้ใจกัน หรือในรูปแบบที่นักธุรกิจให้เครดิตแก่นักธุรกิจกันเองสูญหายไปหมดสิ้น ระบบการให้สินเชื่อทั้งในระบบธนาคารและนอกระบบธนาคารต่างก็หายไปอย่างฉับพลัน ธนาคารเพิ่มเงินทุนได้ มีเงินฝากมากมายแต่ก็ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ให้แก่ภาคธุรกิจ ไม่ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่ออย่างไรก็ไม่เป็นผล เนื่องจากธนาคารไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ธนาคารเป็นเจ้าของเงินและทรัพย์สินซึ่งต้องแสดงความรับผิดชอบต่อจำนวนเงินนั้นกับผู้ฝาก นอกจากนี้การปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานับเป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเป็นการปรับในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหนี้สินเท่านั้น อาทิ ขยายเวลาการชำระ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

สําหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้ดำเนินการในการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ยังไม่มีการปรับปรุงการบริหารงานให้มีความโปร่งใสมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และเป็นที่ไว้ใจของผู้ที่จะให้เงินทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของประเทศไทยนั้น เป็นภาคที่พึ่งพาเงินกู้จากธนาคารเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ขณะนี้มีเม็ดเงินอยู่ในระบบธนาคารมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถนำเม็ดเงินเหล่านั้นมาใช้เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ธุรกิจของตนได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ประกอบการไม่มีโครงการใหม่ที่มีโอกาสและความเป็นไปได้มากพอที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้

สำหรับในเรื่องของการลงทุนนั้น ขณะนี้นักลงทุนแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในเรื่องของความไม่แน่ใจปัจจัยต่างๆ ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนและมีเงินทุนใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยน้อยมาก และถึงแม้บริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยจะมีการลงทุนเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในเมืองไทยเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว ซึ่งมีเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่เมืองไทยถึงปีละกว่า 10,000-15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสมัยที่เรียกกันว่า "เศรษฐกิจฟองสบู่" ประเทศไทยมีการลงทุนโดยตรงเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลค่าการลงทุนอาจมากถึงร้อยละ 30-40 ของจีดีพี ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงเกินไป ในขณะที่ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนอาจปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 ของจีดีพีเท่านั้น รัฐบาลในปัจจุบันพยายามที่จะคิดใหม่ ทำใหม่ แล้วก็มีการเริ่มดำเนินนโยบายในสิ่งที่รัฐบาลนี้เรียกว่าเป็นการเดินทางควบคู่กันไป คือการหาเงินทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถของกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่ง ณ เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า นโยบายที่เป็นการเดินทางขนานเส้นทางนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

"คำถามหนึ่งที่พวกเราทุกคนควรถามตัวเองก็คือว่า ทิศทางของประเทศไทยนั้นควรจะเดินไปทางไหน สิ่งที่ผมกำลังจะพูดนั้น ผมไม่ได้บอกว่าควรจะต้องเป็นทางนี้หรือทางนั้น แต่เป็นสิ่งที่อยากให้พวกท่านทั้งหลายไปนั่งคิดดู"

แนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎีหลักคือ ทฤษฎีที่เริ่มต้นจากการที่เชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจไทยนั้น ไม่ถึงกับร้ายแรงมากเกินไป เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ และประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยวิธีการของตัวเอง ในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยข้อสงสัยว่าประเทศไทยจะแก้ไขเศรษฐกิจได้ด้วยตัวเอง และโดยวิธีการของตัวเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นจะต้องใช้เงินทุนจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมานั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ มักจะมุ่งเน้นไปยังภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อตลาดการส่งออก และนับเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาของประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมการส่งออกของประเทศไทย พบว่าประเทศไทยยังอยู่ในฐานะที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่มาก คู่ค้ารายใหญ่ของประเทศไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละประมาณ 22 20 19 และ 16 ตามลำดับ โดยจุดเด่นของสินค้าส่งออกจากประเทศไทยได้แก่ความหลากหลาย และยังมีเป็นสินค้าภาคการเกษตรร่วมอยู่ด้วย ซึ่งในกลุ่มสินค้าอาหารนั้นไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ยังคงรักษาระดับการส่งออกได้เป็นอย่างดี อาทิ ไก่ กุ้ง ปู ปลา และข้าว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์นั้น ร้อยละ 62 ของสินค้าขาออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวโยงกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งการส่งออกของสิงคโปร์ได้ปรับตัวลดลงมาเป็นเวลาหลายไตรมาสแล้ว

สำหรับสัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไอที ของประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนร้อยละ 31 ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งร้อยละ 31 ของประเทศไทยก็ไม่ใช่ร้อยละ 31 ในแง่ของการผลิต เพราะส่วนใหญ่ไทยยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพื่อนำมาประกอบและส่งออกอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น หากการส่งออกผลิตภัณฑ์ไอที ของไทยลดลง สิ่งที่ไทยจะเสียหายก็คือค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์และเกาะไต้หวันนั้นจะมีความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะประเทศดังกล่าวเป็นผู้ผลิตที่ผลิตทั้งชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จรูปแล้ว จะเห็นได้จากการส่งออกในไตรมาสที่ 3 ของสิงคโปร์ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 6 และเป็นที่คาดการณ์กันว่าปี พ.ศ.2544 เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์จะถดถอยประมาณร้อยละ 1-2 ซึ่งไต้หวันก็มีสถานการณ์เช่นเดียวกันกับสิงคโปร์

"ผมพูดถึงการปฏิรูปอุตสาหกรรมในเมืองไทย และผมคิดว่าภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้ จะไปปล่อยให้รัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่อยู่ไม่กี่เรื่องไม่ได้ เพราะยิ่งไปยุให้คิดใหม่ทำใหม่เขาก็ยิ่งคิดใหม่ทำใหม่ทุกวัน สิ่งที่เราต้องการก็คือคิดใหม่และทำให้เสร็จ คิดใหม่พร้อมกันหลายๆ เรื่องได้ แต่ต้องทำให้เสร็จสักเรื่องหนึ่งสองเรื่อง หรือสามเรื่อง"

รัฐบาลในปัจจุบันนับเป็นรัฐบาลแรกของประเทศไทยที่พูดถึงนโยบายที่พยายามจะหาข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ แต่ที่ยังขาดไปก็คือการทำอะไรให้ครบจบกระบวนการ เนื่องจากการสร้างวิสัยทัศน์นั้น นับเป็นสิ่งที่ดีและให้ความหวังกับตน แต่สิ่งที่ยากก็คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ออกมาเป็นมาตรการและนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถมีผลลัพธ์ได้ และสามารถประเมินผลได้ ซึ่งภายใน 2-3 เดือนภายหลังจากที่กำหนดวิสัยทัศน์แล้ว รัฐบาลควรจะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรการและนโยบายให้เป็นรูปเป็นร่างด้วย ภาคเอกชนต้องริเริ่มในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างภาคธุรกิจของตนเอง และต้องนำหลักการดีๆ ของธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลมาปรับใช้

เมื่อเร็วๆ นี้มีการสำรวจข้อคิดเห็นจากนักธุรกิจต่างประเทศ พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติสบายใจที่จะมาลงทุน ส่วนหนึ่งก็คือภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในส่วนรวมนั้นมีความหลากหลายของตลาดส่งออก เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร มีเสถียรภาพ และเป็นสังคมที่เปิด สังคมที่ให้เสรีภาพกับสื่อ สังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหรือความเห็นที่ขัดแย้ง ไม่มีปัญหาเชื้อชาติ ไม่มีปัญหาศาสนา ซึ่งถึงแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็นับว่าเป็นปัญหาทั่วๆ ไปเหมือนอย่างที่นานาประเทศจะพึงมี

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ประสงค์จะลงทุนในประเทศไทยเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้วกับปัจจุบันนั้น มีความแตกต่างอยู่พอสมควร นักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คงจำได้ดีว่าเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้วนั้น ธุรกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ธนาคารต่างประเทศก็มาร้องขอให้กู้เงินเพิ่ม ซึ่งนักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวดอกเบี้ยในต่างประเทศมีอัตราที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยภายในประเทศ ส่งผลให้หนี้ภาคเอกชนมีมูลค่าสูงกว่าแปดพันล้านเหรียญสหรัฐ ถึงแม้ปัจจุบันหนี้ภาคเอกชนจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมากก็ตาม แต่ในความเป็นจริงนั้น หนี้ดังกล่าวนับว่าไม่ได้ลดลงซักเท่าใดเนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้รับภาระหนี้บางส่วนแทนภาคเอกชน

การจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยนั้น ขึ้นอยู่กับความจริงจังของรัฐบาลในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ความชัดเจนที่รัฐบาลจะนำพาประเทศไปสู่ระบบสังคมเปิดหรือจะเป็นรัฐบาลที่เอาแต่ความคลั่งชาติ ความหลงชาติ มาเป็นเหตุผลกีดกันทางการค้า พ.ร.บ.ใหม่ที่ประกาศบังคับใช้ในเรื่องของธุรกิจโทรคมนาคมอันมีสารัตถะถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นของต่างประเทศจากร้อยละ 49 มาเป็นร้อยละ 25 ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกไปยังผู้ลงทุนต่างประเทศ

ความไม่ชอบมาพากลและพฤติกรรมของผู้ใช้อำนาจทางการเมืองและผู้ประกอบธุรกิจ การคิดโยงกับธุรกิจผูกขาด ธุรกิจบางประเภทซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหากไม่มีการมอบเงินใต้โต๊ะหรือเหนือโต๊ะธุรกิจอันนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโทรคมนาคมก็อยู่ในข่ายนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคโทรคมนาคมเป็นผู้ที่เสียเปรียบที่สุด ต่อไปหากมีการแปรเรื่องของสัญญาโทรคมนาคมตามแนวทางที่อาจจะเกิดขึ้น ผู้บริโภคจะไม่ได้รับอะไรเลย ในขณะที่รัฐจะสูญเสียรายได้กว่า 2-3 แสนล้านบาท โดยรวมแล้วผู้ลงทุนในปัจจุบันต่างก็ต้องการเห็นว่ารัฐบาลจะส่งสัญญาณที่แน่นอนว่าจะเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลที่จะเกิดขึ้นนั้น จะต้องเป็นธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างแท้จริง

"เราอาจจะบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกานั้น ต่อไปผลค่าตอบแทนของการลงทุนในอเมริกานั้นจะถดถอยลงไป เงินทุนหรือ Equity นั้น จะไหลมาเทมาไปสู่ประเทศทั้งหลาย ประเทศไทยจะมานั่งฝันหวานคอยรับเงินอย่างเดียวไม่ได้ ใครเขาจะเอาเงินมาลงทุนหากพื้นฐานของการบริหารที่ดีที่มีประสิทธิภาพ ที่ซื่อตรงต่อผู้ถือหุ้น ที่เงินไม่เข้ากระเป๋าตัวเอง มันยังไม่ปรากฏขึ้น"

ปีที่แล้วประเทศจีนมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จีนเริ่มดำเนินการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้ดำเนินการ Privatize ไปแล้วเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

"ผู้นำประเทศจีนทุกครั้งที่เจอกับผู้ลงทุน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินของอเมริกัน เขาจะพูดเสมอว่าเขาหลงทางมา 50 ปี มัวแต่ไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศซึ่งประสบความล้มเหลว แต่เขาอยากเห็นอีก 50 ปีข้างหน้า จีนจะเลือกทางที่ถูก ว่าจีนจะเลือกใช้ระบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบนี้ทำให้ 1.คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น 2.ทำให้รายได้ของคนดีขึ้น 3.ทำให้ผลิตผลของประชาชนดีขึ้น และ 4.เป็นระบบที่เสริมสร้างนวัตกรรมของคน เป็นระบบที่สนับสนุนคนที่มีความรู้ เขาบอกเขาอยากเป็นอเมริกาในอีก 50 ปีข้างหน้า"

สิ่งที่ผู้นำประเทศจีนกล่าวข้างต้นนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ แต่จากถ้อยแถลงดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณอันชัดเจนไปยังนักลงทุนชาวอเมริกาและชาวยุโรปว่า ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง รวมทั้งพร้อมดำเนินการไปในทิศทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ ณ วันนี้ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางแล้ว หากประเทศไทยยังคงดำเนินการในลักษณะเหยียบเรือสองแคม ซึ่งด้านหนึ่งก็ระบุว่าไทยจะเปิดเสรีทางการค้า ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับชมเชยผู้นำประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ จะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความสับสน และเมื่อเกิดความสับสนก็เกิดความไม่แน่ใจตามมา ซึ่งก็นำกลับมาสู่ตัวแปรสำคัญที่ระบุข้างต้นคือ "ความไม่แน่นอน" ซึ่งนับเป็นอุปสรรคของการลงทุน

รัฐบาลควรส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ด้วยการนำหลักของบรรษัทภิบาลมาใช้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่า เงินที่นำมาลงทุนนั้นจะไม่เข้าไปสู่กระเป๋าของเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารบางคนเท่านั้น แต่จะเป็นการใช้เงินที่มีความโปร่งใส ที่มองถึงผลประโยชน์ของธุรกิจในส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลควรจะมีมาตรการหลายด้านนอกเหนือไปจากการชี้นำเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรจะอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม นำหลักธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลมาปรับใช้ในภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อสร้างให้เป็นจุดเด่นนอกเหนือไปจากการที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตย

"หากเงินทุนจากต่างประเทศไหลมายังประเทศไทย กิจกรรมทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น โครงการดีๆ จะมีมากขึ้น จะมีคุณภาพมากขึ้น และเมื่อถึงบัดนั้นแล้ว ธนาคารไทยก็จะปล่อยเงินเอง แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือว่าการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยนั้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเท่านั้น ไม่ใช่บริษัทแต่ละบริษัททำ บริษัทแต่ละภาคธุรกิจจะต้องทำร่วมกัน อุตสาหกรรมเหล็กของเมืองไทยมีผู้ผลิตกว่า 30 ราย ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของประเทศญี่ปุ่นซึ่งใหญ่กว่าเรามากกลับมีผู้ผลิตรวมตัวกันเหลืออยู่ 2-3 รายเท่านั้น

ทุกวันนี้คุณเปิดหนังสือพิมพ์ หรือรับชมรับฟังข่าวสารจากซีเอ็นเอ็น บีบีซี จะได้ยินอยู่เสมอว่าธนาคารนั้นรวมตัวกับธนาคารนี้ บริษัทนั้นรวมตัวกับบริษัทนี้ มันไปในทางนั้นหมด ดังนั้นแล้วต่างคนต่างสู้ก็จะไม่ไหว และต่างคนต่างสู้ก็จะตายกันทั้งหมด แต่ใจผมยังเชื่อว่าเมืองไทยยังมีโอกาสอีกมาก ขอให้คิด ขอให้ทำ และก็ขอให้มีความเชื่อมั่นว่า จะทำอะไรนั้นอย่านึกถึงแต่กระเป๋าตัวเอง เพื่อนฝูง พรรคพวก แต่ขอให้นึกถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจนั้นทั้งหมด

ธุรกิจเจริญ เจ้าสัวก็เจริญขึ้น หลงจู๊ก็เจริญขึ้น ผู้ถือหุ้นก็เจริญขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะเจริญขึ้น"

บรรยายพิเศษในการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จันทร์ 15 ตุลาคม 2544 เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 5-6 พ.ย.2544

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1